Home

▼

เริ่มแล้ว... "พระโขนง Sandbox Boot Camp"

 


เริ่มแล้ว... "พระโขนง Sandbox Boot Camp" เมื่อห้องเรียน
ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อเรียน แต่มีไว้เพื่อ "สร้างคน" ที่จะเปลี่ยนโลก

วันที่ 2 - 3 กรกฎาคม 2569 ณ หอประชุมโรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย จะไม่ใช่เพียงอีกสองวันของการจัดกิจกรรม หากแต่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งสำคัญ ที่จะปลุกศักยภาพของเยาวชนให้ลุกขึ้นมาเป็น "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" ของสังคม

เพราะโลกใบนี้ไม่ได้ต้องการเพียงคนที่มีความรู้ แต่ต้องการคนที่กล้าคิด กล้าลงมือทำ และกล้าสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิม

AMETHYST (อเมทิสต์) กลุ่มนักสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovators) ผู้ขับเคลื่อนโครงการ พระโขนง Sandbox เชื่อมั่นว่า "โอกาส" ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่สามารถออกแบบและสร้างขึ้นได้ หากเราเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง

พระโขนง Sandbox Boot Camp จึงถูกออกแบบให้เป็นมากกว่ากิจกรรมอบรม แต่เป็นพื้นที่แห่งการค้นพบศักยภาพ พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ และพื้นที่แห่งการเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้นั่นเองครับ...

 


ตลอดสองวันของการเรียนรู้ นักเรียน ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกระบวนการเรียนรู้แบบ Experiential Learning ที่เชื่อว่าประสบการณ์คือครูที่ดีที่สุด ได้เรียนรู้แนวคิดการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ที่ไม่ได้สร้างเพียงธุรกิจ แต่สร้างคุณค่าให้สังคม ได้เสริมสร้างความรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy) เพื่อให้สามารถบริหารชีวิตและอนาคตได้อย่างมั่นคง และได้ร่วมออกแบบนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) ที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงของชุมชนครับ

เหนือสิ่งอื่นใด กิจกรรมนี้คือเวทีที่เชื่อมโยงพลังของภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ให้มาร่วมกันสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ ที่ทำให้เยาวชนไม่เพียง "เรียนเพื่อสอบ" แต่ "เรียนเพื่อสร้างอาชีพ สร้างคุณค่า และสร้างการเปลี่ยนแปลง"

นี่คือหัวใจของโครงการ "ห้องเรียนทำเงิน "พระโขนง Sandbox" ห้องเรียนที่เชื่อว่าการศึกษาต้องนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง การสร้างรายได้ และการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ในการนี้ กลุ่ม AMETHYST ขอเรียนเชิญ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาหลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 ตลอดจนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เข้าร่วมกิจกรรม พระโขนง Sandbox Boot Camp ในวันที่ 2–3 กรกฎาคม 2569 ณ หอประชุมโรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายแห่งความร่วมมือ และร่วมออกแบบอนาคตที่เปิดโอกาสให้เยาวชนสามารถเติบโตเป็นผู้สร้างเศรษฐกิจ สร้างสังคม และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ล้วนเริ่มต้นจากคนเพียงไม่กี่คนที่กล้าลุกขึ้นลงมือทำ และเราเชื่อว่า...คนเหล่านั้น กำลังจะถือกำเนิดขึ้นที่ พระโขนง Sandbox Boot Camp แห่งนี้ครับ

AMETHYST ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มผู้จัดกิจกรรม หากแต่คือกลุ่มของนักสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม ผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง นักออกแบบโอกาส และผู้สร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ ที่มุ่งพัฒนา "คน" ให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนชุมชน ประเทศ และโลก ให้ก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน...

 


แผนที่เดินทาง โรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย

แล้วพบกันนะครับ... จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
อาจเริ่มต้นจากการก้าวเข้ามาในห้องประชุมแห่งนี้ เพียงหนึ่งก้าวของท่าน
อาจกลายเป็นก้าวสำคัญของสังคมทั้งสังคมก็เป็นได้ครับ...

 

 


 

สมาชิกกลุ่ม อเมทิสต์ นักสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม ผู้ขับเคลื่อนการแปลี่ยนแปลง
และผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมโครงการ ห้องเรียนทำเงิน (พระโขนง Sandbox)

 


ภายใต้โครงงานนวัตกรรมเพื่อสังคมของนักศึกษา
หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 (A-LIST) สถาบันพระปกเกล้า

AMETHYST เราคือใคร จากการสร้าง "คน" สู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

 

 

AMETHYST (อเมทิสต์) เราไม่ได้กำลังสร้างโครงการ...
แต่เรากำลังสร้าง "คน" ที่จะเปลี่ยนโลก

โลกในวันนี้ไม่ได้ขาดเทคโนโลยี ไม่ได้ขาดเงินทุน และไม่ได้ขาดองค์ความรู้ แต่สิ่งที่โลกกำลังขาด คือ "คน" ที่กล้าลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลง คนที่ไม่รอให้โอกาสเดินมาหา แต่สร้างโอกาสขึ้นมาด้วยมือของตนเอง

คนที่ไม่รอให้สังคมแก้ปัญหา แต่ลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ และนี่คือเหตุผลที่ AMETHYST (อเมทิสต์) ถือกำเนิดขึ้น เราไม่ใช่เพียงกลุ่มคนที่รวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม เราไม่ใช่เพียงเครือข่ายอาสาสมัคร เราไม่ใช่เพียงผู้จัดอบรม หรือผู้พัฒนาโครงการ แต่เราเชื่อว่า...

"มนุษย์ทุกคน คือทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดของประเทศ"

หากเราเปลี่ยนชีวิตคนได้เพียงหนึ่งคน ชีวิตนั้นจะเปลี่ยนครอบครัว ครอบครัวจะเปลี่ยนชุมชน ชุมชนจะเปลี่ยนสังคม และสังคมจะเปลี่ยนประเทศ นั่นคือภารกิจของเรา

สร้างคน สร้างโอกาส สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

และนั่นคือความหมายของการเป็นสมาชิกกลุ่ม AMETHYST นั่นเองครับ...

 


ความหมายของตราสัญลักษณ์ AMETHYST


AMETHYST เปรียบเสมือนอัญมณีที่ผ่านการเจียระไน เช่นเดียวกับการพัฒนามนุษย์ที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ ประสบการณ์ คุณธรรม และโอกาส จนกลายเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและสร้างคุณค่าให้กับสังคม

โลโก้จึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของกลุ่มองค์กร แต่เป็น วิสัยทัศน์ของการสร้าง "พลเมืองแห่งอนาคต (Shaping Future Citizens)"


อักษร "A"


ตัวอักษร A คือ Amethyst และ Aspiration (แรงบันดาลใจ)

สื่อถึงการกล้าที่จะฝัน กล้าที่จะเริ่มต้น และกล้าที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง เป็นสัญลักษณ์ของผู้นำรุ่นใหม่ที่พร้อมพัฒนาตนเองและสังคม

เส้นสีทองที่พาดผ่านตัว A เปรียบเสมือนการก้าวข้ามข้อจำกัด เปลี่ยนศักยภาพให้กลายเป็นโอกาส



วงแหวนสีม่วง

วงแหวนหมายถึง ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ที่เชื่อมโยง

  • ครอบครัว 
  • โรงเรียน
  • ชุมชน
  • ภาครัฐ
  • ภาคเอกชน
  • ภาคประชาสังคม


ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งโอกาสให้เยาวชนเติบโต



อัญมณี 4 ทิศ

อัญมณีทั้ง 4 เม็ด คือ 4 คุณค่าหลัก (Core Values) ของ AMETHYST

  • INTEGRITY


ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม และยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง เราสร้างคนที่ไม่เพียงเก่ง แต่ต้องเป็นคนดี มีจริยธรรม และรับผิดชอบต่อสังคม

  • INNOVATION


กล้าคิด กล้าสร้างสรรค์ และกล้าเปลี่ยนแปลง เราเชื่อว่าการเรียนรู้ต้องไม่หยุดอยู่ในห้องเรียน แต่ต้องสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์โลกแห่งอนาคต

 

  • CITIZENSHIP


พลเมืองที่มีจิตสาธารณะและรับผิดชอบต่อส่วนรวม เราปลูกฝังเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่เห็นคุณค่าของผู้อื่น เคารพความหลากหลาย และร่วมสร้างสังคมที่ยั่งยืน


  • LEADERSHIP


ภาวะผู้นำเพื่อการรับใช้สังคม (Leadership for Impact) เราพัฒนาผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ ทำงานร่วมกับผู้อื่น และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก

 

วงกลมสีทอง

สีทองหมายถึง คุณค่า ความเป็นเลิศ และความยั่งยืน วงกลมยังสะท้อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างพลเมืองแห่งอนาคต

 

สีม่วงอเมทิสต์

สีม่วงของอเมทิสต์เป็นสัญลักษณ์ของ

  • ปัญญา (Wisdom)
  • วิสัยทัศน์ (Vision)
  • ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
  • ความเป็นผู้นำ (Leadership)
  • การเปลี่ยนแปลงเชิงบวก (Transformation)


สื่อถึงการพัฒนาคนให้เติบโตทั้งความรู้ คุณธรรม และจิตสำนึกต่อสังคม

 

ความเชื่อมโยงกับ AMETHYST Framework

ตราสัญลักษณ์นี้สะท้อนแนวคิดของ 6 ทฤษฎีหลัก

  • Human Capital Theory → อักษร A คือการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพของมนุษย
  • Experiential Learning → วงแหวนแห่งการเรียนรู้และการลงมือทำ
  • Empowerment Theory → การเจียระไนอัญมณี เปรียบกับการค้นพบศักยภาพในตนเอง
  • Ecological Systems Theory → วงแหวนที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเป็นระบบนิเวศแห่งโอกาส
  • Social Learning Theory → การเติบโตผ่านเครือข่าย Mentor ชุมชน และการเรียนรู้ร่วมกัน
  • Theory of Change → การหลอมรวมคุณค่าทั้งหมดจนเกิดผลกระทบต่อสังคม



AMETHYST คือการเจียระไนศักยภาพของมนุษย์ให้เปล่งประกาย ผ่านคุณธรรม นวัตกรรม ความเป็นพลเมือง และภาวะผู้นำ เพื่อสร้างคน สร้างโอกาส และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนนั่นเองครับ...

 


เราคือใคร

AMETHYST คือกลุ่มนักสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovators) เราเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เป็นนักออกแบบโอกาส เป็นผู้สร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ และเป็นผู้พัฒนาโครงการ "ห้องเรียนทำเงิน (พระโขนง Sandbox)"

เราเชื่อว่า... การศึกษาที่ดีที่สุด ไม่ใช่การสอนให้จำ แต่คือการสอนให้ "ลงมือทำ" การพัฒนาที่ดีที่สุด ไม่ใช่การช่วยเหลือตลอดไป แต่คือการสร้างศักยภาพให้คนสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง เพราะการให้ปลา ทำให้คนอิ่มเพียงวันเดียว แต่การสร้างคนให้มีความสามารถในการจับปลา จะทำให้เขาเลี้ยงดูครอบครัวได้ตลอดชีวิต และอาจสร้างงานให้คนอีกหลายร้อยคนในอนาคต นี่คือเหตุผลที่ AMETHYST ไม่ได้สร้างเพียง "ผู้เรียน" แต่เราสร้าง "ผู้สร้างโอกาส"

 

ห้องเรียนทำเงิน

ห้องเรียนที่ไม่ได้สอนเพียงให้สอบผ่าน แต่สอนให้มีรายได้ มีอาชีพ และมีอนาคต ห้องเรียนทำเงิน คือ Sandbox แห่งการเรียนรู้ ที่เปลี่ยนห้องเรียนธรรมดาให้กลายเป็นสนามทดลองของชีวิตจริง ผู้เรียนไม่ได้เรียนเพื่อเก็บคะแนน แต่เรียนเพื่อสร้างผลงานไม่ได้เรียนเพื่อท่องจำแต่เรียนเพื่อแก้ปัญหาไม่ได้เรียนเพื่อรอสมัครงานแต่เรียนเพื่อสร้างงาน ผู้เรียนจะได้ฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกขาย ฝึกบริหารเงิน ฝึกทำธุรกิจ ฝึกสร้างคอนเทนต์ ฝึกทำงานร่วมกับผู้อื่น และเรียนรู้จากสถานการณ์จริงเพราะโลกแห่งการทำงานไม่ได้ถามว่า "คุณจำบทเรียนได้หรือไม่" แต่ถามว่า "คุณสร้างคุณค่าอะไรให้โลกได้บ้าง"

 


 6 ทฤษฎีหลัก (Core Theories) ของ AMETHYST

รากฐานทางวิชาการที่ขับเคลื่อนการสร้าง "คน" สู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

1. Human Capital Theory (ทฤษฎีทุนมนุษย์)

ผู้พัฒนาแนวคิดสำคัญ: Theodore W. Schultz และ Gary S. Becker (เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์)

แนวคิดหลัก

Schultz และ Becker อธิบายว่า "มนุษย์" คือทุนที่มีคุณค่าที่สุดของประเทศ การลงทุนด้านการศึกษา ทักษะ สุขภาพ และประสบการณ์ ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทั้งต่อบุคคล องค์กร และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

การประยุกต์ใช้ใน AMETHYST

AMETHYST เชื่อว่า เยาวชนทุกคนคือ "ทุนแห่งอนาคต" การพัฒนาความรู้ ทักษะอาชีพ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ และคุณธรรม จะทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างรายได้ พึ่งพาตนเอง และสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้อย่างยั่งยืน

 


 

2. Experiential Learning Theory (ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์)

ผู้คิดค้น: David A. Kolb

แนวคิดหลัก

Kolb เสนอว่า การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพที่สุดเกิดจาก "การลงมือทำ" และการสะท้อนบทเรียนจากประสบการณ์ โดยประกอบด้วยวงจรการเรียนรู้ 4 ขั้น ได้แก่

  • Concrete Experience (ประสบการณ์จริง)

  • Reflective Observation (การสะท้อนคิด)

  • Abstract Conceptualization (สรุปเป็นองค์ความรู้)

  • Active Experimentation (นำไปทดลองใช้)


การประยุกต์ใช้ใน AMETHYST

โครงการ "ห้องเรียนทำเงิน" ออกแบบให้ผู้เรียนสร้างธุรกิจจริง ผลิตคอนเทนต์จริง บริหารเงินจริง และแก้ปัญหาจริง เพื่อให้เกิดทักษะที่ใช้ได้จริงในชีวิตและการทำงาน

 


 

3. Empowerment Theory (ทฤษฎีการเสริมสร้างพลังอำนาจ)

ผู้บุกเบิกแนวคิด: Julian Rappaport
และได้รับการพัฒนาต่อโดย Marc A. Zimmerman

แนวคิดหลัก

Empowerment คือการสร้างพลังจากภายใน ให้บุคคลเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง สามารถตัดสินใจ กำหนดอนาคต และจัดการชีวิตของตนเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือตลอดไป

การประยุกต์ใช้ใน AMETHYST

AMETHYST ไม่ได้สร้างผู้รับความช่วยเหลือ แต่สร้าง "ผู้สร้างโอกาส" ให้เยาวชนมีความมั่นใจ กล้าคิด กล้าทำ กล้าล้ม และกล้าลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในสังคม

 


 

4. Ecological Systems Theory (ทฤษฎีระบบนิเวศของมนุษย์)

ผู้คิดค้น: Urie Bronfenbrenner

แนวคิดหลัก

Bronfenbrenner อธิบายว่า การพัฒนาของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลเพียงลำพัง แต่ได้รับอิทธิพลจากระบบแวดล้อมหลายระดับ ได้แก่

  • Microsystem (ครอบครัว โรงเรียน เพื่อน)

  • Mesosystem (ความสัมพันธ์ระหว่างระบบ)

  • Exosystem (องค์กร ชุมชน สื่อ)

  • Macrosystem (วัฒนธรรม นโยบาย สังคม)

  • Chronosystem (การเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา)


การประยุกต์ใช้ใน AMETHYST

AMETHYST ทำงานร่วมกับครอบครัว โรงเรียน ภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคม เพื่อสร้าง "ระบบนิเวศแห่งโอกาส" ที่เอื้อต่อการเติบโตของเยาวชน

 


 

5. Social Learning Theory (ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม)

ผู้คิดค้น: Albert Bandura

แนวคิดหลัก

Bandura อธิบายว่า มนุษย์เรียนรู้ผ่านการสังเกต การเลียนแบบ และการได้รับแรงเสริมจากบุคคลต้นแบบ (Role Model) การมี Mentor ที่ดีจึงสามารถเร่งการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประยุกต์ใช้ใน AMETHYST

ผู้เรียนจะได้เรียนรู้จากผู้ประกอบการ นักสร้างนวัตกรรม ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายวิชาชีพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะจากประสบการณ์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จจริง

 


 

6. Theory of Change (ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง)

ผู้บุกเบิกแนวคิด: Carol H. Weiss
ต่อมาได้รับการพัฒนาและนำไปใช้โดยองค์กรระดับโลก เช่น United Nations (UN), World Bank, USAID, และ The Rockefeller Foundation

แนวคิดหลัก

Theory of Change เป็นกรอบการออกแบบและประเมินผลโครงการที่อธิบายเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นเหตุเป็นผล ตั้งแต่

  • Input

  • Activity

  • Output

  • Outcome

  • Impact

ทำให้ทุกกิจกรรมสามารถตรวจสอบได้ว่าก่อให้เกิดผลลัพธ์และผลกระทบที่ต้องการหรือไม่

การประยุกต์ใช้ใน AMETHYST

ทุกโครงการของ AMETHYST ตั้งแต่ "ห้องเรียนทำเงิน (พระโขนง Sandbox)" ไปจนถึงกิจกรรมพัฒนาศักยภาพเยาวชน ถูกออกแบบตามหลัก Theory of Change เพื่อให้สามารถติดตาม วัดผล และพัฒนาผลกระทบเชิงสังคม (Social Impact) ได้อย่างเป็นระบบ

 


ปรัชญาของ AMETHYST

Butterfly Effect (ปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก)

ผู้ริเริ่มแนวคิด: Edward N. Lorenz นักคณิตศาสตร์และนักอุตุนิยมวิทยา ผู้บุกเบิก Chaos Theory (ทฤษฎีความโกลาหล)

แนวคิด

Lorenz ค้นพบว่า การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในสภาวะเริ่มต้น สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างมหาศาลในอนาคต จนเกิดวลีที่มีชื่อเสียงว่า

"A butterfly flapping its wings in Brazil can set off a tornado in Texas."

สำหรับ AMETHYST แนวคิดนี้ไม่ใช่ "ทฤษฎีหลัก" แต่เป็น ปรัชญาและแรงบันดาลใจของกลุ่ม

เราเชื่อว่า...

"การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในชีวิตของเยาวชนหนึ่งคน
สามารถสร้างผลกระทบอันยิ่งใหญ่ต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมได้"

ทุกโอกาสที่เรามอบให้กับคนหนึ่งคน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ส่งต่อไปยังคนอีกนับพันในอนาคตนั้นเองครับ...


AMETHYST กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

การทำงานของเราเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกอย่างเป็นรูปธรรม

SDG 1 : ขจัดความยากจน
เราสร้างโอกาสในการมีรายได้และการพึ่งพาตนเอง ผ่านการพัฒนาทักษะอาชีพและผู้ประกอบการรุ่นใหม่

SDG 4 : การศึกษาที่มีคุณภาพ
เราออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงชีวิตจริง ให้ผู้เรียนได้รับทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่นำไปใช้ได้จริง

SDG 8 : งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เราส่งเสริมการสร้างอาชีพ การจ้างงาน และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่เติบโตควบคู่กับคุณค่าทางสังคม

SDG 10 : ลดความเหลื่อมล้ำ
เราเปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้เยาวชนและผู้ที่เข้าไม่ถึงทรัพยากร ได้พัฒนาศักยภาพอย่างเท่าเทียม

SDG 17 : ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
เราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีองค์กรใดสร้างได้เพียงลำพัง จึงทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ชุมชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง

เราอาจไม่ใช่กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด แต่เราจะเป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่หยุดสร้างคน เราอาจไม่ได้เปลี่ยนโลกในชั่วข้ามคืน แต่เราจะไม่หยุดเปลี่ยนชีวิตทีละคน เพราะเราเชื่อว่า...

ทุกศักยภาพที่ได้รับโอกาส คือเมล็ดพันธุ์ของการเปลี่ยนแปลง
ทุกเยาวชนที่ลุกขึ้นยืนได้ด้วยตนเอง คือความสำเร็จของสังคมทั้งประเทศ

และทุกก้าวเล็ก ๆ ที่เริ่มต้นในวันนี้ จะกลายเป็นคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า

AMETHYST สร้างคน สร้างโอกาส สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

 


 

สมาชิกกลุ่ม อเมทิสต์ นักสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม ผู้ขับเคลื่อนการแปลี่ยนแปลง
และผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมโครงการ ห้องเรียนทำเงิน (พระโขนง Sandbox)

 


ภายใต้โครงงานนวัตกรรมเพื่อสังคมของนักศึกษา
หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 (A-LIST) สถาบันพระปกเกล้า

 

Amethyst จับมือ "ดอยตุง" เปลี่ยนโจทย์ธุรกิจจริง ให้กลายเป็นห้องเรียนแห่งโอกาส

 


เมื่อห้องเรียนไม่ได้สอนแค่การเรียน…แต่กำลังสร้างนักสร้างสรรค์เศรษฐกิจรุ่นใหม่

Amethyst จับมือ "ดอยตุง" เปลี่ยนโจทย์ธุรกิจจริงให้กลายเป็นห้องเรียนแห่งโอกาส

"การศึกษาที่ดีที่สุด...ไม่ใช่การสอนให้เด็กจำคำตอบ
แต่คือการพาเขาไปเผชิญกับโจทย์จริงของโลก แล้วค้นพบคำตอบด้วยตัวเอง"

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 อาจเป็นอีกหนึ่งวันธรรมดาบนปฏิทินของใครหลายคน แต่สำหรับ กลุ่ม Amethyst (อเมทิสต์) วันนี้คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของการขับเคลื่อน "ห้องเรียนทำเงิน" ให้ก้าวพ้นจากกรอบการเรียนรู้แบบเดิม และเดินเข้าสู่โลกแห่งการลงมือทำอย่างแท้จริง

คณะผู้แทนของกลุ่ม Amethyst ได้เข้าประชุมร่วมกับทีมงาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ โครงการดอยตุง โดยได้รับเกียรติจาก คุณพัสสิณี ลาภสุนทรพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด ประสบการณ์ และองค์ความรู้ด้านการพัฒนาสินค้าชุมชน การบริหารจัดการ การสร้างแบรนด์ และการตลาดสมัยใหม่

เป้าหมายของการพบกันครั้งนี้ คือการออกแบบ "ประสบการณ์การเรียนรู้" ที่จะทำให้เยาวชนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย จำนวน 100 คน ได้เรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง ได้สัมผัสโลกของผู้ประกอบการจริง และได้ลงมือสร้างผลงานจริง

เพราะเราเชื่อว่า...

เด็กจะเติบโตได้ดีที่สุด เมื่อเขาได้รับความไว้วางใจให้ลงมือทำในสิ่งที่มีความหมาย

 


เมื่อโลกของการตลาด...ถูกส่งต่อผ่านสายตาของคนรุ่นใหม่

โลกการตลาดในวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ผู้บริโภคไม่ได้เชื่อโฆษณาเพราะบริษัทบอกว่าดี แต่เชื่อเพราะ "คนธรรมดา" ได้ลองใช้จริง และบอกเล่าจากประสบการณ์จริง นั่นคือเหตุผลที่ทีมดอยตุงเสนอแนวคิดการเรียนรู้ผ่าน User Generated Content (UGC)ไม่ใช่ให้เด็กท่องตำราเรื่องการตลาด แต่ให้เด็ก "เป็นนักการตลาด" ไม่ใช่ให้เด็กอ่านกรณีศึกษา แต่ให้เด็ก "สร้างกรณีศึกษาของตัวเอง" นักเรียนจะได้รับโจทย์ในการผลิตสื่อหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

  • รีวิวสินค้า

  • แนะนำบริการ

  • แนะนำสถานที่

  • ผลิตสื่อสร้างสรรค์

  • ถ่ายทอดประสบการณ์การใช้งานจริง

ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบให้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน คือ Gen Z ผ่านมุมมองของเยาวชนอายุ 15–18 ปี ด้วยภาษาที่คนรุ่นเดียวกันเข้าใจ นี่ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้เรื่อง Content แต่คือการเรียนรู้เรื่อง "ความเข้าใจผู้คน" เพราะการสื่อสารที่ดีที่สุด ไม่ได้เริ่มต้นจากการพูดเก่งแต่เริ่มต้นจากการเข้าใจหัวใจของผู้ฟังนั่นเองครับ....

 

แมคคาเดเมียดอยตุง...ไม่ใช่เพียงสินค้า แต่คือห้องเรียนแห่งชีวิต

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ทีมงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้สนับสนุนหัวข้อการศึกษา โดยเลือก ผลิตภัณฑ์แมคคาเดเมีย ดอยตุง เป็นกรณีศึกษาหลัก แต่สิ่งที่เด็กจะได้รับ ไม่ใช่แค่ข้อมูลสินค้า พวกเขาจะได้รับโอกาสในการสัมผัสประสบการณ์จริง

ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นักเรียนทั้ง 100 คน จะได้รับผลิตภัณฑ์แมคคาเดเมียดอยตุงเพื่อทดลองชิม พร้อมรับฟังการบรรยายจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญถึงที่มาของผลิตภัณฑ์ แนวคิดในการพัฒนาแบรนด์ คุณค่าของสินค้าชุมชน และโจทย์การสื่อสารที่จะนำไปสู่การสร้าง Content เมื่อเด็กได้เห็น ได้ฟัง ได้สัมผัส และได้ทดลองด้วยตัวเอง การเรียนรู้ก็จะไม่ใช่เพียง "ความรู้" แต่จะกลายเป็น "ประสบการณ์" และประสบการณ์ คือครูที่ดีที่สุดของชีวิต

 

จากผู้เรียน...สู่ผู้สร้างคุณค่า

หลังจากได้รับโจทย์และลงมือผลิตผลงานแล้ว ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ทีมงานจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงจะกลับมาร่วมรับชมผลงานของนักเรียน พร้อมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพื่อหาว่าใครเก่งที่สุด แต่เพื่อช่วยให้ทุกคนพัฒนาได้ดีที่สุด ทั้งยังร่วมเป็นกรรมการตัดสิน พร้อมสนับสนุนรางวัลแก่ทั้ง 10 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน เพราะรางวัลที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงของที่ได้รับ แต่คือประสบการณ์ที่เด็กได้เรียนรู้ว่า ไอเดียของเขามีคุณค่า เสียงของเขามีความหมาย และผลงานของเขาสามารถสร้างผลกระทบต่อผู้คนได้จริงนี่คือการเรียนรู้ที่ตำราไม่สามารถมอบให้ได้

 

ห้องเรียนทำเงิน...กำลังสร้างคน ไม่ใช่เพียงสร้างอาชีพ

หลายคนเข้าใจว่าโครงการ "ห้องเรียนทำเงิน" คือการสอนเด็กหารายได้ แต่แท้จริงแล้ว เป้าหมายของ โครงการใหญ่กว่านั้นมาก เรากำลังสร้างคนที่ คิดเป็น วิเคราะห์เป็น สื่อสารเป็น ทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็น เข้าใจผู้บริโภคเป็น และกล้าที่จะสร้างคุณค่าให้กับสังคม รายได้เป็นเพียงผลลัพธ์ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ "ศักยภาพ" เมื่อเด็กค้นพบศักยภาพของตัวเอง เขาจะสามารถสร้างโอกาสใหม่ได้ตลอดชีวิตนั่นเองครับ...


 เมื่อองค์กรต้นแบบจับมือกับคนรุ่นใหม่...อนาคตก็เริ่มต้นขึ้น

การที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาประเทศไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ภาคสังคม และชุมชน เมื่อทุกฝ่ายลุกขึ้นมาสร้าง "ห้องเรียนแห่งชีวิต" ร่วมกัน เด็กไทยก็จะไม่ได้เรียนเพื่อสอบเพียงอย่างเดียว แต่จะเรียนเพื่อสร้างอนาคต เรียนเพื่อสร้างคุณค่าและเรียนเพื่อสร้างประเทศ

 

เพราะอนาคต...ไม่ได้เกิดจากการรอคอย

ทุกครั้งที่เด็กคนหนึ่งได้รับโอกาส ประเทศไทยก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งครั้ง ทุกครั้งที่ห้องเรียนเชื่อมต่อกับโลกการทำงาน เศรษฐกิจแห่งอนาคตก็เริ่มก่อตัว และทุกครั้งที่องค์กรต้นแบบอย่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงจับมือกับโครงการ "ห้องเรียนทำเงิน"

เรากำลังพิสูจน์ว่า...

การศึกษาที่ดีที่สุด ไม่ใช่การเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับการสอบ
แต่คือการเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับชีวิต

เพราะสุดท้ายแล้ว...

เด็กที่ได้ลงมือทำในวันนี้

อาจไม่ใช่เพียงนักเรียนธรรมดา แต่อาจเป็นผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ นักการตลาด หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลงของประเทศในวันข้างหน้า และทั้งหมด... เริ่มต้นจาก "ห้องเรียน" ที่เชื่อว่า

โอกาส...คือบทเรียนที่ทรงพลังที่สุดของชีวิตนั่นเองครับ...

 


 

สมาชิกกลุ่ม อเมทิสต์ นักสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม ผู้ขับเคลื่อนการแปลี่ยนแปลง
และผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมโครงการ ห้องเรียนทำเงิน (พระโขนง Sandbox)

 


ภายใต้โครงงานนวัตกรรมเพื่อสังคมของนักศึกษา
หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 (A-LIST) สถาบันพระปกเกล้า

Amethyst หารือ กสศ. ต่อยอด "Learn to Earn Sandbox" สู่ต้นแบบลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

 


ก้าวสำคัญของ Amethyst กับการเรียนรู้จาก กสศ.
เพื่อสร้าง "ห้องเรียนทำเงิน" ที่เปลี่ยนชีวิตเด็กไทย

โครงการที่ยิ่งใหญ่...ไม่ได้เริ่มต้นจากคำตอบทั้งหมด แต่มันเริ่มต้นจาก "ความกล้าที่จะตั้งคำถาม" เราจะทำอย่างไรให้เด็กไทยเรียนหนังสือไปพร้อมกับมีรายได้? เราจะทำอย่างไรให้เยาวชนไม่ต้องเลือกระหว่าง "อนาคต" กับ "ปากท้อง" และเราจะออกแบบการศึกษาอย่างไร...ให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างโอกาส มากกว่าการรอคอยโอกาสจากใคร...

คำถามเหล่านี้ คือแรงผลักดันที่ทำให้ กลุ่ม Amethyst (อเมทิสต์) เดินหน้าพัฒนาโครงการ "ห้องเรียนทำเงิน (Learn to Earn Sandbox)" อย่างไม่หยุดยั้ง

เพราะเราเชื่อว่า...

การศึกษาไม่ควรเป็นภาระของชีวิต
แต่ต้องเป็นพลังที่ทำให้ชีวิตก้าวไปข้างหน้าได้


การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่...เริ่มต้นจากการเรียนรู้

23 มิถุนายน 2569 นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของการเดินทางครั้งนี้ เมื่อกลุ่ม Amethyst ได้เข้ารับคำปรึกษาเชิงวิชาการจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หน่วยงานของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และผลักดันให้เด็ก เยาวชน และประชาชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยแรงงาน ผ่านทาง ระบบ Zoom video conferencing

สำหรับพวกเรา การเข้าพบในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำเสนอแนวคิดของโครงการ แต่คือการเข้าไป "เรียนรู้" เข้าไปฟัง เข้าไปแลกเปลี่ยน และเข้าไปเปิดมุมมองใหม่จากผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

เพราะเราเชื่อว่า...

โครงการที่ดี ไม่ได้เกิดจากคนที่คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง

แต่เกิดจากคนที่พร้อมจะเรียนรู้ตลอดเวลา


 เมื่อประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ...กลายเป็นเข็มทิศของการเปลี่ยนแปลง

การหารือครั้งนี้ได้รับเกียรติอย่างยิ่งจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ กสศ. ผู้ซึ่งได้ถ่ายทอดมุมมอง ประสบการณ์ และข้อเสนอแนะที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการพัฒนาโครงการ "ห้องเรียนทำเงิน" ทุกข้อคิดเห็นไม่ได้เป็นเพียงคำแนะนำเชิงวิชาการ แต่คือบทเรียนที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของการสร้างโอกาสทางการศึกษาในโลกความจริง ทำให้ทีมงานได้มองเห็นภาพที่กว้างขึ้น เข้าใจความซับซ้อนของปัญหามากขึ้นและมองเห็นแนวทางที่จะทำให้โครงการสามารถสร้างผลกระทบทางสังคมได้อย่างยั่งยืนนั่นเองครับ...

 

เมื่อหลายศาสตร์...มารวมกันเพื่อสร้างอนาคตของเด็กไทย

การพบปะครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รณรงค์ จันใด รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและเมนเทอร์ (Mentor) ของโครงการ "ห้องเรียนทำเงิน" ของเรา เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน การพูดคุยในวันนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงการประชุม แต่คือการหลอมรวมองค์ความรู้จากหลายศาสตร์ ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม การทำงานกับเยาวชน การสร้างนวัตกรรม และการออกแบบระบบนิเวศแห่งโอกาส ทุกฝ่ายต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้ "ห้องเรียนทำเงิน" ไม่ใช่เพียงโครงการหนึ่งแต่เป็นต้นแบบของการศึกษายุคใหม่ที่เด็กสามารถเรียนรู้ ค้นพบศักยภาพ และสร้างรายได้จากความสามารถของตนเองได้อย่างแท้จริง

 

ห้องเรียนทำเงิน...ไม่ใช่แค่โครงการ แต่คือความหวัง

สิ่งที่กลุ่ม Amethyst กำลังสร้าง ไม่ใช่เพียงหลักสูตรการสร้างคอนเทนต์ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมอบรมระยะสั้นแต่คือระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง "การศึกษา" เข้ากับ "โอกาส" เราเชื่อว่า เด็กทุกคนมีศักยภาพ แต่ศักยภาพจะไม่มีวันเปล่งประกาย หากไม่มีโอกาสให้ได้ลงมือทำ โครงการ "ห้องเรียนทำเงิน" จึงออกแบบให้เด็กได้เรียนรู้จากโจทย์จริง ทำงานจริง ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจริง และสร้างรายได้จริง เพื่อให้พวกเขาได้ค้นพบว่า ความสามารถของตัวเองมีคุณค่าเพียงใด

 

 เพราะการเปลี่ยนประเทศ...เริ่มจากการเปลี่ยนชีวิตเด็กเพียงคนเดียว

การเดินทางของ Amethyst ยังอีกยาวไกล ยังมีอุปสรรคอีกมาก ยังมีคำถามที่ต้องค้นหาคำตอบ แต่สิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจมากกว่าเดิมหลังการเข้าพบ กสศ. ในครั้งนี้ คือ เราไม่ได้เดินอยู่เพียงลำพัง เรากำลังเดินไปพร้อมกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ภาคสังคม และภาคการศึกษา ที่เชื่อเหมือนกันว่า "เด็กทุกคนสมควรได้รับโอกาสที่เท่าเทียม" และเมื่อโอกาสนั้นมาถึง เด็กจะไม่ใช่ผู้รอรับความช่วยเหลือ แต่จะเติบโตเป็นผู้สร้างคุณค่า สร้างรายได้ สร้างความหวังและกลับไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนของตนเองต่อไปในอนาคตนั่นเองครับ...

 

 จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่เราเชื่อว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

การเข้ารับคำปรึกษาจาก กสศ. ในวันที่ 23 มิถุนายน 2569 อาจเป็นเพียงหนึ่งวันในปฏิทิน แต่สำหรับพวกเรา นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเดินทาง ก้าวที่ทำให้โครงการ "ห้องเรียนทำเงิน" แข็งแรงขึ้น มีรากฐานทางวิชาการที่มั่นคงขึ้น มีเครือข่ายที่เข้มแข็งขึ้น และมีความหวังมากขึ้นว่า...

วันหนึ่ง โมเดลเล็ก ๆ ที่เริ่มต้นจากห้องเรียนแห่งหนึ่ง จะสามารถขยายผลไปสู่โรงเรียนอีกหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กไทยจำนวนมาก ไม่ต้องละทิ้งการศึกษาเพราะความยากจน แต่สามารถใช้ "ความรู้" สร้าง "รายได้" ใช้ "โอกาส" สร้าง "อนาคต" และใช้ "ศักยภาพของตนเอง" สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

เพราะเราเชื่อว่า...การศึกษาที่ดีที่สุด ไม่ใช่การมอบเพียงความรู้ แต่คือการมอบโอกาสให้ผู้เรียนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง และเมื่อเด็กคนหนึ่งลุกขึ้นได้ ประเทศไทยทั้งประเทศก็จะก้าวไปข้างหน้าได้เช่นกันครับ....


 

สมาชิกกลุ่ม อเมทิสต์ นักสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม ผู้ขับเคลื่อนการแปลี่ยนแปลง
และผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมโครงการ ห้องเรียนทำเงิน (พระโขนง Sandbox)

 


ภายใต้โครงงานนวัตกรรมเพื่อสังคมของนักศึกษา
หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 (A-LIST) สถาบันพระปกเกล้า