เด็กไม่ควรรออนาคต…เพื่อเริ่มสร้างอนาคต DuMonZ - Education Money Gen Z

 

 

จะเกิดอะไรขึ้น… ถ้าเด็กทุกคนสามารถสร้างรายได้
จากความสามารถของตัวเอง โดยไม่ต้องรอเรียนจบ?


คำถามนี้อาจฟังดูเหมือนเรื่องของธุรกิจ แต่สำหรับ กลุ่มอเมทิสต์ (Amethyst) นักสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม
ผู้สร้างโอกาส และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม คำถามนี้กลับใหญ่กว่านั้นมาก เพราะเบื้องหลังคำว่า รายได้ คือคำถามเรื่อง โอกาส โอกาสที่เด็กคนหนึ่งจะค้นพบว่า ฉันก็ทำได้

โอกาสที่เด็กอีกคนจะค้นพบว่า ความสามารถของฉันมีคุณค่า และโอกาสที่เด็กซึ่งไม่ได้เกิดมาพร้อมต้นทุนทางเศรษฐกิจ จะสามารถสร้างต้นทุนชีวิตของตัวเองขึ้นมาได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของ ห้องเรียนทำเงิน ไม่ใช่ห้องเรียนที่สอนให้เด็กหาเงินอย่างเดียว แต่คือห้องเรียนที่กำลังทดลองเปลี่ยนคำว่า การศึกษา ให้เชื่อมต่อกับคำว่า ชีวิตจริง

เพราะเด็กไม่ได้ขาดความสามารถ…แต่เด็กขาด สนามให้ลอง ลองนึกภาพเด็กมัธยมคนหนึ่ง เขาอาจตัดต่อวิดีโอเก่ง พูดหน้ากล้องได้ ถ่ายภาพเป็น ออกแบบกราฟิกได้ สอนเพื่อนได้ ขายของออนไลน์เป็น แต่เมื่อถามว่า แล้วความสามารถของหนูเอาไปทำอะไรได้? หลายครั้งระบบการศึกษากลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจน...

โรงเรียนมีห้องเรียน มีหลักสูตร มีข้อสอบ มีคะแนน แต่โลกของการทำงานจริงต้องการมากกว่านั้น โลกต้องการคนที่ ทำเป็น และนี่คือช่องว่างที่กลุ่มอเมทิสต์กำลังพยายามเข้าไปทดลอง พวกเราไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า เราจะช่วยเด็กอย่างไร? แต่เริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่า เราจะสร้างระบบที่ทำให้เด็กช่วยตัวเองได้อย่างไร? นี่คือความแตกต่างระหว่าง การสงเคราะห์ กับ การสร้างศักยภาพ เพราะการให้เงินอาจช่วยเด็กได้หนึ่งครั้ง แต่การสร้างทักษะ สร้างประสบการณ์ สร้างเครือข่าย และสร้างพื้นที่ให้เด็กได้พิสูจน์ตัวเอง อาจเปลี่ยนชีวิตเขาไปทั้งชีวิต...


 วันที่ “ห้องเรียนทำเงิน” เข้าพูดคุยและขอคำปรึกษากับ ดร.วิริยะ


เมื่อแนวคิดของกลุ่มอเมทิสต์เดินทางมาถึงบทสนทนากับ ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์แนะแนวการศึกษาต่อชื่อดัง บทสนทนาจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามว่า เด็กจะทำเงินได้อย่างไร? แต่ขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า เราจะออกแบบระบบการศึกษาอย่างไร ให้ความสามารถของเด็กกลายเป็นทุนชีวิต? ดร.วิริยะไม่ได้มองเด็กในฐานะ ผู้ขาดโอกาส เพียงอย่างเดียว แต่มองว่าเด็กแต่ละคนมี ศักยภาพเฉพาะตัว ที่รอการค้นพบ และสิ่งที่เด็กต้องการอาจไม่ใช่การถูกบอกว่า สงสารหนูนะ เดี๋ยวผู้ใหญ่จะช่วย แต่คือการได้ยินคำว่า ลองดูสิ…เราจะช่วยให้หนูเก่งขึ้น นี่คือการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งสำคัญ จาก ช่วยเหลือ ไปสู่ เสริมเขี้ยวเล็บ เพราะวัยรุ่นไม่ได้อยากถูกมองว่าเป็นคนที่ต้องได้รับความช่วยเหลือตลอดเวลา พวกเขาอยากรู้สึกว่า ฉันมีความสามารถ และฉันมีที่ยืนในโลกใบนี้ หรือพูดง่าย ๆ คือ พวกเขาอยากรู้สึกว่า ฉันเป็น Somebody



 ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์
นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์แนะแนวการศึกษาต่อชื่อดัง
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านผู้ด้อยโอกาส ผู้มีความสามารถพิเศษ และ เอกชน 
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ

 

 

แล้วถ้าเราเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เหมือนเกมล่ะ?


ลองจินตนาการว่าเด็กคนหนึ่งเริ่มต้นจาก Level 1 ยังไม่มีประสบการณ์ ยังไม่มีผลงาน ยังไม่รู้ว่าจะขายทักษะตัวเองอย่างไร แต่แทนที่จะบอกว่า หนูยังไม่เก่ง ระบบกลับบอกว่า เริ่มจากตรงนี้ แล้ว Level Up ไปด้วยกัน เด็กเริ่มเรียนรู้ ฝึกทำงาน สร้างผลงาน รับคำแนะนำจากเมนเทอร์ ทำภารกิจจริง สะสมแต้ม สะสมประสบการณ์

จากระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่ง จากสีเขียว สู่สีน้ำเงิน และวันหนึ่งอาจไปถึงสีทอง แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่สี ไม่ใช่แต้ม และไม่ใช่แม้แต่เงิน สิ่งสำคัญคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเด็กว่า เมื่อวานฉันทำไม่ได้…แต่วันนี้ฉันทำได้แล้ว นี่คือพลังของ Gamification เกมที่ดีไม่ได้ทำให้คนอยากเล่นเพราะรางวัลอย่างเดียว แต่มันทำให้คนอยากเล่นต่อ เพราะเขาเห็นว่า ตัวเองกำลังเติบโต และถ้าวันหนึ่งเด็ก Level สูงพอ เขาอาจไม่ได้เป็นเพียง ผู้รับงาน แต่กลับกลายเป็น ผู้สอน จากเด็กที่เคยได้รับโอกาส กลายเป็นคนที่ส่งต่อโอกาสให้คนอื่น นี่ต่างหากคือวงจรของการเปลี่ยนแปลง...

 


 

จาก “ห้องเรียนทำเงิน” สู่ DuMonZ


จากแนวคิดนี้ กลุ่มอเมทิสต์จึงเริ่มมองไกลกว่าโครงการหนึ่งโครงการ เกิดแนวคิดของแพลตฟอร์ม DuMonZ
ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า ถ้าโลกของผู้ใหญ่มีแพลตฟอร์มสำหรับหางาน แล้วทำไมเด็กที่มีทักษะ แต่ยังไม่มีโอกาส จึงไม่มีพื้นที่ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับวัยของเขา? DuMonZ จึงถูกวางแนวคิดให้เป็นพื้นที่เชื่อมต่อ เด็ก  เมนเทอร์  ผู้ประกอบการ เด็กมีทักษะ ผู้ประกอบการมีโจทย์ เมนเทอร์มีประสบการณ์ แล้วระบบทำหน้าที่เชื่อมทั้งสามฝ่ายเข้าด้วยกัน เด็กอาจรับงานด้านคอนเทนต์ งานออกแบบ งานสื่อสาร งานสอน หรืองานสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่เหมาะสมกับวัย แต่หัวใจสำคัญคือ งานต้องปลอดภัย เหมาะสม และถูกต้อง เพราะเราไม่ได้ต้องการสร้างเด็กที่ “หาเงินเก่ง” เราอยากสร้างเด็กที่ “หาโอกาสเป็น”

Green Career งานที่ไม่ต้องแลกอนาคตกับรายได้วันนี้


นี่คืออีกประเด็นที่สำคัญมาก เมื่อเด็กต้องการรายได้ แต่ไม่มีพื้นที่ที่ปลอดภัย โลกออนไลน์อาจมีทางเลือกมากมาย แต่ไม่ใช่ทุกทางเลือกจะปลอดภัย เด็กบางคนอาจถูกหลอก ถูกเอาเปรียบ ถูกใช้แรงงานไม่เหมาะสม หรือถูกดึงเข้าสู่งานสีเทาที่เริ่มต้นจากคำง่าย ๆ ว่า ได้เงินเร็ว ดังนั้น ห้องเรียนทำเงิน จึงไม่ได้ต้องการแค่สร้างรายได้ แต่ต้องการสร้าง Green Career อาชีพและงานที่ปลอดภัย สร้างทักษะ สร้างประสบการณ์ และไม่ทำลายอนาคตของเด็ก นี่คือเหตุผลที่เมนเทอร์จิตอาสามืออาชีพมีความสำคัญ เด็กไม่ควรถูกโยนลงไปในตลาดแรงงานเพียงลำพัง แต่ควรมีใครสักคนคอยบอกว่า ตรงนี้ทำอย่างไร ตรงนี้ต้องระวังอะไร งานนี้เหมาะกับเราหรือไม่ ถ้าจะเก่งขึ้น ต้องฝึกอะไรต่อ เพราะบางครั้งสิ่งที่เด็กต้องการไม่ใช่คนทำแทน แต่คือ คนที่เดินข้าง ๆ...

และคำถามที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องเงิน


ถ้าเด็กทำงานจริง เรียนรู้จริง สร้างผลงานจริง แล้วทำไมประสบการณ์เหล่านั้นจึงไม่ควรถูกนับเป็น การเรียนรู้? นี่คือจุดที่แนวคิดเรื่อง Credit Bank หรือธนาคารหน่วยกิต เข้ามา ลองจินตนาการว่า เด็กคนหนึ่งเรียนรู้การทำคอนเทนต์ ผ่านการอบรม ฝึกปฏิบัติ ทำงานจริง ได้รับการประเมิน มีผลงานเป็นหลักฐาน สิ่งเหล่านี้ไม่ควรหายไปพร้อมกับโปรเจกต์ แต่มันควรถูกบันทึกเป็น ทุนการเรียนรู้ของเด็ก วันหนึ่งเมื่อเด็กต้องการเรียนต่อ ประสบการณ์เหล่านี้อาจเชื่อมโยงกับระบบการศึกษาและการรับรองทักษะได้ นี่คือการเปลี่ยนคำว่า ประสบการณ์นอกห้องเรียน ให้กลายเป็น ทุนทางการศึกษา และนี่คือจุดที่นวัตกรรมสังคมเริ่มเชื่อมต่อกับการเปลี่ยนระบบ...

เพราะปัญหาของนวัตกรรมไม่ใช่ “คิดไม่ได้”


แต่คือ คิดแล้ว…ใครจะทำต่อ? ประเทศไทยมีโครงการดี ๆ จำนวนมาก เกิดขึ้น เปิดตัว มีภาพถ่าย มีรายงาน แล้วก็จบลง ไม่ใช่เพราะคนทำไม่เก่ง แต่เพราะเมื่อโครงการสิ้นสุด ไม่มีระบบรองรับ โรงเรียนไม่มีเวลา ครูมีภาระมาก งบประมาณหมด ทีมอาสาสมัครแยกย้าย นวัตกรรมจึงกลายเป็นของดีที่ถูกวางไว้บนหิ้ง นี่คือสิ่งที่กลุ่มอเมทิสต์ต้องคิดให้ไกลกว่าเดิม ห้องเรียนทำเงินจะไม่จบลงที่การทำกิจกรรม แต่ต้องค่อย ๆ สร้างระบบ สร้างเครือข่าย สร้างพันธมิตร เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคประชาสังคม จนวันหนึ่งมันสามารถเติบโตไปสู่รูปแบบของ วิสาหกิจเพื่อสังคม ที่ไม่ได้ถามเพียงว่า โครงการได้เงินเท่าไร? แต่ถามว่า สังคมได้อะไรกลับไป?
 

จากเด็ก 100 คน…สู่คำถามระดับประเทศ


บางทีการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศไม่ได้เริ่มจากนโยบายใหญ่ มันอาจเริ่มจากเด็ก 1 คน เด็กที่เคยคิดว่า ฉันไม่มีความสามารถ แล้ววันหนึ่งได้ทำงานชิ้นแรก ได้เงินจากความสามารถของตัวเอง ได้รับคำชมจากลูกค้า มีเมนเทอร์บอกว่า ทำต่อไปนะ หนูไปได้ไกลกว่านี้ จากนั้นเด็กคนนั้นอาจกลับไปบอกเพื่อนว่า ลองดูสิ เราทำได้จริง เด็กหนึ่งคนจึงกลายเป็นสองคน สองคนกลายเป็นสิบ สิบกลายเป็นร้อย และวันหนึ่งอาจกลายเป็นระบบ นี่คือเหตุผลที่ กลุ่มอเมทิสต์ ไม่ได้กำลังทำเพียง โครงการเด็ก พวกเรากำลังทดลองคำถามว่า ประเทศไทยจะออกแบบระบบการศึกษาใหม่ได้หรือไม่? ระบบที่ไม่ได้วัดเด็กจากคะแนนเพียงอย่างเดียว แต่เห็นคุณค่าของ ทักษะ ความสามารถ ประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานจริง และการเติบโตของแต่ละคน

แล้วบทบาทของพวกเราคืออะไร?


บางคนอาจถามว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนหรือ? บางคนบอกว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาล บางคนบอกว่า เป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง แต่คำตอบอาจเป็นว่า มันเป็นหน้าที่ของทุกคน ครูมีหน้าที่เปิดประตู ผู้ประกอบการเปิดพื้นที่ทำงาน เมนเทอร์เปิดโลกประสบการณ์ ภาครัฐเปิดระบบ มหาวิทยาลัยเปิดโอกาส และเด็ก… ต้องเป็นคนเปิดศักยภาพของตัวเอง ส่วนกลุ่มอเมทิสต์กำลังทำหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เชื่อมคนเหล่านี้เข้าหากัน เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจาก ฮีโร่คนเดียว แต่มาจาก ระบบนิเวศของคนที่เชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพ

สุดท้าย…เราอยากให้เด็กจำอะไร?


ไม่ใช่แค่ ฉันเคยได้เงินจากการทำงาน แต่คือ ฉันค้นพบว่าตัวเองมีคุณค่า ไม่ใช่แค่ ฉันเคยทำคอนเทนต์ แต่คือ ฉันมีทักษะที่โลกต้องการ ไม่ใช่แค่ ฉันผ่าน Level หนึ่ง แต่คือ ฉันสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกระดับได้ และไม่ใช่แค่ มีคนเคยช่วยฉัน แต่คือ วันนี้ฉันสามารถช่วยคนอื่นได้แล้ว นี่คือภาพที่ใหญ่กว่าห้องเรียน ใหญ่กว่ารายได้ และใหญ่กว่าโครงการหนึ่งโครงการ มันคือการเปลี่ยนวิธีคิดจาก เด็กต้องเรียนให้จบก่อน จึงจะมีคุณค่า ไปสู่ เด็กมีคุณค่าตั้งแต่วันนี้ และการศึกษาต้องช่วยให้คุณค่านั้นเติบโต...

เพราะบางที…ห้องเรียนที่ดีที่สุด


อาจไม่ใช่ห้องที่มีโต๊ะครบทุกตัว ไม่ใช่ห้องที่มีจอขนาดใหญ่ที่สุด และไม่ใช่ห้องที่มีข้อสอบยากที่สุด แต่อาจเป็นห้องเรียนที่ทำให้เด็กคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมาแล้วพูดว่า ฉันทำได้ และมีใครบางคนตอบกลับไปว่า ใช่…และเราจะพาหนูไปให้ไกลกว่านั้น นี่คือสิ่งที่ ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ กำลังชวนให้เรามองการศึกษาในมุมใหม่ และนี่คือสิ่งที่ กลุ่มอเมทิสต์ (Amethyst) กำลังทดลองทำให้เกิดขึ้นจริงผ่าน ห้องเรียนทำเงิน จากเด็กที่กำลังหางาน สู่เด็กที่ค้นพบคุณค่าของตัวเอง จากทักษะเล็ก ๆ สู่โอกาสใหญ่ จากห้องเรียนหนึ่งห้อง สู่ระบบนิเวศใหม่ของการเรียนรู้ และจากโครงการหนึ่งโครงการ สู่คำถามสำคัญของประเทศไทยว่า 

เราจะสร้างระบบการศึกษาที่ไม่เพียงเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับอนาคต หรือเราจะกล้าที่จะสร้างระบบที่ เปิดโอกาสให้เด็กเริ่มสร้างอนาคตของตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้? เพราะอนาคตของเด็ก… ไม่ควรเริ่มต้นในวันที่เขาเรียนจบ อนาคตควรเริ่มต้นตั้งแต่วันที่เขาค้นพบว่า ฉันมีคุณค่า และฉันสร้างอะไรบางอย่างให้โลกใบนี้ได้ และบางที… ห้องเรียนทำเงินอาจไม่ได้กำลังสอนเด็กให้หาเงิน แต่มันกำลังสอนเด็กให้ค้นพบว่า ตัวเองมีอนาคต นั่นเองครับ...



 

สมาชิกกลุ่ม อเมทิสต์ นักสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม ผู้ขับเคลื่อนการแปลี่ยนแปลง
และผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมโครงการ ห้องเรียนทำเงิน (พระโขนง Sandbox)

 


ภายใต้โครงงานนวัตกรรมเพื่อสังคมของนักศึกษา
หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 (A-LIST) สถาบันพระปกเกล้า

28 ปี สถาบันพระปกเกล้า เมื่อภารกิจสร้าง “พลเมือง” ต้องเดินออกจากห้องเรียน

 


28 ปี สถาบันพระปกเกล้า เมื่อภารกิจสร้าง “พลเมือง” ต้องเดินออกจากห้องเรียน

A-List รุ่นที่ 1 กับคำถามสำคัญของประเทศไทย สถาบันจะสร้างคนแบบไหน เพื่อรับมือโลกที่กำลังเปลี่ยน? 5 กันยายน 2569 ในวันที่สถาบันพระปกเกล้าเดินทางมาถึงวาระครบรอบ 28 ปีแห่งการสถาปนา สิ่งที่น่าคิดอาจไม่ใช่เพียงว่า สถาบันแห่งนี้เดินทางมาไกลแค่ไหน

แต่คือ… ตลอด 28 ปีที่ผ่านมา สถาบันสร้าง “พลเมือง” แบบไหนให้กับประเทศไทย เพราะโลกวันนี้ไม่ได้กำลังเผชิญเพียงวิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง หรือเทคโนโลยี แต่กำลังเผชิญวิกฤตที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ วิกฤตของความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสังคม


เรามีข้อมูลมากขึ้น แต่กลับเข้าใจกันน้อยลง เราสื่อสารกันได้เร็วขึ้น แต่การรับฟังกันกลับลดลง เรามีเทคโนโลยีที่ทรงพลังขึ้น แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ ในโลกที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม การสร้างประเทศจึงไม่อาจฝากความหวังไว้กับ “ผู้มีอำนาจ” เพียงไม่กี่คน โจทย์ใหญ่กว่านั้นคือจะทำอย่างไรให้ประชาชนธรรมดา กลายเป็นพลังที่สามารถร่วมออกแบบอนาคตของประเทศได้ และนี่เอง คือจุดที่คำว่า “ผู้นำพลเมืองยุคใหม่” เริ่มมีความหมายมากกว่าคำสวยหรูในหลักสูตร


28 ปีของสถาบันพระปกเกล้า จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นตัวเลข

วันที่ 5 กันยายนของทุกปี จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นโอกาสให้สังคมย้อนกลับมาถามว่า การเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยและพลเมือง ได้เดินทางออกจากห้องเรียนไปถึงชีวิตจริงของประชาชนแล้วหรือยัง เพราะคำว่า “พลเมือง” ไม่ได้หมายถึงเพียงคนที่มีบัตรประชาชน แต่มันหมายถึงคนที่ตระหนักว่า ตนเองมีส่วนได้ส่วนเสียกับสังคม เห็นปัญหาและไม่เดินผ่าน เห็นความไม่เป็นธรรมและไม่คิดว่าไม่ใช่เรื่องของตน เห็นความแตกต่างและเลือกที่จะพูดคุยมากกว่าผลักคนออกไป

พลเมืองในความหมายนี้จึงไม่ใช่ “ผู้รับบริการ” ของประเทศ แต่คือ “ผู้ร่วมสร้างประเทศ” และนี่คือภารกิจที่ท้าทายขึ้นทุกวัน เพราะประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่คำถามคือ… เรามีคนที่พร้อมใช้ความเก่งเพื่อส่วนรวมมากพอหรือยัง

 


A-List รุ่นที่ 1 ห้องเรียนที่กำลังทดลองตอบโจทย์ “ผู้นำพลเมืองยุคใหม่”

ท่ามกลางคำถามเหล่านี้ การเกิดขึ้นของหลักสูตร ประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 หรือ A-Lis จึงน่าสนใจ ไม่ใช่เพราะคำว่า “A-List” ฟังดูพิเศษ แต่เพราะโจทย์ของหลักสูตรพยายามพาคนออกจากกรอบเดิมของคำว่า “ผู้นำ”

ผู้นำในโลกเก่าอาจหมายถึงคนที่อยู่บนสุดขององค์กร แต่ผู้นำในโลกใหม่อาจเป็นคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างปัญหา ผู้คน และโอกาส อาจเป็นคนตัวเล็ก ๆ ในชุมชน อาจเป็นคนทำงานธรรมดา อาจเป็นคนรุ่นใหม่ อาจเป็นคนที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองเลยด้วยซ้ำ แต่มีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือความเชื่อว่า “ฉันสามารถทำอะไรบางอย่างให้สังคมดีขึ้นได้” นั่นต่างหาก คือจุดเริ่มต้นของความเป็นพลเมือง


 

A-List - Anyone can be on the list.

ประโยคสั้น ๆ ที่กำลังท้าทายวิธีคิดเรื่องผู้นำหากตีความคำว่า A-List ในแบบเดิม มันอาจหมายถึงรายชื่อของคนกลุ่มพิเศษ แต่แนวคิดของ A-List กลับวางโจทย์ไว้ต่างออกไป Anyone can be on the list.

ทุกคนสามารถอยู่ในรายชื่อได้ ประโยคนี้สำคัญ เพราะมันกำลังรื้อกำแพงระหว่างคำว่า “ผู้นำ” กับ “ประชาชน” มันกำลังบอกว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครแต่งตั้งคุณเป็นผู้นำ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีตำแหน่ง ไม่จำเป็นต้องรอให้มีอำนาจ และไม่จำเป็นต้องรอให้ใครอนุญาต เพราะการเป็นผู้นำพลเมืองเริ่มต้นจากการลงมือทำ คนหนึ่งคนอาจเริ่มจากปัญหาเล็ก ๆ ในชุมชน อีกคนอาจเริ่มจากการสร้างธุรกิจที่เปิดโอกาสให้คนอื่น อีกคนอาจเริ่มจากการสร้างพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้ อีกคนอาจเริ่มจากการตั้งคำถามต่อนโยบายสาธารณะ สิ่งเหล่านี้อาจดูต่างกัน แต่มีแก่นเดียวกัน คือ การเปลี่ยนสถานะจาก “คนที่มองเห็นปัญหา” ไปเป็น “คนที่ลงมือจัดการกับปัญหา”


เพราะการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด อาจไม่ได้เกิดขึ้นตอนนั่งฟัง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรามักเข้าใจคำว่า “การศึกษา” ผ่านภาพของห้องเรียน หนังสือ คะแนนสอบ และใบประกาศ แต่การศึกษาพลเมืองอาจไม่ใช่แบบนั้น เพราะหากเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย แต่ไม่กล้าฟังคนเห็นต่าง เรียนรู้เรื่องสังคม แต่ไม่เคยลงไปสัมผัสชีวิตของคนตัวเล็ก เรียนรู้เรื่องนโยบาย แต่ไม่เคยถามว่ากระทบชีวิตประชาชนอย่างไร

ความรู้ก็อาจยังคงเป็นเพียง “ความรู้” สิ่งที่ A-List น่าสนใจจึงอยู่ที่แนวคิด เรียนรู้ • ร่วมสร้าง • เปลี่ยนแปลง สามคำนี้ไม่ได้เรียงกันโดยบังเอิญ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน มักเริ่มจากการยอมรับว่า “ฉันยังไม่รู้ทุกอย่าง” จากนั้นจึงเปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้ เมื่อเรียนรู้มากขึ้น ก็เห็นว่าปัญหาหนึ่งเรื่องมีหลายมิติ เมื่อเห็นหลายมิติ ก็รู้ว่าคนคนเดียวแก้ไม่ได้ จึงต้อง “ร่วมสร้าง” และเมื่อความรู้ถูกนำมาผนวกกับความร่วมมือ จึงเกิดสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “การเปลี่ยนแปลง”


ประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียง “คนเก่ง”

แต่ต้องการคนที่เชื่อม “ความเก่ง” เข้ากับ “ประโยชน์สาธารณะ” โจทย์นี้อาจเป็นหนึ่งในโจทย์ที่หนักที่สุดของประเทศไทยในเวลานี้ เพราะโลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ความซับซ้อนเพิ่มขึ้นทุกวัน ปัญหาหนึ่งเรื่องไม่สามารถแยกออกจากอีกเรื่องหนึ่งได้ ความเหลื่อมล้ำเชื่อมโยงกับการศึกษา การศึกษาเชื่อมโยงกับโอกาส โอกาสเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเชื่อมโยงกับแรงงาน แรงงานเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต และทั้งหมดเชื่อมโยงกลับมาที่นโยบายสาธารณะ 

ดังนั้น ผู้นำยุคใหม่จึงไม่สามารถคิดแบบ “แยกส่วน” ได้อีกต่อไป ต้องเห็นทั้งระบบ ต้องเข้าใจคน ต้องอ่านบริบท ต้องฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และต้องทำงานกับคนที่คิดไม่เหมือนตัวเองให้ได้ นี่คือเหตุผลว่า ทำไมผู้นำพลเมืองยุคใหม่จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่พูดเสียงดังที่สุดในห้อง แต่อาจเป็นคนที่ ทำให้คนหลายฝ่ายกลับมานั่งโต๊ะเดียวกันได้นั่นเองครับ...

 


จาก A-List รุ่นที่ 1 สู่คำถามใหญ่กว่าเดิม

เมื่อเรียนรู้แล้ว จะเปลี่ยนอะไร? ในวาระ “28 ปี สถาบันพระปกเกล้า” นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 ร่วมแสดงความยินดี พร้อมถ่ายทอดความเคารพ ความผูกพัน และความภาคภูมิใจในฐานะนักศึกษาของสถาบัน ภาพนี้อาจดูเป็นเพียงกิจกรรมแสดงความยินดี แต่หากมองให้ลึกลงไป มันสะท้อนบางสิ่งที่มากกว่านั้น นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่าง “สถาบัน” กับ “ผู้เรียน”

สถาบันอาจมอบความรู้ให้กับผู้เรียน แต่เมื่อผู้เรียนเดินออกจากห้องเรียนไปแล้ว คำถามคือ… เขาจะนำความรู้นั้นกลับคืนสู่สังคมอย่างไร นี่คือบททดสอบที่แท้จริงของการเรียนรู้ ไม่ใช่การจำได้มากแค่ไหน  แต่คือ สร้างอะไรได้บ้าง ไม่ใช่พูดเรื่องสังคมได้ดีเพียงใด แต่คือ ลงมือทำอะไรให้สังคม และไม่ใช่แค่รู้ว่าประเทศมีปัญหาอะไร แต่คือ เราเลือกจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หรือส่วนหนึ่งของคำตอบ

 

 

28 ปีข้างหน้า อาจไม่ได้วัดกันที่ “สิ่งที่สร้าง” แต่ที่ “คนที่สร้าง”

ถ้ามองย้อนกลับไป 28 ปี สถาบันพระปกเกล้าคือเรื่องราวของการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แต่ถ้ามองไปข้างหน้า โจทย์อาจยากกว่าเดิมหลายเท่า เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่โลกที่ความเปลี่ยนแปลงจะไม่ได้เกิดเป็นครั้ง ๆ แต่มันจะเกิดขึ้นตลอดเวลา เทคโนโลยีใหม่เข้ามา อาชีพใหม่เกิดขึ้น โครงสร้างประชากรเปลี่ยน รูปแบบเศรษฐกิจเปลี่ยน ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเปลี่ยน และความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ก็เปลี่ยน คำถามจึงไม่ใช่แค่ “เราจะปรับตัวอย่างไร?” 

แต่คือ “เราจะสร้างคนแบบไหนให้สามารถนำการเปลี่ยนแปลงได้?” นี่คือความท้าทายของการสร้างผู้นำพลเมืองในยุคใหม่ และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ A-List รุ่นที่ 1 ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะ “นักศึกษารุ่นแรก” แต่ควรถูกมองว่าเป็น หนึ่งในกลุ่มคนที่กำลังทดลองสร้างนิยามใหม่ของคำว่า “ผู้นำ”


 

เพราะอนาคตของประเทศ ไม่ได้อยู่ในมือของ “คนเก่งที่สุด” เพียงไม่กี่คน

ท้ายที่สุดแล้ว 28 ปีของสถาบันพระปกเกล้า อาจไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะประวัติศาสตร์ของสถาบันแห่งหนึ่ง แต่มันคือคำถามว่า สังคมไทยต้องการ “พลเมือง” แบบไหนในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ และคำตอบอาจไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่าง แต่อาจเป็นคนที่ พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่ใช่คนที่คิดเหมือนทุกคน แต่เป็นคนที่ ทำงานกับความแตกต่างได้ ไม่ใช่คนที่รอให้ระบบเปลี่ยน 

แต่เป็นคนที่ กล้าลงมือเปลี่ยนระบบ และไม่ใช่คนที่ถามเพียงว่า “ประเทศให้อะไรกับฉัน?” แต่กล้าถามกลับว่า “ฉันจะให้อะไรกับประเทศนี้ได้บ้าง?” นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ จาก “ผู้เรียน” สู่ “ผู้ลงมือทำ” จาก  “ประชาชน” สู่ “พลเมือง” จาก “คนคนหนึ่ง” สู่ “พลังของการเปลี่ยนแปลง” และจากห้องเรียน… สู่สังคมจริง


28 ปี สถาบันพระปกเกล้า

จากรากฐานแห่งการเรียนรู้ สู่พลังของพลเมือง วันที่ 5 กันยายน 2569 จึงอาจไม่ใช่เพียงวันแห่งการย้อนมองอดีต แต่คือวันที่สถาบันต้องถามตัวเองอีกครั้งว่า 28 ปีที่ผ่านมา เราสร้างคนได้มากแค่ไหน และที่สำคัญกว่านั้น 28 ปีจากนี้ สถาบันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากแค่ไหน A-List รุ่นที่ 1 อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวบทหนึ่ง แต่เรื่องราวของผู้นำพลเมืองจะไม่มีวันจบลงในห้องเรียน เพราะเมื่อบทเรียนจบลง การลงมือทำเพิ่งเริ่มต้น และเมื่อคนหนึ่งคนลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อส่วนรวม คนอีกคนอาจเห็น แล้วลุกขึ้นมาทำตาม จากหนึ่งคนเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน 

และวันหนึ่ง… สิ่งที่เริ่มต้นจาก “ห้องเรียน” อาจกลายเป็น “พลังของสังคม” A-List จึงไม่ใช่เพียงชื่อของนักศึกษารุ่นหนึ่ง แต่คือคำถามท้าทายว่า เราจะยอมเป็นเพียงผู้ชมของความเปลี่ยนแปลง หรือจะลุกขึ้นมาเป็นผู้สร้างมัน และในท้ายที่สุด รายชื่อที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่รายชื่อของคนที่ถูกเลือก แต่อาจเป็นรายชื่อของคนที่เลือกแล้วว่า… จะไม่ยืนดูประเทศไทยเปลี่ยนไปเพียงลำพัง เรามาร่วม เรียนรู้ • ร่วมสร้าง • เปลี่ยนแปลง ไปด้วยกันนะครับ...


เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

เมื่อเด็กทำงาน สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “ได้งาน” แต่ต้องได้สิทธิและความปลอดภัย

 

 

 เมื่อเด็กทำงาน สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่
“ได้งาน” แต่ต้องได้สิทธิและความปลอดภัย

 

คณะผู้แทนกลุ่ม Amethyst (อเมทิสต์)
พบท่านรองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ณ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

 

บางครั้งคำถามที่สำคัญที่สุดของการทำงานกับเด็ก ไม่ใช่คำถามว่า “เด็กทำงานได้หรือไม่ได้?” แต่คือ “ถ้าเด็กทำงาน เราจะทำอย่างไรให้การทำงานนั้นไม่กลายเป็นการพรากโอกาส ความปลอดภัย และอนาคตของเขาไป?”

นี่คือคำถามสำคัญที่คณะผู้แทนกลุ่ม Amethyst (อเมทิสต์) นำไปหารือในการเข้าพบ คุณพงศ์เทพ เพชรโสม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ณ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

การพบกันครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเข้าพบเพื่อรายงานความคืบหน้าของโครงการ แต่เป็นบทสนทนาที่สำคัญต่อการทำงานกับเยาวชน เพราะเบื้องหลังคำว่า “เด็กทำงาน” มีเส้นบาง ๆ ที่ต้องแยกให้ออกระหว่าง การเรียนรู้ การฝึกทักษะ การช่วยครอบครัว การทำงานอิสระ และการจ้างงาน


หากเราแยกเส้นเหล่านี้ไม่ชัด สิ่งที่ตั้งใจให้เป็น “โอกาส” อาจกลายเป็น “ความเสี่ยง” ได้โดยไม่รู้ตัวและยิ่งไปกว่านั้น หากโครงการต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ให้รู้จักหาเงิน รู้จักอาชีพ และรู้จักรับผิดชอบตัวเอง การสอนเรื่อง “การทำงาน” ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการสอนเรื่อง “สิทธิของคนทำงาน” ด้วยเช่นกัน...


เด็กทำงาน ไม่ได้มีสถานะเดียว หนึ่งในประเด็นสำคัญจากการหารือ คือการทำความเข้าใจคำว่า “เด็กทำงาน” ให้ละเอียดมากขึ้น พราะในโลกความเป็นจริง เด็กอาจทำงานในหลายรูปแบบ และแต่ละรูปแบบมีสถานะทางกฎหมายแตกต่างกัน...


1. “ลูกจ้าง” เมื่อความสัมพันธ์กลายเป็นการจ้างงาน


กรณีแรกคือ เด็กอยู่ในสถานะ ลูกจ้าง เช่น มีการจ้างงานเต็มเวลา มีความสัมพันธ์ในการทำงานที่ชัดเจน หรือมีสัญญาจ้าง ประเด็นนี้ต้องระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องอายุ ชั่วโมงการทำงาน ลักษณะงาน และการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน


หลักสำคัญที่มีการหารือ คือ ห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และในกรณีอายุ 15–18 ปี ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด รวมถึงเรื่องหนังสือยินยอมจากผู้ปกครองในกรณีที่เกี่ยวข้อง การแจ้งพนักงานตรวจแรงงาน ตลอดจนข้อจำกัดด้านเวลาทำงาน หนึ่งในจุดที่ต้องจำให้แม่นคือ ช่วงเวลา 22.00–06.00 น. ไม่ควรปรากฏเป็นเวลาทำงานของเด็ก ไม่ว่าจะในตารางงาน เอกสาร มอบหมายงาน หรือหลักฐานการปฏิบัติงาน เพราะเรื่อง “เวลา” อาจกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนลักษณะของการจ้างงานได้

นอกจากนี้ ยังต้องระมัดระวังเรื่องการทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด ซึ่งมีข้อจำกัดสำหรับลูกจ้างเด็ก เรื่องเหล่านี้อาจดูเหมือนรายละเอียดเล็ก ๆ แต่สำหรับเด็กหนึ่งคน รายละเอียดเหล่านี้อาจหมายถึงความแตกต่างระหว่าง “โอกาสในการเรียนรู้” กับ “การถูกใช้แรงงาน”


2. “แรงงานเด็ก” ทำของ ทำงานอิสระ แต่ไม่ใช่ลูกจ้าง


รูปแบบที่สองมีความซับซ้อนขึ้นมาอีกระดับ คือกรณีเด็ก รับจ้างทำของหรือทำงานอิสระ โดยไม่ได้มีสัญญาที่ผูกมัดในลักษณะลูกจ้างให้ต้องทำงานตามเวลาที่กำหนด ภาพที่เห็นอาจเป็นเด็กทำคอนเทนต์ รับงานออกแบบ ทำสินค้า ทำงานดิจิทัล หรือรับงานเป็นชิ้น ๆ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เด็กได้รับเงินหรือไม่?” แต่ต้องถามต่อว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ว่าจ้างเป็นแบบไหน?” เด็กถูกกำหนดเวลาทำงานหรือไม่? มีผู้ควบคุมการทำงานหรือไม่? ต้องมาทำงานตามเวลาเหมือนลูกจ้างหรือไม่? มีข้อผูกมัดให้ต้องทำงานในช่วงเวลาที่กำหนดหรือไม่? หรือเป็นเพียงการส่งมอบผลงานตามข้อตกลง? คำถามเหล่านี้สำคัญ เพราะคำว่า “รับงาน” กับ “เป็นลูกจ้าง” อาจดูคล้ายกันในชีวิตจริง แต่มีความหมายแตกต่างกันในทางกฎหมาย


ดังนั้น โครงการที่ทำงานกับเยาวชนจึงต้องออกแบบระบบให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า เด็กกำลังเรียนรู้ กำลังฝึกปฏิบัติ กำลังทำงานอิสระ หรือกำลังเข้าสู่ความสัมพันธ์แบบนายจ้าง–ลูกจ้าง


3. “เด็กทำงาน” เมื่อเด็กช่วยครอบครัว


ยังมีอีกภาพหนึ่งที่พบได้ทั่วไปในสังคมไทย เด็กช่วยพ่อแม่ทำงาน ช่วยขายของ ช่วยงานบ้าน ช่วยกิจการครอบครัว ช่วยจัดของ ช่วยงานในร้าน ช่วยงานในไร่หรือฟาร์มของครอบครัว ในกรณีลักษณะนี้ ไม่ควรนำไปตีความทันทีว่าเด็กคนนั้นเป็น “ลูกจ้าง” หรือ “แรงงานเด็ก” เพราะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและความสัมพันธ์ของการทำงานเป็นสำคัญ นี่คือพื้นที่สีเทาที่เราต้องเรียนรู้ให้มากขึ้น เพราะเด็กคนหนึ่งอาจกำลัง “ช่วยครอบครัว” ขณะที่เด็กอีกคนหนึ่งอาจกำลัง “ถูกจ้างให้ทำงาน” หน้าตาของกิจกรรมอาจเหมือนกัน แต่บริบทและสถานะอาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง



 เส้นบาง ๆ ที่ชื่อว่า “โอกาส”


สิ่งที่น่าสนใจจากการหารือครั้งนี้คือ เราไม่ได้กำลังพูดถึงเพียงกฎหมายแรงงาน แต่กำลังพูดถึง ปรัชญาของการพัฒนาเด็ก เพราะ Amethyst มีเป้าหมายในการสร้างพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้เรื่องการเงิน การสร้างรายได้ การเป็นผู้ประกอบการ และการพัฒนาทักษะ คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า เราจะสร้าง “พื้นที่ทดลองชีวิต” ให้เด็กได้อย่างไร โดยไม่ทำให้พื้นที่ทดลองนั้นกลายเป็นพื้นที่เสี่ยง? คำตอบหนึ่งคือ ต้องออกแบบระบบคุ้มครองตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ ก่อนเด็กเริ่มทำงานหรือรับค่าตอบแทน ควรมีเอกสารที่ชัดเจน ใครเป็นผู้จัดโครงการ? โครงการมีที่มาอย่างไร? เด็กเข้าร่วมด้วยเหตุผลอะไร? ทำอะไรบ้าง? ทำกี่ชั่วโมง? ทำเมื่อใด? ได้รับค่าตอบแทนเท่าไร? ขอบเขตงานคืออะไร? ใครเป็นผู้ดูแล? ใครรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา? และที่สำคัญที่สุด ผู้ปกครองรับรู้และเข้าใจตรงกันหรือไม่?

การทำหนังสือขออนุญาตผู้ปกครองจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง “งานเอกสาร” แต่ควรมองว่าเป็น “กลไกสร้างความเข้าใจร่วมกัน” ผู้ปกครองต้องรู้ว่าเด็กกำลังทำอะไร เด็กต้องรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร ผู้จัดโครงการต้องรู้ว่าตัวเองกำลังรับผิดชอบอะไร และทุกฝ่ายต้องรู้ว่า “เส้นไหนห้ามข้าม”



เงินที่จ่ายให้เด็ก ต้องไปถึงเด็ก อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญมาก คือ การจ่ายค่าตอบแทน หากเด็กเป็นผู้ปฏิบัติงานและมีสิทธิได้รับค่าตอบแทน หลักการสำคัญคือควรจ่ายค่าตอบแทน ถึงตัวเด็กโดยตรง ไม่ใช่ผ่านบุคคลอื่นจนเด็กไม่สามารถรับรู้หรือควบคุมสิทธิของตนเองได้ เพราะเป้าหมายของการให้เด็กเรียนรู้เรื่องการสร้างรายได้ ไม่ใช่เพียงให้เด็ก “ได้เงิน” แต่ต้องทำให้เด็กเรียนรู้ด้วยว่า เงินมาจากไหน ทำไมจึงได้รับ สิทธิของตนเองคืออะไร และจะบริหารจัดการเงินนั้นอย่างไร นี่คือหัวใจของการสร้าง Financial Literacy ที่แท้จริง

ถ้าเป็นการเรียน ก็ต้องทำให้ชัดว่า “นี่คือการเรียน” อีกประเด็นที่สำคัญมาก คือกรณีที่กิจกรรมของเด็กเป็นส่วนหนึ่งของ การศึกษาอย่างเป็นทางการ เช่น รายวิชา ชมรม โครงงาน กิจกรรมการเรียนรู้ หรือการฝึกปฏิบัติงานภายใต้ระบบการศึกษาของโรงเรียน กรณีเช่นนี้มีลักษณะแตกต่างจากการจ้างงาน เพราะกิจกรรมมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการเรียนรู้และการฝึกปฏิบัติในระบบการศึกษา ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ทำให้สถานะของกิจกรรมชัดเจนตั้งแต่ต้น

อย่าให้โครงการหนึ่งมีชื่อว่า “กิจกรรมการเรียนรู้” แต่ในทางปฏิบัติกลับมีลักษณะเหมือนการจ้างงานเต็มรูปแบบเพราะเมื่อเกิดข้อสงสัย สิ่งที่ถูกพิจารณาไม่ใช่เพียงชื่อที่เราเรียกกิจกรรมแต่คือ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง


กฎหมายไม่ได้หยุดอยู่แค่ประเทศไทย


สำหรับโครงการที่ทำงานกับเยาวชนในโลกยุคใหม่ เรื่องนี้ยังไปไกลกว่ากฎหมายไทยเพราะเด็กในวันนี้ไม่ได้อยู่เพียงในชุมชนของตัวเองพวกเขาอยู่บนอินเทอร์เน็ตทำงานกับแพลตฟอร์มต่างประเทศ ผลิตคอนเทนต์ให้ผู้ชมทั่วโลก ขายสินค้าออนไลน์ รับงานดิจิทัล และอาจมีลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างอยู่คนละประเทศ

ดังนั้น นอกจากกฎหมายไทยแล้ว จึงต้องคำนึงถึง หลักสิทธิเด็กของสหประชาชาติ รวมถึงกฎหมายและมาตรฐานของประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายแรงงานของสหรัฐอเมริกาในกรณีที่กิจกรรมเกี่ยวข้องกับตลาดหรือผู้ว่าจ้างในสหรัฐฯ

โลกดิจิทัลทำให้คำว่า “สถานที่ทำงาน” เปลี่ยนไปเมื่อก่อน เราอาจมองเห็นโรงงาน ร้านค้า หรือสำนักงานแต่วันนี้ ห้องนอนของเด็กก็อาจกลายเป็นสถานที่ทำงานได้ โทรศัพท์มือถืออาจกลายเป็นเครื่องมือทำงาน แพลตฟอร์มออนไลน์อาจกลายเป็นพื้นที่สร้างรายได้ และคอนเทนต์หนึ่งชิ้นอาจกลายเป็นสินค้าที่ถูกซื้อขายในตลาดโลก นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเรื่องสิทธิเด็กจึงต้องเดินไปพร้อมกับเรื่อง Digital Economy


 Amethyst ไม่ได้ต้องการแค่ “เด็กที่หาเงินเป็น”


เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นคือ เด็กที่รู้จักสร้างคุณค่า รู้จักสร้างรายได้ และรู้จักปกป้องสิทธิของตัวเอง เพราะถ้าเราสอนเด็กเพียงว่า “หาเงินอย่างไร” เด็กอาจหาเงินเป็น แต่ถ้าเราสอนเพิ่มว่า “หาเงินอย่างไรโดยไม่ถูกเอาเปรียบ” เด็กจะมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น และถ้าเราสอนต่อว่า “รู้ได้อย่างไรว่าสัญญานี้เป็นธรรม รู้ได้อย่างไรว่าชั่วโมงทำงานเกินขอบเขต รู้ได้อย่างไรว่างานนี้เหมาะสมกับวัย รู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไร และรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร” นั่นไม่ใช่เพียง Financial Literacy แต่มันคือ Life Literacy


จาก “เด็กทำงาน” สู่ “เด็กสร้างอนาคต”


การหารือระหว่าง Amethyst กับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 จึงทำให้เราเห็นภาพที่ใหญ่กว่าคำว่า “แรงงานเด็ก” เราเห็นคำถามเรื่องอนาคต ประเทศไทยต้องการเด็กแบบไหน? เด็กที่รอให้ผู้ใหญ่บอกว่าต้องทำอะไร หรือเด็กที่สามารถคิด วิเคราะห์ ต่อรอง ปกป้องสิทธิ และสร้างโอกาสให้ตัวเองได้? คำตอบน่าจะชัดเจน เราต้องการเด็กที่ มีโอกาส แต่ไม่ถูกเอาเปรียบ มีรายได้ แต่ไม่ต้องแลกด้วยการเสียการศึกษา มีประสบการณ์ แต่ไม่ต้องแลกด้วยความปลอดภัย มีความฝัน แต่ไม่ต้องแลกด้วยสิทธิของตัวเอง และที่สำคัญ เราต้องไม่ทำให้คำว่า “สร้างโอกาสให้เด็ก” กลายเป็นข้ออ้างในการใช้เด็กทำงาน เพราะเด็กไม่ใช่แรงงานราคาถูก เด็กคือ ทุนมนุษย์ของประเทศ และทุกครั้งที่เรายื่นโอกาสให้เด็กหนึ่งคน เรากำลังยื่นอนาคตให้กับประเทศหนึ่งประเทศด้วยครับ...



บทเรียนสำคัญจากโต๊ะหารือ


สิ่งที่ Amethyst ได้กลับมาจากการพบครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียง “ข้อควรระวังทางกฎหมาย” แต่คือหลักคิดที่สามารถใช้เป็นเข็มทิศในการออกแบบโครงการได้ 

หนึ่ง — รู้สถานะ : เด็กเป็นนักเรียน ผู้ฝึกปฏิบัติ ลูกจ้าง หรือผู้รับงานอิสระ ต้องแยกให้ชัด

สอง — รู้เวลา : ต้องระวังชั่วโมงและช่วงเวลาการทำงาน โดยเฉพาะช่วง 22.00–06.00 น.

สาม — รู้ขอบเขต : ต้องกำหนดงาน หน้าที่ ความรับผิดชอบ และค่าตอบแทนให้ชัดเจน

สี่ — รู้สิทธิ : เด็กและผู้ปกครองต้องเข้าใจสิทธิและเงื่อนไขก่อนเริ่มกิจกรรม

ห้า — รู้กฎหมาย : ไม่ใช่เฉพาะกฎหมายแรงงาน แต่ต้องศึกษา พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ร.บ.การค้ามนุษย์ ตลอดจนกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง และสุดท้าย

หก — รู้ว่าเรากำลังสร้างอะไร : ถ้าเรากำลังสร้าง “ห้องเรียนทำเงิน” ห้องเรียนนั้นต้องไม่สอนแค่การหาเงิน แต่ต้องสอนว่า เงินที่ดีต้องมาพร้อมกับศักดิ์ศรี งานที่ดีต้องมาพร้อมกับความปลอดภัย โอกาสที่ดีต้องมาพร้อมกับสิทธิ และการเติบโตที่แท้จริง ต้องไม่ทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดจากการพบกันครั้งนี้ เพราะสุดท้ายแล้ว คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า “เด็กจะทำเงินได้เท่าไร?” แต่อยู่ที่ว่า “เมื่อเด็กโตขึ้น เขาจะกลายเป็นคนแบบไหน เพราะโอกาสที่เราให้เขาในวันนี้?”


หากคำตอบคือ เขากลายเป็นคนที่หาเงินเป็น คิดเป็น รู้สิทธิ เคารพผู้อื่น ไม่เอาเปรียบใคร และไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบตัวเอง นั่นแหละคือวันที่คำว่า Learn to Earn จะไม่ใช่แค่ “เรียนรู้เพื่อหารายได้” แต่จะกลายเป็น “เรียนรู้เพื่อสร้างชีวิตที่มีคุณค่า และสร้างสังคมที่เป็นธรรมกว่าเดิม” และนั่นคือเหตุผลที่ภารกิจของ Amethyst ไม่ควรหยุดอยู่แค่การสร้าง “เด็กที่ทำงานเป็น” แต่ต้องเดินต่อไปสู่การสร้าง“คนรุ่นใหม่ที่รู้จักสร้างโอกาส พร้อมรู้จักปกป้องสิทธิของตัวเองและผู้อื่น” เพราะอนาคตของเด็ก ไม่ควรถูกแลกด้วยค่าจ้าง อนาคตของเด็กควรได้รับการลงทุนด้วยโอกาส และโอกาสที่ดีที่สุด คือโอกาสที่ทำให้เขา เติบโตได้ โดยไม่ต้องสูญเสียสิทธิ ความปลอดภัย และความฝันของตัวเองไปก่อน


 

7 สิงหาคม 2569 — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน


วันหนึ่งของการหารือ อาจดูเป็นเพียงวันหนึ่งในปฏิทิน แต่สำหรับ Amethyst นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเปลี่ยนคำว่า “โอกาส” ให้กลายเป็นโอกาสที่ ปลอดภัย เป็นธรรม และสร้างอนาคตให้เด็กได้จริงนั่นเองครับ...

 

 

สมาชิกกลุ่ม อเมทิสต์ นักสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม ผู้ขับเคลื่อนการแปลี่ยนแปลง
และผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมโครงการ ห้องเรียนทำเงิน (พระโขนง Sandbox)

 


ภายใต้โครงงานนวัตกรรมเพื่อสังคมของนักศึกษา
หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 (A-LIST) สถาบันพระปกเกล้า

บทความที่ได้รับความนิยม