ปลูกครั้งเดียว ได้ทั้งอาหารและทางรอด

 

 

ความลับของ “ป่า 5 ระดับ”
สถาปัตยกรรมธรรมชาติที่ช่วยให้เราอยู่รอดถึง 120 ปี

ลองจินตนาการดูนะครับ... ถ้าวันหนึ่งไฟฟ้าดับ อาหารแพงขึ้น น้ำแล้ง อากาศร้อนจนเราแทบไม่อยากออกจากบ้าน หรือระบบเศรษฐกิจที่เราเคยพึ่งพาเกิดสะดุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่...“เรามีเงินอยู่เท่าไร?” แต่อาจเป็น... “เรามีอะไรอยู่รอบตัว ที่ยังเลี้ยงเราได้บ้าง?” คำตอบหนึ่งที่น่าสนใจมาก อาจไม่ได้อยู่ในธนาคาร ไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า และไม่ได้อยู่ในโทรศัพท์มือถือแต่อยู่ในดิน...อยู่ใต้ต้นไม้...และอยู่หลังบ้านของเรานี่เอง ผมกำลังพูดถึง “ป่า 5 ระดับ” เพราะการปลูกต้นไม้หนึ่งต้น หากเราคิดแบบธรรมดา เราจะเห็นเพียง “ต้นไม้” แต่ถ้าเราคิดแบบระบบ เราจะเห็น...อาหาร รายได้ ร่มเงา ความชุ่มชื้น ความหลากหลายทางชีวภาพ และที่สำคัญที่สุด... ความมั่นคงของชีวิต

ต้นไม้หนึ่งต้น อาจเป็นมากกว่าต้นไม้

วันนี้โลกกำลังเผชิญกับความผันผวนของภูมิอากาศอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว กลายเป็นเรื่องที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน แต่คำถามคือ... เราจะเอาชนะธรรมชาติ หรือเราจะออกแบบชีวิตให้ทำงานร่วมกับธรรมชาติ? ผมเชื่อว่าอย่างหลังต่างหากคือทางรอด เพราะต้นไม้ไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตที่ยืนอยู่เฉย ๆ มันคือส่วนหนึ่งของระบบปรับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เรือนยอดช่วยบังแดด ใบไม้ช่วยสร้างร่มเงา รากช่วยยึดดิน อินทรียวัตถุช่วยเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำ และระบบนิเวศที่สมบูรณ์สามารถเป็นบ้านให้สิ่งมีชีวิตอีกนับไม่ถ้วน ดังนั้น... เวลาปลูกต้นไม้ เราไม่ได้ปลูกแค่ต้นไม้ เราอาจกำลังปลูก “ระบบชีวิต” ขึ้นมาหนึ่งระบบ


จาก “ปลูกป่า” สู่ “ปลูกอนาคต”

หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่เราสามารถนำมาใช้เป็นฐานคิด คือแนวทาง “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ลองคิดง่าย ๆ ครับ อย่างที่หนึ่งคือ ป่ากินได้ ปลูกสิ่งที่เรากินได้ มะม่วง ขนุน กล้วย มะนาว ผักพื้นบ้าน หรือพืชอาหารที่เหมาะกับพื้นที่ อย่างที่สองคือ ป่าใช้สอย ไม้ไผ่ ไม้ใช้ทำเครื่องมือ เครื่องจักสาน คอกสัตว์ หรือสิ่งของต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างที่สามคือ ป่าอยู่อาศัย ไม้ที่เติบโตในระยะยาว ซึ่งสามารถเป็นทุนของครอบครัวและชุมชนในอนาคต แล้วประโยชน์ที่สี่คืออะไร? ระบบนิเวศ เมื่อเราปลูกพืชหลากหลายชนิด พื้นที่ไม่ได้ให้เพียงผลผลิต แต่มันเริ่มสร้างความสัมพันธ์ มีแมลงมีนก มีไส้เดือน มีจุลินทรีย์ มีสัตว์เล็ก ๆ มีเชื้อรา มีรากไม้ มีใบไม้ร่วง มีอินทรียวัตถุ และทั้งหมดกำลังทำงานร่วมกัน นี่คือช่วงเวลาที่ “พื้นที่ว่าง” เริ่มกลายเป็น ระบบนิเวศ


แล้ว “ป่า 5 ระดับ” คืออะไร?

ทีนี้ลองมองพื้นที่หนึ่งแปลงจากด้านบนลงมาด้านล่าง แทนที่จะปลูกต้นไม้แบบเรียงแถวเหมือนกันทั้งหมด เราสามารถออกแบบพื้นที่ให้มีพืชหลายระดับความสูง เหมือนกับการสร้างอาคารธรรมชาติ...ชั้นบนสุดทำหน้าที่อย่างหนึ่ง ชั้นกลางทำหน้าที่อีกอย่าง ชั้นล่างทำหน้าที่อีกอย่าง และใต้ดินก็ยังมีอาหารซ่อนอยู่อีก นี่คือเสน่ห์ของป่า 5 ระดับ


ระดับที่ 1 — ไม้ชั้นสูง

คือไม้ยืนต้นที่มีอายุยาวและสามารถเป็น “ทุนระยะยาว” เช่น สัก ยางนา ประดู่ มะค่า หรือไม้ เศรษฐกิจที่เหมาะสมกับภูมิประเทศ ต้นไม้กลุ่มนี้อาจไม่ได้ให้เงินกับเราพรุ่งนี้ แต่กำลังสร้างทรัพย์สินให้เราในอีก 10 ปี 20 ปี หรือมากกว่านั้น นี่คือแนวคิดที่ผมชอบมาก... บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำให้อนาคต คือสิ่งที่เราไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนในวันพรุ่งนี้


ระดับที่ 2 — ไม้ชั้นกลาง

คือไม้ผลและไม้กินได้ มะม่วง ขนุน ชมพู่ ลำไย พุทรา หรือไม้ผลพื้นถิ่นที่เหมาะกับพื้นที่ นี่คือ “โรงงานอาหาร” ที่ไม่ต้องมีหลังคา ไม่ต้องเปิดสวิตช์ ไม่ต้องจ่ายค่าไฟ แต่ต้องดูแลมัน... และเมื่อถึงเวลา ธรรมชาติจะตอบแทนเราด้วยผลผลิต


ระดับที่ 3 — ไม้ชั้นเตี้ย

ตรงนี้คือพื้นที่ของผัก สมุนไพร และพืชอายุสั้น กะเพรา พริก มะเขือ ตะไคร้ โหระพา ขิง ข่า หรือพืชผักอื่น ๆ สิ่งที่น่าสนใจคือ... เรากำลังเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ ให้กลายเป็น **ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เดินเข้าไปเก็บอาหารได้เอง ไม่ต้องขับรถ ไม่ต้องต่อคิว และบางครั้งไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียวในวันที่เก็บผลผลิตจากสวนของเรา


ระดับที่ 4 — ไม้เลื้อยและพืชคลุมดิน

อัญชัน ตำลึง ถั่วฝักยาว ฟักทอง แตง หรือพืชเลื้อยที่เหมาะกับพื้นที่ พืชกลุ่มนี้ทำให้พื้นที่ว่างถูกใช้ประโยชน์มากขึ้น มันสามารถคลุมดิน ลดการสูญเสียความชื้น และสร้างอาหารเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เราจึงเริ่มเห็นแล้วว่า... พื้นที่หนึ่งตารางเมตร ไม่จำเป็นต้องให้ผลผลิตเพียงหนึ่งอย่าง ถ้าเราออกแบบเป็นมันอาจให้ผลผลิตหลายระดับพร้อมกัน และสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดอยู่ “ใต้เท้าเรา”


ระดับที่ 5 —  พืชหัวและพืชใต้ดิน

มันสำคัญเพราะคนส่วนใหญ่มองไม่เห็น เผือก มัน ขิง ข่า มันเทศ และพืชหัวชนิดต่าง ๆ ที่เหมาะกับพื้นที่ ลองคิดดูนะครับ เราเดินผ่านมันทุกวัน แต่ใต้พื้นดินกำลังมี “คลังอาหาร” ซ่อนอยู่ นี่ทำให้ผมคิดว่า... บางครั้งความมั่นคงไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราเห็น แต่อยู่ในสิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่ตรงนี้มีข้อสำคัญมากครับ

เราไม่ควรเข้าใจว่าพืชใต้ดินจะปลอดภัยจากสารกัมมันตรังสีหรือสารพิษเสมอไปในกรณีสงครามนิวเคลียร์หรือเหตุปนเปื้อนรุนแรง เพราะสารปนเปื้อนสามารถเข้าสู่ดินและพืชได้ และพืชหัวก็ไม่ได้เป็น “เกราะป้องกัน” ที่รับประกันความปลอดภัย ดังนั้น ป่า 5 ระดับควรถูกมองเป็น ระบบสร้างความยืดหยุ่นด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่หลุมหลบภัยจากกัมมันตรังสี และนี่คือจุดที่เราต้องแยก “ความหวัง” ออกจาก “ข้อมูลที่พิสูจน์ได้”


ความมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน

แต่เรื่องที่น่าทึ่งกว่านั้นยังอยู่ใต้พื้นดินครับ รากไม้ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ในดินมีโลกอีกใบหนึ่ง... มีจุลินทรีย์ มีแบคทีเรีย มีเชื้อรา มีเส้นใยราที่แผ่กระจายไปตามดิน เชื้อราบางชนิดสามารถสร้างความสัมพันธ์แบบพึ่งพากับรากไม้ หรือที่เราเรียกว่า ไมคอร์ไรซา ต้นไม้ส่งคาร์บอนที่สร้างจากการสังเคราะห์แสงให้กับเชื้อรา ขณะที่เชื้อราช่วยเพิ่มพื้นที่ในการเข้าถึงน้ำและธาตุอาหารบางชนิด นี่คือเศรษฐกิจใต้ดินที่เราแทบมองไม่เห็น ไม่มีธนาคาร ไม่มีตลาดหุ้น แต่มีการแลกเปลี่ยนทรัพยากรเกิดขึ้นตลอดเวลา และมันกำลังบอกเราว่า... ธรรมชาติไม่ได้เติบโตด้วยการแข่งขันเพียงอย่างเดียว ธรรมชาติเติบโตด้วย การพึ่งพาอาศัยกัน


ป่า 5 ระดับ จึงไม่ใช่สูตรปลูกต้นไม้

นี่คือสิ่งที่ผมอยากชวนคิดครับ อย่ามอง “ป่า 5 ระดับ” เป็นเพียงสูตรว่า... ต้นสูงต้องปลูกอะไร ต้นกลางต้องปลูกอะไร ต้นเตี้ยต้องปลูกอะไร เพราะหัวใจที่แท้จริงคือ... การออกแบบระบบ ออกแบบให้ต้นไม้สูงสร้างร่มเงา ออกแบบให้ไม้ผลสร้างอาหาร ออกแบบให้พืชชั้นล่างสร้างผลผลิต ออกแบบให้พืชคลุมดินช่วยรักษาความชื้น และออกแบบให้รากกับสิ่งมีชีวิตในดินช่วยฟื้นฟูระบบ พื้นที่เดียว...จึงสามารถเป็นทั้ง แหล่งอาหาร แหล่งรายได้ แหล่งพักผ่อน แหล่งเรียนรู้ และแหล่งความมั่นคง


แล้ว 120 ปีเกี่ยวอะไรกับเรา?

ผมชอบคำว่า “120 ปี” เพราะมันทำให้เราหยุดคิด สมมติว่าเราเริ่มปลูกต้นไม้วันนี้ ต้นไม้บางต้นอาจให้ผลในเวลาไม่กี่ปี บางต้นใช้เวลา 10 ปี บางต้น 20 ปี บางต้นอาจอยู่กับลูกหลานของเรา ดังนั้น... คนปลูกต้นไม้ไม่ได้คิดแค่ถึงตัวเอง แต่กำลังคิดแทนคนที่ยังไม่เกิดด้วย ถ้าเราอายุ 45 ปีอีก 20 ปี เราอาจเห็นต้นไม้ที่วันนี้ยังเล็ก กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ อีก 40 ปี ลูกหลานอาจใช้ประโยชน์จากมัน อีก 60 หรือ 80 ปี คนรุ่นต่อไปอาจยังเดินอยู่ใต้ร่มเงาที่เราเป็นคนเริ่มต้น นี่คือการลงทุนชนิดหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะเราอาจไม่ได้เป็นคนเก็บเกี่ยวทั้งหมด แต่เราสามารถเป็นคนเริ่มต้น


จาก “ต้นทุน 0” สู่ “ต้นทุนที่งอกได้”

และนี่คือคำถามสำคัญที่สุดสำหรับคนธรรมดาอย่างเรา ถ้าไม่มีเงินมาก จะเริ่มได้ไหม? ผมตอบว่า... เริ่มได้ครับ ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยพื้นที่ 10 ไร่ ไม่ต้องซื้อพันธุ์ไม้ราคาแพงทั้งหมด ไม่ต้องสร้างสวนสวยเหมือนในอินเทอร์เน็ต เริ่มจากกระถางหนึ่งใบก็ได้ พื้นที่ข้างบ้านหนึ่งเมตรก็ได้ ริมรั้วก็ได้เมล็ดพันธุ์ที่เราเก็บจากอาหารที่กินก็ได้ ขอเพียงเราเริ่มเปลี่ยนความคิดจาก... “ฉันไม่มีพื้นที่” เป็น “พื้นที่ที่ฉันมี จะสร้างอะไรได้บ้าง?” จาก “ฉันไม่มีเงิน” เป็น “ฉันจะใช้ธรรมชาติสร้างต้นทุนอย่างไร?” นี่คือการเปลี่ยนจากผู้บริโภค... ไปเป็นผู้สร้าง


เพราะอนาคตไม่ได้เริ่มวันพรุ่งนี้

อนาคตเริ่มจากต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ที่เราปลูกวันนี้ ต้นไม้หนึ่งต้นอาจไม่ได้เปลี่ยนโลกทั้งใบ แต่ต้นไม้หนึ่งต้นอาจเปลี่ยนโลกของครอบครัวหนึ่งครอบครัว สวนหนึ่งสวนอาจเปลี่ยนเศรษฐกิจของหนึ่งชุมชน และชุมชนจำนวนมากที่สามารถพึ่งพาทรัพยากรของตัวเองได้มากขึ้น... อาจช่วยทำให้ประเทศหนึ่งประเทศมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ดังนั้น ผมไม่ได้ชวนทุกคนกลับไปเป็นเกษตรกร ผมกำลังชวนเรากลับไปเป็น “นักออกแบบชีวิต” ใช้พื้นที่ที่มี ใช้ธรรมชาติที่มี ใช้ภูมิปัญญาที่มี แล้วสร้างระบบที่ทำให้เรา... กินได้ อยู่ได้ มีรายได้ มีร่มเงา และมีความหวัง เพราะในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน...  เราอาจไม่สามารถควบคุมอากาศได้ ไม่สามารถควบคุมเศรษฐกิจโลกได้ ไม่สามารถควบคุมสงครามได้ แต่เราสามารถควบคุมสิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่หลังบ้านของเราได้


 คำถามสุดท้าย...

วันนี้ลองเดินออกไปหลังบ้านนะครับ แล้วมองพื้นที่ว่างตรงนั้นอีกครั้ง อย่ามองว่ามันเป็นแค่ดิน ลองถามตัวเองว่า... ตรงนี้จะปลูกอาหารอะไรได้บ้าง? ตรงนี้จะปลูกต้นไม้แห่งอนาคตอะไรได้บ้าง? ตรงนี้จะสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้อย่างไร? และที่สำคัญที่สุด... ถ้าวันหนึ่งโลกเกิดวิกฤตขึ้นจริง ๆ พื้นที่ตรงนี้จะช่วยให้เรา “พึ่งตัวเอง” ได้มากขึ้นแค่ไหน?

เพราะบางที...ทางรอดของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 อาจไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีที่แพงที่สุด แต่อาจเริ่มจาก... เมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ดินหนึ่งกำมือ น้ำหนึ่งหยด และคนหนึ่งคนที่ตัดสินใจปลูก ปลูกวันนี้... เพื่อให้คนรุ่นหน้าได้กิน ปลูกวันนี้... เพื่อให้โลกมีร่มเงา ปลูกวันนี้... เพื่อสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว และปลูกวันนี้... เพราะเราไม่รู้ว่าโลกในวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่เรารู้ว่า...

ถ้าเราไม่เริ่มปลูกอะไรเลย วันนี้ วันพรุ่งนี้เราก็จะไม่มีอะไรให้เก็บเกี่ยว นี่แหละครับ... “ป่า 5 ระดับ” ไม่ใช่แค่เรื่องของต้นไม้ แต่มันคือศิลปะของการออกแบบชีวิต จากพื้นที่เล็ก ๆ... ให้กลายเป็นอาหารจากอาหาร... ให้กลายเป็นรายได้ จากรายได้... ให้กลายเป็นความมั่นคง และจากความมั่นคงของคนหนึ่งคน... ให้กลายเป็นความยั่งยืนของทั้งชุมชน เพราะต้นไม้ไม่ได้เติบโตเพื่อตัวมันเอง มันเติบโต...เพื่อให้ใครบางคนในอนาคต ได้มีโอกาสมีชีวิตที่ดีขึ้น และบางที... คนคนนั้นอาจเป็นเรา หรืออาจเป็นลูกหลานของเรา ดังนั้น ถ้ายังมีที่ว่างอยู่หลังบ้าน... อย่าเพิ่งปล่อยให้มันเป็นเพียง “พื้นที่ว่าง” เพราะพื้นที่ว่างหนึ่งตารางเมตร... อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “ทางรอดทั้งชีวิต” ก็เป็นได้นะครับ...

 

ขอขอบพระคุณคนต้นเรื่อง  

  • อาจารย์ อดุลย์ วิเชียรชัย เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2565 และ ประธานศูนย์การเรียนรู้สัมมาชีพชุมชน ตำบลคลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

  • อาจารย์ อำนวย สังวาลย์เล็ก วิทยากรประจำศูนย์การเรียนรู้ สัมมาชีพชุมชน ตำบลคลองหก

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

กอดป่าให้หายเหนื่อย เมื่อชุมชนคือยาที่โลกกำลังตามหา

 


กอดป่าให้หายเหนื่อย ที่บูนาดารา…
เมื่อ “อ้อมกอดของชุมชน” คือยาขนานเอกที่เยียวยาทั้งใจและสังคม

ลองหลับตาสักครู่นะครับ…แล้วถามตัวเองว่า “ครั้งสุดท้ายที่เราเหนื่อย… เราไปพักที่ไหน?” เราอาจไปคาเฟ่ ไปห้าง ไปโรงแรม ไปทะเล หรือบางคน… แค่ปิดโทรศัพท์ แล้วนอนอยู่ในห้อง แต่ผมอยากชวนทุกคนลองคิดใหม่ว่า… บางทีสิ่งที่เราเรียกว่า “การพักผ่อน” อาจไม่ได้ทำให้เราหายเหนื่อยจริงๆ เพราะร่างกายอาจได้นอน แต่หัวใจยังวิ่งอยู่ โทรศัพท์เงียบ แต่ความคิดไม่เคยเงียบ เราออกจากที่ทำงาน แต่ความเครียดกลับเดินทางกลับบ้านมากับเรา โลกวันนี้หมุนเร็วมากครับ เร็วเสียจนบางครั้ง เข็มนาฬิกาหมุนเร็วกว่าหัวใจของเราเสียอีก


และในวันที่มนุษย์กำลังเหนื่อยกับโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน ผมกลับพบคำตอบหนึ่งที่เรียบง่ายมาก คำตอบนั้นคือ… “ธรรมชาติ และผู้คน” ไม่ใช่ธรรมชาติที่อยู่ไกลตัวเรา แต่เป็นธรรมชาติที่มีคนดูแล และไม่ใช่ชุมชนที่รอรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นชุมชนที่พร้อมจะโอบกอดคนที่มาเยือน

สถานที่หนึ่งที่ทำให้ผมเห็นภาพนี้ชัดมาก คือ “บูนาดารา” ณ  อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่มันกำลังบอกเราว่า…


ถ้าเราอยากเยียวยาคน เราอาจต้องเริ่มจากการเยียวยาพื้นที่
 และถ้าเราอยากเยียวยาสังคม เราอาจต้องเริ่มจากการทำให้คนรู้สึกว่า “ฉันเป็นเจ้าของที่นี่”


ชื่อหนึ่งชื่อ… แต่มีเรื่องราวทั้งชุมชนซ่อนอยู่ ลองฟังชื่อ “บูนาดารา” ชื่อสั้นๆ แต่มีเรื่องราวยาวมาก “บูนา” คือชื่อหมู่บ้านดั้งเดิมริมอ่าว วันนี้หมู่บ้านเดิมแทบไม่มีคนอยู่อาศัย เพราะผู้คนย้ายมารวมกันที่บ้านปาตา แต่ชื่อ “บูนา” ยังอยู่ เพราะบางครั้ง… สถานที่อาจเปลี่ยนผู้คนอาจย้ายแต่ความทรงจำไม่จำเป็นต้องหายไป

ส่วน “ดารา” เพี้ยนเสียงมาจาก “ดารอ” ในภาษามลายูท้องถิ่น ซึ่งหมายถึงต้นพุทรา และเกี่ยวข้องกับชื่อท่าเรือ “กาแลนดารอ” ในอดีต นี่คือสิ่งที่ผมชอบมากเพราะบูนาดาราไม่ได้พยายามสร้างชื่อใหม่เพื่อหนีอดีตแต่เขาเอา อดีตมาสร้างอนาคต

เปลี่ยน “ดารอ” เป็น “ดารา” ให้มีความร่วมสมัยให้มีกลิ่นอายอินโด–มลายูให้คนจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอาเซียนรู้สึกเข้าถึงได้ นี่ไม่ใช่แค่การตั้งชื่อสถานที่ แต่นี่คือ การออกแบบแบรนด์จากรากของตัวเอง และนี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับชุมชนไทยทุกแห่ง เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนคนอื่นเพื่อให้โลกสนใจ แต่เราต้องทำให้โลกเห็นว่า…“สิ่งที่เราเป็น มีคุณค่าอย่างไร”



 4 ส. เมื่อ “ข้อห้าม” กลายเป็นเสน่ห์

แล้วสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ บูนาดาราไม่ได้บอกนักท่องเที่ยวว่า “อยากทำอะไรก็ทำ” ตรงกันข้าม…ที่นี่มีกติกา 4 ส. สุรา สุกร สุนัข และสายเดี่ยว  ฟังดูเหมือนข้อห้าม แต่ถ้าเรามองในมุมการจัดการชุมชน มันคือ “ตัวกรอง” บูนาดาราไม่ได้พยายามทำให้ทุกคนพอใจ แต่กำลังบอกว่า


“ถ้าคุณอยากเข้ามาในบ้านของเรา คุณต้องเคารพกติกาของบ้านเรา”


นี่คือความกล้าหาญของชุมชน เพราะการพัฒนาที่ดี ไม่ใช่การยอมทุกอย่างเพื่อเงิน แต่คือการรู้ว่า… อะไรควรรับ อะไรควรปฏิเสธ และอะไรคือคุณค่าที่เราไม่มีวันขายสุดท้ายกฎเหล่านี้กลับกลายเป็นเสน่ห์ เพราะมันทำให้ครอบครัว คนรักธรรมชาติ และคนที่ต้องการความสงบ รู้สึกว่า “ที่นี่ปลอดภัยสำหรับฉัน”

30 บาท… ที่มีค่ามากกว่า 30 บาท แต่เรื่องที่ผมประทับใจที่สุด คือเรื่องของ “คนแถวสอง” ชุมชนหนึ่งจะยั่งยืนได้อย่างไร ถ้าวันหนึ่งคนรุ่นแรกหมดแรง? บูนาดาราจึงไม่ได้คิดแค่เรื่องนักท่องเที่ยว แต่คิดถึงเด็กๆ

เด็กบางคนได้รับค่าจ้างเพียง 30 บาท จากการช่วยบรรจุดินลงถุง 100 ถุง บางคนช่วยเตรียมไม้ไผ่สำหรับปลูกป่า ไม้ละประมาณ 40 สตางค์ คำถามคือ… 30 บาทเปลี่ยนชีวิตเด็กได้ไหม? อาจไม่ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหากที่สำคัญ เด็กทำงาน พ่อแม่มาช่วย คนในครอบครัวนั่งล้อมวงกัน จากงานเล็กๆ กลายเป็นเวลาของครอบครัว

จากเงิน 30 บาท กลายเป็นความภาคภูมิใจ จากการปลูกต้นกล้า กลายเป็นการปลูก “คน” และวันหนึ่งเด็กอายุ 14 ปีเหล่านั้น จะกลายเป็นคนอายุ 20 25 30 ปี บางคนอาจกลายเป็นผู้นำชุมชน บางคนเป็นคนพานักท่องเที่ยวเข้าป่า บางคนเป็นคนเล่าเรื่องบ้านเกิดของตัวเอง เพราะฉะนั้น…


การลงทุนที่ดีที่สุดของชุมชน ไม่ใช่การสร้างอาคารให้ใหญ่ขึ้น แต่คือการสร้างคนให้เติบโตขึ้น


บังเยะพูดประโยคหนึ่งที่ผมคิดว่าสะเทือนใจมาก “เราอายุเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่เด็กอายุ 14 วันนี้จะเป็น 15 ในวันหน้า ถ้าเราไม่เปิดโอกาสให้คนรุ่นหลัง ชุมชนก็จบ” นี่ไม่ใช่เรื่องการท่องเที่ยวแล้วครับ นี่คือ การส่งต่ออนาคต


 เมื่อการท่องเที่ยวไม่ได้จบที่ “เที่ยว”

หลังโควิด เราเห็นนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเดินทางเข้ามาที่บูนาดารา แต่บางคนไม่ได้มาเพื่อถ่ายรูป ไม่ได้มาเพื่อซื้อของ ไม่ได้มาเพื่อเช็กอินแล้วกลับบ้าน พวกเขามาเพื่อ ให้ ทุนการศึกษา เงินช่วยเหลือเด็กกำพร้า การสนับสนุนโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนปอเนาะ และผู้ที่เดือดร้อนจริง นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า Welfare Tourism — การท่องเที่ยวที่มีสวัสดิการเป็นหัวใจ บูนาดารากลายเป็นสะพาน คนหนึ่งมี ทรัพยากร อีกคนมีความต้องการ ชุมชนทำหน้าที่เชื่อมทั้งสองฝ่ายเข้าหากัน นี่ทำให้คำว่า “นักท่องเที่ยว” เปลี่ยนความหมายจาก “คนมาเที่ยว” กลายเป็น “เพื่อนมนุษย์ที่มาแบ่งปัน” และนี่อาจเป็นอนาคตของการท่องเที่ยวไทยไม่ใช่แค่ เที่ยวแล้วจ่าย แต่คือ เที่ยวแล้วช่วย เที่ยวแล้วเรียนรู้ เที่ยวแล้วสร้างโอกาส เที่ยวแล้วทำให้พื้นที่ดีขึ้น


 กำไรของบูนาดารา… ไม่ได้วัดด้วยเงินอย่างเดียว

บูนาดารามีระบบจัดสรรรายได้

50% ใช้บริหารจัดการ
30% ปันผลให้สมาชิก
20% กลับมาเป็นสวัสดิการชุมชน


ลองคิดดูนะครับ เงินที่นักท่องเที่ยวจ่ายเข้ามา ไม่ได้เดินทางออกจากชุมชนทั้งหมด แต่หมุนกลับมาเป็น ข้าวสารให้ครอบครัวที่มีงานศพ อุปกรณ์การศึกษา คอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน แรงงานและงบประมาณช่วยเหลือเมื่อเกิดน้ำท่วม นี่คือคำว่า “เศรษฐกิจที่มีหัวใจ” เพราะเศรษฐกิจที่ดี ไม่ใช่แค่ทำให้คนบางคนรวยขึ้น แต่ต้องทำให้… คนทั้งชุมชนรู้สึกว่า “ฉันได้อะไรจากการเติบโตของบ้านฉัน”

เปิดหน้ากาก แล้วเราจะเห็นกันจริงๆ และนี่คือบทเรียนสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้ การทำงานในพื้นที่ ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนใต้ สิ่งที่สำคัญมากไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือ ความไว้วางใจ บังเยะเลือกที่จะไม่รับตำแหน่งกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน เพราะต้องการลดความซ้ำซ้อนของบทบาท เขาเลือกเป็น “ผู้ประสานงาน” ทำงานกับทุกฝ่าย เปิดหน้ากาก เปิดบทบาท เปิดข้อมูล และพูดกันตรงๆ เพราะถ้าทุกคนเข้ามาทำงานพร้อมหน้ากาก เราจะไม่มีวันรู้ว่า… “จริงๆ แล้วคุณต้องการอะไร” แต่เมื่อทุกคนวางหน้ากากลงเราจึงเริ่มเห็นกันในฐานะมนุษย์ และเมื่อมนุษย์มองเห็นมนุษย์ด้วยกัน ความร่วมมือจึงเกิดขึ้น

แล้วคุณเหนื่อยหรือยัง? ผมอยากกลับมาที่คำถามแรก ครั้งสุดท้ายที่คุณเหนื่อย คุณไปพักที่ไหน? บางทีคำตอบอาจไม่ใช่โรงแรม ไม่ใช่ห้าง ไม่ใช่หน้าจอ แต่อาจเป็นที่ไหนสักแห่ง ที่มีต้นไม้ มีเสียงลม มีน้ำ มีคนในชุมชน และมีใครบางคนพูดกับคุณว่า “ไม่เป็นไรนะ… พักก่อน” บูนาดาราทำให้ผมเชื่อว่า ป่าชายเลนไม่ได้มีหน้าที่แค่ป้องกันคลื่น แต่ป่ายังสามารถปกป้องหัวใจของคนได้ ชุมชนไม่ได้มีหน้าที่แค่ต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่ชุมชนสามารถทำให้คนแปลกหน้ารู้สึกว่า…“ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว”

และบางที…สิ่งที่ประเทศไทยกำลังต้องการอาจไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวใหม่อีกหนึ่งแห่งแต่คือ ชุมชนที่ทำให้คนอยากกลับมา กลับมาเรียนรู้ กลับมาหายใจ กลับมารู้จักผู้คน กลับมารู้จักตัวเอง


เพราะสุดท้ายแล้ว… เราอาจเดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้นหาสถานที่ที่ดีที่สุด แต่บางครั้ง สิ่งที่เราตามหาจริงๆ คือสถานที่ที่ทำให้หัวใจของเรารู้สึกว่า “เราเป็นส่วนหนึ่ง”

ดังนั้น ถ้าวันนี้คุณกำลังเหนื่อย…อย่าเพิ่งรีบถามว่า “ฉันต้องหนีไปไหน?” ลองถามใหม่ว่า…“ฉันจะกลับไปกอดอะไรได้บ้าง?” กอดต้นไม้ กอดธรรมชาติ กอดครอบครัว กอดชุมชน และที่สำคัญ… กอดตัวเราเอง เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืน อาจไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ ไม่ได้เริ่มจากโครงการใหญ่ และไม่ได้เริ่มจากคนเก่งที่สุด แต่มันอาจเริ่มจากสิ่งเล็กๆ อย่างหนึ่ง… การที่คนคนหนึ่ง ยื่นมือไปหาอีกคน แล้วบอกว่า “มาเถอะ… เราจะโตไปด้วยกัน”

นี่แหละครับ… “กอดป่าให้หายเหนื่อย” เพราะเมื่อป่ากอดเรา ชุมชนกอดเรา และเรากลับมากอดกันเอง เราอาจค้นพบว่า… สิ่งที่เยียวยาสังคมได้ดีที่สุด ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง แต่คือ “ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์”

และบางที… การเดินทางที่ไกลที่สุด อาจไม่ใช่การเดินทางไปไกลจากบ้านแต่คือการเดินทางกลับมา…หาหัวใจของตัวเองอีกครั้งไงครับ...

 

ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

ท่องเที่ยวชุมชนบูนาดารา กอดป่าให้หายเหนื่อย | ตอนที่ 1

ท่องเที่ยวชุมชนบูนาดารา กอดป่าให้หายเหนื่อย | ตอนที่ 2

หมายเหตุ : เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ คุณ มะเยะ แดเมาะ ประธานชุมชนท่องเที่ยวบูนาดารา  ในหัวข้อเรื่อง ท่องเที่ยวชุมชนบูนาดารา กอดป่าให้หายเหนื่อย จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.40 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ  คุณ มะเยะ แดเมาะ เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้...


เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บูนาดารา เมื่อ "คุณค่า" มีค่ามากกว่า "มูลค่า"

 


 บูนาดารา เมื่อการ "กอดป่า"
ไม่ได้เยียวยาแค่ธรรมชาติ แต่เยียวยาหัวใจของผู้คน

"บางครั้ง...สิ่งที่มนุษย์กำลังขาด ไม่ใช่เงิน..." แต่คือ...พื้นที่ที่ทำให้เรารู้ว่า เรายังมีคุณค่า..ผมอยากชวนทุกคนลองหลับตาสักครู่...แล้วนึกถึงสถานที่แห่งหนึ่ง...ไม่มีห้างสรรพสินค้า...ไม่มีตึกระฟ้า...ไม่มีแสงไฟระยิบระยับ...มีเพียงเสียงลม...เสียงคลื่น...เสียงนก...และป่าชายเลนที่กำลังหายใจ...ถ้าสถานที่แบบนี้ทำให้คุณรู้สึกสงบ...

ผมอยากบอกว่า...ที่นั่นอาจไม่ได้กำลังรักษา "ธรรมชาติ" แต่มันกำลังรักษา "เรา" วันนี้ผมจะพาทุกคนไปรู้จักสถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี...ชื่อว่า...

"บูนาดารา"

 


และนี่ไม่ใช่เรื่องของการท่องเที่ยว...แต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนคำว่า "มูลค่า" ให้กลายเป็น "คุณค่า" ทุกสรรพสิ่ง...ล้วนมีแง่งาม เราเคยเชื่อว่า... ชุมชนจะพัฒนาได้ ต้องมีงบประมาณ ต้องมีนักลงทุน ต้องมีโครงการใหญ่ ต้องสร้างของใหม่ แต่บูนาดารา... สอนผมอีกแบบหนึ่ง เขาไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า "เราจะสร้างอะไร" แต่เริ่มจากคำถามที่เรียบง่ายกว่า "เรามีอะไรอยู่แล้ว...ที่ยังไม่มีใครเห็น?" เพียงคำถามเดียว...ก็เปลี่ยนทั้งชุมชน


หมู่บ้านร้าง...ที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผู้นำชุมชนคนหนึ่ง...ชื่อ "บังมะเยะ" เขาไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่เขาเลือกจะรักพื้นที่แห่งนี้เหมือนบ้านของตัวเอง สิ่งแรกที่เขาทำ... ไม่ใช่สร้างอาคาร ไม่ใช่สร้างแลนด์มาร์ก แต่สร้าง... "ความหมาย" 

คำว่า บูนา คือชื่อหมู่บ้านเดิม...ที่วันนี้ไม่มีคนอยู่แล้ว มันคือหมู่บ้านที่ตายไปจากแผนที่ แต่เขาเลือกชุบชีวิตมันขึ้นมาใหม่ ส่วนคำว่า ดารา มาจากคำในภาษามลายู แปลว่า..."ต้นพุทรา" เมื่อสองคำมารวมกัน จึงเกิดเป็น Buna Dara ชื่อที่ฟังดูเป็นสากล มีกลิ่นอายอาเซียน จำง่าย เล่าเรื่องได้และทำให้ผู้คนอยากรู้จัก ลองคิดดูนะครับ...คนส่วนใหญ่สร้างแบรนด์จากสิ่งใหม่ แต่ที่นี่...สร้างแบรนด์จาก "ความทรงจำ"

 

คนรวยที่สุด...ไม่ใช่คนที่มีเงินมากที่สุด แต่คือคนที่มองเห็น "ทุน" ที่คนอื่นมองไม่เห็น อ่าวเก่า...ที่เคยเผาเปลือกหอยทำปูน กลายเป็นห้องเรียนธรรมชาติ 

ป่าชายเลน...กลายเป็นมหาวิทยาลัยกลางแจ้ง เรือกอและ...กลายเป็นผลงานศิลปะ... มันญี่ปุ่น...กลายเป็นสินค้าส่งร้านสะดวกซื้อระดับประเทศ ชันโรง...กลายเป็นธุรกิจที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่มีอะไรถูกสร้างขึ้นจากศูนย์ ทุกอย่าง... เกิดจากการมองเห็น "คุณค่า" ในสิ่งเดิม แล้วเติม "ความคิด" ลงไป


ประโยคหนึ่ง...ที่ผมไม่มีวันลืม บังมะเยะพูดว่า

"อย่าทำเพื่อสังคมอย่างเดียว ทำแล้วต้องทำเพื่อตัวเองด้วย
แต่เมื่อเราทำเพื่อตัวเอง ก็ต้องทำให้ชุมชนได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน"

ฟังดูธรรมดา...แต่เปลี่ยนวิธีคิดทั้งชีวิต เพราะการพัฒนาที่แท้จริง ไม่ใช่การเสียสละจนตัวเองล้มแต่คือการสร้างระบบที่ทุกคนเติบโตไปด้วยกัน


ความโปร่งใส...คือรั้วที่แข็งแรงที่สุด หลายคนคิดว่า รั้วสร้างจากปูน แต่บูนาดารา... สร้างรั้วจาก "ความไว้ใจ" รายได้ทุกบาท ตรวจสอบได้ ชุมชนแบ่งรายได้ 10% คืนกลับไปช่วย เด็กกำพร้า ผู้ยากไร้ และมัสยิด ทันทีที่ชาวบ้านเห็นว่า ผลประโยชน์ไม่ได้เข้ากระเป๋าใคร แต่กลับมาหาลูกหลานของตัวเอง ความระแวงก็หายไป คนทั้งหมู่บ้าน จึงกลายเป็นเจ้าของร่วม ไม่มีใครเป็นผู้ชมอีกต่อไป ทุกคนคือผู้สร้าง



การท่องเที่ยว...ที่ไม่ได้พาคนมา " ใช้ " แต่พาคนมาช่วย นักศึกษากลุ่มหนึ่งจากกรุงเทพฯ ไม่ได้มาเพื่อเล่นน้ำ ไม่ได้มาถ่ายรูป แต่เช่าเรือ... เพื่อออกไปเก็บขยะ ลองคิดดูครับ วันที่คนยอมจ่ายเงิน เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม วันนั้น... ขยะ ไม่ได้เป็นปัญหาอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น "โอกาสในการสร้างคน" และที่น่าทึ่งยิ่งกว่า คนที่มาปลูกต้นไม้ ยังสามารถกลับมาเยี่ยม ต้นไม้ของตัวเองในปีถัดไป การปลูกป่า จึงไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียว แต่มันสร้าง "ความผูกพัน" ระหว่างคนกับธรรมชาติ



ปริญญา... ไม่ได้มีแค่ในมหาวิทยาลัย ที่บูนาดารา ชาวบ้านที่เรียนจบประถม สามารถยืนบรรยาย ให้คนจบปริญญาโท ปริญญาเอก นั่งฟังได้เพราะพวกเขามี "ปริญญาชีวิต" ช่างเพ้นท์เรือ ที่ไม่เคยเรียนศิลปะ สร้างงานที่ไม่มีใครลอกได้ ชาวประมง อธิบายระบบนิเวศ ได้ดีกว่าหนังสือหลายเล่ม ภูมิปัญญา จึงไม่ใช่เรื่องของวุฒิการศึกษา แต่คือการลงมือใช้ชีวิต และวันนี้ ภูมิปัญญาเหล่านั้น สร้างรายได้ สร้างศักดิ์ศรี และสร้างความภาคภูมิใจ กลับคืนสู่เจ้าของความรู้


ศาสนา... ไม่ใช่อุปสรรค แต่คือเข็มทิศ ที่นี่... ธุรกิจหยุดได้ เพื่อให้ผู้คนไปละหมาดวันศุกร์ นักท่องเที่ยวแต่งกายให้เกียรติชุมชน ทุกคนเรียนรู้ ที่จะเคารพความแตกต่าง เพราะการพัฒนา ไม่จำเป็นต้องทำลายอัตลักษณ์ ตรงกันข้าม อัตลักษณ์ ต่างหาก ที่ทำให้ผู้คนเดินทางมาหา



สุดท้าย...ผมไม่ได้อยากให้ทุกคนไปเที่ยวบูนาดาราเท่านั้น แต่ผมอยากให้ทุกคน กลับไปมอง "บ้านของตัวเอง" ลองถามตัวเองว่า ชุมชนของเรา มีอะไร ที่เรามองข้าม มีเรื่องราวอะไร ที่ยังไม่มีใครเล่า มีภูมิปัญญาอะไร ที่ยังไม่มีใครเห็น เพราะบางที... ขุมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจไม่ได้อยู่ใต้ดิน แต่อยู่ใต้ความเคยชินของเราเอง บูนาดาราไม่ได้สอนให้เราปลูกป่า แต่สอนให้เราปลูก "ความหวัง" ไม่ได้สอนให้สร้างธุรกิจ แต่สอนให้สร้าง "ผู้คน" ไม่ได้สอนให้ไล่ล่ามูลค่า แต่สอนให้ค้นหา คุณค่า และเมื่อคุณค่าเกิดขึ้นมูลค่า...จะเดินตามมาเอง


ผมเชื่อว่า...ทุกชุมชนในประเทศไทย ล้วนมี "บูนาดารา" ซ่อนอยู่ คำถามจึงไม่ใช่ว่า...
เรามีต้นทุนหรือไม่ แต่คือ... เรากล้ามองเห็นคุณค่าของต้นทุนนั้นแล้วหรือยังนั่นเองครับ...


ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

ท่องเที่ยวชุมชนบูนาดารา กอดป่าให้หายเหนื่อย | ตอนที่ 1

ท่องเที่ยวชุมชนบูนาดารา กอดป่าให้หายเหนื่อย | ตอนที่ 2

หมายเหตุ : เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ คุณ มะเยะ แดเมาะ ประธานชุมชนท่องเที่ยวบูนาดารา  ในหัวข้อเรื่อง ท่องเที่ยวชุมชนบูนาดารา กอดป่าให้หายเหนื่อย จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.40 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ  คุณ มะเยะ แดเมาะ เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้...


เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

พลิกวิธีคิด เปลี่ยนวิถีชีวิต 7 เคล็ดลับการจัดการจากหลักการทรงงานที่คาดไม่ถึง

 

พลิกวิธีคิด ชีวิตเปลี่ยน 7 เคล็ดลับการจัดการจากหลักการทรงงานที่คาดไม่ถึง

"ถ้าวันนี้...ผมถามทุกท่านว่า...ทำไมบางคนทำงานหนักกว่าเรา แต่กลับมีความสุขกว่าเรา? ทำไมบางองค์กรมีงบประมาณมหาศาล แต่กลับแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย? และทำไม...ชายคนหนึ่ง ผู้ทรงงานโดยไม่มีคำว่า 'เป็นไปไม่ได้' จึงสามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้คนนับล้านได้ ด้วยหลักคิดที่เรียบง่ายที่สุด"

หลายคนคิดว่า...โลกเปลี่ยนเร็ว เพราะ AI เศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว เพราะเทคโนโลยี แต่ผมกลับเชื่อว่า...สิ่งที่เปลี่ยนเร็วที่สุด ไม่ใช่โลก...แต่คือ ความคิดของมนุษย์ เพราะชีวิตของเรา... จะไม่มีวันเปลี่ยน ตราบใดที่เรายังใช้ วิธีคิดแบบเดิม

วันนี้...ผมไม่ได้จะมาพูดเรื่องการบริหารธุรกิจ ไม่ได้จะมาสอนการลงทุน แต่ผมจะชวนทุกคนกลับไปเรียนรู้ "หลักการทรงงาน" ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ซึ่งผมเชื่อว่า...นี่คือ "ตำราการบริหารจัดการชีวิต" ที่ล้ำสมัยที่สุดเล่มหนึ่งของโลก และผมอยากชวนทุกคนมาค้นพบ...

7 หลักคิด ที่อาจเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

หลักที่ 1 ระเบิดจากข้างใน

คนส่วนใหญ่...ใช้เวลาทั้งชีวิต...วิ่งไล่ตามความฝันของคนอื่น เรียน...เพราะคนอื่นบอกว่าดี ทำงาน...เพราะสังคมบอกว่ามั่นคง ซื้อของ...เพราะคนอื่นมี สุดท้าย... เรามีทุกอย่าง...ยกเว้น "ความสุข" พระองค์ทรงสอนว่า... การพัฒนาที่แท้จริง... ต้องเริ่มจาก "ข้างใน" ไม่ใช่เริ่มจากสิ่งของ แต่เริ่มจากหัวใจ ไม่ใช่เริ่มจากเงิน แต่เริ่มจากปัญญา ผมอยากถามทุกคนว่า... ถ้าวันนี้... ไม่มีใครเห็นคุณ ไม่มีใครกดไลก์ ไม่มีใครปรบมือ คุณยังอยากทำสิ่งนั้นอยู่ไหม? ถ้าคำตอบคือ "ใช่"

นั่นแหละ... คือพลังที่แท้จริง เพราะความสำเร็จที่ยั่งยืน ไม่เคยเกิดจากเสียงเชียร์ แต่มาจากไฟที่ลุกอยู่ในใจของเราเอง


หลักที่ 2 แก้ปัญหาที่จุดเล็ก

เวลาเกิดปัญหา... มนุษย์ชอบหา "คนผิด" แต่คนสำเร็จ... หา "ต้นเหตุ" ผมเคยเห็นคนปลูกผัก ผักตายหมดแปลง เขาโทษเมล็ดพันธุ์ โทษดิน โทษปุ๋ย โทษอากาศ แต่สุดท้าย... เขาลืมรดน้ำ ชีวิตของเราก็เหมือนกัน บางครั้ง... สิ่งที่ทำให้ชีวิตพัง ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่คือเรื่องเล็ก... ที่เรามองข้ามทุกวัน เพราะฉะนั้น... ก่อนจะโทษโลก ลองถามตัวเองก่อนว่า... "เรากำลังมองข้ามอะไรอยู่หรือเปล่า"


หลักที่ 3 ทำตามลำดับขั้น

โลกยุคนี้... ทุกคนอยากรวยเร็ว อยากดังเร็ว อยากสำเร็จเร็ว แต่ธรรมชาติ... ไม่เคยเร่งรีบ ต้นไม้... ไม่มีต้นไหนโตในคืนเดียว เด็ก... ไม่มีคนไหนเดินได้ตั้งแต่วันแรก พระองค์ทรงสอนว่า ทุกอย่าง... ต้องค่อยเป็นค่อยไป ผมชอบเปรียบเทียบว่า... ชีวิตเหมือนการปอกมะม่วง ถ้าใจร้อน... กัดทั้งลูก สุดท้าย... ไม่ได้ลิ้มรสความหวาน แต่กลับเจอยางมะม่วงที่กัดปาก ความสำเร็จก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราข้ามขั้น เราจะต้องกลับมาเสียเวลา เรียนบทเรียนเดิมอีกครั้ง


หลักที่ 4 ไม่ติดตำรา


ความรู้... สำคัญ แต่การใช้ความรู้... สำคัญกว่า ทุกวันนี้ เรามีข้อมูลมากกว่าคนทั้งโลกเมื่อร้อยปีก่อน แต่ทำไม... เรายังแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะเราเชื่อข้อมูล มากกว่าความจริงตรงหน้า บางคนเห็นคลิปในอินเทอร์เน็ต ก็ทำตามทันที โดยไม่ดูว่า... พื้นที่ของตัวเอง เหมาะหรือไม่ นี่คือเหตุผลที่พระองค์ทรงเน้นเรื่อง "ภูมิสังคม" ไม่มีสูตรสำเร็จเดียว สำหรับทุกคน เพราะชีวิต... ไม่ใช่การ Copy & Paste แต่คือการเข้าใจบริบท แล้วออกแบบคำตอบ ที่เหมาะกับตัวเรา


หลักที่ 5 ขาดทุนคือกำไร

นี่อาจเป็นหลักคิดที่ย้อนแย้งที่สุด ในโลกที่ทุกคน... แข่งขันกันสะสมกำไร แต่พระองค์กลับสอนว่า... "ขาดทุน คือ กำไร" ฟังดูเหมือนไม่สมเหตุสมผล แต่ลองคิดดู คนที่ให้ความรู้ ไม่ได้เสียความรู้ คนที่ให้กำลังใจ ไม่ได้เสียกำลังใจ คนที่แบ่งปันโอกาส กลับได้รับโอกาสมากขึ้น กำไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ตัวเลขในบัญชี แต่คือ ความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ และคุณค่าที่ผู้คนจดจำ โลกธุรกิจเรียกสิ่งนี้ว่า Social Capital
แต่ผมเรียกมันว่า... "กำไรของหัวใจ"


หลักที่ 6 ใช้ธรรมชาติแก้ธรรมชาติ


ทุกปัญหา... มีคำตอบซ่อนอยู่ในตัวมันเอง น้ำเสีย ใช้ธรรมชาติบำบัด ขยะ เปลี่ยนเป็นพลังงาน ความผิดพลาด เปลี่ยนเป็นบทเรียน อุปสรรค เปลี่ยนเป็นโอกาส นี่คือศิลปะของผู้นำ ที่ไม่มองเห็นเพียงปัญหา แต่เห็น "ศักยภาพ" ซ่อนอยู่ในทุกวิกฤต เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราพยายามกำจัด อาจเป็นสิ่งเดียวกัน ที่ช่วยให้เรารอดก็เป็นได้...


หลักที่ 7 ปลูกป่าในใจคน


ผมเชื่อว่า... ไม่มีโครงการไหนสำเร็จ ถ้าคนไม่เชื่อ ไม่มีองค์กรไหนเติบโต ถ้าคนหมดศรัทธา ไม่มีประเทศไหนพัฒนา ถ้าประชาชนไม่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง พระองค์ไม่ได้เริ่มจากต้นไม้ แต่เริ่มจาก "หัวใจของคน" เพราะเมื่อหัวใจเปลี่ยน พฤติกรรมจะเปลี่ยน เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน สังคมจะเปลี่ยน และเมื่อสังคมเปลี่ยน ประเทศก็จะเปลี่ยน ดังนั้น... อย่ารอให้ใครมาปลูกป่าให้เรา จงเริ่มปลูก "ป่าแห่งความหวัง" ในหัวใจของตัวเอง ตั้งแต่วันนี้ 


ผมอยากฝากไว้เพียงประโยคเดียว ชีวิตของคนเรา... ไม่ได้เปลี่ยน เพราะโชคดี ไม่ได้เปลี่ยน เพราะเงินมาก และไม่ได้เปลี่ยน เพราะเทคโนโลยี แต่เปลี่ยน... เพราะเรา "กล้าเปลี่ยนวิธีคิด"

23 หลักการทรงงาน ไม่ใช่เรื่องของอดีต แต่คือแผนที่ของอนาคต ไม่ใช่สำหรับนักพัฒนาเท่านั้น แต่สำหรับนักเรียน คนทำงาน ผู้ประกอบการ ผู้นำชุมชน และทุกคนที่อยากสร้างชีวิตที่มีคุณค่า ผมเชื่อว่า...

การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การเปลี่ยนโลก แต่คือการเปลี่ยนตัวเอง เพราะเมื่อคนหนึ่งคนเปลี่ยน ครอบครัวจะเปลี่ยน เมื่อครอบครัวเปลี่ยน ชุมชนจะเปลี่ยน เมื่อชุมชนเปลี่ยน ประเทศก็จะเปลี่ยน
และทั้งหมดนั้น... เริ่มต้นจากการ "ระเบิดจากข้างใน"

วันนี้... คุณพร้อมหรือยัง ที่จะเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อเปลี่ยนชีวิต
และร่วมกันเปลี่ยนอนาคตของประเทศไทย

 

ขอขอบพระคุณคนต้นเรื่อง  

  • อาจารย์ อดุลย์ วิเชียรชัย เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2565 และ ประธานศูนย์การเรียนรู้สัมมาชีพชุมชน ตำบลคลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

  • อาจารย์ อำนวย สังวาลย์เล็ก วิทยากรประจำศูนย์การเรียนรู้ สัมมาชีพชุมชน ตำบลคลองหก

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม