ยุทธศาสตร์อัตลักษณ์ท้องถิ่น จาก คุณค่าสู่มูลค่าเศรษฐกิจ

 

สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์และ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน"

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่ความทันสมัยทำให้ทุกพื้นที่ดูเหมือนกันไปหมด "อัตลักษณ์ท้องถิ่น" (Local Identity) ไม่ใช่เพียงมรดกที่รอการอนุรักษ์ไว้บนหิ้ง แต่คือ "สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์" (Strategic Asset) ที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน หากเราสามารถถอดรหัสและเปลี่ยน "คุณค่า" (Value) ทางวัฒนธรรมให้เป็น "มูลค่า" (Worth) ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ เราจะสามารถสร้างแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดภายใต้แนวคิด "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน"

ความท้าทายของชุมชนในปัจจุบันคือการสูญเสียตัวตนและการไหลออกของแรงงานสู่เมืองใหญ่ จึงนำเสนอแนวทางการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี

การสกัดอัตลักษณ์เชิงคุณภาพ นิยามความโดดเด่นที่ลอกเลียนแบบไม่ได้เพื่อสร้างจุดขายที่แตกต่าง

การสร้างกลไกรายได้หมุนเวียน พัฒนา "กองกลางหมู่บ้าน" เพื่อความยั่งยืนของสวัสดิการชุมชน

การเปลี่ยนจุดด้อยเป็นจุดแข็ง นำนวัตกรรมทางสังคมเข้าแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของพื้นที่

การสร้างความภาคภูมิใจในตัวตน (Identity Pride) ปลูกฝังรากเหง้าผ่านระบบการศึกษาเพื่อการสืบสานอย่างยั่งยืน

การจะบรรลุวัตถุประสงค์เหล่านี้ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ก้าวข้ามการพัฒนาแบบผิวเผิน ไปสู่การเข้าถึงจิตวิญญาณของพื้นที่ผ่าน FICES Model

 

กรอบแนวคิด FICES Model หัวใจของการพัฒนาที่แท้จริง

การพัฒนาชุมชนแบบเดิมมักติดหล่ม "ฉิ่งฉาบวิจัย" หรือการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลเพียงผิวเผินแล้วจากไป แต่ FICES Model คือเครื่องมือที่มุ่งเน้น "พลังขับเคลื่อนภายใน" โดยมีองค์ประกอบเชิงยุทธศาสตร์ดังนี้


FICES Model ทำหน้าที่เปลี่ยนจากความเชื่อไปสู่ระบบการจัดการตนเอง ทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากการวางโครงสร้างที่เข้มแข็ง

 


การถอดบทเรียนเชิงยุทธศาสตร์ "ห้องปฏิบัติการสังคม" จังหวัดแม่ฮ่องสอน

แม่ฮ่องสอนเปรียบเสมือนพื้นที่ทดลองที่พิสูจน์แล้วว่า FICES Model สามารถเปลี่ยนชุมชนที่เคยถูกมองว่าด้อยโอกาสให้กลายเป็นต้นแบบระดับชาติได้ผ่านกรณีศึกษาสำคัญ

 

การขยายสเกลเชิงกลยุทธ์ กรณีสะพานโขคุโสะ (สะพานบุญ) บ้านแพมบก


กลยุทธ์การแข่งขัน (Competitive Scaling) ในขณะที่สะพาน "ซูตองเป้" ที่มีชื่อเสียงมีความยาว 300 เมตร ชุมชนบ้านแพมบกได้สร้างสะพานไม้ไผ่ "โขคุโสะ" ที่ยาวถึง 800 เมตร (รวมเส้นทางกว่า 1 กม.) เพื่อสร้างความ "Amazing" และเบี่ยงเบนความสนใจของนักท่องเที่ยวจากปายให้เข้ามาสู่พื้นที่

การป้องกันอัตลักษณ์จาก "นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำ" เดิมมีปัญหานักท่องเที่ยวบางกลุ่มเข้ามาทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ชุมชนจึงนิยามพื้นที่นี้ใหม่ว่าเป็น "ทางเดินสู่สวรรค์" (Path to Heaven) พร้อมใช้มาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมชาวต่างชาติ 30 บาท เพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยว

ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ รายได้จากค่าธรรมเนียมถูกเปลี่ยนเป็น "กองกลางหมู่บ้าน" สร้างทุนหมุนเวียนได้ถึงหลักหมื่นบาทต่อวันในฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งนำไปใช้เยียวยาเกษตรกรในช่วงหน้าแล้งและซ่อมแซมสาธารณูปโภค

 

 

นวัตกรรมการออกแบบและการเปลี่ยนโฉม กรณีเครื่องเงินบ้านละอูบ



โมเดลการฝังตัวเพื่อพัฒนา (Immersion Model) ความสำเร็จเกิดจากการที่นักออกแบบ ลงไปใช้ชีวิตในหมู่บ้านนานถึง 4 เดือน เพื่อดึงจิตวิญญาณของชาวละว้าออกมาเป็นลวดลาย "งูเหลือม" (บรรพบุรุษ) และ "ไก่ฟ้า" (ความงามมงคล)

Living Architecture จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็น "สลัมดอย" เนื่องจากบ้านเรือนตั้งเบียดเสียดบนสันเขา ยุทธศาสตร์นี้ได้เปลี่ยนจุดด้อยให้กลายเป็นความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรม จนได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 10 หมู่บ้านท่องเที่ยวดีเด่นของประเทศ


ตรรกะแห่งความยืดหยุ่น (Strategic Resilience): กรณีห้วยห้อมและบ้านดง

ตรรกะ 1 ต่อ 1,000 บทเรียนสำคัญจากในหลวง ร.9 เมื่อครั้งเริ่มปลูกกาแฟแล้วตายไป 9 จาก 10 ต้น ทัศนคติเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งต่อมาคือ "ถ้า 1 ต้นรอด 1,000 ต้นก็ต้องรอดได้" นี่คือการสร้างความหวังที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง

Legacy Asset กาแฟอาราบิก้าใต้ร่มไม้ใหญ่มีอายุเก็บเกี่ยวได้ 60-100 ปี คือการลงทุนระยะยาวที่สร้างรายได้ (Fair Trade กิโลกรัมละ 125-130 บาท) ควบคู่ไปกับการรักษาป่าต้นน้ำอย่างถาวร

 


กลยุทธ์การขับเคลื่อนประชาสังคมและนวัตกรรมทางสังคม

การพัฒนาที่จะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนทัศนคติของทั้ง "ผู้นำ" และ "เครือข่าย"

การถอด "หมวกด็อกเตอร์" (Removing the Doctor's Hat) นักพัฒนาต้องเข้าหาชุมชนด้วยความอ่อนน้อม ในฐานะ "นักสร้างโอกาส" ที่เข้าไปขอความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน ใช้หลักการ "จับมือทำ นำทางเดิน" แทนการสั่งการจากหอคอยงาช้าง

ประชาสังคม "พวกกล้าตาย" (Brave Souls) การขับเคลื่อนต้องสร้างกลุ่มผู้นำตามธรรมชาติที่เป็นตัวแทนในการเจรจาต่อรองและปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม มากกว่าความสัมพันธ์เชิงสายเลือดเพียงอย่างเดียว

นวัตกรรมเพื่อการระดมทุน (Strategic Funding Tool) การจัดทำ e-Book อัตลักษณ์ท้องถิ่น ไม่ใช่แค่การบันทึกข้อมูล แต่คือการสร้าง "เครื่องมือเชิงนวัตกรรม" เพื่อเข้าถึงแหล่งงบประมาณจากหน่วยงานระดับชาติ เช่น NIA ผ่าน 3 ขั้นตอน ถอดองค์ความรู้ปราชญ์ -> สร้างสื่อดิจิทัล -> บรรจุสู่หลักสูตรท้องถิ่น

 

 
สะพานไม้ไผ่ "โขคุโสะ"

 

ความยั่งยืนที่เคลื่อนไหว

ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่มีอยู่จริงในรูปแบบที่หยุดนิ่ง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเสมอ ชุมชนจึงต้องสร้าง "จุดเช็คอินใหม่" จากรากฐานเดิมอย่างต่อเนื่อง 



ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Actionable Recommendations)

1. การศึกษาฐานอัตลักษณ์ บรรจุวิชาภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าสู่หลักสูตรโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อสร้างความภูมิใจในตัวตนและยึดเหนี่ยวคนรุ่นใหม่ไว้กับชุมชน

2. Tracking Tourism (ตามรอยมิตรภาพ) พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ เช่น เรื่องราวของ "อังศุมาลิน" และทหารญี่ปุ่นในแม่ลาน้อย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากญี่ปุ่นที่ต้องการสัมผัสมิตรภาพข้ามพรมแดน

3. เศรษฐกิจป่าไม้มีค่า ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงใต้ร่มไม้ (Forest-Friendly Economy) เพื่อเปลี่ยนภูเขาหัวโล้นให้กลายเป็นพื้นที่สร้างรายได้ระยะยาว 100 ปี

ท้ายที่สุด "ความภูมิใจในตัวตน" (Identity Pride) คือรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุด เมื่อชุมชนรู้จักตนเองและรักในรากเหง้าของตน ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจจะติดตามมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ และนั่นคือความหมายที่แท้จริงของการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

 

ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

การจัดการท่องเที่ยว อัตลักษณ์ วัฒนธรรม เชื่อมร้อยนิเวศชุมชน ตอน 1
การจัดการท่องเที่ยว อัตลักษณ์ วัฒนธรรม เชื่อมร้อยนิเวศชุมชน ตอน 2

 

หมายเหตุ: เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ รศ.ดร.สัญญา สะสอง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในหัวข้อเรื่อง การจัดการท่องเที่ยว อัตลักษณ์ วัฒนธรรม เชื่อมร้อยนิเวศชุมชน จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.32 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ  รศ.ดร.สัญญา สะสอง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

เมื่อชุมชนรู้จักตนเอง เศรษฐกิจพอเพียงฉบับบ้านห้วยปลาดุก

 

อิสรภาพที่เริ่มต้นจากความพอเพียง

คุณศุภชัย เทพบุตร หรือ "พี่โอ๋" ไม่ใช่เพียงผู้นำชุมชน แต่เป็น "นักต่อสู้" ผู้ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอาวุธในการหลุดพ้นจากพันธนาการของหนี้สินครัวเรือน ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาในภาคเกษตรกรรมไทย เรื่องราวของชุมชนบ้านห้วยปลาดุก จ.เพชรบุรี ที่ก่อตั้งขึ้นจาก 7 ครัวเรือนผู้บุกเบิก คือบทพิสูจน์ของการเดินทางจากความเปราะบางทางเศรษฐกิจสู่ความเป็นไทอย่างแท้จริง พี่โอ๋ได้ถอดรหัสปรัชญาที่ลึกซึ้งให้กลายเป็นหลักปฏิบัติที่จับต้องได้สำหรับทุกคนที่พร้อมจะลุกขึ้นสู้

สำหรับพี่โอ๋ แก่นแท้ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคืออิสรภาพ

ปรัชญาพอเพียงในนิยามของพี่ก็คือ การดำเนินชีวิตอย่างอิสระ การดำเนินชีวิตที่เราทำได้ตามใจปรารถนาของเรา เราจะขาดทุน เราจะ ได้กำไร มันเรื่องของเรา แต่ขอให้เราอิสระ


ปรัชญาที่เป็นหัวใจ "พอเพียง" คือการรู้จักและเป็นอิสระจากตนเอง

หัวใจของโมเดลบ้านห้วยปลาดุกมีรากฐานมาจากความเข้าใจอันลึกซึ้งว่า ความพอเพียงที่แท้จริงคือสภาวะภายใน ก่อนที่จะเป็นการปฏิบัติภายนอก สำหรับพี่โอ๋แล้ว จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การทำเกษตรหรือการประหยัด แต่คือ "การรู้จักตัวตน" ของเราเองให้ชัดเจนเสียก่อน เพราะนี่คือเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนหลักการ 3 ห่วงให้เกิดขึ้นจริงโดยอัตโนมัติ

เมื่อเราเข้าใจศักยภาพ ขีดจำกัด และความต้องการที่แท้จริงของตนเองแล้ว

ความพอประมาณ จะไม่ได้เป็นกฎที่ต้องฝืนทำ แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเองเมื่อเรารู้ว่าแค่ไหนคือ "พอดี" กับชีวิตของเรา ไม่ใช่สิ่งที่สังคมบอกว่าเราควรมี

ความมีเหตุมีผลและภูมิคุ้มกัน จะตามมาโดยอัตโนมัติ เพราะทุกการตัดสินใจจะตั้งอยู่บนฐานของความเข้าใจในตนเองอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่การทำตามกระแส ทำให้เราสามารถยืนหยัดและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง

"อิสรภาพ" ในนิยามของพี่โอ๋ จึงไม่ใช่การมีเงินทองล้นฟ้า แต่คือการที่เราสามารถออกแบบชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างมีความสุข เพราะเราเข้าใจ "ตัวตน" ของเราอย่างลึกซึ้ง การทำงานภายในเพื่อสร้างความตระหนักรู้นี้จึงเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้

เมื่อรากฐานภายในแข็งแกร่งแล้ว ปรัชญานี้จะถูกแปลออกมาเป็นแผนที่เดินทางสู่ความพอเพียงที่จับต้องได้ นั่นคือ "ทฤษฎีใหม่" ในภาคปฏิบัติ


 

 แผนที่เดินทาง 3 ขั้นตอนสู่ความยั่งยืน ทฤษฎีใหม่ฉบับลงมือทำ

สิ่งที่ทำให้โมเดลของบ้านห้วยปลาดุกทรงพลัง คือการแปลปรัชญาที่ลึกซึ้งให้กลายเป็นแผนที่เดินทาง 3 ขั้นตอนที่ชัดเจนและทำตามได้จริงสำหรับชุมชน พี่โอ๋มองว่าทฤษฎีใหม่ไม่ใช่เรื่องการแบ่งที่ดินที่ซับซ้อน แต่เป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์และชุมชนอย่างเป็นลำดับขั้น

ขั้นที่ 1 พึ่งตนเองให้ได้ (ระดับครัวเรือน)

นี่คือจุดเริ่มต้นและเป็นฐานที่มั่นคงที่สุด การที่แต่ละครัวเรือนสามารถจัดการชีวิตของตนเองได้ รู้จักศักยภาพและข้อจำกัดของครอบครัวตนเอง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการ "รู้จักตัวตน" ในขั้นแรก เมื่อแต่ละครัวเรือนสามารถยืนบนขาของตัวเองได้อย่างมั่นคงแล้ว จึงจะมีพลังมากพอที่จะช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป

ขั้นที่ 2 รวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกัน (ระดับชุมชน)

เมื่อแต่ละครัวเรือนพึ่งตนเองได้ ขั้นต่อไปคือการยกระดับสู่การ "ปลดปล่อยคนรอบข้าง" ด้วยการรวมกลุ่มช่วยเหลือให้ครัวเรือนอื่นสามารถพึ่งพาตนเองได้เหมือนกับเรา นี่ไม่ใช่การแข่งขัน แต่คือการสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน

 กรณีศึกษา กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพกับการลุกขึ้นสู้

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2560 เพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับปัญหาหนี้สินและต้นทุนปุ๋ยเคมีราคาแพงที่กัดกินชีวิตเกษตรกร การรวมกลุ่มผลิตปุ๋ยใช้เองและจำหน่าย คือการประกาศอิสรภาพจากวงจรเดิมๆ

ณ จุดนี้ พี่โอ๋ได้นำหลัก "ขาดทุนคือกำไร" มาใช้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ การช่วยเหลือแบ่งปัน แม้จะดูเหมือนเสียเปรียบ แต่แท้จริงแล้วคือการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนล้ำค่าที่สุด นั่นคือ "ได้หัวจิตหัวใจ" ของคนในชุมชน สร้างความสามัคคี และทำลายวงจรแห่งความขัดแย้งเบียดเบียนกัน

ขั้นที่ 3 สร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนและเติบโต

เมื่อกลุ่มในชุมชนมีความเข้มแข็งและมีผลผลิตเป็นของตนเอง ก็ถึงเวลาก้าวออกไปสร้างเครือข่ายกับชุมชนอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนและซื้อขาย หัวใจสำคัญคือการสร้างความสัมพันธ์ก่อนการทำธุรกรรม

ตัวอย่างการสร้างเครือข่าย

การแลกเปลี่ยน "กล้วยห้วยปลาดุก" กับ "มะพร้าวบางสะพาน" เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของยุทธศาสตร์ "แลกเปลี่ยนก่อน เงินตราทีหลัง" โดยมีหลักว่า "แลกเปลี่ยนกันก่อน ถ้ามันไม่พอ...เอาตังค์โปะไป" โมเดลนี้เน้นการตอบสนองความต้องการและสร้างพันธมิตร ไม่ใช่แค่การค้าเพื่อกำไรสูงสุด

การเดินทางตามแผนที่ 3 ขั้นตอนนี้จะสำเร็จได้ต้องอาศัยเครื่องมือและความคิดที่เฉียบคม ซึ่งพี่โอ๋ได้เรียนรู้และนำมาปรับใช้จนเกิดผล


  เครื่องมือสำคัญสู่ความสำเร็จ แผนธุรกิจ บัญชี และหัวใจนักสู้

นอกเหนือจากปรัชญาและทฤษฎีแล้ว การจะทำให้อิสรภาพเกิดขึ้นได้จริงจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่เปลี่ยนความตั้งใจให้กลายเป็นการกระทำที่มีทิศทาง พี่โอ๋ได้นำเครื่องมือสองชนิดมาปรับใช้เพื่อเชื่อมปรัชญาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

แต่เครื่องมือจะมีประสิทธิภาพเพียงใด หากไร้ซึ่งพลังขับเคลื่อนจากภายใน และ "หัวใจ" ที่ทำให้พี่โอ๋และชุมชนไม่ย่อท้อคือหลัก "อิทธิบาท 4" (ฉันทะ,วิริยะ,จิตตะ,วิมังสา) ซึ่งพี่โอ๋ยึดถืออย่างลึกซึ้งไม่ใช่เพียงเพราะเป็นหลักธรรม แต่เพราะเป็นแนวทางที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงยึดถือ ดังที่พี่โอ๋กล่าวว่า "ในหลวง รัชกาล ที่ 9 สอนผมมา...เราเป็นลูกในหลวง" แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่นี้เองที่ทำให้เกิดการลงมือทำซ้ำๆ จนเกิดความชำนาญและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ

ปรัชญา แผนที่ และเครื่องมือทั้งหมดนี้ ได้หลอมรวมกันจนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ คือชุมชนบ้านห้วยปลาดุกที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาในปัจจุบัน


ความท้าทาย ขาย "ความจริงของชีวิต" 

ความสำเร็จของบ้านห้วยปลาดุกไม่ได้หยุดอยู่แค่การตั้ง "ร้านค้าชุมชนดีมีรอยยิ้ม" แต่กำลังก้าวไปสู่ขั้นต่อไปคือ "การท่องเที่ยวโดยชุมชน" ที่มีจุดขายที่แตกต่างและท้าทายอย่างยิ่ง

สิ่งที่บ้านห้วยปลาดุกนำเสนอไม่ใช่ภาพฝันที่ปรุงแต่ง แต่คือ "ความจริงของชีวิต" ของสมาชิก 30 ครอบครัวในรูปแบบที่จริงแท้ที่สุด พวกเขาเชื้อเชิญให้คนภายนอกเข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตจริง ว่าพวกเขา "ดำเนินชีวิตยังไง จนยังไง ไม่มีตังค์ยังไง" เพื่อให้เห็นว่าความสุขที่เรียบง่ายท่ามกลางความท้าทายนั้นมีอยู่จริง นี่คือผลิตภัณฑ์ที่ทรงพลังที่สุด เพราะมันคือความจริงที่ไม่ได้ผ่านการคัดกรอง

เรื่องราวของบ้านห้วยปลาดุกตอกย้ำว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือการเดินทางเพื่อค้นพบอิสรภาพจากการรู้จักตนเอง และที่สำคัญกว่านั้น มันคือกรอบการทำงานที่พิสูจน์แล้วและปรับใช้ได้จริง ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวสำหรับทุกชุมชนที่ปรารถนาจะกำหนดชะตาชีวิตของตนเองอย่างแท้จริงครับ...


  ถอดรหัสปรัชญา ‘โอ๋ พอเพียง’ กับ 5 บทเรียน
สวนกระแสที่เปลี่ยนชีวิต และความสุขให้เป็นเรื่องเดียวกัน

ในยุคสมัยที่ความสุขและความสำเร็จมักถูกผูกติดกับตัวเลขในบัญชีธนาคาร เราต่างวิ่งไล่ตามความมั่งคั่ง โดยหวังว่ามันจะเป็นคำตอบสุดท้ายของชีวิต แต่จะเป็นอย่างไรหากเส้นทางสู่ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ข้างหน้า แต่อยู่ที่การกลับมาทำความเข้าใจแก่นแท้ของตนเอง? เรื่องราวของ ‘พี่โอ๋ ศุภชัย เทพบุตร’ ผู้นำชุมชนบ้านห้วยปลาดุก คือปรัชญาชีวิตที่น่าขบคิด เขาคือชายผู้ตีความ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่ในฐานะทฤษฎี แต่ในฐานะเครื่องมือปลดแอกชีวิตสู่ความเป็นไท บทเรียนสวนกระแสทั้งห้าจากเขา อาจทำให้เราต้องกลับมาทบทวนนิยามของ "ชีวิตที่ดี" อีกครั้ง

1. "เศรษฐกิจพอเพียง" ไม่ใช่การประหยัด แต่คือ "อิสรภาพ"

แนวคิดที่น่าประหลาดใจที่สุดของพี่โอ๋ คือการนิยามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใหม่ทั้งหมด สำหรับเขา นี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีการเกษตรหรือการรัดเข็มขัด แต่คือ "การดำเนินชีวิตอย่างอิสระ" อิสรภาพที่จะทำในสิ่งที่ปรารถนา โดยมีความสุขเป็นที่ตั้ง แต่รากฐานของอิสรภาพนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากการมีเงิน แต่เริ่มต้นจากการ "รู้จักตัวตน" ของตัวเองให้ถ่องแท้เสียก่อน

นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทรงพลัง เพราะพี่โอ๋อธิบายว่าการรู้จักตนเองคือ ‘สวิตช์’ ตัวแรกที่เปิดกลไกทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เขากล่าวว่า "ถ้าคุณรู้ตัวตนคุณเมื่อไหร่ คุณก็จะพอประมาณได้ เมื่อคุณพอประมาณได้ อีก 2 ห่วงไม่ต้องกังวลหรอกครับความมีเหตุมีผลภูมิคุ้มกันมาโดยอัตโนมัติ" การรู้จักตนเองจึงไม่ใช่แค่เงื่อนไขทางปรัชญา แต่เป็นจุดเริ่มต้นเชิงปฏิบัติที่ทำให้หลัก 3 ห่วง (พอประมาณ, มีเหตุผล, มีภูมิคุ้มกัน) เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องฝืนทำ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็คือ...การดำเนินชีวิตอย่างอิสระ อยากจะกินตอนไหนได้กิน อยากจะทำตอนไหนได้ทำ แต่คุณต้องรู้จักตัวตนของคุณที่ชัดเจนก่อนนะ...เมื่อรู้ตัวตนปุ๊บ มันก็จะเริ่มด้วยความพอประมาณได้ นั่นแหละ

2. "ขาดทุนคือกำไร" เปลี่ยนการถูกเอาเปรียบให้เป็นการแบ่งปัน

อิสรภาพที่ได้จากการรู้จักตนเองนั้น คือรากฐานสำคัญ แต่การจะดำรงชีวิตอย่างอิสระได้ในสังคม จำเป็นต้องมีปรัชญาการเงินที่แข็งแกร่งไม่แพ้กัน และพี่โอ๋ก็ได้เสนอหลักคิดที่ท้าทายสามัญสำนึกทางธุรกิจอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ "ขาดทุนคือกำไร"

แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่การทำบุญหรือความใจดีผิวเผิน แต่มันคือการตัดสินใจเชิงปรัชญาที่ลึกซึ้งเพื่อยุติวงจรแห่งความขัดแย้ง พี่โอ๋อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า "มึง เบียดเบียนกู กูแบ่งปัน" นี่คือยุทธศาสตร์ในการรับมือกับการถูกเอาเปรียบ โดยเลือกที่จะดูดซับการกระทำนั้นไว้ แล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นการให้ เพื่อให้เรื่องมัน "จบ" ไม่ต้องตอบโต้กันไปมาไม่สิ้นสุด เช่น เมื่อเด็กๆ มีเงินไม่พอซื้อขนมในร้านค้าชุมชน เขาเลือกที่จะให้ของไป เพราะความสุขที่ได้จากการแบ่งปันคือ "กำไร" ทางใจที่ประเมินค่าไม่ได้ นี่คือการปลดแอกตัวเองออกจากพันธนาการของความแค้นและการคิดเล็กคิดน้อย ซึ่งเป็นอิสรภาพทางอารมณ์ที่แท้จริง

ถึงเราจะโดนเบียดเบียน แต่เราถือไว้แล้วว่าการแบ่งปันมีความสุข ขาดทุนคือกำไร มันก็เลยเป็นชีวิตอะไรที่...มันจะสามารถอยู่รอดของมัน   

3. พึ่งตนเองให้ได้ก่อน แล้วค่อย "ปลดปล่อยคนรอบข้าง" 

เมื่อสร้างภูมิคุ้มกันภายในตนเองด้วยหลักอิสรภาพและปรัชญา "ขาดทุนคือกำไร" แล้ว พี่โอ๋ได้นำหลัก "ทฤษฎีใหม่" มาปรับใช้เพื่อขยายความแข็งแกร่งนี้ออกสู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ แต่เบื้องหลังการช่วยเหลือนี้กลับมีแรงจูงใจที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงอย่างน่าทึ่ง

พี่โอ๋มองว่าการช่วยเหลือคนรอบข้างไม่ใช่แค่เรื่องของความใจบุญ แต่เป็น "ความยั่งยืนเชิงปฏิบัติ" (Pragmatic Sustainability) เพราะ "ไม่เช่นนั้นถ้าครอบครัวรอบข้างเราพึ่งตนเองไม่ได้มันก็จะมาเบียดเบียนเรา" 

ลำดับขั้นตอนการพัฒนาของเขาจึงชัดเจนและมุ่งสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก

1. ระดับครัวเรือน ทุกครอบครัวต้องพึ่งตนเองให้ได้ก่อน เพื่อให้รู้จักศักยภาพของตนเอง

2. ระดับกลุ่ม เมื่อตนเองอยู่รอดแล้ว ก็ต้องช่วยเหลือให้คนรอบข้างพึ่งตนเองได้เหมือนกัน ผ่านการรวมกลุ่มเป็น "วิสาหกิจชุมชน" เพื่อไม่ให้พวกเขากลับมาเป็นภาระ แต่กลายเป็นสินทรัพย์ของชุมชน

3. ระดับเครือข่าย เมื่อกลุ่มเข้มแข็ง จึงสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนและซื้อขายสินค้า

นี่คือการ "ปลดปล่อย" คนรอบข้างให้เป็นอิสระ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็คือการสร้างระบบนิเวศที่เกื้อกูลและปกป้องอิสรภาพของตัวเราเองไปพร้อมกัน


4. ความรู้ไม่พอ ต้องเป็น "ช่างฝึก" 

ปรัชญาของพี่โอ๋ไม่ได้ลอยอยู่บนอากาศ แต่หยั่งรากลึกลงบนการปฏิบัติจริงอย่างเข้มข้น รางวัล "เศรษฐีช่างฝึก" ที่เขาได้รับจาก บพท. (หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาฯ)  ธุรกิจปันกัน คือบทพิสูจน์ของหลักการข้อนี้ แต่คำว่า "ช่างฝึก" มีความหมายลึกซึ้งกว่าแค่ "การลงมือทำ" เพราะมันคือกระบวนการเปลี่ยนความรู้ให้เป็นทักษะผ่านกรอบคิดทางพุทธศาสนาที่เรียกว่า "อิทธิบาท 4"

พี่โอ๋อธิบายว่าความสำเร็จของเขาตั้งอยู่บนหลัก 4 ประการนี้

ฉันทะ ความรักและความหลงใหลในสิ่งที่ทำ (ชอบงานพัฒนาชุมชน)

วิริยะ ความเพียรพยายาม ลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อ

จิตตะ ความตั้งมั่น จดจ่อ ไม่ว่าเจออุปสรรคใดก็ต้องผ่านไปให้ได้

วิมังสา การไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เมื่อไม่สำเร็จก็ย้อนกลับมาทบทวนและทำซ้ำ

การเป็น "ช่างฝึก" คือการนำความรู้ที่ได้มาหมุนวนในวงจรของอิทธิบาท 4 ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งสำหรับชุมชนบ้านห้วยปลาดุกแล้ว ผลลัพธ์นั้นคือ "รายได้เพิ่ม ความสุขมันก็เพิ่ม" นี่คือแก่นแท้ที่เปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นความมั่งคั่งและความสุขที่จับต้องได้

ถ้าเกิดคุณรู้ทุกเรื่อง แต่คุณไม่เคยนำไปปฏิบัติเลย มันก็ได้แค่รู้อ่ะครับ...เราได้รับความรู้มา เราก็จะต้องนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดสกิล


5. สินค้าที่ดีที่สุดคือ "ความจริง" ที่ไม่ปรุงแต่ง 

ในก้าวล่าสุดของการพัฒนาชุมชน พี่โอ๋ได้ตกผลึกปรัชญาทั้งหมดออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ท้าทายการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบันอย่างถึงรากถึงโคน แทนที่จะขายสถานที่ที่สวยหรู เขาเลือกที่จะขายสินค้าที่ทรงพลังที่สุด นั่นคือ "ความเป็นจริงของชีวิต"

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบ้านห้วยปลาดุก จะไม่ได้พบกับภาพที่ถูก "ปรุงแต่ง" แต่จะได้สัมผัส "ชีวิตจริง" ของชาวบ้าน 30 ครัวเรือนที่ "ไม่มีเลศนัย" (ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม) พวกเขาจะได้เห็นว่า "วันนี้มันได้ตังค์ 300 ได้ยังไง วันนี้มันได้ตังค์ 400 ได้ยังไง" ได้เห็นวิถีการทำมาหากิน ความเรียบง่าย และความสุขที่เกิดขึ้นบนฐานของความเป็นจริง นี่คือการนำเสนอคุณค่าที่แท้จริงและไม่ผ่านการปรุงแต่ง ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่คนเมืองโหยหาและขาดหายไปในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง


ปรัชญาของ ‘โอ๋ พอเพียง’ คือภาพสะท้อนของโลกทัศน์ที่สมบูรณ์ ซึ่งเริ่มต้นจากเป้าหมายสูงสุดคือ "อิสรภาพ" ที่จะถูกค้นพบได้ผ่าน "การรู้จักตัวตน" เมื่อรู้จักตนแล้ว จึงสามารถใช้ชีวิตด้วยปรัชญา "ขาดทุนคือกำไร" เพื่อปลดแอกตนเองจากความขัดแย้ง และขยายความแข็งแกร่งนั้นออกไปสู่สังคมด้วยการ "ปลดปล่อยคนรอบข้าง" อย่างมียุทธศาสตร์ ทั้งหมดนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยวินัยของ "ช่างฝึก" ที่เปลี่ยนความรู้ให้เป็นผลลัพธ์ และท้ายที่สุด สิ่งที่เขานำเสนอต่อโลกก็คือ "ความจริง" ที่ไม่ปรุงแต่งอันเป็นผลผลิตอันบริสุทธิ์ของกระบวนการทั้งหมด

บทเรียนจากบ้านห้วยปลาดุกคือเครื่องเตือนใจอันทรงพลัง ที่ชวนให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งในวันที่เราต่างวิ่งไล่ตามความสำเร็จ เราได้หลงลืมความสุขที่แท้จริงแบบ ‘โอ๋ พอเพียง’ ไปหรือไม่? ความลำบากยากเข็ญในชีวิตของคนเราเกิดขึ้นมาจาก 2 สาเหตุเท่านั้น 1 คือเราทำโดยไม่คิด 2 เราเอาแต่คิดโดยไม่ลงมือทำ แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับ...

 


ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

พอเพียงให้เพียงพอด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตอน 1
พอเพียงให้เพียงพอด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตอน 2


หมายเหตุ: เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ พี่โอ๋ ศุภชัย เทพบุตร ในหัวข้อเรื่อง “พอเพียงให้เพียงพอด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.31 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ พี่โอ๋ ศุภชัย เทพบุตร เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้

เรียบเรียง/บทความโดย ครูพี่ลี ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม