ดอยตุง จากดินแดนปลูกฝิ่น สู่ต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนที่โลกเรียนรู้

 

"จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อพื้นที่ซึ่งเคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่นและภูเขาหัวโล้น กลายเป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ทั่วโลกเดินทางมาศึกษาเรียนรู้? บันทึกการเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นจากโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผู้ประกอบการเพื่อสังคมและภาคีกับวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จ ของนักศึกษาหลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ สถาบันพระปกเกล้า ที่มีโอกาสสัมผัสเรื่องราวแห่งความหวัง ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พื้นที่ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ได้เริ่มต้นจากเงินทุนมหาศาล แต่เริ่มต้นจากความเข้าใจในคุณค่าของมนุษย์ และความเชื่อมั่นว่าทุกคนสามารถลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงชีวิตและชุมชนของตนเองได้"

NOTE : บันทึกความทรงจำจากการศึกษาดูงาน ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดิริ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผู้ประกอบการเพื่อสังคม และภาคี กับ วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จ หลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ (A-LIST) สถาบันพระปกเกล้า

 



 

บทเรียนจากพื้นที่ทรงงานแห่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

บนยอดดอยสูงที่ปกคลุมด้วยสายหมอกแห่งจังหวัดเชียงราย มีพื้นที่แห่งหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย หากแต่เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ของการพัฒนา เป็นต้นแบบของการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน และเป็นบทพิสูจน์ว่า “การพัฒนาคน” คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสังคม

สถานที่แห่งนั้นคือ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้การดำเนินงานของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทุกวันนี้ ดอยตุงเป็นภาพของความงดงามทางธรรมชาติ ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ชุมชนที่เข้มแข็ง และเศรษฐกิจฐานรากที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ แต่หากย้อนเวลากลับไปเมื่อกว่า 40 ปีก่อน ภาพที่ปรากฏแตกต่างจากวันนี้อย่างสิ้นเชิง

ดอยตุงในอดีตเคยเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมจากการตัดไม้ทำลายป่า เป็นแหล่งปลูกฝิ่นที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และเป็นพื้นที่ที่ประชาชนจำนวนมากเผชิญกับความยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษาและการเข้าถึงบริการพื้นฐาน ภูเขาหลายลูกกลายเป็นภูเขาหัวโล้น ป่าไม้ถูกทำลาย แหล่งน้ำเริ่มเหือดแห้ง และผู้คนจำนวนมากต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในแต่ละวัน 



จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

เมื่อปี พ.ศ. 2531 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ "สมเด็จย่า" ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้น พระองค์มิได้ทรงมองเห็นเพียงปัญหาป่าไม้หรือยาเสพติดแต่ทรงมองเห็น "คน"

ทรงเข้าใจว่าหากต้องการรักษาป่า ต้องทำให้คนอยู่ได้ หากต้องการให้เลิกปลูกฝิ่น ต้องสร้างอาชีพใหม่ที่มั่นคงกว่า และหากต้องการให้ชุมชนเข้มแข็ง ต้องสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง

แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นหัวใจของการพัฒนาดอยตุงตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เป็นการพัฒนาที่ไม่ได้มุ่งเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

 

“หากต้องการรักษาป่า...ต้องทำให้คนอยู่ได้ก่อน”

ประโยคสั้น ๆ ที่สะท้อนปรัชญาการพัฒนาอันลึกซึ้งของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” ยังคงดังก้องอยู่ในความคิดของผมตลอดการเดินทางศึกษาดูงาน ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย

การเดินทางครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผู้ประกอบการเพื่อสังคมและภาคีกับวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จ ของนักศึกษาหลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ สถาบันพระปกเกล้า 

ก่อนออกเดินทาง หลายคนอาจรู้จักดอยตุงในฐานะแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง มีสวนดอกไม้สวยงาม พระตำหนักดอยตุง และผลิตภัณฑ์แบรนด์ดอยตุงที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่เมื่อได้ก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งนี้จริง ๆ จึงได้ค้นพบว่า ดอยตุงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว หากเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งการพัฒนา” เป็นพื้นที่ที่บอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ของผู้คน ป่าไม้ และชุมชน และเป็นบทพิสูจน์ว่า การพัฒนาที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจมนุษย์

 

ย้อนอดีต...เมื่อดอยตุงเคยเป็นดินแดนแห่งความสิ้นหวัง

ยากจะเชื่อว่า พื้นที่เขียวขจีที่เราเห็นในวันนี้ เคยเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยปัญหาสลับซับซ้อนมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ดอยตุงเผชิญวิกฤตการตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรง ภูเขาหัวโล้นกระจายตัวทั่วพื้นที่ ป่าไม้ถูกทำลายจนแหล่งน้ำเริ่มเหือดแห้ง

การปลูกฝิ่นกลายเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านจำนวนมาก ความยากจนปกคลุมชุมชนบนพื้นที่สูง ผู้คนขาดโอกาสทางการศึกษาและการเข้าถึงบริการพื้นฐาน ปัญหายาเสพติดและความมั่นคงกลายเป็นความท้าทายที่สังคมไทยในเวลานั้นต้องเผชิญ หลายคนมองพื้นที่แห่งนี้เป็น “ปัญหา” แต่สมเด็จย่าทรงมองเห็น “ศักยภาพ” พระองค์มิได้ทอดพระเนตรเพียงป่าไม้ที่ถูกทำลาย แต่ทอดพระเนตรเห็นผู้คนที่กำลังรอคอยโอกาส และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์

 

ปลูกคน...ก่อนปลูกป่า

ตลอดการศึกษาดูงาน คำว่า “ปลูกคนก่อนปลูกป่า” ถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยิ่งรับฟังมากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่า เหตุใดดอยตุงจึงประสบความสำเร็จ ในอดีต หลายโครงการพยายามแก้ปัญหาการทำลายป่าด้วยการห้ามตัดไม้ พยายามแก้ปัญหาฝิ่นด้วยการสั่งให้เลิกปลูก 

แต่ดอยตุงเลือกแนวทางที่แตกต่าง เพราะคำถามสำคัญไม่ใช่ “ทำไมชาวบ้านจึงตัดไม้” แต่คือ “หากไม่ตัดไม้แล้วเขาจะอยู่ได้อย่างไร” คำถามสำคัญไม่ใช่ “ทำไมจึงปลูกฝิ่น” แต่คือ “หากไม่ปลูกฝิ่นแล้วจะเลี้ยงครอบครัวด้วยอะไร” นี่คือหัวใจของการพัฒนาที่มองคนเป็นศูนย์กลาง มองปัญหาอย่างเข้าใจ และแก้ไขจากรากเหง้า ชาวบ้านได้รับการส่งเสริมอาชีพใหม่ ได้รับโอกาสทางการศึกษา ได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพและได้รับความเชื่อมั่นว่าพวกเขาสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้ด้วยตนเอง

 

ธุรกิจเพื่อสังคม...เมื่อกำไรไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด

สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับคณะศึกษาดูงานเป็นอย่างมาก คือแนวคิดการดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดอยตุงไม่ได้พัฒนาชุมชนด้วยการให้ความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่สร้างระบบเศรษฐกิจที่ทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ จากกาแฟดอยตุง สู่แมคคาเดเมีย จากงานหัตถกรรมชาติพันธุ์ สู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่ส่งออกไปทั่วโลก

ทุกผลิตภัณฑ์ไม่ได้สร้างเพียงรายได้ แต่สร้างศักดิ์ศรี สร้างอาชีพ สร้างความมั่นคงให้กับผู้คน เราได้เรียนรู้ว่า วิสาหกิจเพื่อสังคมที่แท้จริงไม่ใช่การทำธุรกิจเพื่อแสวงหากำไรสูงสุด แต่คือการใช้กลไกธุรกิจมาสร้างผลลัพธ์ทางสังคม กำไรทุกบาทถูกนำกลับมาพัฒนาชุมชน สร้างงาน สร้างคน และสร้างโอกาส นี่คือโมเดลที่ทั่วโลกให้การยอมรับและเป็นเหตุผลที่ดอยตุงกลายเป็นกรณีศึกษาระดับนานาชาติ

 

 เดินบนดอยตุง...และมองเห็นความหมายของคำว่า “ยั่งยืน”

ระหว่างการเดินชมพื้นที่ทรงงาน เราได้เห็นป่าไม้ที่กลับมาอุดมสมบูรณ์ ได้เห็นชุมชนที่มีรายได้มั่นคง ได้เห็นเยาวชนที่ได้รับโอกาสทางการศึกษา และได้เห็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ทุกภาพที่ปรากฏตรงหน้า ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่เกิดจากการทำงานอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ เกิดจากวิสัยทัศน์ที่มองไกล

เกิดจากการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน และเกิดจากความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ ดอยตุงจึงไม่ใช่เพียงโครงการพัฒนาแต่เป็นบทพิสูจน์ว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้จริง

 

 บทเรียนสำหรับผู้นำพลเมืองยุคใหม่

สำหรับนักศึกษาหลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ การศึกษาดูงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้โมเดลธุรกิจเพื่อสังคม แต่เป็นบทเรียนเรื่องภาวะผู้นำ

เราได้เห็นผู้นำที่ไม่ได้ใช้อำนาจสั่งการ แต่ใช้ความเข้าใจ ใช้การรับฟัง และใช้การสร้างโอกาส เราได้เห็นว่าการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้เริ่มต้นจากงบประมาณมหาศาล แต่เริ่มต้นจากการเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง และเริ่มต้นจากการเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้คน

ดอยตุงสอนให้เราเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ใช่เรื่องของฮีโร่เพียงคนเดียว แต่เป็นเรื่องของการสร้างระบบที่ทำให้คนจำนวนมากสามารถเติบโตไปด้วยกัน

 

 แรงบันดาลใจที่ติดตัวกลับบ้าน

เมื่อการศึกษาดูงานสิ้นสุดลง คณะผู้เข้าร่วมต่างเดินทางกลับพร้อมความรู้มากมาย แต่สิ่งที่มีค่าที่สุด ไม่ใช่เอกสารประกอบการบรรยาย ไม่ใช่ภาพถ่าย และไม่ใช่ของที่ระลึก หากคือ “แรงบันดาลใจ”

แรงบันดาลใจจากพระราชปณิธานของสมเด็จย่า แรงบันดาลใจจากผู้คนที่ไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรม แรงบันดาลใจจากชุมชนที่ลุกขึ้นมาสร้างอนาคตด้วยตนเอง

ดอยตุงทำให้เราเชื่อมั่นว่า แม้ปัญหาจะซับซ้อนเพียงใด แม้พื้นที่จะห่างไกลเพียงใด และแม้จุดเริ่มต้นจะเต็มไปด้วยข้อจำกัดเพียงใด หากมีความเข้าใจ มีวิสัยทัศน์ และมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

จากดอยที่เคยเต็มไปด้วยปัญหา สู่ดอยแห่งความหวัง จากพื้นที่ปลูกฝิ่น สู่พื้นที่แห่งโอกาส จากภูเขาหัวโล้น สู่ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ดอยตุงจึงไม่ใช่เพียงสถานที่บนแผนที่ประเทศไทย แต่คือบทเรียนแห่งการพัฒนาคือพลังแห่งพระราชดำริ และคือแรงบันดาลใจที่บอกกับเราว่า...

 “เมื่อเราพัฒนาคนได้ เราก็สามารถพัฒนาทุกสิ่งได้เช่นกัน”


จากภูเขาหัวโล้นสู่ผืนป่าที่กลับมาเขียวขจี จากชุมชนที่เคยเผชิญความยากลำบากสู่ชุมชนที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง จากพื้นที่แห่งความท้าทายสู่ต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ดอยตุง คือบทพิสูจน์ว่า การพัฒนาที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจผู้คน และการสร้างโอกาสให้มนุษย์ได้ลุกขึ้นมาสร้างอนาคตของตนเองอย่างมีศักดิ์ศรีนั่นเองครับ...

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวดอยผาหมี ต้นแบบการพัฒนาจากฐานราก

 


"ดอยผาหมี" หมู่บ้านเล็ก ๆ บนยอดดอยชายแดนไทย-เมียนมา ที่พลิกทุนทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และกาแฟคุณภาพ ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน บทความนี้ถ่ายทอดบทเรียนจากการศึกษาดูงานของนักศึกษาหลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ สถาบันพระปกเกล้า เพื่อเรียนรู้การสร้างคุณค่าจากรากเหง้าท้องถิ่น ผ่านต้นแบบวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จ และพิสูจน์ว่า "พลังของคนในชุมชน" คือทุนที่สำคัญที่สุดของการพัฒนา

NOTE : บันทึกความทรงจำจากการศึกษาดูงาน ณ  ดอยผาหมี (วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวดอยผาหมี) การท่องเที่ยวโดยชุมชน Community-Based Tourism (CBT) โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผู้ประกอบการเพื่อสังคม และภาคี กับ วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จ หลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ (A-LIST) สถาบันพระปกเกล้า

 

ดอยผาหมี จากหมู่บ้านบนยอดดอย
สู่ต้นแบบวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าจากรากเหง้าท้องถิ่น

 

หลังจากการเดินทางศึกษาดูงาน ณ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อีกหนึ่งพื้นที่ที่สร้างความประทับใจและมอบบทเรียนสำคัญด้านการพัฒนาชุมชนให้กับคณะผู้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผู้ประกอบการเพื่อสังคมและภาคี กับวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จ หลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ สถาบันพระปกเกล้า คือ "ดอยผาหมี" อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

หมู่บ้านเล็ก ๆ บนยอดดอยแห่งนี้ ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ สูงจากระดับน้ำทะเลกว่าพันเมตร เป็นชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าที่สืบทอดวิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน


ในอดีต ดอยผาหมีเคยเป็นเพียงหมู่บ้านห่างไกลที่ผู้คนรู้จักไม่มากนัก แต่ด้วยพลังของคนในชุมชนที่ลุกขึ้นมาจัดการทรัพยากรของตนเองอย่างสร้างสรรค์ จึงเกิดการรวมตัวเป็น "วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวดอยผาหมี" เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่สร้างรายได้ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

สิ่งที่โดดเด่นของดอยผาหมีไม่ได้มีเพียงทิวทัศน์ที่สวยงาม หรืออากาศที่เย็นสบายตลอดปี แต่คือแนวคิดการพัฒนาที่ให้คนในชุมชนเป็นเจ้าของและเป็นผู้กำหนดทิศทางการเติบโตด้วยตนเอง

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะไม่ได้เป็นเพียงผู้มาเยี่ยมชม แต่จะได้สัมผัสวิถีชีวิตจริงของชาวบ้าน เรียนรู้วัฒนธรรมอาข่า ชิมอาหารพื้นถิ่น พักโฮมสเตย์ และสัมผัสเรื่องราวของกาแฟคุณภาพที่กลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของชุมชน


กาแฟดอยผาหมีถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ จากเมล็ดกาแฟที่ปลูกบนพื้นที่สูงภายใต้ระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียงและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าผลิตภัณฑ์กาแฟ คือกระบวนการทำงานร่วมกันของคนในชุมชน ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ตั้งแต่ผู้นำชุมชน กลุ่มเยาวชน กลุ่มสตรี ผู้ประกอบการ และเครือข่ายภายนอก ทำให้เกิดการกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่คนในพื้นที่อย่างทั่วถึง


ดอยผาหมีจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลกำไร แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้คน การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และการส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมสู่คนรุ่นต่อไป

สำหรับคณะผู้ศึกษาดูงาน การได้สัมผัสเรื่องราวของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวดอยผาหมี ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า "ทุนที่มีค่าที่สุดของชุมชน ไม่ใช่เงินทุน แต่คือผู้คน"


เมื่อชุมชนมีความเข้มแข็ง มีความสามัคคี และสามารถนำจุดเด่นของตนเองมาต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม ย่อมสามารถสร้างการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนได้ด้วยตนเอง

ดอยผาหมีจึงไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว แต่เป็นห้องเรียนชีวิตที่สะท้อนให้เห็นพลังของชุมชน พลังของวัฒนธรรม และพลังของการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์ ที่สามารถเปลี่ยนหมู่บ้านเล็ก ๆ บนยอดดอย ให้กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาชุมชนที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ

ที่นี่...ไม่เพียงสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในชุมชน และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้มาเยือนได้เห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืน เริ่มต้นได้จากการเชื่อมั่นในคุณค่าของบ้านเกิดตนเอง

 

จากชุมชนชายแดนสู่ชุมชนต้นแบบ

เมื่อมาถึงดอยผาหมี สิ่งแรกที่เราได้สัมผัสได้คือรอยยิ้ม รอยยิ้มของชาวบ้าน รอยยิ้มของผู้นำชุมชน และรอยยิ้มของคนรุ่นใหม่ที่เลือกกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง

ดอยผาหมีในอดีตเคยเป็นชุมชนที่เผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งเรื่องการคมนาคม การเข้าถึงตลาด และโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ คนที่นี่ไม่เคยมองตนเองว่าเป็นผู้ด้อยโอกาส พวกเขากลับมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในบ้านของตน เห็นคุณค่าในภูเขา เห็นคุณค่าในวัฒนธรรมอาข่า เห็นคุณค่าในวิถีชีวิตและเห็นคุณค่าในเมล็ดกาแฟเล็ก ๆ ที่เติบโตอยู่บนยอดดอย

จากการมองเห็นคุณค่าเหล่านี้ จึงเกิดการรวมตัวของคนในชุมชน เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เกิดการวางแผนร่วมกัน และเกิด "วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวดอยผาหมี" ที่กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาโดยชุมชนเพื่อชุมชน

 

กาแฟหนึ่งเมล็ด กับความหวังทั้งชุมชน

หากถามว่าดอยผาหมีมีชื่อเสียงเรื่องอะไร หลายคนคงตอบว่า "กาแฟ" แต่เมื่อได้มารับฟังเรื่องราวจากคนในพื้นที่จริง ๆ จึงเข้าใจว่า กาแฟที่นี่มีความหมายมากกว่าพืชเศรษฐกิจ กาแฟคือความหวัง คืออาชีพ คือโอกาส และคืออนาคตของลูกหลาน

กาแฟทุกต้นที่เติบโตอยู่บนดอยแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงผลผลิตทางการเกษตร แต่เป็นผลผลิตแห่งความมุ่งมั่นของผู้คน จากการปลูกอย่างพิถีพิถัน การแปรรูปอย่างใส่ใจ การสร้างมาตรฐานคุณภาพอย่างต่อเนื่อง จนทำให้กาแฟดอยผาหมีกลายเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจมากที่สุด ไม่ใช่รสชาติของกาแฟ หากเป็นเรื่องราวของความร่วมมือ เพราะความสำเร็จของกาแฟดอยผาหมี ไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว แต่เกิดจากคนทั้งชุมชน

 

การท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่ามากกว่ารายได้

หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่ได้รับจากการศึกษาดูงานครั้งนี้ คือแนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน ดอยผาหมีไม่ได้ขายเพียงวิวสวย ไม่ได้ขายเพียงอากาศดี แต่ขาย "ประสบการณ์" ขายเรื่องราว ขายความเป็นตัวตนของชุมชน นักท่องเที่ยวที่มาเยือน ไม่ได้เป็นเพียงผู้ชม แต่กลายเป็นผู้เรียนรู้ ได้สัมผัสวัฒนธรรมอาข่าได้เรียนรู้วิถีชีวิต ได้ฟังเรื่องราวของชุมชนจากเจ้าของเรื่องตัวจริง รายได้ที่เกิดขึ้นไม่ได้ตกอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่กระจายสู่ครัวเรือนต่าง ๆ อย่างทั่วถึง เกิดการสร้างงาน เกิดการสร้างอาชีพ และเกิดการสร้างความภาคภูมิใจในบ้านเกิด นี่คือการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 

บทเรียนที่มากกว่าการศึกษาดูงาน

สำหรับพวกเรา นักศึกษาหลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมศึกษาดูงาน แต่เป็นการเรียนรู้จากชีวิตจริง เราได้เห็นว่า ความสำเร็จไม่ได้เริ่มต้นจากเงินทุนจำนวนมาก แต่เริ่มต้นจากความเชื่อมั่น เริ่มต้นจากความร่วมมือ และเริ่มต้นจากการเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนเองมี ดอยผาหมีสอนให้เราเข้าใจว่า ผู้นำที่ดี ไม่ใช่ผู้ที่ทำทุกอย่างได้ด้วยตนเอง แต่คือผู้ที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วม สร้างแรงบันดาลใจ และทำให้ผู้คนเดินไปในทิศทางเดียวกัน นี่คือหัวใจของการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

ความทรงจำที่ยังคงหอมกรุ่น

เมื่อพระอาทิตย์ค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงสู่แนวภูเขา แสงสีทองยามเย็นสาดส่องไปทั่วหมู่บ้าน บรรยากาศในช่วงเวลานั้นงดงามราวกับภาพวาด หลายคนหยุดนิ่งเพื่อเก็บภาพความประทับใจ บางคนยกกล้องขึ้น บันทึกภาพ บางคนเพียงยืนมองอย่างเงียบ ๆ


แต่สิ่งที่ทุกคนเก็บกลับไปเหมือนกัน ไม่ใช่เพียงภาพถ่าย หากคือแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจจากชุมชนเล็ก ๆ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่สามารถเริ่มต้นจากคนธรรมดา แรงบันดาลใจจากผู้คนที่ไม่ยอมให้ข้อจำกัดมากำหนดอนาคตของตนเอง และแรงบันดาลใจจากดอยผาหมี ที่สอนให้เรารู้ว่า

"ความเข้มแข็งของชุมชน ไม่ได้อยู่ที่ทรัพยากรที่มีมากเพียงใด
แต่อยู่ที่หัวใจของผู้คนที่พร้อมจะลุกขึ้นมาสร้างอนาคตร่วมกัน"

 

วันนี้... ดอยผาหมีอาจเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ บนแผนที่ประเทศไทย แต่สำหรับผู้ที่ได้มาเยือน ดอยผาหมีคือบทเรียนแห่งความหวัง คือบทเรียนแห่งการพัฒนา และคือบทพิสูจน์ว่า เมื่อผู้คนรวมพลังกันอย่างจริงจัง ชุมชนเล็ก ๆ บนยอดดอย ก็สามารถสร้างเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ให้โลกจดจำได้เช่นกันนั่นเองครับ...

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ภารกิจไร้พรมแดน 13 หมูป่า แสงสว่างความร่วมมือจากทั่วโลก


"ถ้ำหลวงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เกิดเหตุการณ์กู้ภัยระดับโลก แต่เป็นห้องเรียนแห่งภาวะผู้นำ การบริหารในยามวิกฤต และพลังความร่วมมือของมนุษยชาติ บทความนี้ถ่ายทอดบันทึกความทรงจำจากการศึกษาดูงานของนักศึกษาหลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ สถาบันพระปกเกล้า เพื่อย้อนรำลึกถึงภารกิจไร้พรมแดนที่โลกจะไม่มีวันลืม"

NOTE : บันทึกความทรงจำจากการศึกษาดูงาน ณ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผู้ประกอบการเพื่อสังคม และภาคี กับ วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จ หลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ (A-LIST) สถาบันพระปกเกล้า

 

"บางสถานที่ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นห้องเรียนแห่งชีวิต"

เมื่อคณะผู้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ สถาบันพระปกเกล้า ได้มีโอกาสเดินทางมาศึกษาดูงาน ณ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความตื่นเต้นจากการได้เห็นสถานที่จริงของเหตุการณ์ระดับโลก หากแต่เป็นความรู้สึกของความเคารพต่อเรื่องราวแห่งความกล้าหาญ ความเสียสละ และพลังความร่วมมือของผู้คนที่เคยเกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้...

เวลาผ่านไปหลายปีแล้วนับจากวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561 วันที่เด็กและเยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีจำนวน 13 ชีวิต เดินเข้าไปในถ้ำหลวงหลังการฝึกซ้อมตามปกติ และไม่มีใครคาดคิดว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักจะเปลี่ยนกิจกรรมธรรมดาในวันนั้น ให้กลายเป็นภารกิจกู้ภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก


เมื่อยืนอยู่บริเวณหน้าถ้ำหลวงในวันนี้ ภาพข่าวที่เคยปรากฏบนหน้าจอโทรทัศน์ทั่วโลกเหมือนย้อนกลับมาอีกครั้ง เสียงเฮลิคอปเตอร์ เสียงเครื่องสูบน้ำ เสียงเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ต่างเร่งทำงานแข่งกับเวลา ล้วนกลายเป็นความทรงจำที่ยังคงสะท้อนอยู่ในพื้นที่แห่งนี้

แต่สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์ถ้ำหลวงกลายเป็นเรื่องราวที่โลกต้องจดจำ ไม่ใช่เพียงเพราะการช่วยเหลือเด็กทั้ง 13 คนประสบความสำเร็จ หากเป็นเพราะนี่คือบทเรียนอันทรงคุณค่าของ "การบริหารจัดการในภาวะวิกฤต" ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกองค์กร ทุกชุมชน และทุกประเทศ

ในช่วงเวลานั้น ไม่มีใครมีคำตอบสำเร็จรูป ไม่มีคู่มือใดบอกว่าจะช่วยเหลือเด็กที่ติดอยู่ลึกเข้าไปในถ้ำที่มีน้ำท่วมสูงได้อย่างไร ทุกฝ่ายต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ข้อมูลมีจำกัด และทุกนาทีมีคุณค่าต่อชีวิต

ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล สิ่งที่เกิดขึ้นคือการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญจากทั่วทุกมุมโลก นักดำน้ำในถ้ำจากสหราชอาณาจักร ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจากหลายประเทศ แพทย์ หน่วยซีล ทหาร ตำรวจ นักธรณีวิทยา และอาสาสมัครนับหมื่นคน ต่างเดินทางมาร่วมภารกิจเดียวกัน


นี่คือแบบอย่างของการบริหารในยามคับขันที่แท้จริง

การบริหารที่ดีไม่ได้หมายถึงการที่ผู้นำรู้ทุกเรื่อง แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถได้เข้ามามีส่วนร่วม การรับฟังความคิดเห็นจากหลากหลายฝ่าย การประสานงานอย่างเป็นระบบ และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ดีที่สุดในขณะนั้น

ถ้ำหลวงสอนให้เราเห็นว่า ในภาวะวิกฤต ไม่มีใครสามารถเป็นฮีโร่ได้เพียงลำพัง ความสำเร็จเกิดขึ้นจากการทำงานเป็นทีม การแบ่งปันทรัพยากร และการเชื่อมั่นในเป้าหมายร่วมกัน

ภาพของนักดำน้ำชาวอังกฤษที่ค้นพบเด็กทั้ง 13 คนยังคงเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ตราตรึงใจผู้คนทั่วโลก คำถามสั้น ๆ ว่า "How many of you?" และคำตอบว่า "Thirteen" ไม่เพียงสร้างความโล่งใจให้กับครอบครัวของเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังจุดประกายความหวังให้กับผู้คนทั้งโลก



จากวันนั้น โลกได้เห็นบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าปฏิบัติการกู้ภัย โลกได้เห็น "มนุษยธรรม"

เราได้เห็นคนที่พูดคนละภาษา มีเชื้อชาติแตกต่างกัน มีวัฒนธรรมและความเชื่อไม่เหมือนกัน แต่พร้อมจะทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันโดยไม่ตั้งคำถามว่าอีกฝ่ายมาจากประเทศใด

"พรมแดนถูกลบเลือนลงชั่วคราว เหลือเพียงหัวใจ
ของมนุษย์ที่ต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
"

ชาวบ้านในพื้นที่ช่วยจัดเตรียมอาหารและที่พัก ร้านค้าเปิดพื้นที่ให้บริการฟรี อาสาสมัครช่วยซักเสื้อผ้า ขนย้ายอุปกรณ์ และอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ ทุกคนต่างเป็นฟันเฟืองสำคัญของภารกิจครั้งประวัติศาสตร์


นี่คือพลังของทุนทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ในฐานะผู้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการศึกษา ภาคประชาสังคม เศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน ผู้ประกอบการเพื่อสังคม การได้มาสัมผัสพื้นที่จริงแห่งนี้ ทำให้ตระหนักว่าความสำเร็จขององค์กรหรือชุมชน ไม่ได้เกิดจากเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากทุนทางสังคม ความไว้วางใจ และความร่วมมือของผู้คน

ถ้ำหลวงจึงเป็นมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ แต่เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ที่สอนเรื่องภาวะผู้นำ การจัดการวิกฤต การทำงานข้ามภาคส่วน และการสร้างคุณค่าร่วมกันเพื่อสังคม...


และแน่นอนว่า ภารกิจครั้งนี้จะไม่สมบูรณ์หากไม่มีการกล่าวถึงวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิตเพื่อผู้อื่น จ่าเอก สมาน กุนัน หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ จ่าแซม อดีตหน่วยซีลผู้จากไปขณะปฏิบัติหน้าที่

การเสียสละของท่านทำให้คนไทยและคนทั่วโลกได้ตระหนักว่า ความกล้าหาญไม่ได้หมายถึงการไม่กลัว แต่หมายถึงการยอมก้าวเดินต่อไป แม้จะรู้ว่าตนเองต้องเผชิญกับความเสี่ยง

เมื่อเดินออกจากถ้ำหลวงในวันศึกษาดูงาน ความรู้สึกที่ติดตัวกลับมาไม่ใช่เพียงความประทับใจในสถานที่ แต่คือบทเรียนสำคัญของชีวิต

บทเรียนที่บอกเราว่า ในวันที่โลกเผชิญปัญหา ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ วิกฤตเศรษฐกิจ ความขัดแย้ง หรือความท้าทายทางสังคม สิ่งที่จำเป็นที่สุดอาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย หรือทรัพยากรที่มหาศาล แต่คือการที่ผู้คนพร้อมจะจับมือกัน


เหตุการณ์ 13 หมูป่า ณ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของเด็ก 13 คน หากเป็นเรื่องราวของมนุษยชาติ เป็นเรื่องราวของความหวังท่ามกลางความมืด เป็นเรื่องราวของการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตที่โลกยกย่อง และเป็นเรื่องราวของความร่วมมือไร้พรมแดนที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อมนุษย์รวมพลังกันด้วยหัวใจแห่งความเมตตา ไม่มีอุปสรรคใดใหญ่เกินกว่าจะก้าวข้ามนะครับ...

 


วันนี้... แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี แต่เรื่องราวของ 13 หมูป่ายังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลกได้เรียนรู้ว่า การบริหารที่ดีในยามคับขันต้องอาศัย สติ ความรู้ ความกล้าตัดสินใจ และเหนือสิ่งอื่นใดคือ “ความร่วมมือร่วมใจ” เพราะเมื่อมนุษย์รวมพลังกันด้วยหัวใจแห่งความเมตตา ไม่มีถ้ำใดมืดมิดเกินกว่าจะพบทางออก และไม่มีวิกฤตใดใหญ่เกินกว่าที่เราจะก้าวผ่านไปด้วยกัน...

 

จากความมืดภายในถ้ำหลวงในวันนั้น ได้เกิดแสงสว่างที่ส่องประกายไปทั่วโลก และ
แสงสว่างแห่งความร่วมมือดังกล่าว ยังคงส่องนำทางพวกเรามาจนถึงทุกวันนี้นั่นเองครับ...

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม