แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลงทุนในทองคำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลงทุนในทองคำ แสดงบทความทั้งหมด

ราคาทองคำของประเทศไทย..ราคาทองคำมาจากไหน... ใครกำหนด - Gold Price | ลงทุนในทองคำ - Gold Investment



ย้อนเวลากลับไปตอนที่ผมยังเป็นนักเรียนมัธยม ช่วงเวลาการเดินทางจะผ่านร้านขายทองทุกวัน ตอนนั้นก็เริ่มคิดสงสัยว่าทำไมราคาด้านหน้าร้านทอง ราคาซื้อ ราคาขาย มันเปลี่ยนได้ทุกวัน แล้วมันเปลี่ยนเพราะอะไร ทำไมถึงเปลี่ยน...แล้วใครเป็นผู้กำหนดสิ่งเหล่านี้ ซึ่งหลายท่านคงอาจเกิดข้อสงสัยเหมือนกับผมในตอนนั้นว่า ทำไมราคาทองหน้าร้านถึงมีการปรับเปลี่ยนได้ทุกวัน บางวันเปลี่ยนกัน 4-5 ครั้งกันเลยทีเดียว แล้วเขาตั้งราคากันอย่างไร ...ราคาทองคำ...แท้จริงแล้วใครกำหนดกันหนออ?... 



วันนี้นะครับผมจะมาคลายข้อสงสัยกันว่าใครกำหนาดราคาทองคำในแต่ละวันของไทย  เพราะแท้ที่จริงแล้วการกำหนดราคาทองของประเทศไทยนั้น... ประกอบด้วยปัจจัยหลายๆอย่างรวมกัน โดยมีคณะกรรมการควบคุมราคาทองของสมาคมค้าทองคำคอยกำกับดูแลในตลอดช่วงเวลาการซื้อการขาย... ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม 




สำหรับในการกำหนดราคาทองคำของสมาคมค้าทองคำ จะอ้างอิงจากราคา Gold Spot บวกหรือลบค่า Premium จากผู้ค้าทองในต่างประเทศ แล้วจึงนำมาคำนวณกับค่าเงินบาท จากนั้น จะทำการแปลงหน่วยน้ำหนักทองคำจากหน่วย ounze ให้เป็นหน่วยน้ำหนักทองคำของไทย คือ บาท โดยการตัดสินใจประกาศราคาทองในประเทศแต่ละครั้งนั้นทางสมาคมค้าทองคำจะต้องพิจาราณาองค์ประกอบของ Demand และ Supply ทองคำภายในประเทศเป็นสำคัญด้วย...



หลักเกณฑ์ในการพิจารณาการกำหนดราคาของทองคำในประเทศไทย

ราคาทองคำในเมืองไทยโดยปกติจะเริ่มมีการกำหนดราคาตั้งแต่ตอนเช้า และอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้วันละหลายครั้ง ขึ้นอยู่กับความผันผวนของปัจจัยต่างๆที่มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมาก อาทิ การเมืองระหว่างประเทศ สงคราม การขึ้นดอกเบี้ยของ FED เป็นต้นนะครับ บางวันอาจมีการเปลี่ยนแปลงราคาหน้าร้านถึง 4 - 5 ครั้งกันเลยทีเดียว สำหรับราคาทองคำในเมืองไทย จะถูกประกาศครั้งแรกโดยสมาคมค้าทองคำ ในวลาประมาณ 9.30 - 9.50 น.ของแต่ละวันเป็นหลักก่อน... โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาทองคำเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ ส่วนในช่วงเวลาของ วันเสาร์-อาทิตย์ราคาจะไม่เปลี่ยนโดยจะใช้ราคาที่ประกาศครั้งสุดท้ายของวันศุกร์เป็นหลักนั้นเอง... ซึ่งในการกำหนดราคาทองของสมาคมค้าทองคำ สำหรับตัวแปรที่สำคัญในการกำหนดราคาทองคำของไทย สามารถสรุปได้ 4 ข้อหลักๆดังนี้



1. ราคาทองต่างประเทศ Gold spot  คือการอ้างอิงราคา Gold Spot ในตลาดโลกก่อน...

เป็นราคาอ้างอิงทางอิเลกทรอนิกส์แบบเพียวๆ ซึ่งยังไม่ได้มีการบวก หรือลบค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงในการส่งมอบทองคำ เป็นการซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบ ซึ่งหากท่านพิจารณาดูราคา Gold spot จะเห็นว่ามีทั้งฝั่ง Bid และ Ask ซึ่งก็คือราคารับซื้อ และราคาขายออกนั้นเอง (หากใครเคยเทรด Gold Future และ CFDs จะมีความเข้าใจมากขึ้นนะครับ)ในการซื้อทองคำจากต่างประเทศนั้น ผู้ขายจะใช้ราคา Ask ในการคำนวณ ส่วนเมื่อเราขายกลับไปยังผู้ค้าทองคำต่างประเทศ จะใช้ราคา Bid ในการคำนวณ ดังนั้นทางสมาคมเองก็เช่นกัน ในการกำหนดราคาทองภายในประเทศก็ต้องคำนึงถึงเรื่องดังกล่าวนี้ด้วย ว่าสภาวะตลาดทองคำภายในประเทศเป็นเช่นไร เช่นมีความต้องการซื้อทองคำอย่างมากก็ต้องนำเข้าทองคำ หรือหากมีความต้องการขายทองคำจำนวนมากก็ต้องส่งออกเป็นต้นนะครับ



2. อัตราค่า Premium ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการนำเข้าและส่งออกทองคำ

คือการพิจารณาถึงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อ US ดอลล่าร์ บวกหรือลบค่า Premium จากผู้ค้าทองคำในต่างประเทศ แล้วคำนวณออกมาเป็นเงินบาทไทยและเมื่อมีความต้องการซื้อทองคำจำนวนมากจากผู้สนใจลงทุนในทองคำ และปริมาณทองคำภายในประเทศมีไม่เพียงพอ ร้านค้าทองจึงจำเป็นต้องอาศัยการนำเข้าทองคำจากต่างประเทศซึ่งก็คือการซื้อจากผู้นำเข้า ซึ่งผู้นำเข้าก็ต้องซื้อต่ออีกทอดหนึ่งจากผู้ค้าในต่างประเทศ โดยจะมีการคิดค่า Premium นั่นเเอง...ทองคำในประเทศไทยส่วนมากจะมีการนำเข้ามาจาก Australia - Singapore - Hongkong และ Switzerland ซึ่งค่า Premium ที่เกิดขึ้นก็คือค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อที่นำเข้า หรือส่งออกทองคำ รวมถึงค่าขนส่ง ค่าความเสี่ยง ดอกเบี้ยธนาคาร ค่าประกันภัยต่างๆ ซึ่งถูกกำหนดมาโดยผู้ค้าทองคำในต่างประเทศ ซึ่งเรียกง่ายๆว่าเป็นต้นทุนในการนำเข้าทองคำจากต่างประเทศเข้ามาขายให้ผู้บริโภคในประเทศนั้นเอง... โดยในการคำนวนจะนำราคา Gold Spot บวกค่า Premium ดังกล่าวนี้เข้าไปด้วย ซึ่งในทางกลับกัน เมื่อมีประชาชนมาขายทองคำแท่ง คืนให้กับร้านทองจำนวนมากๆ ร้านทองจำเป็นต้องทำการขายกลับคืนมาให้กับบริษัทผู้นำเข้า และผู้นำเข้าก็จะทำการขายคืนกลับไปให้กับผู้ค้าทองในต่างประเทศอีกทอดหนึ่งนั้นเอง... 



3. ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ 

คือการทำการแปลงหน่วยน้ำหนักทองคำจากหน่วย Ounce (ออนซ์) ให้เป็นหน่วยน้ำหนักทองคำของไทยที่เป็น บาท เพื่อการตัดสินใจประกาศราคาทองคำในประเทศไทยซึ่งค่าเงินบาทในการคำนวณราคาทองในประเทศ จะใช้อัตราการโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งมีการเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกัน Gold spot และมีการใช้ราคาในฝั่ง Bid และ Ask เช่นเดียวกัน สำหรับในสภาวะวิกฤตของสถาบันการเงินเช่นปัจจุบัน แต่ละธนาคารก็จะบวกค่าความเสี่ยงเข้าไปด้วยเช่นกัน..



4. Demand และ Supply ของทองคำภายในประเทศ

คือทางสมาคมค้าทองคำจะต้องพิจารณาองค์ประกอบของ Demand และ Supply ทองคำภายในประเทศร่วมในการพิจรณาประกอบด้วย นั้นเอง...คณะกรรมการควบคุมราคาทองของสมาคม นอกจากจะพิจารณาราคา Gold Spot และค่า Premium และค่าเงินบาท ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาแล้ว ยังต้องคำนึงถึงปัจจัย Demand และ Supply ภายในประเทศด้วยเป็นหลัก เพื่อที่จะตัดสินใจประกาศราคาทองคำภายในประเทศ ณ ช่วงเวลานั้นๆ โดยตัวแทนคณะกรรมการกำหนดราคาทั้ง 5 ท่าน จะพิจารณาจากปริมาณ และราคาจากการซื้อขายระหว่าง  ผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกทองคำ คือ -  ตัวแทนคณะกรรมการร้านค้าทองเยาวราช - ตัวแทนคณะกรรมการร้านค้าส่งทองคำ - ตัวแทนคณะกรรมการร้านค้าปลีกทองคำ - ตัวแทนคณะกรรมการผู้ลงทุนทองคำรายใหญ่ - ตัวแทนคณะกรรมการผู้ลงทุนทองคำรายย่อย นั้นเอง...



สรุปทั้งสี่ข้อแล้วสามารถแปลงเป็นสูตรคำนวนตามหลักคณิตสาสตร์ได้ดังนี้
สูตรการคำนวนราคาทองคำ - ราคาทองคำแท่ง 96.5%  =

 {(Gold Spot + Premium) x 32.148 x (อัตราแลกเปลี่ยน USD/THB) x 0.965} / 65.6

32.148 คือค่า น้ำหนักทองคำทรอยออนซ์ ต่อ 1 กิโลกรัม
65.6 คือ จำนวนบาททองคำที่แปลงมาจากทองคำ 1 กิโลกรัม
หมายเหตุ : ทั้งนี้ต้องพิจารณา Demand และ Supply ของทองคำภายในประเทศ เข้าไปจะได้ราคาทองคำที่แท้จริงออกมา...

จากที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้นคงพอจะทราบกันแล้วนะครับว่า การกำหนดราคาทองคำในประเทศไทยนั้นไม่ได้กำหนดได้ตามอำเภอใจของใครคนหนึ่ง เพราะว่าในทุกๆทุกภาคส่วนล้วนมีการซื้อและขายทองคำด้วยกันเอง ตลอดเวลาการซื้อขายของร้านค้าทองคำด้วยกันเองนั้นจะมีปริมาณที่มากกว่าการซื้อขายกับผู้ลงทุนทั่วไปหลายสิบเท่า... เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าสมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงจากตลาดต่างประเทศมากไป ร้านค้าทองคำด้วยกันเองจะมีการวิ่งเข้าหาซื้อ หรือเทขายกันเอง เพื่อสะท้อนถึงความต้องการทองคำของตลาดตามความเป็นจริง แต่ยังมีการพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น Demand และ Supply ทองคำภายในประเทศ สภาพเศรษฐกิจ ภาวะเงินเฟ้อ และอื่น ฯลฯ เป็นต้น.. ทั้งนี้ หากพิจารณาข้อมูลที่นำเสนอข้างต้น จะเห็นว่าตลาดค้าทองคำของไทยนั้น เป็นตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ และสามารถดำเนินไปด้วยกลไกลตลาดอย่างแท้จริงนั้นเองนะครับ ...สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านนะครับ หากบทความนี้ท่านเห็นว่ามีประโยชน์ก็ ฝากกดติตาม ฝากกดไลฟ์ ฝากกดแชร์ กันด้วยนะครับ แล้วพบกันไหม่ในบทความต่อๆไปนะครับ สำหรับวัน ผมขอตัวลาไปก่อนสวัสดีครับ..

Article by : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger : http://www.dolravee.com/
Facebook : https://goo.gl/qNF1ak
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4
Twitter : https://goo.gl/4cFV6T
Google+ : https://goo.gl/UNkNBr

Gold vs FED ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หนึ่งในปัจจัยกำหนดราคาทองคำ ขึ้น-ลง | ลงทุนในทองคำ - Gold Investment


หากเราต้องการรู้สาเหตุปัจจัยผลกระทบต่อราคาทองคำต้อง ดูจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของโลกว่าแต่ละประเทศ แต่ละกลุ่มทวีป มีสภาวะเศรษฐกิจอย่างไร ฟื้นตัว ขยายตัว หดตัว หรือ ตกต่ำเกิดวิกฤติ โดยการวิเคราะห์ทองคำเราจะเน้นไปที่ สหรัฐอเมริกาเป็นหลัก รองลงมาจะเป็นในกลุ่มของยูโรโซน จีน และ อินเดีย แน่นอนหากเราต้องการรู้ผลกระทบต่อราคาทองคำทุกคนต้องมุ่งไปที่ เฟด (FED)  หรือ ธนาคารกลางสหรัฐ หนึ่งในบทบาทสำคัญในผลกระทบต่อราคาทองคำขึ้นและลง

เรามาทำความรู้จักธนาคารกลางสหรัฐกันดีกว่า Federal Reserve หรือที่เรามักเรียกกันว่า "เฟด (FED)  " เป็นธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาก่อตั้งขึ้นโดยสภาคองเกรสใน ปี พ. ศ. 2456 (Congress created the Fed in 1913) เพื่อช่วยส่งเสริมระบบการเงินที่มั่นคงสำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา

เฟด (FED)  ประกอบด้วยคณะกรรมการผู้ว่าการรัฐวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมีสมาชิกเจ็ดคนรวมทั้งประธานและรองประธาน สมาชิกทุกคนในคณะกรรมการได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีสหรัฐและได้รับการรับรองจากวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ เฟด (FED)   ยังมี 12 ธนาคารกลางของรัฐบาลกลางที่ตั้งอยู่ในแต่ละ เมืองทั่วประเทศ เพื่อเป็นธนาคารสำรองเป็นฐานปฏิบัติการของธนาคารกลางและรวบรวมข้อมูลทางเศรษฐกิจจากทั่วประเทศเพื่อช่วยให้ เฟด (FED)  สามารถตรวจสอบเศรษฐกิจและรับรู้ข้อมูลที่หลากหลายซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาและใช้นโยบายการเงินของสหรัฐฯที่มีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน เฟด (FED)  ปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญหลายอย่างโดยมีเป้าหมายสูงสุดในการส่งเสริมเศรษฐกิจที่เข้มแข็งของสหรัฐฯ หนึ่งในหน้าที่ที่เป็นที่รู้จักมากขึ้นของ เฟด (FED)  คือการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับที่มีอิทธิพลต่ออัตราดอกเบี้ยและความพร้อมของเงินและเครดิตในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐ สภาคองเกรสได้มอบหมายให้เฟดใช้นโยบายการเงินที่ส่งเสริมการให้เกิดการจ้างงานให้มากที่สุดและมีความมั่นคงนั้นหมายความว่า ถ้าประเทศไหนมีคนทำงานเยอะๆ ประเทศก็จะมั่งคั่งขึ้น การจ้างงานเลยเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในระบบเศรษฐกิจ กลุ่มของตัวเลขอัตราว่างงานนั้นจะประกอบด้วย

  • Non-farm payroll  การจ้างงานนอกภาคเกษตร ออกในทุกวันศุกร์แรกของแต่ละเดือน
  • Unemployment rate อัตราว่างงาน ออกพร้อมกับตัวเลขชุดการจ้างงานนอกภาคเกษตร
  • Unemployment claims จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ จะออกทุกวันพฤหัสทุปสัปดาห์
ข่าวทั้งสามข่าวนี้เป็นตัวหลักที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกัน โดยจะหนักไปที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่มักจะทำให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงในแต่ละระดับการจ้างงานเพื่อให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้นและมีเสถียรภาพเพื่อส่งเสริมการขยายตัวเติบโตสำหรับภาคครัวเรือนและธุรกิจ ในการวางแผนสำหรับอนาคต

ทั้งนี้ในการตัดสินใจนโยบายการเงินที่ เฟด (FED)  ทำโดยคณะกรรมการตลาดกลางสหรัฐซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้ว่าการและประธานาธิบดีทั้งหมดเจ็ดคนจากธนาคารสำรอง คณะกรรมการชุดนี้ได้ประชุมกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินเงื่อนไขนอกเหนือจากการดำเนินนโยบายการเงินแล้ว

ธนาคารกลางสหรัฐฯยังช่วยกำกับดูแลและควบคุมธนาคารของประเทศและสนับสนุนการสร้างระบบการเงินที่มั่นคงสำหรับผู้บริโภคในชุมชนและกลุ่มธุรกิจ

เฟด (FED)  ยังทำงานร่วมกับชุมชนองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรและหน่วยงานอื่น ๆ ทั่วประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เท่าเทียมกันและเพื่อความก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน

เฟด (FED)  ยังส่งเสริมความมั่นคงในระบบการเงินเนื่องจากความไม่มั่นคงในระบบการเงินอาจเป็นภัยคุกคามอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและชุมชนในวงกว้างประเทศ เฟด(FED) ยังทำหน้าที่เป็นธนาคารเชื่อมโยงธนาคารอื่นด้วยการหักล้างเช็คทำให้การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์และอื่นๆ

Federal Reserve System เป็นธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ทำหน้าที่ทั่วไป 5 ประการเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
  1. ดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเพื่อส่งเสริมการจ้างงานสูงสุดให้ผลตอบแทนที่มั่นคงและอัตราดอกเบี้ยระยะปานกลางในระบบเศรษฐกิจในสหรัฐฯ
  2. ส่งเสริมเสถียรภาพของระบบการเงินและพยายามลดความเสี่ยงโดยผ่านการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมมือกันในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ
  3. ส่งเสริมความปลอดภัยและความถูกต้องของสถาบันการเงินแต่ละแห่งและติดตามผลกระทบต่อระบบการเงินโดยรวม
  4. ส่งเสริมความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบการชำระเงินและการชำระเงินผ่านบริการแก่อุตสาหกรรมการธนาคารและรัฐบาลสหรัฐฯที่อำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมและการชำระเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ
  5. ส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคและการพัฒนาชุมชนโดยการดูแลและตรวจสอบที่เน้นผู้บริโภค โดยการวิจัยและการวิเคราะห์ปัญหาและแนวโน้มของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นใหม่ กิจกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนและการบริหารกฎหมายและข้อบังคับของผู้บริโภค
จะเห็นได้ว่าระบบการเงินทั้งระบบทั้งหมดจะถูกกำหนดโดย เฟด (FED)  นั้นหมายความว่า ไม่ว่าเฟด (FED)  จะขยับตัวไปทางไหน จะประกาศหรือแถลงข่าวใดๆ ย่อมมีผล ต่อการ แข็งค่า และอ่อนค่าลง ของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ นั้นก็หมายความว่า สกุลเงินทีใหญ่และใช้แลกเปลี่ยนกันทั่วโลกนั้น จะมีผลกระทบต่อราคาทองคำโดยทันที นโยบายของเฟดหลักๆที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำเป็นอย่างมากคือ การประกาศขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ย นโยบายทางด้านปัจจัยที่มีผลต่ออัตตราเงินเฟ้อ ว่าจะเพิ่มหรือจะลดลง ซึ่งหาก เฟด (FED)   มีการปรับลดดอกเบี้ย แน่นอนเงินจะไหลออกไปสู่ประเทศที่มีดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่า ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และราคาทองต้องขยับขึ้นเพราะนักลงทุนหรือบุคคลทั่วๆไปจะนำเงินไปลงทุนในทองคำ ที่ให้ผลตอบแทนและมีความมั่นคงมากกว่า ในทางกลับกัน หากเฟดขึ้นอัตาดอกเบี้ยจะทำให้เงินไหลเข้าสู่พันธบัตร จึงทำไห้เราคาดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ราคาทองคำก็จะถูกลดลง  สรุปง่ายๆก็คือถ้าเฟด (FED)  ประกาศขึ้นตอกเบี้ย ราคาอทองจะลง แต่ถ้า เฟด (FED)  ประกาศลดดอกเบี้ยราคาทองคำก็จะขึ้นนั้นเอง

ทั้งนี้ เฟด (FED)  ยังมีการวางแผนในหลายๆด้าน และจะมีประกาศข่าวต่างๆออกมาอย่างต่อเนื่อง ผู้ลงทุนทองคำควรติดตามและนำข่าวสารเหล่านี้มาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อเพิ่มความเม่นยำในการลงทุน ข่าวอื่นๆที่นอกเหลือจากข่าวการขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ยและตัวเลขภาวะเงินเฟ้อ และอีกหลายๆข่าวที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำแต่ข่าวที่สำคัญที่ควรติดตามอาทิ
  • Non-farm payroll  การจ้างงานนอกภาคเกษตร 
  • Unemployment rate อัตราว่างงาน ออกพร้อมกับตัวเลขชุดการจ้างงานนอกภาคเกษตร
  • Unemployment claims จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ซึ่งข่าวแต่ละข่าวจะมีความสำคัญมากน้อย มีผลกระทบต่อค่าเงิน และทองคำต่างๆกันไป อย่างไรก็อย่าลืมติดตามปฎิทินข่าวเศรษฐกิจ Economic Calendar และวิเคราะห์ภาพรวม กันด้วยนะครับ ....^_^

หมายเหตุ : เรียนรู้การลงทุนในทองคำ CFD และเข้าร่วมสัมนาออนไลน์ได้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ คลิ้กที่นี่ : https://goo.gl/7iSvr8

Article by : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger : http://www.dolravee.com/
Facebook : https://goo.gl/qNF1ak
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4
Twitter : https://goo.gl/4cFV6T
Google+ :  https://goo.gl/UNkNBr
==========================

Gold VS Dollar ดอลลลาร์สหรัฐฯ หนึ่งในปัจจัยกำหนดราคาทองคำ ขึ้น-ลง | ลงทุนในทองคำ - Gold Investment


Gold VS Dollar
ดอลลลาร์สหรัฐฯ หนึ่งในปัจจัยกำหนดราคาทองคำ ขึ้น-ลง

เมื่อกล่าวถึงค่าเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ คงไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่รู้จักสกุลเงินที่ยิ่งใหญ่ที่ใช้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนเงินตรากันทั่วโลก และที่สำคัญ ค่าเงินดอลลาร์เปรียบเสมือนค่าเงินกลางในการแลกเปลี่ยนเงินตราที่หลายๆ ประเทศต่างให้การยอมรับมากที่สุด เพราะสิ่งนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีผลต่อราคาทองคำเพราะทองคำ เป็นตัวการันตี ค่าเงินและเงินทุนสำรองในแต่ละประเทศ

ถึงแม้ว่าในบางประเทศจะเลิกใช้ทองคำเป็นทุนสำรองและหันมาถือค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐแทน เนื่องจาก การถือค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจะไดรับดอกเบี้ย และการถือทองคำไม่มีดอกเบี้ยนั้นเอง แต่ถึงอย่างไรราคาทองคำก็ยังอิงกับราคาค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเหมือนเดิมเพราะค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินที่ใหญ่และใช้กันทั้วโลก จึงเป็นสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยทั่วไปราคาทองคำจะเพิ่มขึ้น เมื่อค่าเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง เนื่องจากทั้งเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และทองคำต่างก็เป็นเงินตราที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเหมือนกัน (Currency) ด้วยความที่ค่าเงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักที่มีความน่าเชื่อถือส่งผลให้ราคาทองคำกับค่าเงินดอลลาร์วิ่งสวนทางกันเสมอเปรียบเสมือนเสือสองตัวอยู่ในถ่ำเดียวกันไม่ได้ เมื่อค่าเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ มีสัญญาณอ่อนค่าลง ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ที่ถือครองค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจะกระจายความเสี่ยง โดยแบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น เช่น เงินสกุลอื่นๆ อาทิ ยูโร, เยนญี่ปุ่น สินทรัพย์อื่นๆ เช่น หุ้น  ตราสาร เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้แต่ละประเทศจะหันไปถือครองทองคำเป็นส่วนใหญ่จึงส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นด้วย การที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ย่อมส่งผลดีต่อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สามารถเก็บมูลค่าและพยุงราคาตัวมันเองได้ ไม่เหมือนราคาน้ำมันและสินทรัพย์อื่นๆ ขึ้นแล้วลง เพราะน้ำมันไม่สามารถพยุงตัวมันเองได้ กล่าวง่ายๆคือคุณค่าในตัวมันเองที่ต่างกัน ทองคำมีคุณค่าในตัวมันเองมากกว่าน้ำมัน ทำให้กระแสเงินของแต่ละประเทศต่างไหลเข้าสู่ทองคำส่งผลให้ทองคำมีราคาเพิ่มสูงขึ้น เห็นได้จากการประกาศใช้มาตรการ QE (Quantitative Easing) ที่ผ่านๆมา ส่งผลให้ปริมาณเงินดอลลาร์ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าและลดลงอย่างรวดเร็วในทางกลับกันก็ผลักดันให้ผู้คนหันไปซื้อทองคำมากขึ้น  เพราะการซื้อทองคำเป็นการป้องกันความเสี่ยงในมูลค่าของเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่าลงและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงทั้งนี้นักลงทุนทองคำ ควรติดตามข่าวและประกาศต่างๆ ของ FED ธนาคารกลางสหรัฐ เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุนที่แม่นยำมากขึ้น

ดูเหมือนว่าทองคำคือสิ่งการันตีความมั่นคงทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดี และป้องกันการผันผวนของค่าเงิน ปัจจุบันประเทศต่างๆจึงเร่งระดมสะสมทองคำกันมากขึ้นเพื่อเป็นทุนสำรองของประเทศ เพราะเมื่อ มูลค่าของเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯด้อยค่า อ่อนค่า ไร้ค่า และผันผวน ขึ้นเมื่อใด ทองคำจะเป็นตัวการันตีความมั่งคั่งของประเทศได้เป็นอย่างดี โดยพิจารณาจาก US Dollar Index ก็ได้ เมื่อเกิดวิกฤต ราคาทองคำโลกจะสูงขึ้นเพราะนักลงทุนจะโยกเงินจากดอลลาร์สหรัฐ เข้ามาซื้อทองคำเพราะเป็นที่พักเงินที่ปลอดภัย ทั้งนี้ด้วยเหตุและผลทั้งปวงทองคำจึงเป็นสิ่งที่เราควรลงทุนจริงไหม๊ครับ ..... ^_^

6 ข้อดี ของการลงทุนในทองคำ | ลงทุนในทองคำ - Gold Investment

6 ข้อดี ของการลงทุนในทองคำ

ทองคำ (อังกฤษ: gold) คือธาตุเคมีชนิดหนึ่งที่มีหมายเลขอะตอม 79 และแทนสัญญาลักษณ์ด้วย AU ที่ได้มาจากภาษาละตินว่า aurum ทองคำยังเป็นธาตุโลหะทรานซิซันสีเหลืองทองมันวาว เนื้ออ่อนนุ่ม อีกทั้งทองคำยังนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านทุนสำรองระหว่างประเทศ ใช้เป็นหลักประกันทางการคงคลังของประเทศ ใช้ค้ำประกันในการผลิตเงินตรา ใช้ทำเครื่องประดับ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ อิเล็กทรอนิกส์ ทันตกรรม และอื่นๆ ทองคำจึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก และยังเป็นที่นิยมนำมาลงทุนเพื่อเสริมความมั่งคั้งทางด้านเพิ่มพูนสินทรัพย์ความมั่งคงกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งผมจะสรุปให้ไว้ 6 ข้อดังนี้นะครับ ^_^

 1 -    ทองคำมีความคงทนอันทรงคุณค่า และมีความเป็นอมตะ ทองคำคือแร่ธาตุที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมีความมันวาว สวยงาม ไม่เป็นสนิม ตีเป็นแผ่นได้ ทองคำบริสุทธิ์ 1 ทรอยออนซ์ สามารถดึงเป็นเส้นลวดยาวได้ถึง 8 กิโลเมตร ไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมี แต่ทำปฏิกิริยากับน้ำประสานทอง มีความเป็นอมตะอันทรงคุณค่า คงทนอยู่ได้ในทุกยุค ทุกสมัย มานับพันๆปี มนุษย์จึงใช้ทองคำเพื่อนำมาแลกเปลี่ยน ลงทุน และรับประกันเงินตราในแต่ละประเทศ

 2 -    ทองคำให้ผลตอบแทนในการลงทุนที่ดีและคุ้มค่าในทุกยุคทุกสมัยจากอดีตที่ผ่านมาเป็นข้อยืนยันได้อย่างหนึ่งว่าทองคำนับวันจะมีราคาแพงสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้นทุนในการผลิตที่เพิ่มขึ้น ความนิยมและนำเข้าทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะ ประเทศอินเดีย ประเทศจีน และ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความต้องการทองคำถึง 40 เปอร์เซ็นของทองคำที่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงทำให้ทองคำมีต้นทุนที่สูงขึ้น ความนิยมที่สูงขึ้น และยังระดมเก็บไว้ใช้ในการรับประกันค่าเงินในแต่ละประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อสร้างเสถีรภาพของประเทศตนเอง มีความผันผวนทางราคาน้อย ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ราคาทองคำวิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ

3 -    ลดความเสี่ยงทางด้านการลงทุน เพราะทองคำมีความมั่นคงสูง ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนที่น้อยกว่า หุ้น การแลกเปลี่ยนอัตราค่าเงิน และการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ แต่กลับให้ค่ากำไรค่าความตอบแทนที่ดี และยังมีคุณสมบัติโดดเด่น อาทิ มีความมันวาวสีสันสวยงามตามธรรมชาติ มีความคงทนสูง ไม่เป็นสนิม ไม่หมอง ไม่ผุกร่อน ถึงแม้กาลเวลาจะผ่านไปเป็นพันๆปีก็ตาม และไม่มีต้นทุนในการบำรุงรักษา อีกทั้ง ทองคำยังเป็นสิ่งที่หายาก กว่าจะได้ทองคำ 1 ทรอยออนซ์ ต้องถลุงก่อนแร่เป็นหลายๆตันและยังต้องขุดลงไปเป็นหลายๆสิบเมตร เอกลักษณ์ของทองคำอีกอย่างคือ สามารถนำมาหลอมกลับมาใช้ใหม่ได้ ตามความต้องการ ปัจจัยเหล่านี้เป็นข้อชี้วัดอย่างหนึ่งของทองคำที่มีความมั่นคงสูง ปัจจุบันจึงมีผู้นิยมลงทุนในทองคำกันมากขึ้นเรื่อยๆ

 4 -    ทองคำเป็นสินทรัพย์ลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงของพอร์ตการลงทุน ปัจจุบันนักลงทุนส่วนใหญ่หันมาเพิ่มทองคำในพอร์ตการลงทุนเพื่องป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจาก วิกฤตกาลและความผันผวน เพราะในทุกๆครั้งที่โลกเกิดวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ก่อการร้าย วิกฤตราคาน้ำมัน วิกฤตอาหาร และอื่นๆ ทองคำจะมีอัตราราคาที่พุ่งขึ้นโดยทันที นักลงทุนจะหันไปลงทุนในทองคำโดยทันที เพราะทองคำคือสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุดที่ค้ำประกันความมั้งคั้ง ในสถานะการนั้นๆได้

5 -    ทองคำมีความหลากหลายช่องทางในการลงทุน ปัจุบันทองคำมีช่องทางการลงทุนหลายรูปแบบ และยังมีการอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนทั้งในแบบ ออฟไลน์ และ ออนไลน์ ช่องทางการลงทุนที่นิยมของนักลงทุนทองคำส่วนใหญ่ แบ่งออกเป็น 6 ประเภทดังนี้นะครับ อาทิ
1 -    การลงทุนทองคำ ซื้อขายทองคำผ่านร้านทอง   
2 -    การลงทุนทองคำ ผ่านโทรศัพท์ และระบบออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต
3 -    การลงทุนทองคำ ผ่านกองทุนรวม
4 -    การลงทุนทองคำ ผ่านตลาด Gold Future
5 -    การลงทุนทองคำ ผ่านตลาด CFD (การซื้อขายส่วนต่าง Contract For Difference)
6 -    การลงทุนทองคำ แบบการออมทองคำ DCA  (การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน dollar-cost averaging)
(ส่วนรายละเอียดในการลงทุนทองคำในแต่ละประเภทและ ข้อดี ข้อเสีย ผมจะมาอธิบายในบทความต่อๆไปนะครับ)

6 -    ลงทุนทองคำป้องกันทรัพย์สินของคุณจากสถานการณ์ภาวะอัตราเงินเฟ้อ ภาวะเงินเฟ้อ คือตัวแปรสำคัญที่สะท้อนปัญหาทางด้านเศรฐกิจ เมื่อราคาอุปโภค บริโภคสูงขึ้น เงินเฟ้อก็จะสูงขึ้น และจะผลักดันราคาทองคำให้สูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ดูเหมือนว่ามันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันของราคาทองคำกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น แต่ความเป็นจริงในอดีตที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเมื่ออัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 1 เปอร์เซ็น ราคาทองคำก็จะวิ่งขึ้น 1 เปอร์เซ็น ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาถึงแม้ จะมีการคลาดเคลื่อนบ้างแต่ถึงอย่างไร อัตราเงินเฟ้อกับราคาทองคำต้องวิ่งตามกันมาโดยตลอด และนี่ละครับที่นักลงทุนหันมาลงทุนในทองคำกันมากขึ้นเพราะทองคำคือสินทรัพย์ที่สร้างผลกำไรและเป็นที่พักเงินจากการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดในการลงทุน

เมื่อนับว่าดีทั้ง 6 ข้อดีของการลงทุนในทองคำแล้ว ก็อย่าลืม หันมาสนใจลงทุนในทองคำกันบ้างนะครับ เพราะทองคำคือที่พักเงินของคุณที่ปลอดภัยที่สุด เพราะถ้าวันหนึ่งเงินที่ท่านถืออยู่ในมือมันไร้ค่ากลายเป็นเพียงเศษกระดาษแผ่นหนึ่ง ถึงตอนนั้นทองคำก็ยังมีราคาคงคุณค่าตลอดไป เพราะทองคำคือ สินทรัพย์ค้ำประกันความมั่งคั้งของคุณ นั้นเอง..... ^_^ 


Article by : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger : http://www.dolravee.com/
Facebook : https://goo.gl/qNF1ak
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4
Twitter : https://goo.gl/4cFV6T
Google+ :  https://goo.gl/UNkNBr
==========================

บทความที่ได้รับความนิยม