“ท่าเสาโมเดล” สู่ “กาญจนบุรีโมเดล” เพื่อเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน

 

"ท่าเสาโมเดล" เป็นต้นแบบความสำเร็จของการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากจากระดับตำบลในพื้นที่อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีหัวใจสำคัญคือการสร้างระบบพึ่งพาตนเองเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่เกิดจากระบบทุนนิยมส่วนกลาง โมเดลนี้เปลี่ยนบทบาทของชุมชนจากการเป็นเพียง "แรงงาน" หรือ "ผู้รับจ้างผลิต" ให้กลายเป็น "เจ้าของระบบเศรษฐกิจ" และ "เจ้าของตลาด" อย่างครบวงจร

ความสำเร็จที่ประจักษ์ชัดคือการที่วิสาหกิจชุมชนท่าเสาร์สามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไว้ได้แม้ในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 โดยมียอดขายรวมสูงสุดถึง 30 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันกำลังมีการยกระดับสู่ "กาญจนบุรีโมเดล" ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าครอบคลุมทุกตำบลทั่วจังหวัด เพื่อสร้างพลังอำนาจในการซื้อและการผลิต รวมถึงการดึงคนรุ่นใหม่กลับคืนสู่ท้องถิ่นเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

 สะดวกซื้อ สะดวกขาย สะดวกใจ ใช้ร้านค้าชุมชน “ท่าเสาโมเดล”

ที่มาและวิกฤตการณ์ก่อนเกิดโมเดล

การพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูง เนื่องจากนโยบายมักกำหนดมาจากส่วนบน (Top-down) ซึ่งไม่สอดคล้องกับปัญหาจริงของคนรากหญ้า

  • การรุกรานของกลุ่มทุน เมื่อความเจริญและเครื่องจักรเข้ามา นายทุนเข้าครอบครองปัจจัยการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา ไปจนถึงเครื่องจักร โดยเป็นผู้กำหนดราคาต้นทุนและรับซื้อเพียงฝ่ายเดียว

  • วงจรหนี้สิน เกษตรกรต้องแบกรับความเสี่ยงจากธรรมชาติ (ฝนแล้ง น้ำท่วม โรคพืช) และความผันผวนของตลาด โดยไม่สามารถกำหนดรายได้ที่แน่นอนได้ นำไปสู่การเสียที่ดินทำกินและปัญหาหนี้สินนอกระบบ

  • การสูญเสียอัตลักษณ์ชุมชน จากเดิมที่เคยพึ่งพาธรรมชาติและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน (ลงแขกเอาแรง) กลายเป็นระบบจ้างงานและต่างคนต่างทำเพื่อความร่ำรวยส่วนตัว

 เสาหลักของ “ท่าเสาโมเดล”

กระบวนการพัฒนาเริ่มต้นจากการทำวิจัยร่วมกับ สกว. เพื่อค้นหารากเหง้าของปัญหา โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้

  • การสร้างฐานข้อมูลครัวเรือน

การจัดเก็บข้อมูลรายรับ-รายจ่ายที่แท้จริงทำให้พบสถิติที่สำคัญว่า เงินส่วนใหญ่ไหลออกจากชุมชนไปยังกลุ่มทุนภายนอก โดยมีลำดับรายจ่ายสูงสุดดังนี้

  1. ค่าน้ำมันและค่าขนส่ง ประมาณ 17 ล้านบาทต่อปี (จากผลสำรวจ 2,000 กว่าครัวเรือน)

  2. ค่าการศึกษา ประมาณ 15 ล้านบาทต่อปี

  3. ค่าข้าวสาร ประมาณ 11 ล้านบาทต่อปี

     

  • การบริหารจัดการทุนและตลาดชุมชน

  • ธนาคารหมู่บ้าน สร้างแหล่งเงินทุนของชุมชนเองเพื่อลดการพึ่งพานายทุน

  • ร้านค้า/ศูนย์กระจายสินค้าชุมชน เริ่มต้นจากการระดมทุนใน 5 หมู่บ้าน เพื่อสร้างตลาดรองรับสินค้าและจำหน่ายของใช้จำเป็นในราคาที่เป็นธรรม

  • การควบคุมปัจจัยลบ กำหนดกฎเหล็ก "ไม่ให้เงินเชื่อ" และ "ป้องกันการคดโกง" โดยให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ

     

  • โครงสร้างการจัดสรรผลประโยชน์

ในระยะเริ่มต้น ท่าเสาโมเดลมีการจัดสรรกำไรเพื่อสร้างความมั่นคงดังนี้

รายการจัดสรรกำไร
สัดส่วน (%)
วัตถุประสงค์

เงินปันผลสมาชิก

50%

คืนกำไรให้ผู้ถือหุ้น (เฉลี่ยร้อยละ 10-15 ต่อปี)

เงินทุนหมุนเวียน

30%

สำรองเพื่อขยายกิจการและสต็อกสินค้า

กองทุมสวัสดิการ

20%

ช่วยเหลือสมาชิกในด้านต่างๆ (เจ็บป่วย/เสียชีวิต)

ค่าตอบแทนคณะกรรมการ

10%

สร้างขวัญกำลังใจให้แกนนำและผู้เสียสละ

ยุทธศาสตร์การยกระดับสู่ “กาญจนบุรีโมเดล”

เป้าหมายคือการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจระดับจังหวัดเพื่อสร้างพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

  • เครือข่ายศูนย์กระจายสินค้า วางเป้าหมาย "1 ตำบล 1 ศูนย์กระจายสินค้า" โดยใช้ท่าเสาโมเดลเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และวางระบบโปรแกรมบริหารจัดการร่วมกัน

  • การลดขั้นตอนคนกลาง เจรจาโดยตรงกับผู้ผลิตสินค้าที่ชุมชนผลิตเองไม่ได้ (เช่น น้ำมันพืช น้ำตาล) ในรูปแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) โดยใช้แบรนด์ของชุมชนเองเพื่อลดต้นทุนค่าการตลาด

  • การบูรณาการ 8 หน่วยงานภาคี มีการลงนาม MOU ร่วมกับหน่วยงานรัฐและสถาบันการศึกษา เช่น

    • มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี และมหาวิทยาลัยมหิดล (สนับสนุนด้านวิชาการและนวัตกรรม)

    • พช., พมจ., และ พอช. (สนับสนุนการเข้มแข็งขององค์กรชุมชน)

    • กระทรวงพาณิชย์, เกษตรและสหกรณ์, และปศุสัตว์ (สนับสนุนด้านการตลาดและการผลิตมาตรฐาน)


เรื่องเล่าจากชุมชน “ท่าเสาโมเดล”

กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงและการป้องกันการแทรกแซง

เพื่อให้โมเดลมีความยั่งยืนและไม่ถูกกลืนโดยระบบทุนใหญ่ ได้มีการวางระเบียบไว้ดังนี้

  1. การจำกัดการถือหุ้น กำหนดสัดส่วนผู้ถือหุ้นต้องเป็นคนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 60% และจำกัดจำนวนหุ้นต่อบุคคลเพื่อป้องกันไม่ให้นายทุนเข้ามาครอบงำเป็นหุ้นใหญ่

  2. ระบบตรวจสอบโดยสมาชิก เน้นความโปร่งใส สมาชิกสามารถสอบถามและตรวจสอบงบการเงินได้ตลอดเวลา

  3. การพยุงราคา ในช่วงวิกฤต (เช่น ของแพง) ร้านค้าชุมชนจะใช้กำไรสะสมเพื่อพยุงราคาสินค้าช่วยสมาชิก แม้จะได้กำไรน้อยลงแต่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ต้องมาก่อน

  4. การไม่แปลงสภาพเป็นสหกรณ์รัฐ เลือกจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในรูปแบบวิสาหกิจหรือบริษัทชุมชน เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการแบบภาคเอกชนแต่ยึดถือผลประโยชน์สาธารณะ

ผลกระทบทางสังคมและความยั่งยืนในอนาคต

  • การสร้างระบบนิเวศชุมชน เมื่อเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง จะเกิด "ระบบนิเวศที่ดี" ลดปัญหาสังคมและอาชญากรรม

  • การดึงคนรุ่นใหม่กลับบ้าน สร้างงานในท้องถิ่นทั้งในฐานะผู้ผลิต ผู้แปรรูป และผู้บริหารตลาด เพื่อให้ลูกหลานไม่ต้องย้ายถิ่นไปเป็นแรงงานในเมืองใหญ่ และได้กลับมาดูแลผู้สูงอายุ

  • กองทุมพัฒนาผู้นำ จัดสรรกำไร 10% เพื่อเป็นค่าตอบแทนให้คนทำงานด้านจิตอาสา เพื่อให้แกนนำสามารถขับเคลื่อนงานสาธารณะได้โดยไม่เป็นภาระต่อครอบครัว

    "เราจะเข้มแข็งได้ เราต้องรวมตัวกัน... วันนี้เราคงหวังพึ่งนโยบายที่กำหนดมาจากข้างบนไม่ได้แล้ว แต่เราต้องสร้างพลังและมีแผนที่ทำให้ข้างบนทำตามเราได้"อาจารย์พิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง

    "ถ้าเรามุ่งแต่ทำตลาดเฉพาะกลุ่ม เราสู้ยักษ์ใหญ่ไม่ได้ แต่ถ้าเราใช้จุดแข็งคือ 'กำลังบริโภค' ของเราเอง มาหนุน 'กำลังผลิต' ของเรา ระบบเศรษฐกิจเราจะเป็นผู้กำหนดเอง"อาจารย์พิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง

    "การสร้างสวัสดิการชุมชนที่ดี ไม่ใช่แค่การมีเงินกองไว้ แต่คือการทำให้ทุนนั้นงอกเงยและกลับมาดูแลคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่อย่างครบวงจร"บทสรุปจากการเสวนา

     

    ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
    วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

    กาญจนบุรี “ท่าเสาโมเดล” พลังชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน | ตอนที่ 1
    กาญจนบุรี “ท่าเสาโมเดล” พลังชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน | ตอนที่ 2

    หมายเหตุ : เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ อ.พิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง ประธานวิสาหกิจชุมชนท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ในหัวข้อเรื่อง กาญจนบุรี “ท่าเสาโมเดล” พลังชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.37 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ  อ.พิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้...

    เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

    • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
    • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
    • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

    คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

    • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
    • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
    • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

    เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

    เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

    ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

เปลี่ยนรายจ่ายเป็นสวัสดิการ ถอดรหัส กาญจนบุรี “ท่าเสาโมเดล”

 

เปลี่ยน “รายจ่าย” เป็น “สวัสดิการ” ถอดรหัสท่าเสาโมเดล
เมื่อชาวบ้านลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของห่วงโซ่เศรษฐกิจ 

 

  • เมื่อ "นโยบายบนหอคอยงาช้าง" ไม่ใช่คำตอบของคนรากหญ้า

ทำไมยิ่งเรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ทันสมัยจนถึงฉบับที่ 13 แต่ภาพความจริงที่เห็นกลับเป็นเกษตรกรไทยที่ "ยิ่งทำยิ่งจน"? ทรัพยากรที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกเปลี่ยนเป็นต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ จนคนกลุ่มนี้ต้องกลายเป็นเพียง "ลูกจ้างในที่ดินของตัวเอง"

กับดักที่มองไม่เห็นของการแก้จนคือการรอคอยความช่วยเหลือจากเบื้องบนเพียงอย่างเดียว “ท่าเสาโมเดล” จึงถือกำเนิดขึ้นจากความเจ็บปวดจริงในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เมื่อที่ดินถูกยึด ลูกหลานต้องหนีไปขายแรงงานในเมืองหลวง และภาพสะท้อนที่ตอกย้ำความล้มเหลวของระบบเดิมได้ดีที่สุดคือภาพของ “เกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตอาหาร แต่กลับต้องควักเงินซื้อข้าวเช้ากิน” ความย้อนแย้งนี้เองที่จุดประกายให้ชาวบ้านตำบลท่าเสา จังหวัดกาญจนบุรี ลุกขึ้นมาสร้างระบบเศรษฐกิจที่พวกเขากำหนดอนาคตได้เอง


  • จุดหักมุมที่ 1 "ข้อมูลครัวเรือน" คืออาวุธที่ทรงพลังกว่าเงินงบประมาณ

ความผิดพลาดที่พบได้บ่อยในโครงการแก้จนคือการเริ่มที่ "การแจกเงินทุน" แต่ท่าเสาโมเดลเลือกเริ่มที่ "การวิจัย" เพื่อค้นหาความอธิปไตยทางการเงินที่หายไป การเริ่มต้นนี้ไม่ได้ใช้เงินมหาศาล แต่ใช้การ "เก็บข้อมูล" อย่างละเอียดในระดับครัวเรือนเพื่อหาว่าเงินของพวกเขารั่วไหลไปที่ไหน

จากการสำรวจข้อมูลกว่า 2,000 ครัวเรือน พบสถิติที่น่าตกใจว่ารายจ่ายมหาศาลไม่ได้ไปไหนไกล

  • อันดับ 1 ค่าน้ำมัน สูงถึง 17 ล้านบาทต่อปี

  • อันดับ 2 ค่าเล่าเรียน 15 ล้านบาทต่อปี

  • อันดับ 3 ค่าข้าวสาร 11 ล้านบาทต่อปี (ข้อมูลปี 2562)

การรู้รายจ่ายคือจุดเริ่มต้นของการสร้าง "อำนาจต่อรอง" เมื่อเรารู้ว่าเงินไหลออกไปที่ไหน เราจึงเริ่มสร้าง "เขื่อน" เพื่อกักเก็บเม็ดเงินนั้นไว้ในชุมชนแทนการปล่อยให้ไหลสู่กลุ่มทุนภายนอกทั้งหมด

"ถ้าจะแก้ไขปัญหา เราต้องรู้รากเหง้าของปัญหา การรู้รากเหง้าของปัญหา ก็คือวันนี้ต้องทำฐานข้อมูลครัวเรือนออกมาให้ชัดเจนว่า ปัญหาจริงๆ ของเขาอยู่ตรงไหน"อาจารย์พิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง

สะดวกซื้อ สะดวกขาย สะดวกใจ ใช้ร้านค้าชุมชน “ท่าเสาโมเดล” 


  • จุดหักมุมที่ 2 เมื่อเราเป็น "เจ้าของตลาด" ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกก็ไม่ใช่คู่แข่ง

ในระบบเศรษฐกิจเดิม เกษตรกรคือ “Risk-takers” (ผู้แบกรับความเสี่ยง) ที่ต้องสู้กับฟ้าฝนและศัตรูพืชนานนับปี แต่กลับต้องเป็น “Price-takers” (ผู้ยอมรับราคา) เพราะพ่อค้าคนกลางคือผู้กำหนดราคาทั้งปัจจัยการผลิตและผลผลิต พ่อค้าใช้เวลาเพียงไม่กี่วันในการสร้างกำไรที่มากกว่าเกษตรกรทำทั้งปี

ท่าเสาโมเดลพลิกเกมนี้ด้วยการตั้ง "ร้านค้าชุมชน" และ "ธนาคารหมู่บ้าน" โดยใช้แต้มต่อที่ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกไม่มี นั่นคือ "ความเป็นเจ้าของ" เมื่อชาวบ้านเปลี่ยนจากผู้บริโภคมาเป็นหุ้นส่วน พวกเขาจึงเลือกเดินเข้าร้านตัวเองเพื่อสร้างสวัสดิการให้ตนเอง และนี่คือ "กฎเหล็ก 2 ข้อ" ที่ทำให้ร้านค้าท่าเสาเติบโตต่อเนื่องกว่า 20 ปี

  • ไม่ให้เชื่อ ตัดวงจรหนี้เสียและรักษาความคล่องตัวของเงินสดเพื่อเอาชนะระบบ "เงินเชื่อ" ของนายทุนที่มักบวกราคาสินค้าเพิ่มเป็นเท่าตัว

  • ตรวจสอบการโกง ให้สมาชิกทุกคนเป็น "หูเป็นตา" เพราะกำไรทุกบาทคือสวัสดิการของพวกเขาเอง

หากคำนวณจากคนกาญจนบุรี 8 แสนคน ที่มีรายจ่ายพื้นฐานอย่างน้อยคนละ 100 บาทต่อวัน นั่นคือเม็ดเงินกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี หากชุมชนรวมตัวกันเป็น "คู่ค้า" แทนการเป็น "คู่แข่ง" เงินหมื่นล้านนี้จะกลายเป็นพลังอำนาจที่ต่อรองได้กับทุกกลุ่มทุน


  • จุดหักมุมที่ 3 ปันผล 15% และสวัสดิการที่ "แบงก์" ให้ไม่ได้

หัวใจสำคัญของท่าเสาโมเดลคือการสร้าง "ระบบนิเวศสังคม" (Social Ecosystem) ที่ดูแลคนตั้งแต่เกิดจนตาย โดยจัดสรรผลกำไรที่เกิดขึ้นกลับคืนสู่พื้นที่อย่างเป็นธรรม

ตารางเปรียบเทียบ การฝากเงินทั่วไป vs การถือหุ้นในร้านค้าชุมชนท่าเสา

หัวข้อเปรียบเทียบ
การฝากเงินธนาคารทั่วไป
การถือหุ้นในร้านค้าชุมชนท่าเสา

ผลตอบแทน (ปันผล)

ประมาณ 0.25 - 2% ต่อปี

10% - 15% ต่อปี

สวัสดิการชุมชน

ไม่มี

กองทุนงานศพ, ทุนการศึกษา, สวัสดิการกลุ่ม

การหมุนเวียนของเงิน

ไหลออกจากพื้นที่สู่ส่วนกลาง

หมุนเวียนในชุมชน เพื่อสร้างงานและอาชีพ

การบริหารจัดการ

ธนาคารเป็นผู้กำหนด

สมาชิกตรวจสอบและกำหนดทิศทางได้

ผลกระทบจากพ่อค้าคนกลาง

สูง (ไม่สามารถแทรกแซงราคาได้)

ต่ำ (ชุมชนร่วมกันพยุงราคาและต่อรอง)

ความพิเศษอีกอย่างคือการจัดสรรกำไร 10% เข้าสู่ "กองทุนผู้นำที่มีจิตสาธารณะ" เพื่อแก้ปัญหาภาวะ "ผู้นำหมดไฟ" (Leader Burnout) ที่ในอดีตมักต้อง "ควักเนื้อ" จ่ายค่าน้ำมันหรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวเพื่อทำงานส่วนรวม ระบบนี้จึงทำให้คนดีมีที่ยืนและขับเคลื่อนชุมชนได้อย่างยั่งยืน


  เรื่องเล่าจากชุมชน “ท่าเสาโมเดล”

  • จุดหักมุมที่ 4 การดึง "ลูกหลาน" กลับบ้านด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

จากความสำเร็จระดับตำบล วันนี้ท่าเสาโมเดลกำลังยกระดับสู่ "กาญจนบุรีโมเดล" ผ่านความร่วมมือเชิงสถาบัน (MOU) กับ 5 พันธมิตรหลัก ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี, พัฒนาชุมชนจังหวัด, พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)

เป้าหมายคือการนำ "นวัตกรรม" มาสร้างงานที่มั่นคงในถิ่นเกิด

  • ระบบบาร์โค้ดและแอปพลิเคชัน ยกระดับการบริหารจัดการให้เป็นมืออาชีพเทียบเท่าร้านสะดวกซื้อสากล

  • การผลิตแบบ OEM ผลิตสินค้าแบรนด์ชุมชนเอง (เช่น น้ำดื่ม, ปุ๋ย, พืชผักปลอดภัย) เพื่อลดต้นทุนโฆษณาและเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ

  • ศูนย์กระจายสินค้าระดับจังหวัด เชื่อมโยงเครือข่ายโลจิสติกส์เพื่อตัดวงจรพ่อค้าคนกลางอย่างสมบูรณ์

นี่คือวิสัยทัศน์ที่จะดึงลูกหลานที่จบการศึกษากลับมาเป็น "พนักงานและเจ้าของ" ในบ้านเกิด ไม่ต้องรอวันหยุดสงกรานต์ถึงจะได้กลับมาดูแลพ่อแม่ แต่สามารถสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจชุมชน

  • จาก "ท่าเสา" สู่ระดับประเทศ—เศรษฐกิจที่กำหนดได้ด้วยมือเราเอง

ความสำเร็จของท่าเสาโมเดล ซึ่งการันตีด้วย "รางวัลเลิศรัฐระดับดีเด่น" จาก กพร. พิสูจน์ให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดงบประมาณ แต่ขึ้นอยู่กับ "ความโปร่งใสและการวางระบบ" ที่คนในชุมชนร่วมใจกันสร้างขึ้น

เมื่อเราเลิกเป็นเพียง "ผู้บริโภค" ที่คอยวิ่งตามโลก แต่ลุกขึ้นมาเป็น "ผู้กำหนดเศรษฐกิจ" ด้วยมือของตัวเอง เราจะพบว่าเราไม่จำเป็นต้องยากจนตลอดไป หากเรากล้าที่จะเปลี่ยน "รายจ่าย" ให้กลายเป็น "สวัสดิการ" เพื่อพวกเราทุกคน

คำถามทิ้งท้ายที่น่าคิด

  • หากชุมชนของคุณเริ่มเก็บข้อมูลครัวเรือนในวันนี้ คุณคิดว่าจะเจอความลับอะไรที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของคนในหมู่บ้าน?

  • ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเลิกเป็นผู้บริโภคที่คอยตามโลก แต่ลุกขึ้นมาเป็นผู้กำหนดเศรษฐกิจด้วยมือของเราเอง?

 

ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

กาญจนบุรี “ท่าเสาโมเดล” พลังชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน | ตอนที่ 1
กาญจนบุรี “ท่าเสาโมเดล” พลังชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน | ตอนที่ 2

หมายเหตุ : เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ อ.พิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง ประธานวิสาหกิจชุมชนท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ในหัวข้อเรื่อง กาญจนบุรี “ท่าเสาโมเดล” พลังชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.37 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ  อ.พิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้...

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

เห็ดโคนน้อย 7 วันทำเงิน – โมเดลธุรกิจสร้างรายได้พัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน

 


"เห็ดโคนน้อย 7 วันทำเงิน สร้างงาน สร้างอาชีพ" โดยคุณกัลยากร ตานันท์ (พี่แอร์) ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรยั่งยืนบ้านสบแฝก ซึ่งนำเสนอนวัตกรรมการเพาะเห็ดโคนน้อยเพื่อเป็นอาชีพเสริมและอาชีพหลัก โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ระยะเวลาการผลิตที่สั้นเพียง 7-12 วัน และการใช้ต้นทุนต่ำแต่ให้ผลตอบแทนสูง โมเดลนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลกำไรเชิงพาณิชย์ แต่ยังขับเคลื่อนในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในชุมชนผ่านเครือข่ายความร่วมมือจากภาควิชาการและอุตสาหกรรม


ประเด็นสำคัญระดับวิกฤต

  • นวัตกรรมความเร็ว เห็ดโคนน้อยสามารถสร้างรายได้ภายใน 7 วัน และจบวงจรการผลิตใน 12 วัน

  • การเข้าถึงง่าย เริ่มต้นได้ด้วยเงินลงทุนเพียง 550 บาท สำหรับชุดทดลองสร้างอาชีพ

  • เทคโนโลยีอัจฉริยะ การประยุกต์ใช้โรงเรือนระบบปิด Smart Farm เพื่อควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ช่วยให้ผลิตได้ตลอดทั้งปี

  • ผลลัพธ์ทางสังคม มุ่งเน้นการสร้างรายได้ให้กลุ่มเปราะบาง 5 ประเภท รวมถึงผู้ว่างงานจากโควิด-19 และผู้พิการ


 ที่มาและแรงบันดาลใจ จากวิกฤตครอบครัวสู่ภูมิปัญญาชุมชน

การเริ่มต้นเพาะเห็ดโคนน้อยของคุณกัลยากรเกิดจากความจำเป็นส่วนตัวและความกตัญญูต่อบิดา

  • จุดเริ่มต้น บิดาป่วยด้วยโรคมะเร็งตับระยะสุดท้ายและเบื่ออาหาร แต่สามารถรับประทาน "เห็ดโคนต้มเกลือ" ได้ดี คุณกัลยากรจึงสนใจหาวิธีเพาะเห็ดที่รสชาติคล้ายเห็ดโคนป่าซึ่งหาทานยากและมีราคาแพง

  • การศึกษาเรียนรู้ ในปี 2562 ได้เข้าอบรมการเพาะเห็ดโคนน้อยที่อำเภอสันทราย โดยเริ่มต้นด้วยก้อนฟางเพียง 2 ก้อนเนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์ในขณะนั้น

  • การต่อยอด จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ได้พัฒนาสู่การลองผิดลองถูกร่วมกับสามี (พ่อเอก) จนสามารถสร้างสูตรการผลิตเชื้อเห็ดและก้อนเห็ดเองเพื่อลดต้นทุน


 นวัตกรรมการผลิตและเทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะ

ความสำเร็จของ "เห็ดโคนน้อยบ้านสวน" อยู่ที่การผสานภูมิปัญญาชาวบ้านเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่

การพัฒนาสูตรและวัสดุปลูก

  • การใช้ฟางข้าว แทนที่การใช้กากถั่วแบบโบราณซึ่งทำให้ดอกเห็ดมีสีดำ การใช้ฟางข้าวช่วยให้ได้ดอกเห็ดที่สวยและลดต้นทุนเนื่องจากในพื้นที่ตำบลแม่แฝกใหม่มีการปลูกข้าวตลอดปี

  • การผลิตเชื้อเอง พัฒนาห้องเขี่ยเชื้อและผลิตเชื้อเห็ดเองผ่านความช่วยเหลือจากโครงการ 1 ตำบล 1 มหาลัย (U2T) ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาเชื้อจากแหล่งภายนอกที่มีคุณภาพไม่คงที่


 โรงเรือนอัจฉริยะ (Smart Greenhouse)

จากการสนับสนุนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) ได้มีการสร้างโรงเรือนต้นแบบที่ประกอบด้วย

  • ระบบควบคุมอัตโนมัติ เซนเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้น หากอุณหภูมิเกิน 38 องศาเซลเซียส ระบบพ่นหมอกและพัดลมจะทำงานโดยอัตโนมัติ

  • การเชื่อมต่อ IoT สามารถติดตามสภาวะในโรงเรือนผ่านกล้องวงจรปิดและรับการแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือ

  • ประสิทธิภาพ โรงเรือนอัจฉริยะช่วยให้สามารถเพาะเห็ดได้ทุกฤดูกาล แม้ในฤดูหนาวหรือฤดูฝนที่ปกติเห็ดโคนน้อยจะไม่ออกดอก


โมเดลธุรกิจและความคุ้มค่าทางการเงิน

 เห็ดโคนน้อยถูกขนานนามว่า "เห็ด 7 วันทำเงิน" เนื่องจากมีรอบการเก็บเกี่ยวที่รวดเร็วและชัดเจน

 





ศักยภาพเชิงพาณิชย์

  • ตลาดความต้องการสูง เป็นที่ต้องการของกลุ่มคนรักสุขภาพ ผู้รับประทานมังสวิรัติ และผู้ที่ชื่นชอบอาหารป่า

  • การบริหารจัดการ การมีโรงเรือนหมุนเวียน (เช่น 10 โรงเรือน) จะช่วยให้มีรายได้เข้าทุกวันตลอดทั้งเดือน สร้างรายได้หลักหมื่นบาทต่อเดือนได้จริง


วิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคมและกลุ่มเป้าหมาย

วิสาหกิจชุมชนเกษตรกรยั่งยืนบ้านศพแฝก มุ่งเน้นการสร้าง "ความสุข" และ "คุณภาพชีวิต" มากกว่าผลกำไรสูงสุด

  • ศูนย์เรียนรู้ชุมชน เปิดสอนฟรีให้กับชาวบ้านในอำเภอสันทรายทั้ง 12 ตำบล และเครือข่ายจากภาคเหนือ

  • การสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง (5 กลุ่มหลัก)

    1. ผู้ตกงานจากวิกฤตโควิด-19

    2. ผู้พิการหรือครอบครัวผู้พิการ

    3. ผู้ติดเชื้อ HIV

    4. ผู้สูงอายุ

    5. ผู้พ้นโทษที่ประพฤติดี

  • กลไกการช่วยเหลือ แจกจ่ายก้อนเห็ดให้กลุ่มเปราะบางนำไปเพาะก่อน เมื่อได้ผลผลิตจึงนำมาขายคืนให้วิสาหกิจฯ โดยหักเพียงต้นทุน ส่วนกำไรทั้งหมดตกเป็นของชาวบ้านเพื่อใช้ดำรงชีพ


การแปรรูปและการสร้างเครือข่ายในอนาคต

เพื่อให้เกิดความยั่งยืน วิสาหกิจฯ ได้วางแผนขยายผลผ่านกลยุทธ์ต่างๆ

  • การแปรรูปสินค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ "คุกกี้เห็ดโคนน้อย" และ "แหนมเห็ดโคนน้อย" เพื่อเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการเก็บรักษา

  • หลักสูตรการเรียนรู้ มีทั้งหลักสูตร 1 วัน (พื้นฐานและการแปรรูป) และหลักสูตร 3 วัน (การสร้างโรงเรือนต้นทุนต่ำ 500 บาท การหมักฟาง และการดูแล)

  • เครือข่ายความร่วมมือ ทำงานร่วมกับเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคม CBMC โครงการธุรกิจปันกัน เพื่อเชื่อมโยงตลาดและองค์ความรู้ระดับประเทศ

  • เป้าหมายสูงสุด ต้องการให้สมาชิกในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดหนี้สินครัวเรือน และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่บุตรหลานผ่านรายได้ที่มั่นคงจากเห็ดโคนน้อย

"เห็ดโคนน้อย 7 วันทำเงิน... เราไม่ได้แค่ส่งเสริมให้ปลูก แต่เราพร้อมจะรับซื้อคืนและถ่ายทอดองค์ความรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน"กัลยากร ตานันท์

 

ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

เห็ดโคนน้อย 7 วันทำเงิน สร้างงาน สร้างอาชีพ ตอน 1
เห็ดโคนน้อย 7 วันทำเงิน สร้างงาน สร้างอาชีพ ตอน 2

หมายเหตุ : เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ พี่แอร์ กัลยากร ตานันท์ ประธานวิสาหกิจชุมชน เกษตรกรยั่งยืนบ้านสบแฝก เชียงใหม่ ในหัวข้อเรื่อง เห็ดโคนน้อย 7 วันทำเงิน สร้างงาน สร้างอาชีพ จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.28 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ  พี่แอร์ กัลยากร ตานันท์ เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้...


เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม