5 บทเรียนเปลี่ยนโลก จากตัวเลขเศรษฐกิจระดับสากล สู่ทางรอดของคนธรรมดาในชีวิตจริง เมื่อเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อนาคตของคนธรรมดาจะเป็นอย่างไร?
โดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล
เคยสงสัยไหมครับว่า... ทำไมบางเช้าที่เราตื่นขึ้นมา ทั้งที่ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมเศรษฐกิจโลก และไม่ได้ลงทุนในตลาดหุ้นแม้แต่บาทเดียว แต่กลับพบว่าโลกทั้งใบกำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตเราอย่างไม่น่าเชื่อ? ราคาน้ำมันปรับตัว ค่าอาหารแพงขึ้น ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น งานบางประเภทที่เคยทำมานานหลายสิบปีกำลังหายไป ขณะที่อาชีพใหม่ ๆ กลับเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เกษตรกรต้องรับมือกับสภาพอากาศที่ไม่เหมือนเดิม ผู้ประกอบการรายเล็กต้องแข่งขันกับธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีจากอีกซีกโลก ส่วนคนทำงานก็ต้องเร่งเรียนรู้ทักษะใหม่ เพราะความสามารถที่เคยทำให้เราประสบความสำเร็จเมื่อสิบปีก่อน อาจไม่เพียงพอสำหรับโลกการทำงานในวันนี้อีกต่อไป คำถามคือ... สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือไม่? ไม่เลยครับ!
เพราะวันนี้เราไม่ได้อาศัยอยู่ในโลกที่แต่ละประเทศต่างคนต่างอยู่ แต่เราอยู่ในโลกที่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน การค้า และวิถีชีวิตของผู้คนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอีกซีกโลกหนึ่ง จึงสามารถเดินทางมาถึงหน้าบ้านของเราได้อย่างรวดเร็ว นี่คือจุดเริ่มต้นของรายการ “มองโลกกับดลรวี” ที่ไม่ได้ต้องการพาเรามองโลกเพียงเพื่อรับรู้ข่าวสาร แต่ต้องการพาเรามองให้ลึกลงไปว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในระดับโลกกำลังเปลี่ยนชีวิตของเราอย่างไร และเราจะเปลี่ยนความท้าทายเหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างไร
วันนี้ผมอยากชวนทุกท่านถอดบทเรียนสำคัญ 5 ประการ จากตัวเลขเศรษฐกิจระดับสากล สู่ทางรอดของคนธรรมดาในชีวิตจริง
บทเรียนที่ 1 โลกกำลังเติบโต แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเติบโตไปพร้อมกัน
ลองกางแผนที่เศรษฐกิจโลกในวันนี้ แล้วเราจะพบความจริงที่น่าสนใจว่า โลกกำลังเดินหน้า แต่ไม่ได้เดินไปข้างหน้าด้วยความเร็วเท่ากันทุกประเทศ รายงาน World Economic Outlook เดือนตุลาคม 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวประมาณ 3.1% ในปี 2026 และ 3.4% ในปี 2027 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อโลกคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4.7% ในปี 2026 ก่อนจะปรับลดลงในปีถัดไป
ตัวเลขเหล่านี้เป็นการคาดการณ์ แต่กำลังสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความไม่แน่นอนทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สิ่งที่น่าจับตามองคือ ประเทศที่สามารถเชื่อมโยงกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อาจได้รับประโยชน์จากการเติบโต ขณะที่ประเทศที่ยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและเข้าไม่ถึงห่วงโซ่เทคโนโลยี อาจต้องเผชิญกับความท้าทายมากกว่า
ลองคิดดูนะครับ...
ในยุคที่ AI กำลังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล คนที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีอาจมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็ว แต่คนที่ไม่มีทักษะ ไม่มีเงินทุน หรือไม่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี จะต้องปรับตัวอย่างไร? นี่คือความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่ที่เราไม่ควรมองข้าม เพราะในอดีต ความเหลื่อมล้ำอาจเกิดจากการเข้าถึงที่ดิน ทุนการผลิต หรือทรัพยากร แต่ในโลกยุคใหม่ ความเหลื่อมล้ำอาจเกิดจากการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสในการพัฒนาทักษะด้วย
บทเรียนสำคัญคือ อย่ามองเพียงว่าเศรษฐกิจโลกเติบโตเท่าไร แต่ต้องถามด้วยว่าใครได้ประโยชน์จากการเติบโต และใครกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
สำหรับประเทศไทย นี่คือโจทย์สำคัญของการพัฒนาคน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างโอกาสให้เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และชุมชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึง เพราะเราไม่ควรปล่อยให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งให้คนเพียงบางกลุ่ม แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ด้วย
บทเรียนที่ 2 โลกไปถึงอวกาศ แต่คนกว่า 811 ล้านคนยังต้องต่อสู้กับความยากจน
นี่คือความย้อนแย้งที่น่าคิดที่สุดประการหนึ่งของโลกยุคปัจจุบันครับ รายงาน Poverty, Prosperity, and Planet Report 2026 ของธนาคารโลก ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ยังมีประชากรราว 811 ล้านคนทั่วโลกที่ดำรงชีวิตด้วยรายได้ต่ำกว่า 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน หรือประมาณหนึ่งในสิบของประชากรโลก
ลองหยุดคิดสักนิดครับ...
ในยุคที่มนุษย์สามารถส่งยานสำรวจออกไปในอวกาศ มีเทคโนโลยี AI ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและทำงานซับซ้อนได้อย่างน่าทึ่ง แต่ในโลกใบเดียวกันนี้ กลับยังมีผู้คนจำนวนมหาศาลที่ต้องคิดทุกวันว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาซื้ออาหาร จะจ่ายค่าเดินทางอย่างไร และจะทำอย่างไรให้ครอบครัวมีชีวิตรอดไปถึงสิ้นเดือน นี่คือคำถามที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนความหมายของคำว่า “การพัฒนา”
เรากำลังพัฒนาประเทศเพื่อให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจสวยงาม หรือเรากำลังพัฒนาประเทศเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นจริง ๆ? เพราะการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเข้าถึงเทคโนโลยีนั้นได้ การมีเศรษฐกิจที่เติบโต ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นธรรม ลองมองกลับมาที่ชุมชนของเราครับ
เกษตรกรที่มีผลผลิต แต่ไม่มีอำนาจต่อรอง ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีสินค้าดี แต่ขาดช่องทางตลาด เยาวชนที่มีความสามารถ แต่ขาดโอกาสทางการศึกษา หรือผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์มากมาย แต่ไม่มีพื้นที่ให้ความรู้ของตนเองสร้างคุณค่า คนเหล่านี้ไม่ได้ขาดศักยภาพเสมอไป แต่อาจกำลังขาดระบบสนับสนุนที่เหมาะสม ดังนั้น การพัฒนาที่แท้จริงจึงต้องไม่หยุดอยู่ที่การสร้างความมั่งคั่ง แต่ต้องสร้างโอกาสให้คนธรรมดาสามารถเข้าถึงความมั่งคั่งนั้นได้ด้วย
ประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ควรวัดเพียงว่าประเทศมีทรัพย์สินมากแค่ไหน แต่ต้องวัดด้วยว่าประชาชนมีโอกาสสร้างชีวิตที่ดีได้มากเพียงใด
บทเรียนที่ 3 โลกร้อนอาจเริ่มจากธรรมชาติ แต่ปลายทางคือเงินในกระเป๋าของเรา
หลายคนอาจคิดว่าเรื่องภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องของป่าไม้ มหาสมุทร หรือการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ แต่ผมอยากบอกว่า... เรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่เราคิดมากครับ
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO รายงานว่า ช่วงปี 2015–2025 เป็นช่วง 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา และปี 2025 มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 1.43 องศาเซลเซียส ตัวเลขนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ แต่ผลกระทบของมันกำลังเกิดขึ้นในชีวิตจริงของผู้คน
ลองจินตนาการถึงเกษตรกรคนหนึ่งที่เตรียมลงทุนเพาะปลูก เขาซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และเตรียมพื้นที่ไว้เรียบร้อย แต่ฝนกลับไม่ตกตามฤดูกาล หรือเมื่อถึงเวลาที่ผลผลิตกำลังเติบโต กลับเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วม สิ่งที่เสียหายไม่ได้มีเพียงผลผลิตครับ แต่รวมถึงเงินลงทุน หนี้สิน รายได้ของครอบครัว และอนาคตของลูกหลานด้วย
เมื่อผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ปริมาณสินค้าในตลาดอาจลดลง เมื่อวัตถุดิบมีต้นทุนสูงขึ้น ราคาอาหารก็อาจปรับตัวตาม และเมื่อประชาชนต้องใช้เงินซื้ออาหารมากขึ้น เงินที่เหลือสำหรับการศึกษา สุขภาพ หรือการออมก็ลดลง นี่คือผลกระทบที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่
จากสภาพภูมิอากาศ ไปสู่การผลิต จากการผลิตไปสู่ราคา จากราคาไปสู่ค่าครองชีพ และจากค่าครองชีพไปสู่ความมั่นคงของครอบครัว คำถามจึงไม่ใช่แค่โลกกำลังร้อนขึ้นเท่าไร แต่คือประเทศไทยและชุมชนของเราพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนั้นมากแค่ไหน?
เรามีระบบเตือนภัยที่เข้าถึงประชาชนหรือไม่? เรามีข้อมูลที่ช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตหรือไม่? เรามีระบบบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกันหรือไม่? และเมื่อเกิดภัยพิบัติ ประชาชนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมหรือไม่?
เพราะภัยธรรมชาติอาจเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนสามารถลดลงได้ หากเรามีระบบเตรียมพร้อมที่ดี
นี่คือการเปลี่ยนจากการรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดภัย ไปสู่การสร้างระบบที่ช่วยให้ผู้คนรับมือกับความเสี่ยงได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ
บทเรียนที่ 4 ธรรมาภิบาลไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่คือเกราะคุ้มครองคุณภาพชีวิตของประชาชน
เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คำถามสำคัญคือ ประเทศจะบริหารจัดการอย่างไรไม่ให้ประชาชนกลายเป็นผู้แบกรับต้นทุนของความเปลี่ยนแปลงเพียงฝ่ายเดียว? คำตอบหนึ่งที่สำคัญคือ “ธรรมาภิบาล”
พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เลขาธิการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ได้ร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับหลักธรรมาภิบาลในรายการ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงการบริหารจัดการระดับประเทศเข้ากับคุณภาพชีวิตของประชาชน หลายครั้งเมื่อพูดถึงธรรมาภิบาล เราอาจนึกถึงกฎระเบียบ การตรวจสอบ หรือเอกสารราชการ แต่ผมอยากชวนทุกท่านมองให้ลึกกว่านั้นครับ
ธรรมาภิบาลคือการทำให้การตัดสินใจและการบริหารจัดการมีความโปร่งใส รับผิดชอบ เป็นธรรม และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ เมื่อชุมชนแห่งหนึ่งกำลังประสบปัญหาน้ำท่วม ประชาชนควรรู้ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ มีแผนจัดการอย่างไร ใช้งบประมาณเท่าไร และสามารถติดตามตรวจสอบผลการดำเนินงานได้จากที่ไหนหรือเมื่อมีโครงการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ ประชาชนควรมีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหา การออกแบบโครงการ ไปจนถึงการติดตามว่าเงินที่ใช้ไปสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชนจริงหรือไม่
นี่คือธรรมาภิบาลที่ประชาชนสัมผัสได้ เพราะต่อให้มีงบประมาณมหาศาล แต่หากใช้ไม่ตรงกับปัญหา ขาดความโปร่งใส หรือไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม เงินที่ลงทุนไปก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ผมอยากฝากประโยคนี้ไว้ครับ
งบประมาณที่มาก ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเสมอไป แต่การบริหารจัดการที่ดีจะทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่สร้างประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและเป็นธรรมมากขึ้น
ธรรมาภิบาลจึงไม่ใช่เรื่องของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นรากฐานของการสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐ ธุรกิจ ชุมชน และประชาชน และเมื่อความไว้วางใจเกิดขึ้น การพัฒนาก็มีโอกาสเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน
บทเรียนที่ 5 เลิกถามว่า “จะจัดโครงการอะไรดี?” แล้วหันมาออกแบบระบบที่แก้ปัญหาได้จริง
นี่คือบทเรียนที่ผมอยากให้ทุกท่านจดจำมากที่สุดครับ เพราะหลายครั้งเมื่อชุมชนมีปัญหา เรามักเริ่มต้นด้วยการคิดว่าจะจัดกิจกรรมอะไร จะจัดอบรมเรื่องอะไร หรือจะของบประมาณมาทำโครงการอะไร แต่เราลองเปลี่ยนคำถามดูไหมครับ? สมมติว่าเกษตรกรในชุมชนขายผลผลิตไม่ได้ราคา
ทางออกที่เราอาจนึกถึงคือ จัดอบรมให้ความรู้ จัดตลาดนัด หรือหาช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มเติม สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์ครับ แต่ถ้าทำแล้วปัญหายังกลับมาเหมือนเดิม เราต้องกล้าถามต่อว่า ทำไมเกษตรกรจึงยังขายสินค้าไม่ได้ราคา? บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดความรู้ แต่อาจเกิดจากการไม่มีข้อมูลตลาด ขาดอำนาจต่อรอง ต้นทุนการผลิตสูง ไม่มีระบบรวบรวมผลผลิต หรือไม่มีเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้ออย่างเป็นธรรม
เมื่อเราเห็นต้นตอของปัญหา วิธีแก้ไขก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย แทนที่จะจัดอบรมเพียงครั้งเดียว เราอาจต้องสร้างระบบข้อมูลตลาด ส่งเสริมการรวมกลุ่ม พัฒนาคุณภาพสินค้า และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตกับผู้ซื้อให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบ และการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน
- ภาครัฐ ต้องสร้างนโยบายและกฎระเบียบที่สนับสนุนความเป็นธรรม พร้อมจัดสรรทรัพยากรให้ตรงกับปัญหา
- ภาคธุรกิจ ต้องนำเทคโนโลยี ตลาด และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตรายย่อย
- ภาคชุมชน ต้องนำองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์จริงมาใช้ในการออกแบบการพัฒนา
- ภาคประชาสังคม ต้องช่วยเชื่อมโยงความร่วมมือ ติดตามตรวจสอบ และสะท้อนเสียงของผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงโอกาส
เมื่อทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างมีเป้าหมาย โปร่งใส และตรวจสอบผลลัพธ์ได้ การพัฒนาก็จะไม่ใช่เพียงโครงการที่เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่จะกลายเป็นระบบที่ช่วยให้ประชาชนสามารถจัดการชีวิตของตนเองได้ดีขึ้นในระยะยาว
เพราะการพัฒนาที่แท้จริง ไม่ใช่การทำให้ประชาชนต้องรอรับความช่วยเหลือไปตลอดชีวิต แต่คือการสร้างโอกาสให้ประชาชนมีพลังในการกำหนดอนาคตของตัวเอง
โลกเปลี่ยนได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงผู้รับผลกระทบ
จากตัวเลขเศรษฐกิจระดับโลก เราเดินทางมาถึงชีวิตของเกษตรกร ร้านค้ารายย่อย คนทำงาน และครอบครัวธรรมดา ๆ ที่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในทุกวัน
ทั้ง 5 บทเรียนกำลังบอกเราว่า โลกที่กำลังเติบโตไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเติบโตไปพร้อมกัน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไม่ได้รับประกันว่าทุกคนจะเข้าถึงโอกาส ความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศไม่ได้กระทบแค่ธรรมชาติ แต่กระทบถึงปากท้อง และการพัฒนาประเทศจะไม่ยั่งยืนหากปราศจากธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิ่งที่ผมอยากฝากไว้มี 3 เรื่องสำคัญ
- หนึ่ง รู้เท่าทันโลก เพราะคนที่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงก่อน ย่อมมีโอกาสเตรียมตัวและมองเห็นทางเลือกได้มากกว่า
- สอง เข้าใจชีวิตจริงของประชาชน เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่สามารถบอกเรื่องราวทั้งหมดได้ เราต้องฟังเสียงของผู้คนเพื่อให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
- สาม สร้างระบบที่เป็นธรรมและมีธรรมาภิบาล เพราะการพัฒนาที่ดีต้องทำให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากร มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และสามารถตรวจสอบการบริหารจัดการได้
ผมเชื่อว่าเราอาจไม่สามารถหยุดความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ทั้งหมด แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนรู้จากมันอย่างไร จะเตรียมตัวอย่างไร และจะร่วมกันสร้างระบบที่ช่วยให้คนธรรมดามีชีวิตที่มั่นคงขึ้นได้อย่างไร อย่ามองว่าปัญหาของชุมชนเป็นเรื่องเล็ก เพราะบางครั้งเสียงเล็ก ๆ จากประชาชน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายที่เปลี่ยนแปลงประเทศได้
อย่ามองว่าคนธรรมดาไม่มีพลัง เพราะประสบการณ์ชีวิตของประชาชนคือองค์ความรู้สำคัญในการออกแบบอนาคตของสังคม และอย่ามองว่าการพัฒนาเป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะอนาคตที่ดีต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกคน ก่อนจากกัน ผมอยากฝากคำถามหนึ่งข้อให้ทุกท่านกลับไปคิดต่อครับ
ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราจะเป็นเพียงคนที่รอรับผลกระทบจากโลก หรือจะเป็นคนที่เรียนรู้ กล้าคิด กล้าปรับตัว และร่วมกันกำหนดอนาคตของชุมชนและประเทศของเรา?
เพราะสุดท้ายแล้ว... โลกอาจเปลี่ยนแปลงโดยที่เราไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของเราเพียงฝ่ายเดียว
เมื่อโลกเปลี่ยน เราต้องเรียนรู้ เมื่อปัญหาซับซ้อน เราต้องมองให้ลึก และเมื่ออนาคตไม่แน่นอน เราต้องร่วมกันสร้างทางออกที่เป็นไปได้
นี่คือแนวคิดของรายการ “มองโลกกับดลรวี” มองโลกให้กว้าง มองสังคมให้ลึก และร่วมกันหาทางออกที่เป็นไปได้ เพราะ... โลกเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน แต่อนาคตที่ดีขึ้น เริ่มต้นได้จากการเรียนรู้และลงมือทำของพวกเราทุกคน
เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล
- ผู้ดำเนินรายการ "มองโลกกับดลรวี"
- โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
- ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน
- Community-Based Public Policy Advisor
มองโลกกับดลรวี มองโลก มองสังคม ร่วมกันหาทางออกที่เป็นไปได้
รายการสนทนาด้านสังคมและนโยบายสาธารณะ ที่เชื่อมโยงเรื่องใหญ่ระดับโลกกับชีวิตจริงของผู้คน ตั้งแต่เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา เทคโนโลยี ไปจนถึงการพัฒนาชุมชน ชวนผู้ฟังมองปัญหาให้ลึกถึงราก ตั้งคำถามต่อระบบและนโยบาย พร้อมค้นหาทางออกที่เป็นไปได้ เพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
- ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.30–20.00 น. และ
- ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "ดลรวี ภัทรกุลพิมล" ทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.30–20.00 น. และ
- สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "Dolravee Slow Life" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...
เพจ & Youtube : รายการมองโลกกับดลรวี
ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^


































