กอดป่าให้หายเหนื่อย เมื่อชุมชนคือยาที่โลกกำลังตามหา

 


กอดป่าให้หายเหนื่อย ที่บูนาดารา…
เมื่อ “อ้อมกอดของชุมชน” คือยาขนานเอกที่เยียวยาทั้งใจและสังคม

ลองหลับตาสักครู่นะครับ…แล้วถามตัวเองว่า “ครั้งสุดท้ายที่เราเหนื่อย… เราไปพักที่ไหน?” เราอาจไปคาเฟ่ ไปห้าง ไปโรงแรม ไปทะเล หรือบางคน… แค่ปิดโทรศัพท์ แล้วนอนอยู่ในห้อง แต่ผมอยากชวนทุกคนลองคิดใหม่ว่า… บางทีสิ่งที่เราเรียกว่า “การพักผ่อน” อาจไม่ได้ทำให้เราหายเหนื่อยจริงๆ เพราะร่างกายอาจได้นอน แต่หัวใจยังวิ่งอยู่ โทรศัพท์เงียบ แต่ความคิดไม่เคยเงียบ เราออกจากที่ทำงาน แต่ความเครียดกลับเดินทางกลับบ้านมากับเรา โลกวันนี้หมุนเร็วมากครับ เร็วเสียจนบางครั้ง เข็มนาฬิกาหมุนเร็วกว่าหัวใจของเราเสียอีก


และในวันที่มนุษย์กำลังเหนื่อยกับโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน ผมกลับพบคำตอบหนึ่งที่เรียบง่ายมาก คำตอบนั้นคือ… “ธรรมชาติ และผู้คน” ไม่ใช่ธรรมชาติที่อยู่ไกลตัวเรา แต่เป็นธรรมชาติที่มีคนดูแล และไม่ใช่ชุมชนที่รอรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นชุมชนที่พร้อมจะโอบกอดคนที่มาเยือน

สถานที่หนึ่งที่ทำให้ผมเห็นภาพนี้ชัดมาก คือ “บูนาดารา” ณ  อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่มันกำลังบอกเราว่า…


ถ้าเราอยากเยียวยาคน เราอาจต้องเริ่มจากการเยียวยาพื้นที่
 และถ้าเราอยากเยียวยาสังคม เราอาจต้องเริ่มจากการทำให้คนรู้สึกว่า “ฉันเป็นเจ้าของที่นี่”


ชื่อหนึ่งชื่อ… แต่มีเรื่องราวทั้งชุมชนซ่อนอยู่ ลองฟังชื่อ “บูนาดารา” ชื่อสั้นๆ แต่มีเรื่องราวยาวมาก “บูนา” คือชื่อหมู่บ้านดั้งเดิมริมอ่าว วันนี้หมู่บ้านเดิมแทบไม่มีคนอยู่อาศัย เพราะผู้คนย้ายมารวมกันที่บ้านปาตา แต่ชื่อ “บูนา” ยังอยู่ เพราะบางครั้ง… สถานที่อาจเปลี่ยนผู้คนอาจย้ายแต่ความทรงจำไม่จำเป็นต้องหายไป

ส่วน “ดารา” เพี้ยนเสียงมาจาก “ดารอ” ในภาษามลายูท้องถิ่น ซึ่งหมายถึงต้นพุทรา และเกี่ยวข้องกับชื่อท่าเรือ “กาแลนดารอ” ในอดีต นี่คือสิ่งที่ผมชอบมากเพราะบูนาดาราไม่ได้พยายามสร้างชื่อใหม่เพื่อหนีอดีตแต่เขาเอา อดีตมาสร้างอนาคต

เปลี่ยน “ดารอ” เป็น “ดารา” ให้มีความร่วมสมัยให้มีกลิ่นอายอินโด–มลายูให้คนจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอาเซียนรู้สึกเข้าถึงได้ นี่ไม่ใช่แค่การตั้งชื่อสถานที่ แต่นี่คือ การออกแบบแบรนด์จากรากของตัวเอง และนี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับชุมชนไทยทุกแห่ง เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนคนอื่นเพื่อให้โลกสนใจ แต่เราต้องทำให้โลกเห็นว่า…“สิ่งที่เราเป็น มีคุณค่าอย่างไร”



 4 ส. เมื่อ “ข้อห้าม” กลายเป็นเสน่ห์

แล้วสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ บูนาดาราไม่ได้บอกนักท่องเที่ยวว่า “อยากทำอะไรก็ทำ” ตรงกันข้าม…ที่นี่มีกติกา 4 ส. สุรา สุกร สุนัข และสายเดี่ยว  ฟังดูเหมือนข้อห้าม แต่ถ้าเรามองในมุมการจัดการชุมชน มันคือ “ตัวกรอง” บูนาดาราไม่ได้พยายามทำให้ทุกคนพอใจ แต่กำลังบอกว่า


“ถ้าคุณอยากเข้ามาในบ้านของเรา คุณต้องเคารพกติกาของบ้านเรา”


นี่คือความกล้าหาญของชุมชน เพราะการพัฒนาที่ดี ไม่ใช่การยอมทุกอย่างเพื่อเงิน แต่คือการรู้ว่า… อะไรควรรับ อะไรควรปฏิเสธ และอะไรคือคุณค่าที่เราไม่มีวันขายสุดท้ายกฎเหล่านี้กลับกลายเป็นเสน่ห์ เพราะมันทำให้ครอบครัว คนรักธรรมชาติ และคนที่ต้องการความสงบ รู้สึกว่า “ที่นี่ปลอดภัยสำหรับฉัน”

30 บาท… ที่มีค่ามากกว่า 30 บาท แต่เรื่องที่ผมประทับใจที่สุด คือเรื่องของ “คนแถวสอง” ชุมชนหนึ่งจะยั่งยืนได้อย่างไร ถ้าวันหนึ่งคนรุ่นแรกหมดแรง? บูนาดาราจึงไม่ได้คิดแค่เรื่องนักท่องเที่ยว แต่คิดถึงเด็กๆ

เด็กบางคนได้รับค่าจ้างเพียง 30 บาท จากการช่วยบรรจุดินลงถุง 100 ถุง บางคนช่วยเตรียมไม้ไผ่สำหรับปลูกป่า ไม้ละประมาณ 40 สตางค์ คำถามคือ… 30 บาทเปลี่ยนชีวิตเด็กได้ไหม? อาจไม่ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหากที่สำคัญ เด็กทำงาน พ่อแม่มาช่วย คนในครอบครัวนั่งล้อมวงกัน จากงานเล็กๆ กลายเป็นเวลาของครอบครัว

จากเงิน 30 บาท กลายเป็นความภาคภูมิใจ จากการปลูกต้นกล้า กลายเป็นการปลูก “คน” และวันหนึ่งเด็กอายุ 14 ปีเหล่านั้น จะกลายเป็นคนอายุ 20 25 30 ปี บางคนอาจกลายเป็นผู้นำชุมชน บางคนเป็นคนพานักท่องเที่ยวเข้าป่า บางคนเป็นคนเล่าเรื่องบ้านเกิดของตัวเอง เพราะฉะนั้น…


การลงทุนที่ดีที่สุดของชุมชน ไม่ใช่การสร้างอาคารให้ใหญ่ขึ้น แต่คือการสร้างคนให้เติบโตขึ้น


บังเยะพูดประโยคหนึ่งที่ผมคิดว่าสะเทือนใจมาก “เราอายุเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่เด็กอายุ 14 วันนี้จะเป็น 15 ในวันหน้า ถ้าเราไม่เปิดโอกาสให้คนรุ่นหลัง ชุมชนก็จบ” นี่ไม่ใช่เรื่องการท่องเที่ยวแล้วครับ นี่คือ การส่งต่ออนาคต


 เมื่อการท่องเที่ยวไม่ได้จบที่ “เที่ยว”

หลังโควิด เราเห็นนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเดินทางเข้ามาที่บูนาดารา แต่บางคนไม่ได้มาเพื่อถ่ายรูป ไม่ได้มาเพื่อซื้อของ ไม่ได้มาเพื่อเช็กอินแล้วกลับบ้าน พวกเขามาเพื่อ ให้ ทุนการศึกษา เงินช่วยเหลือเด็กกำพร้า การสนับสนุนโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนปอเนาะ และผู้ที่เดือดร้อนจริง นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า Welfare Tourism — การท่องเที่ยวที่มีสวัสดิการเป็นหัวใจ บูนาดารากลายเป็นสะพาน คนหนึ่งมี ทรัพยากร อีกคนมีความต้องการ ชุมชนทำหน้าที่เชื่อมทั้งสองฝ่ายเข้าหากัน นี่ทำให้คำว่า “นักท่องเที่ยว” เปลี่ยนความหมายจาก “คนมาเที่ยว” กลายเป็น “เพื่อนมนุษย์ที่มาแบ่งปัน” และนี่อาจเป็นอนาคตของการท่องเที่ยวไทยไม่ใช่แค่ เที่ยวแล้วจ่าย แต่คือ เที่ยวแล้วช่วย เที่ยวแล้วเรียนรู้ เที่ยวแล้วสร้างโอกาส เที่ยวแล้วทำให้พื้นที่ดีขึ้น


 กำไรของบูนาดารา… ไม่ได้วัดด้วยเงินอย่างเดียว

บูนาดารามีระบบจัดสรรรายได้

50% ใช้บริหารจัดการ
30% ปันผลให้สมาชิก
20% กลับมาเป็นสวัสดิการชุมชน


ลองคิดดูนะครับ เงินที่นักท่องเที่ยวจ่ายเข้ามา ไม่ได้เดินทางออกจากชุมชนทั้งหมด แต่หมุนกลับมาเป็น ข้าวสารให้ครอบครัวที่มีงานศพ อุปกรณ์การศึกษา คอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน แรงงานและงบประมาณช่วยเหลือเมื่อเกิดน้ำท่วม นี่คือคำว่า “เศรษฐกิจที่มีหัวใจ” เพราะเศรษฐกิจที่ดี ไม่ใช่แค่ทำให้คนบางคนรวยขึ้น แต่ต้องทำให้… คนทั้งชุมชนรู้สึกว่า “ฉันได้อะไรจากการเติบโตของบ้านฉัน”

เปิดหน้ากาก แล้วเราจะเห็นกันจริงๆ และนี่คือบทเรียนสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้ การทำงานในพื้นที่ ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนใต้ สิ่งที่สำคัญมากไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือ ความไว้วางใจ บังเยะเลือกที่จะไม่รับตำแหน่งกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน เพราะต้องการลดความซ้ำซ้อนของบทบาท เขาเลือกเป็น “ผู้ประสานงาน” ทำงานกับทุกฝ่าย เปิดหน้ากาก เปิดบทบาท เปิดข้อมูล และพูดกันตรงๆ เพราะถ้าทุกคนเข้ามาทำงานพร้อมหน้ากาก เราจะไม่มีวันรู้ว่า… “จริงๆ แล้วคุณต้องการอะไร” แต่เมื่อทุกคนวางหน้ากากลงเราจึงเริ่มเห็นกันในฐานะมนุษย์ และเมื่อมนุษย์มองเห็นมนุษย์ด้วยกัน ความร่วมมือจึงเกิดขึ้น

แล้วคุณเหนื่อยหรือยัง? ผมอยากกลับมาที่คำถามแรก ครั้งสุดท้ายที่คุณเหนื่อย คุณไปพักที่ไหน? บางทีคำตอบอาจไม่ใช่โรงแรม ไม่ใช่ห้าง ไม่ใช่หน้าจอ แต่อาจเป็นที่ไหนสักแห่ง ที่มีต้นไม้ มีเสียงลม มีน้ำ มีคนในชุมชน และมีใครบางคนพูดกับคุณว่า “ไม่เป็นไรนะ… พักก่อน” บูนาดาราทำให้ผมเชื่อว่า ป่าชายเลนไม่ได้มีหน้าที่แค่ป้องกันคลื่น แต่ป่ายังสามารถปกป้องหัวใจของคนได้ ชุมชนไม่ได้มีหน้าที่แค่ต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่ชุมชนสามารถทำให้คนแปลกหน้ารู้สึกว่า…“ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว”

และบางที…สิ่งที่ประเทศไทยกำลังต้องการอาจไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวใหม่อีกหนึ่งแห่งแต่คือ ชุมชนที่ทำให้คนอยากกลับมา กลับมาเรียนรู้ กลับมาหายใจ กลับมารู้จักผู้คน กลับมารู้จักตัวเอง


เพราะสุดท้ายแล้ว… เราอาจเดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้นหาสถานที่ที่ดีที่สุด แต่บางครั้ง สิ่งที่เราตามหาจริงๆ คือสถานที่ที่ทำให้หัวใจของเรารู้สึกว่า “เราเป็นส่วนหนึ่ง”

ดังนั้น ถ้าวันนี้คุณกำลังเหนื่อย…อย่าเพิ่งรีบถามว่า “ฉันต้องหนีไปไหน?” ลองถามใหม่ว่า…“ฉันจะกลับไปกอดอะไรได้บ้าง?” กอดต้นไม้ กอดธรรมชาติ กอดครอบครัว กอดชุมชน และที่สำคัญ… กอดตัวเราเอง เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืน อาจไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ ไม่ได้เริ่มจากโครงการใหญ่ และไม่ได้เริ่มจากคนเก่งที่สุด แต่มันอาจเริ่มจากสิ่งเล็กๆ อย่างหนึ่ง… การที่คนคนหนึ่ง ยื่นมือไปหาอีกคน แล้วบอกว่า “มาเถอะ… เราจะโตไปด้วยกัน”

นี่แหละครับ… “กอดป่าให้หายเหนื่อย” เพราะเมื่อป่ากอดเรา ชุมชนกอดเรา และเรากลับมากอดกันเอง เราอาจค้นพบว่า… สิ่งที่เยียวยาสังคมได้ดีที่สุด ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง แต่คือ “ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์”

และบางที… การเดินทางที่ไกลที่สุด อาจไม่ใช่การเดินทางไปไกลจากบ้านแต่คือการเดินทางกลับมา…หาหัวใจของตัวเองอีกครั้งไงครับ...

 

ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

ท่องเที่ยวชุมชนบูนาดารา กอดป่าให้หายเหนื่อย | ตอนที่ 1

ท่องเที่ยวชุมชนบูนาดารา กอดป่าให้หายเหนื่อย | ตอนที่ 2

หมายเหตุ : เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ คุณ มะเยะ แดเมาะ ประธานชุมชนท่องเที่ยวบูนาดารา  ในหัวข้อเรื่อง ท่องเที่ยวชุมชนบูนาดารา กอดป่าให้หายเหนื่อย จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.40 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ  คุณ มะเยะ แดเมาะ เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้...


เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บูนาดารา เมื่อ "คุณค่า" มีค่ามากกว่า "มูลค่า"

 


 บูนาดารา เมื่อการ "กอดป่า"
ไม่ได้เยียวยาแค่ธรรมชาติ แต่เยียวยาหัวใจของผู้คน

"บางครั้ง...สิ่งที่มนุษย์กำลังขาด ไม่ใช่เงิน..." แต่คือ...พื้นที่ที่ทำให้เรารู้ว่า เรายังมีคุณค่า..ผมอยากชวนทุกคนลองหลับตาสักครู่...แล้วนึกถึงสถานที่แห่งหนึ่ง...ไม่มีห้างสรรพสินค้า...ไม่มีตึกระฟ้า...ไม่มีแสงไฟระยิบระยับ...มีเพียงเสียงลม...เสียงคลื่น...เสียงนก...และป่าชายเลนที่กำลังหายใจ...ถ้าสถานที่แบบนี้ทำให้คุณรู้สึกสงบ...

ผมอยากบอกว่า...ที่นั่นอาจไม่ได้กำลังรักษา "ธรรมชาติ" แต่มันกำลังรักษา "เรา" วันนี้ผมจะพาทุกคนไปรู้จักสถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี...ชื่อว่า...

"บูนาดารา"

 


และนี่ไม่ใช่เรื่องของการท่องเที่ยว...แต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนคำว่า "มูลค่า" ให้กลายเป็น "คุณค่า" ทุกสรรพสิ่ง...ล้วนมีแง่งาม เราเคยเชื่อว่า... ชุมชนจะพัฒนาได้ ต้องมีงบประมาณ ต้องมีนักลงทุน ต้องมีโครงการใหญ่ ต้องสร้างของใหม่ แต่บูนาดารา... สอนผมอีกแบบหนึ่ง เขาไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า "เราจะสร้างอะไร" แต่เริ่มจากคำถามที่เรียบง่ายกว่า "เรามีอะไรอยู่แล้ว...ที่ยังไม่มีใครเห็น?" เพียงคำถามเดียว...ก็เปลี่ยนทั้งชุมชน


หมู่บ้านร้าง...ที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผู้นำชุมชนคนหนึ่ง...ชื่อ "บังมะเยะ" เขาไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่เขาเลือกจะรักพื้นที่แห่งนี้เหมือนบ้านของตัวเอง สิ่งแรกที่เขาทำ... ไม่ใช่สร้างอาคาร ไม่ใช่สร้างแลนด์มาร์ก แต่สร้าง... "ความหมาย" 

คำว่า บูนา คือชื่อหมู่บ้านเดิม...ที่วันนี้ไม่มีคนอยู่แล้ว มันคือหมู่บ้านที่ตายไปจากแผนที่ แต่เขาเลือกชุบชีวิตมันขึ้นมาใหม่ ส่วนคำว่า ดารา มาจากคำในภาษามลายู แปลว่า..."ต้นพุทรา" เมื่อสองคำมารวมกัน จึงเกิดเป็น Buna Dara ชื่อที่ฟังดูเป็นสากล มีกลิ่นอายอาเซียน จำง่าย เล่าเรื่องได้และทำให้ผู้คนอยากรู้จัก ลองคิดดูนะครับ...คนส่วนใหญ่สร้างแบรนด์จากสิ่งใหม่ แต่ที่นี่...สร้างแบรนด์จาก "ความทรงจำ"

 

คนรวยที่สุด...ไม่ใช่คนที่มีเงินมากที่สุด แต่คือคนที่มองเห็น "ทุน" ที่คนอื่นมองไม่เห็น อ่าวเก่า...ที่เคยเผาเปลือกหอยทำปูน กลายเป็นห้องเรียนธรรมชาติ 

ป่าชายเลน...กลายเป็นมหาวิทยาลัยกลางแจ้ง เรือกอและ...กลายเป็นผลงานศิลปะ... มันญี่ปุ่น...กลายเป็นสินค้าส่งร้านสะดวกซื้อระดับประเทศ ชันโรง...กลายเป็นธุรกิจที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่มีอะไรถูกสร้างขึ้นจากศูนย์ ทุกอย่าง... เกิดจากการมองเห็น "คุณค่า" ในสิ่งเดิม แล้วเติม "ความคิด" ลงไป


ประโยคหนึ่ง...ที่ผมไม่มีวันลืม บังมะเยะพูดว่า

"อย่าทำเพื่อสังคมอย่างเดียว ทำแล้วต้องทำเพื่อตัวเองด้วย
แต่เมื่อเราทำเพื่อตัวเอง ก็ต้องทำให้ชุมชนได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน"

ฟังดูธรรมดา...แต่เปลี่ยนวิธีคิดทั้งชีวิต เพราะการพัฒนาที่แท้จริง ไม่ใช่การเสียสละจนตัวเองล้มแต่คือการสร้างระบบที่ทุกคนเติบโตไปด้วยกัน


ความโปร่งใส...คือรั้วที่แข็งแรงที่สุด หลายคนคิดว่า รั้วสร้างจากปูน แต่บูนาดารา... สร้างรั้วจาก "ความไว้ใจ" รายได้ทุกบาท ตรวจสอบได้ ชุมชนแบ่งรายได้ 10% คืนกลับไปช่วย เด็กกำพร้า ผู้ยากไร้ และมัสยิด ทันทีที่ชาวบ้านเห็นว่า ผลประโยชน์ไม่ได้เข้ากระเป๋าใคร แต่กลับมาหาลูกหลานของตัวเอง ความระแวงก็หายไป คนทั้งหมู่บ้าน จึงกลายเป็นเจ้าของร่วม ไม่มีใครเป็นผู้ชมอีกต่อไป ทุกคนคือผู้สร้าง



การท่องเที่ยว...ที่ไม่ได้พาคนมา " ใช้ " แต่พาคนมาช่วย นักศึกษากลุ่มหนึ่งจากกรุงเทพฯ ไม่ได้มาเพื่อเล่นน้ำ ไม่ได้มาถ่ายรูป แต่เช่าเรือ... เพื่อออกไปเก็บขยะ ลองคิดดูครับ วันที่คนยอมจ่ายเงิน เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม วันนั้น... ขยะ ไม่ได้เป็นปัญหาอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น "โอกาสในการสร้างคน" และที่น่าทึ่งยิ่งกว่า คนที่มาปลูกต้นไม้ ยังสามารถกลับมาเยี่ยม ต้นไม้ของตัวเองในปีถัดไป การปลูกป่า จึงไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียว แต่มันสร้าง "ความผูกพัน" ระหว่างคนกับธรรมชาติ



ปริญญา... ไม่ได้มีแค่ในมหาวิทยาลัย ที่บูนาดารา ชาวบ้านที่เรียนจบประถม สามารถยืนบรรยาย ให้คนจบปริญญาโท ปริญญาเอก นั่งฟังได้เพราะพวกเขามี "ปริญญาชีวิต" ช่างเพ้นท์เรือ ที่ไม่เคยเรียนศิลปะ สร้างงานที่ไม่มีใครลอกได้ ชาวประมง อธิบายระบบนิเวศ ได้ดีกว่าหนังสือหลายเล่ม ภูมิปัญญา จึงไม่ใช่เรื่องของวุฒิการศึกษา แต่คือการลงมือใช้ชีวิต และวันนี้ ภูมิปัญญาเหล่านั้น สร้างรายได้ สร้างศักดิ์ศรี และสร้างความภาคภูมิใจ กลับคืนสู่เจ้าของความรู้


ศาสนา... ไม่ใช่อุปสรรค แต่คือเข็มทิศ ที่นี่... ธุรกิจหยุดได้ เพื่อให้ผู้คนไปละหมาดวันศุกร์ นักท่องเที่ยวแต่งกายให้เกียรติชุมชน ทุกคนเรียนรู้ ที่จะเคารพความแตกต่าง เพราะการพัฒนา ไม่จำเป็นต้องทำลายอัตลักษณ์ ตรงกันข้าม อัตลักษณ์ ต่างหาก ที่ทำให้ผู้คนเดินทางมาหา



สุดท้าย...ผมไม่ได้อยากให้ทุกคนไปเที่ยวบูนาดาราเท่านั้น แต่ผมอยากให้ทุกคน กลับไปมอง "บ้านของตัวเอง" ลองถามตัวเองว่า ชุมชนของเรา มีอะไร ที่เรามองข้าม มีเรื่องราวอะไร ที่ยังไม่มีใครเล่า มีภูมิปัญญาอะไร ที่ยังไม่มีใครเห็น เพราะบางที... ขุมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจไม่ได้อยู่ใต้ดิน แต่อยู่ใต้ความเคยชินของเราเอง บูนาดาราไม่ได้สอนให้เราปลูกป่า แต่สอนให้เราปลูก "ความหวัง" ไม่ได้สอนให้สร้างธุรกิจ แต่สอนให้สร้าง "ผู้คน" ไม่ได้สอนให้ไล่ล่ามูลค่า แต่สอนให้ค้นหา คุณค่า และเมื่อคุณค่าเกิดขึ้นมูลค่า...จะเดินตามมาเอง


ผมเชื่อว่า...ทุกชุมชนในประเทศไทย ล้วนมี "บูนาดารา" ซ่อนอยู่ คำถามจึงไม่ใช่ว่า...
เรามีต้นทุนหรือไม่ แต่คือ... เรากล้ามองเห็นคุณค่าของต้นทุนนั้นแล้วหรือยังนั่นเองครับ...


ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

ท่องเที่ยวชุมชนบูนาดารา กอดป่าให้หายเหนื่อย | ตอนที่ 1

ท่องเที่ยวชุมชนบูนาดารา กอดป่าให้หายเหนื่อย | ตอนที่ 2

หมายเหตุ : เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ คุณ มะเยะ แดเมาะ ประธานชุมชนท่องเที่ยวบูนาดารา  ในหัวข้อเรื่อง ท่องเที่ยวชุมชนบูนาดารา กอดป่าให้หายเหนื่อย จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.40 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ  คุณ มะเยะ แดเมาะ เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้...


เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

พลิกวิธีคิด เปลี่ยนวิถีชีวิต 7 เคล็ดลับการจัดการจากหลักการทรงงานที่คาดไม่ถึง

 

พลิกวิธีคิด ชีวิตเปลี่ยน 7 เคล็ดลับการจัดการจากหลักการทรงงานที่คาดไม่ถึง

"ถ้าวันนี้...ผมถามทุกท่านว่า...ทำไมบางคนทำงานหนักกว่าเรา แต่กลับมีความสุขกว่าเรา? ทำไมบางองค์กรมีงบประมาณมหาศาล แต่กลับแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย? และทำไม...ชายคนหนึ่ง ผู้ทรงงานโดยไม่มีคำว่า 'เป็นไปไม่ได้' จึงสามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้คนนับล้านได้ ด้วยหลักคิดที่เรียบง่ายที่สุด"

หลายคนคิดว่า...โลกเปลี่ยนเร็ว เพราะ AI เศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว เพราะเทคโนโลยี แต่ผมกลับเชื่อว่า...สิ่งที่เปลี่ยนเร็วที่สุด ไม่ใช่โลก...แต่คือ ความคิดของมนุษย์ เพราะชีวิตของเรา... จะไม่มีวันเปลี่ยน ตราบใดที่เรายังใช้ วิธีคิดแบบเดิม

วันนี้...ผมไม่ได้จะมาพูดเรื่องการบริหารธุรกิจ ไม่ได้จะมาสอนการลงทุน แต่ผมจะชวนทุกคนกลับไปเรียนรู้ "หลักการทรงงาน" ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ซึ่งผมเชื่อว่า...นี่คือ "ตำราการบริหารจัดการชีวิต" ที่ล้ำสมัยที่สุดเล่มหนึ่งของโลก และผมอยากชวนทุกคนมาค้นพบ...

7 หลักคิด ที่อาจเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

หลักที่ 1 ระเบิดจากข้างใน

คนส่วนใหญ่...ใช้เวลาทั้งชีวิต...วิ่งไล่ตามความฝันของคนอื่น เรียน...เพราะคนอื่นบอกว่าดี ทำงาน...เพราะสังคมบอกว่ามั่นคง ซื้อของ...เพราะคนอื่นมี สุดท้าย... เรามีทุกอย่าง...ยกเว้น "ความสุข" พระองค์ทรงสอนว่า... การพัฒนาที่แท้จริง... ต้องเริ่มจาก "ข้างใน" ไม่ใช่เริ่มจากสิ่งของ แต่เริ่มจากหัวใจ ไม่ใช่เริ่มจากเงิน แต่เริ่มจากปัญญา ผมอยากถามทุกคนว่า... ถ้าวันนี้... ไม่มีใครเห็นคุณ ไม่มีใครกดไลก์ ไม่มีใครปรบมือ คุณยังอยากทำสิ่งนั้นอยู่ไหม? ถ้าคำตอบคือ "ใช่"

นั่นแหละ... คือพลังที่แท้จริง เพราะความสำเร็จที่ยั่งยืน ไม่เคยเกิดจากเสียงเชียร์ แต่มาจากไฟที่ลุกอยู่ในใจของเราเอง


หลักที่ 2 แก้ปัญหาที่จุดเล็ก

เวลาเกิดปัญหา... มนุษย์ชอบหา "คนผิด" แต่คนสำเร็จ... หา "ต้นเหตุ" ผมเคยเห็นคนปลูกผัก ผักตายหมดแปลง เขาโทษเมล็ดพันธุ์ โทษดิน โทษปุ๋ย โทษอากาศ แต่สุดท้าย... เขาลืมรดน้ำ ชีวิตของเราก็เหมือนกัน บางครั้ง... สิ่งที่ทำให้ชีวิตพัง ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่คือเรื่องเล็ก... ที่เรามองข้ามทุกวัน เพราะฉะนั้น... ก่อนจะโทษโลก ลองถามตัวเองก่อนว่า... "เรากำลังมองข้ามอะไรอยู่หรือเปล่า"


หลักที่ 3 ทำตามลำดับขั้น

โลกยุคนี้... ทุกคนอยากรวยเร็ว อยากดังเร็ว อยากสำเร็จเร็ว แต่ธรรมชาติ... ไม่เคยเร่งรีบ ต้นไม้... ไม่มีต้นไหนโตในคืนเดียว เด็ก... ไม่มีคนไหนเดินได้ตั้งแต่วันแรก พระองค์ทรงสอนว่า ทุกอย่าง... ต้องค่อยเป็นค่อยไป ผมชอบเปรียบเทียบว่า... ชีวิตเหมือนการปอกมะม่วง ถ้าใจร้อน... กัดทั้งลูก สุดท้าย... ไม่ได้ลิ้มรสความหวาน แต่กลับเจอยางมะม่วงที่กัดปาก ความสำเร็จก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราข้ามขั้น เราจะต้องกลับมาเสียเวลา เรียนบทเรียนเดิมอีกครั้ง


หลักที่ 4 ไม่ติดตำรา


ความรู้... สำคัญ แต่การใช้ความรู้... สำคัญกว่า ทุกวันนี้ เรามีข้อมูลมากกว่าคนทั้งโลกเมื่อร้อยปีก่อน แต่ทำไม... เรายังแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะเราเชื่อข้อมูล มากกว่าความจริงตรงหน้า บางคนเห็นคลิปในอินเทอร์เน็ต ก็ทำตามทันที โดยไม่ดูว่า... พื้นที่ของตัวเอง เหมาะหรือไม่ นี่คือเหตุผลที่พระองค์ทรงเน้นเรื่อง "ภูมิสังคม" ไม่มีสูตรสำเร็จเดียว สำหรับทุกคน เพราะชีวิต... ไม่ใช่การ Copy & Paste แต่คือการเข้าใจบริบท แล้วออกแบบคำตอบ ที่เหมาะกับตัวเรา


หลักที่ 5 ขาดทุนคือกำไร

นี่อาจเป็นหลักคิดที่ย้อนแย้งที่สุด ในโลกที่ทุกคน... แข่งขันกันสะสมกำไร แต่พระองค์กลับสอนว่า... "ขาดทุน คือ กำไร" ฟังดูเหมือนไม่สมเหตุสมผล แต่ลองคิดดู คนที่ให้ความรู้ ไม่ได้เสียความรู้ คนที่ให้กำลังใจ ไม่ได้เสียกำลังใจ คนที่แบ่งปันโอกาส กลับได้รับโอกาสมากขึ้น กำไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ตัวเลขในบัญชี แต่คือ ความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ และคุณค่าที่ผู้คนจดจำ โลกธุรกิจเรียกสิ่งนี้ว่า Social Capital
แต่ผมเรียกมันว่า... "กำไรของหัวใจ"


หลักที่ 6 ใช้ธรรมชาติแก้ธรรมชาติ


ทุกปัญหา... มีคำตอบซ่อนอยู่ในตัวมันเอง น้ำเสีย ใช้ธรรมชาติบำบัด ขยะ เปลี่ยนเป็นพลังงาน ความผิดพลาด เปลี่ยนเป็นบทเรียน อุปสรรค เปลี่ยนเป็นโอกาส นี่คือศิลปะของผู้นำ ที่ไม่มองเห็นเพียงปัญหา แต่เห็น "ศักยภาพ" ซ่อนอยู่ในทุกวิกฤต เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราพยายามกำจัด อาจเป็นสิ่งเดียวกัน ที่ช่วยให้เรารอดก็เป็นได้...


หลักที่ 7 ปลูกป่าในใจคน


ผมเชื่อว่า... ไม่มีโครงการไหนสำเร็จ ถ้าคนไม่เชื่อ ไม่มีองค์กรไหนเติบโต ถ้าคนหมดศรัทธา ไม่มีประเทศไหนพัฒนา ถ้าประชาชนไม่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง พระองค์ไม่ได้เริ่มจากต้นไม้ แต่เริ่มจาก "หัวใจของคน" เพราะเมื่อหัวใจเปลี่ยน พฤติกรรมจะเปลี่ยน เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน สังคมจะเปลี่ยน และเมื่อสังคมเปลี่ยน ประเทศก็จะเปลี่ยน ดังนั้น... อย่ารอให้ใครมาปลูกป่าให้เรา จงเริ่มปลูก "ป่าแห่งความหวัง" ในหัวใจของตัวเอง ตั้งแต่วันนี้ 


ผมอยากฝากไว้เพียงประโยคเดียว ชีวิตของคนเรา... ไม่ได้เปลี่ยน เพราะโชคดี ไม่ได้เปลี่ยน เพราะเงินมาก และไม่ได้เปลี่ยน เพราะเทคโนโลยี แต่เปลี่ยน... เพราะเรา "กล้าเปลี่ยนวิธีคิด"

23 หลักการทรงงาน ไม่ใช่เรื่องของอดีต แต่คือแผนที่ของอนาคต ไม่ใช่สำหรับนักพัฒนาเท่านั้น แต่สำหรับนักเรียน คนทำงาน ผู้ประกอบการ ผู้นำชุมชน และทุกคนที่อยากสร้างชีวิตที่มีคุณค่า ผมเชื่อว่า...

การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การเปลี่ยนโลก แต่คือการเปลี่ยนตัวเอง เพราะเมื่อคนหนึ่งคนเปลี่ยน ครอบครัวจะเปลี่ยน เมื่อครอบครัวเปลี่ยน ชุมชนจะเปลี่ยน เมื่อชุมชนเปลี่ยน ประเทศก็จะเปลี่ยน
และทั้งหมดนั้น... เริ่มต้นจากการ "ระเบิดจากข้างใน"

วันนี้... คุณพร้อมหรือยัง ที่จะเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อเปลี่ยนชีวิต
และร่วมกันเปลี่ยนอนาคตของประเทศไทย

 

ขอขอบพระคุณคนต้นเรื่อง  

  • อาจารย์ อดุลย์ วิเชียรชัย เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2565 และ ประธานศูนย์การเรียนรู้สัมมาชีพชุมชน ตำบลคลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

  • อาจารย์ อำนวย สังวาลย์เล็ก วิทยากรประจำศูนย์การเรียนรู้ สัมมาชีพชุมชน ตำบลคลองหก

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนอนาคต

 


ถ้าผมให้คุณ "ต้นมะม่วง" หนึ่งต้น...คุณจะเห็นอะไร?
บทเรียนแห่งการ "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ที่เปลี่ยนชีวิตคนธรรมดาให้สร้างอนาคตได้

เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพราะการเปลี่ยนชีวิต...ไม่ได้เริ่มจากการมีมากกว่า แต่เริ่มจากการมองเห็นมากกว่า


"ถ้าวันนี้...ผมยื่นต้นมะม่วงให้คุณหนึ่งต้น" คุณคิดว่าคุณจะได้อะไร? (คุณอดุลย์กล่าว) คนส่วนใหญ่ตอบเหมือนกันแทบทุกครั้ง... "ก็ได้ลูกมะม่วงสิ" คำตอบนี้...ไม่ผิด แต่ยังไม่ครบ เพราะชีวิตของคนเรา หลายครั้งไม่ได้ติดอยู่ที่ "คำตอบผิด" แต่ติดอยู่ที่ "มองเห็นน้อยเกินไป"

คุณอดุลย์เชื่อว่า วันนี้ประเทศไทยไม่ได้ขาดทรัพยากร เราไม่ได้ขาดที่ดิน เราไม่ได้ขาดคนเก่ง เราไม่ได้ขาดองค์ความรู้ แต่สิ่งที่เราขาด คือ "วิธีมอง" เรามองเห็นต้นไม้...แต่ไม่เห็นป่า เรามองเห็นผลผลิต...แต่ไม่เห็นคุณค่า เรามองเห็นปัญหา...แต่ไม่เห็นโอกาส และเมื่อมองไม่เห็น... เราก็ไม่สามารถสร้างอนาคตได้

ศาสตร์พระราชาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางสำหรับเกษตรกร แต่เป็นหลักคิดในการดำเนินชีวิตที่เริ่มจากสามคำง่าย ๆ คือ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ซึ่งเป็นแก่นของบทสนทนาต้นฉบับที่ยกตัวอย่างผ่าน "ต้นมะม่วง" เพื่ออธิบายการเรียนรู้และการต่อยอดทรัพยากรอย่างเป็นลำดับ

เข้าใจ...คือการมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ถ้าปลูกมะม่วง...แล้วรู้ว่าจะได้ลูกมะม่วง นั่นคือ "เข้าใจ" แต่ชีวิตของคนเราจะหยุดอยู่แค่ตรงนั้นไม่ได้ เพราะคนที่เห็นเพียงผลไม้ ย่อมได้เพียงผลไม้ คนที่เห็นเพียงอาชีพ ย่อมได้เพียงอาชีพ แต่คนที่มองเห็น "คุณค่า" เขาจะสร้างทั้งชีวิต หลายคนบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ของแพง รายได้ลด การแข่งขันสูง ทุกอย่างเป็นความจริง แต่คำถามสำคัญกว่านั้นคือ... "เราเข้าใจปัญหาจริงหรือยัง?" เพราะปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่ราคามะม่วงตก แต่คือเรามีทางเลือกเพียงทางเดียว เมื่อรายได้มีทางเดียว ความเสี่ยงก็มีทั้งชีวิต

เข้าถึง...คือการค้นพบคุณค่าที่ซ่อนอยู่

ลองกลับไปที่ต้นมะม่วงต้นเดิม ต้นเดียวกัน แต่คราวนี้... อย่ามองแค่ลูกมะม่วง มองร่มเงา มองใบไม้ มองกิ่งไม้ มองรังมดแดง มองผึ้ง มองดิน มองปุ๋ย มองเมล็ดพันธุ์ มองการขยายพันธุ์ ทันใดนั้น...

ต้นมะม่วงต้นเดิม กลับไม่ใช่ต้นไม้ต้นเดิมอีกต่อไป เพราะเมื่อมุมมองเปลี่ยน คุณค่าก็เปลี่ยน นี่คือความหมายของ "เข้าถึง" ซึ่งต้นฉบับอธิบายผ่านการมองเห็นประโยชน์ของต้นมะม่วงทั้งร่มเงา ปุ๋ย กิ่งพันธุ์ ไข่มดแดง น้ำผึ้ง และทรัพยากรอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่เพียงผลผลิตหลัก โลกทุกวันนี้ไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่มีทรัพยากรมากที่สุด

แต่ให้รางวัลกับคนที่มองเห็นโอกาสได้มากที่สุด คนบางคนเห็นดิน อีกคนเห็นธุรกิจ คนบางคนเห็นวัชพืช อีกคนเห็นสมุนไพร คนบางคนเห็นปัญหา อีกคนเห็นตลาด ทั้งหมดใช้โลกใบเดียวกัน แต่ใช้ "สายตา" คนละแบบ

พัฒนา...คือการเปลี่ยนคุณค่าให้กลายเป็นอนาคต

สมมุติว่าพายุพัดผ่าน ลูกมะม่วงร่วงเต็มพื้น หลายคนบอกว่า... "เสียดาย" แต่บางคนถามว่า... "เราจะสร้างอะไรจากสิ่งนี้ได้?" มะม่วงกวน มะม่วงดอง มะม่วงแช่อิ่ม แยม ไอศกรีม ขนม หรือแม้แต่แบรนด์ของชุมชน ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ต้นมะม่วง

แต่อยู่ที่ "ความคิด" เพราะการพัฒนา ไม่ได้หมายถึงการทำสิ่งใหญ่โตเสมอไป แต่หมายถึงการทำให้สิ่งเดิม...มีคุณค่ามากขึ้น นี่คือหัวใจของการพัฒนาที่บทสนทนาต้นฉบับยกตัวอย่างจากการแปรรูปผลผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่า ยืดอายุ และสร้างรายได้จากสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนเอง

ประเทศไทยจะเปลี่ยน...เมื่อคนไทยเปลี่ยนวิธีคิด เรามักถามว่า รัฐบาลจะช่วยอะไร หน่วยงานจะทำอะไร ใครจะมาลงทุน ใครจะมาแก้ปัญหา แต่บางครั้ง... คำถามที่สำคัญกว่าคือ

"วันนี้...เรามองเห็นศักยภาพของตัวเองแล้วหรือยัง"


เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่เริ่มจากความเข้าใจ ไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีราคาแพง แต่เริ่มจากการเข้าถึงองค์ความรู้ และไม่ได้เริ่มจากการรอใคร แต่เริ่มจากการลงมือทำ ทีละก้าว ทีละวัน

ความสุข...คือจุดเริ่มต้นของความยั่งยืน คนจำนวนไม่น้อย เริ่มต้นทำทุกอย่างเพื่อขาย เมื่อขายไม่ได้ ก็หมดกำลังใจ แต่ถ้าเราเริ่มจากการทำให้ครอบครัวมีกิน มีใช้ก่อน แล้วค่อยต่อยอดสู่การแบ่งปันและสร้างรายได้ โอกาสของความยั่งยืนก็จะเพิ่มขึ้น นี่เป็นแนวคิดที่ต้นฉบับเชื่อมโยงกับหลักพึ่งตนเองและการค่อย ๆ ขยายสู่การพึ่งพากันในชุมชน

ความสุขไม่ใช่ปลายทาง ความสุขคือเชื้อเพลิง คนที่มีความสุขกับการเรียนรู้ จะพัฒนาได้ตลอดชีวิต คนที่มีความสุขกับการแบ่งปัน จะไม่มีวันจน และคนที่มีความสุขกับการสร้างคุณค่า จะไม่มีวันหมดไฟ

วันนี้...คุณมีต้นมะม่วงอะไรอยู่ในชีวิต?


บางคนมีสวน บางคนมีความรู้ บางคนมีฝีมือ บางคนมีประสบการณ์ บางคนมีเครือข่าย บางคนมีเวลา อย่าดูถูกสิ่งที่คุณมี เพราะสิ่งเล็ก ๆ ที่คุณมองข้าม อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนทั้งชีวิต จำไว้...

"การเข้าใจ ทำให้เราเริ่มต้น" 

"การเข้าถึง ทำให้เราเห็นโอกาส" 

"การพัฒนา ทำให้โอกาสนั้นกลายเป็นอนาคต"

และวันที่คนไทยจำนวนมากเริ่มมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมี มากกว่าสิ่งที่ตัวเองขาด วันนั้นการพัฒนาจะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในแปลงเกษตร แต่จะเกิดขึ้นในทุกครอบครัว ทุกชุมชน และทั้งประเทศ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด...

ไม่เคยเริ่มจากโลกภายนอก แต่มันเริ่มจาก "วิธีคิด" ของคนคนหนึ่ง และบางที... คนคนนั้น อาจเป็น "คุณ" วันนี้เองครับ...


ขอขอบพระคุณคนต้นเรื่อง  

  • อาจารย์ อดุลย์ วิเชียรชัย เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2565 และ ประธานศูนย์การเรียนรู้สัมมาชีพชุมชน ตำบลคลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

  • อาจารย์ อำนวย สังวาลย์เล็ก วิทยากรประจำศูนย์การเรียนรู้ สัมมาชีพชุมชน ตำบลคลองหก

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

เข้าใจพื้นที่ ออกแบบอย่างพอเพียง สร้างรายได้ทุกวัน พัฒนาสู่ความยั่งยืน

 


ความจนไม่ได้เกิดจากการมีที่ดินน้อย
แต่เกิดจากการไม่รู้จักใช้สิ่งที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด


หลายคนเชื่อว่า หากอยากทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จ ต้องมีที่ดินหลายสิบไร่ ต้องมีเงินลงทุนหลักแสน ต้องมีเครื่องจักรครบครัน แต่ความจริงแล้ว...ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่จำนวนไร่ หากวัดกันที่ "วิธีคิด"

ศาสตร์พระราชาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ไม่เคยบอกให้ทุกคนทำเหมือนกัน แต่ทรงสอนให้ "เข้าใจธรรมชาติ เข้าใจตนเอง และเข้าใจพื้นที่" แล้วออกแบบชีวิตให้เหมาะกับสิ่งที่เรามี

นั่นคือหัวใจของ การออกแบบพื้นที่เชิงภูมิสังคม พื้นที่เล็ก...ก็สร้างอนาคตที่ยิ่งใหญ่ได้หลายคนบ่นว่า
"ผมไม่มีที่ดิน" "อยู่บ้านจัดสรร" "มีแต่ปูน จะปลูกอะไรได้" แท้จริงแล้ว คำถามไม่ใช่ "มีพื้นที่เท่าไร" แต่คือ "ใช้พื้นที่ที่มีอย่างไร"

ระเบียงหน้าบ้านสามารถกลายเป็นสวนผัก กำแพงบ้านสามารถเป็นแปลงผักแนวตั้งดาดฟ้าสามารถเป็นสวนสมุนไพรวงบ่อซีเมนต์สามารถเลี้ยงปลามุมเล็ก ๆ หลังบ้านสามารถเลี้ยงไก่ไข่ทุกตารางเมตรสามารถสร้างอาหาร สร้างรายได้ และสร้างความสุขได้ หากเราออกแบบอย่างเข้าใจเพราะการออกแบบที่ดี ไม่ได้เริ่มจากการซื้อของใหม่ แต่เริ่มจากการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้ว ตะกร้าเก่า กะละมังแตก ถังสีใช้แล้ว หรือวัสดุเหลือใช้ ล้วนสามารถกลับมามีชีวิตใหม่ เป็นภาชนะปลูกผักที่สร้างคุณค่าได้มากกว่าที่คิดนี่คือ "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่เริ่มต้นจากความคิด ไม่ใช่เงินทุนนั่นเองครับ...

อย่าปลูกเพราะอยากปลูก...จงปลูกเพราะชีวิตต้องกิน


คนจำนวนมากเลือกปลูกพืชตามกระแส แต่คนที่ประสบความสำเร็จ เลือกปลูกจาก "ความจำเป็น" คำถามแรกที่ต้องตอบคือ "เรากินอะไรทุกวัน" เมื่อคำตอบคือผัก...

เราก็ควรเริ่มจากผักกินใบเมื่อกินได้ทุกวัน รายจ่ายก็ลดลงทุกวันเงินที่เคยไหลออกจากกระเป๋า จะเริ่มเหลืออยู่ในบ้านรายได้ที่ดีที่สุด ไม่ใช่รายได้ที่หาเพิ่มได้เสมอไปแต่คือรายจ่ายที่เราลดได้ทุกวันนี่คือกำไรที่หลายคนมองข้าม

ออกแบบรายได้...ตั้งแต่รายชั่วโมง


การเกษตรไม่จำเป็นต้องรอเก็บเกี่ยวปีละครั้งหากออกแบบดี เราสามารถมีรายได้ตั้งแต่ "รายชั่วโมง"ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ "เห็ด" เห็ดนางฟ้าเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ใช้พื้นที่น้อย ไม่ต้องการแสงมาก และสามารถวางไว้ริมบ้าน ใต้ชายคา หรือแม้แต่ห้องที่มีความชื้นเหมาะสมทุก ๆ ไม่กี่ชั่วโมง เห็ดจะค่อย ๆ เติบโต พร้อมให้เก็บขายหรือประกอบอาหารจากนั้นจึงต่อยอดสู่รายวันต้นอ่อนทานตะวัน 

ผักบุ้ง พืชอายุสั้น เพียงไม่กี่วันก็เก็บเกี่ยวได้ ต่อด้วยรายสัปดาห์ สมุนไพร ผักสวนครัว ผักกินใบ และสุดท้ายคือรายเดือน รายปี จากไม้ผล ไม้ยืนต้น และป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เมื่อเราวางแผนเช่นนี้รายได้จะไม่ขาดช่วงแต่จะไหลเข้ามาเป็นระยะตลอดทั้งปี

อย่าทำตามคนอื่น...จนลืมมองพื้นที่ของตัวเอง


หลายคนไปดูงานโคก หนอง นา กลับมาขุดสระ ปลูกป่า ลงทุนหลักแสน สุดท้ายน้ำไม่อยู่ ดินไม่เหมาะ ผลผลิตไม่เกิด ไม่ใช่เพราะศาสตร์พระราชาใช้ไม่ได้ แต่เพราะเรา "ลอกแบบ" โดยไม่เข้าใจศาสตร์พระราชาไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่เป็นหลักคิด พื้นที่ดินทราย ย่อมออกแบบต่างจากดินเหนียว พื้นที่น้ำมาก ย่อมต่างจากพื้นที่แล้ง คนมีเวลาน้อย ย่อมต่างจากคนทำเกษตรเต็มเวลา ทุกพื้นที่มีคำตอบของตัวเอง เพียงเราต้องเข้าใจ "ภูมิศาสตร์" และ "สังคม" นี่คือความหมายของคำว่า "ภูมิสังคม"

ความรู้ คือทุนที่สำคัญที่สุด


ยุคนี้ การเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องยาก องค์ความรู้มีอยู่รอบตัว หนังสือ ศูนย์เรียนรู้ ปราชญ์ชาวบ้าน อินเทอร์เน็ต YouTube Facebook ทุกอย่างคือห้องเรียน แต่ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องลงมือทำ ทดลอง ผิดพลาด แก้ไข เรียนรู้ แล้วทำใหม่ เพราะประสบการณ์ คือครูที่ดีที่สุดนะครับ

เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ


หลายคนอยากประสบความสำเร็จเร็ว แต่ธรรมชาติไม่เคยเร่งรีบ ต้นไม้ต้องใช้เวลา เมล็ดพันธุ์ต้องใช้เวลา ชีวิตก็เช่นกัน เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ปลูกหนึ่งต้น เลี้ยงไก่ห้าตัว เพาะเห็ดสิบก้อน เมื่อทำได้ จึงค่อยขยาย ความมั่นคง ไม่ได้เกิดจากการลงทุนครั้งใหญ่ แต่เกิดจากการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ปรัชญาที่เปลี่ยนชีวิต


ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่การปฏิเสธความร่ำรวย แต่คือการสร้างความมั่นคงก่อนความมั่งคั่งไม่ใช่การหยุดฝัน แต่คือการวางรากฐานให้ความฝันแข็งแรง ดังบทกลอนที่สะท้อนหัวใจของศาสตร์พระราชาไว้ได้อย่างงดงาม

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง   ไม่ไช่การเลี่ยงทางเดิน
อุปสรรคก็เป็นแค่ส่วนเกิน       มุ่งหน้าเดินบนทางสายกลาง
พอประมาณไปตามฐานะ       อุตสาหะไปตามเหตผล
ภูมิคุ้มกันสร้างไว้จะไม่จน       ความรู้ตนต้องอยู่คู่คุณธรรม
-
อาจารย์ อดุลย์ วิเชียรชัย -

โลกอาจเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกวัน เศรษฐกิจอาจผันผวน ภัยธรรมชาติอาจรุนแรงขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยน คือ "คุณค่าของการพึ่งพาตนเอง" ไม่ว่าคุณจะมีพื้นที่เพียงระเบียงห้อง หรือมีที่ดินหลายสิบไร่ จงเริ่มต้นจากการเข้าใจพื้นที่ เข้าใจชีวิต และเข้าใจตัวเอง เพราะเมื่อเราออกแบบชีวิตอย่างพอเพียง พื้นที่เล็ก ๆ ก็สามารถกลายเป็นแหล่งอาหาร กลายเป็นแหล่งรายได้ กลายเป็นห้องเรียนของลูกหลาน และกลายเป็นมรดกแห่งความยั่งยืนที่จะส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ความมั่งคั่งที่แท้จริง...ไม่ได้เริ่มต้นจากเงินในกระเป๋า แต่เริ่มต้นจากปัญญาในหัวใจ และการลงมือทำในวันนี้นั่นเองครับ...

 

ขอขอบพระคุณคนต้นเรื่อง  

  • อาจารย์ อดุลย์ วิเชียรชัย เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2565 และ ประธานศูนย์การเรียนรู้สัมมาชีพชุมชน ตำบลคลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

  • อาจารย์ อำนวย สังวาลย์เล็ก วิทยากรประจำศูนย์การเรียนรู้ สัมมาชีพชุมชน ตำบลคลองหก

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม