3 เสาหลักสู่ความสำเร็จและการเปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นพลัง

 

ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาหรือการรอคอยโอกาสที่ลอยมาหา แต่คือผลลัพธ์จากการสร้าง "ฐานรากทางความคิด" (Mindset) ที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น จากการถอดบทเรียนชีวิตของ คุณซาร่า (อภิสรา แช่ลี) ผู้ก้าวจากต้นทุนชีวิตที่ติดลบสู่เส้นทางระดับสากล และคุณบอย (คุณชัยรัตน์ แสงสรทวีศักดิ์) เกษตรกรผู้พลิกฟื้นผืนดินด้วยแนวคิดธุรกิจชุมชน เราพบว่าหัวใจสำคัญของการเติบโตคือการมีระบบความคิดที่สามารถเปลี่ยน "ความเปราะบาง" ให้กลายเป็น "ทรัพยากรที่ทรงพลัง"

"ความเปราะบางหรือความด้อยโอกาสของคุณ เป็นความเข้มแข็งที่สุดที่คุณสามารถมีได้ หากคุณมีการฟื้นตัวที่สูง มีวินัย และมีการเรียนรู้อยู่เสมอ" ซาร่า (อภิสรา แช่ลี), Chairperson of the ASEAN Youth Volunteer Program 2022

 

วิเคราะห์และสร้างเสาหลัก 3 ประการที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ
จากสภาวะขาดแคลนสู่ความมั่งคั่งทางจิตใจและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม 

เสาหลักที่ 1 High Resilience (การฟื้นตัวที่สูง)

High Resilience ไม่ใช่เพียงแค่ความอดทนต่อความยากลำบาก แต่คือ "ทักษะการฟื้นตัวและแรงดีดกลับ" ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

กรณีศึกษาเชิงลึก ในช่วงอายุ 17-18 ปี คุณซาร่าเผชิญกับภาวะวิกฤตเมื่อต้องออกจากมูลนิธิสงเคราะห์ฯ โดยที่มูลนิธิสนับสนุนเพียง "ค่าเทอม" แต่ไม่มีเงินสำหรับ "ค่าครองชีพ" เลยแม้แต่บาทเดียว เธอต้องใช้ชีวิตด้วยขนมปังเพียงหนึ่งห่อต่อวัน แต่สิ่งที่ทำให้เธอผ่านพ้นมาได้ไม่ใช่แค่ความอดทน แต่คือ Resourcefulness (ความฉลาดทางทรัพยากร) โดยการกล้าก้าวออกจาก Comfort Zone ไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา (Advisor) เพื่อแสวงหาทุนการศึกษาและโอกาสทำงานพิเศษ

3 องค์ประกอบสำคัญของการมี High Resilience

การยอมรับความจริงโดยไร้อคติ มองเห็นความลำบากเป็นเพียง "ตัวแปร" ในสมการ ไม่ใช่บทสรุปของชีวิต

การแสวงหาตัวช่วยและทรัพยากร Resilience ที่ฉลาดคือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญหรือ Advisor

การเปลี่ยนวิกฤตเป็นแรงขับ (Fueling Scarcity) ใช้ความขาดแคลนเป็นทรัพยากรผลักดันให้ต้องดิ้นรนและเติบโตจนก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม

การฟื้นตัวที่รวดเร็วคือจุดเริ่มต้น แต่การจะรักษาทิศทางให้มั่นคงต้องอาศัยกลไกที่เรียกว่า "วินัย"

 

เสาหลักที่ 2 Discipline (วินัยเหนือแรงบันดาลใจ)

วินัยคือเครื่องยนต์ที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง แม้ในวันที่ "แรงบันดาลใจ" มอดดับลง ในการทำงานระดับสากลวินัยคือสิ่งที่คัดกรองมืออาชีพออกจากมือสมัครเล่น

 

วินัยคือสิ่งที่จะเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริง
แต่ทิศทางของวินัยต้องถูกกำกับด้วยการเรียนรู้ที่เท่าทันโลก

 

 เสาหลักที่ 3 Learning Mindset (การ recalibrate เลนส์สายตา)

การเรียนรู้ตลอดชีวิตคือการไม่ทำตัวเป็น "น้ำเต็มแก้ว" แต่คือการกล้า "เปลี่ยนแว่นตา" เพื่อมองโลกผ่านเลนส์คู่ใหม่ที่แหลมคมกว่าเดิม

กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อสร้าง Learning Mindset

1. การเรียนรู้เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด (Scaling Skills) เช่นการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเองผ่าน YouTube เพื่อนำโครงการของชุมชนไปนำเสนอบนเวทีโลก

2. การแก้ไขข้อผิดพลาดเพื่อต่อยอด (Reframing Mistakes) มองความล้มเหลวเป็น "Data" ชุดหนึ่งเพื่อนำไปพัฒนาความสำเร็จในพื้นที่ใหม่ๆ

3. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระดับสูง (Advanced Application) การมี Learning Mindset ในปัจจุบันหมายถึงการเปิดใจรับเทคโนโลยี เช่น Digital Governance และ Blockchain เพื่อนำมาสร้างระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรวดเร็วให้กับชุมชน

 

การสังเคราะห์ กระบวนการเปลี่ยนความเปราะบางสู่ "Global Leadership"

คุณซาร่าพิสูจน์ให้เห็นว่า "จุดด้อย" ในสายตาสังคม (การเป็นเด็กกำพร้า/การขาดโอกาส) สามารถถูกพลิกให้เป็น "จุดแข็งที่หาใครเปรียบไม่ได้" เมื่อรวมเข้ากับ 3 เสาหลัก จนทำให้เธอก้าวสู่ระดับปริญญาโทด้านนโยบายสาธารณะ (Master of Public Policy) และเป็นผู้นำเยาวชนอาเซียน

Identify Vulnerability ยอมรับจุดอ่อนอย่างซื่อสัตย์ (เช่น การขาดแคลนต้นทุน)

Strategic Resourcefulness ใช้ความพยายามที่มากกว่า (Self-taught) ในการแสวงหาเครื่องมือที่จำเป็น

Value Creation นำประสบการณ์ความลำบากมาเป็น "Storytelling" ที่ทรงพลัง เพื่อสื่อสารเรื่องการแก้ไขปัญหาและการเป็นผู้นำ (Leadership) ในระดับสากล

 

พลังชีวิตและความสุข หัวใจของความสำเร็จที่สมบูรณ์

ความสำเร็จจะไร้ความหมายหากปราศจากความสุขในระหว่างทาง คุณบอย (ดอยเติมสุข) ได้ถอดบทเรียนจากการทำเกษตรเคมีที่นำไปสู่ ปัญหาสุขภาพและระบบนิเวศล่มสลาย จนต้องหันมาใช้เครื่องมือ CBMC (Community Business Model Canvas) เพื่อสร้างแนวคิดใหม่

 

ปรัชญา "Work is Life, Life is Work"

Enjoy the Process การมีความสุขกับการลงมือทำ (เช่น การขุดบ่อด้วยมือ) มีค่าเท่ากับผลลัพธ์ของงาน

Prana (พลังชีวิต) การสร้างผลผลิตที่มีพลังชีวิตสูง (Prana) ซึ่งจะสูงที่สุดในผลผลิตที่สดใหม่และไม่ผ่านเคมี พลังนี้จะลดลงเมื่อผ่านการแปรรูปหรือแช่แข็ง การมอบอาหารที่มีพลังชีวิตคือการมอบสุขภาพดีให้ผู้คน

Win-Win Philosophy การพัฒนาทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคให้เติบโตไปด้วยกัน โดยไม่มีฝ่ายใดรู้สึกว่าตนกำลัง "ช่วย" อีกฝ่าย แต่คือการได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

 

3 ข้อดีของการสนุกกับขั้นตอน

1. ความสุขที่ไม่ต้องรอ ผลผลิตที่งดงามเกิดจากจิตใจที่เบิกบานในขณะทำ

2. คุณภาพที่ดึงดูดใจ งานที่ทำด้วยความสนุกจะมีความประณีตและกลายเป็น Soft Power โดยธรรมชาติ

3. ความยั่งยืนของชุมชน เมื่อเรามีความสุข ชุมชนและโลกจะได้รับพลังงานด้านบวกนั้นไปด้วย

 

การเดินทางที่ออกแบบเองได้

ความสำเร็จไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นรูปแบบการใช้ชีวิตที่คุณเลือกออกแบบเองได้ ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากจุดที่ติดลบแค่ไหน ฐานราก 3 เสาหลักนี้จะช่วยให้คุณก้าวเดินได้อย่างมั่นคง

"Your vulnerability is your greatest strength as long as you have High Resilience, Discipline, and Learning Mindset."

(ความเปราะบางของคุณคือความเข้มแข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ตราบเท่าที่คุณมีการฟื้นตัวที่สูง มีวินัย และมีแนวคิดในการเรียนรู้)

จดจำไว้ว่า

จง Resourceful เมื่อเผชิญความขาดแคลน

จง รักษาหน้าที่ แม้ในวันที่ไร้แรงบันดาลใจ

จง Recalibrate เลนส์สายตาของคุณอยู่เสมอ

และจง สนุกกับขั้นตอน เพราะ "งานคือชีวิต และชีวิตคืองานที่งดงาม"



วารสารวิชาการ ป.ป.ช. การมุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลกับภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

 

PDF ดาวน์โหลด วารสาร

การมุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลกับภารกิจ
ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของสำนักงาน ป.ป.ช.

วารสารวิชาการนี้นำเสนอแนวคิดและพัฒนาการของการมุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ของประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงแผนการพัฒนาในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมุ่งเน้นบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน บทความในวารสารวิชาการ วิเคราะห์การพัฒนาสำนักงาน ป.ป.ช. สู่ความเป็นองค์กรดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการลดปัญหาการทุจริตของประเทศ พร้อมทั้งพิจารณาปัญหา โอกาส และอุปสรรคของการดำเนินงานว่ามีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยเพียงใด ผลการศึกษานำไปสู่ข้อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการและการพัฒนาองค์กรดิจทัลของสำนักงาน ป.ป.ช.

แหล่งที่มา :  จากไชต์ วารสารวิชาการ สำนักงาน ป.ป.ช.

5 บทเรียน เปลี่ยนเรื่องท้องถิ่นให้เป็นอนาคตทางเศรษฐกิจ

 

บ่อยครั้งที่การท่องเที่ยวชุมชนในประเทศไทยมักจบลงด้วยภาพจำแบบ "ฉิ่งฉาบ" หรือการท่องเที่ยวเชิงปริมาณที่เน้นความครึกครื้นชั่วคราว นักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูปเช็คอินแล้วจากไป ทิ้งไว้เพียงขยะและความทรงจำที่ฉาบฉวย โดยที่เม็ดเงินแทบไม่ได้ตกถึงมือคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ท่ามกลางกระแสความฉาบฉวยนี้ อาจารย์สัญญา (คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่) นักวิชาการผู้คลุกคลีกับชุมชนกว่า 35 หมู่บ้านในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "หัวใจ" ของการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากการสร้างสิ่งแปลกใหม่ แต่มาจากการกลับไปขุดค้น "กำพืช" หรือรากเหง้าของตนเอง ผ่านปรัชญาการทำงานแบบ "จับมือทำ นำทางเดิน" ที่เปลี่ยนจาก "คุณค่า" ทางจิตวิญญาณให้กลายเป็น "มูลค่า" ทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง

ต่อไปนี้คือ 5 บทเรียนจากการถอดรหัสโมเดลการพัฒนาที่ทำให้ชุมชนบนยอดดอยอย่างบ้านแพมบก บ้านห้วยห้อม หรือบ้านละอูบ สามารถยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิ

 


บทเรียนที่ 1 อัตลักษณ์ไม่ใช่แค่ "เปลือก" แต่คือความโดดเด่นเชิงคุณภาพ

ในมุมมองของนักพัฒนาทั่วไป อัตลักษณ์อาจเป็นเพียงชุดแต่งกายหรือการแสดงโชว์ แต่อาจารย์สัญญานิยามอัตลักษณ์ใหม่ว่าคือ "ความโดดเด่นเชิงคุณภาพ" (Identity as Quality) ซึ่งต้องอาศัยการร้อยเรียงผ่าน FICES Model เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ดังนี้

Faith (ความเชื่อ) จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด หากชุมชนไม่มีความเชื่อร่วมกัน (เช่น ความเชื่อเรื่องพญานาค หรือความเชื่อเรื่องสะพานบุญ) การพัฒนาในขั้นตอนต่อไปจะไร้พลัง

Identity (อัตลักษณ์) เมื่อความเชื่อถูกปฏิบัติสืบต่อกันมาจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น

Community (ชุมชน) อัตลักษณ์ที่เข้มแข็งจะดึงดูดผู้คนให้มารวมกลุ่มกัน เกิดเป็นสังคมที่โอบกอดและช่วยเหลือกัน

Education (การศึกษา) การนำอัตลักษณ์เข้าสู่ระบบหลักสูตรท้องถิ่น เพื่อให้เยาวชนตระหนักในคุณค่าและสืบทอดต่อไปไม่ให้สูญหาย

Sustainability (ความยั่งยืน) ผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดจากรากฐานที่แข็งแกร่ง ทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้

"ลืมอะไรก็ได้ แต่อย่าลืม 'กำพืช' อย่าลืมว่าเราเป็นใคร สำคัญที่สุด... จงเดินตามรอยเท้าตัวเอง สร้างทางให้ตัวเองเดิน ดีกว่าไปเหยียบย่ำตามรอยเท้าคนอื่น" — อาจารย์สัญญา

 


สะพานโขคุโสะ (สะพานบุญ) บ้านแพมบก
 

บทเรียนที่ 2 เปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นสวัสดิการชุมชน (กรณีศึกษาบ้านแพมบก)

ที่บ้านแพมบก อำเภอปาย มีสินทรัพย์ระดับโลกอย่าง "สะพานโขคุโซ" สะพานไม้ไผ่ที่ทอดยาวกว่า 800-1,000 เมตรข้ามทุ่งนา แต่อดีตกลับเป็นเหมือน "รถหรูที่จอดทิ้งไว้บนดอย" เพราะชุมชนมีของดีราคาแพงแต่กลับปล่อยให้นักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะกลุ่มฝรั่งขี้นก) เข้ามาใช้สอยอย่างไม่เห็นคุณค่า แต่งตัวไม่เหมาะสม หรือมานอนพักผ่อนโดยไม่สร้างรายได้ให้พื้นที่

 สะพานโขคุโสะ (สะพานบุญ) บ้านแพมบก
 

อาจารย์สัญญาจึงเข้าไปช่วยวางระบบ "การจัดการประชาสังคม" โดยเน้นเรื่อง "ความรับผิดชอบ" มากกว่า "หน้าที่"

การคืนความศักดิ์สิทธิ์ให้สะพาน สื่อสารว่าสะพานนี้คือทางเดินสู่สวรรค์ตามความเชื่อชาวไต หากชาวต่างชาติจะเข้าชมต้องเสียค่าธรรมเนียม 30 บาท เพื่อนำเงินมาบำรุงรักษาไม้ไผ่ที่ต้องเปลี่ยนทุก 2 ปี เงินจำนวนนี้คือการ "คัดกรอง" คนที่เห็นคุณค่า

สร้างฟันเฟืองเศรษฐกิจ เงินที่ได้นำมาสร้างสวัสดิการ จ้างกลุ่มแม่บ้านวันละ 200 บาทให้มาทำอาหารรองรับนักท่องเที่ยว ทำให้คนที่ไม่ทำโฮมสเตย์ก็ยังมีส่วนร่วมและมีรายได้

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ จากเงินค่าผ่านทาง 30 บาท ชุมชนสามารถสะสมเงินจน ซื้อที่ดินได้ถึง 7 ไร่ เพื่อขุดบ่อบาดาลและสร้างอ่างเก็บน้ำ แก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำหลากให้หมู่บ้านได้อย่างยั่งยืน

 


บทเรียนที่ 3 นิเวศสัมพันธ์ระหว่าง "ป่า" และ "กาแฟ" (บทเรียนจากบ้านห้วยห้อม)

เรื่องราวของกาแฟอาราบิก้าที่บ้านห้วยห้อม คือตัวอย่างของการเปลี่ยนจาก "Value" เป็น "Volume" อย่างสมบูรณ์ ย้อนกลับไปปี พ.ศ. 2512-2513 มีการนำกล้ากาแฟ 10 ต้นแรกมาทดลองปลูกแต่เหลือรอดเพียงต้นเดียว จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2514 ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานกล้ากาแฟเพิ่มอีก 1,000 ต้น

"ถ้า 1 ต้นรอด ทำไมอีก 1,000 ต้นจะรอดไม่ได้?" — พระราชดำรัส รัชกาลที่ 9

 


ความยั่งยืนที่เกิดจากกาแฟห้วยห้อมมี 3 มิติสำคัญ

1. รักษาป่าเพื่อรักษารายได้ กาแฟอาราบิก้าต้องปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ชาวบ้านจึงกลายเป็นผู้รักษาป่าโดยอัตโนมัติ เพราะหากไม่มีป่าก็ไม่มีกาแฟ

2. มรดกชั่วลูกชั่วหลาน กาแฟ 1 ต้นมีอายุ 60-100 ปี สามารถเก็บขายเลี้ยงครอบครัวจนส่งลูกหลานเรียนจบปริญญาได้

3. อำนาจต่อรองในตลาดโลก ปัจจุบันกาแฟที่นี่มีคุณภาพสูงจนแบรนด์ระดับโลกแย่งกันประมูล จากราคาปกติตามท้องตลาด เพิ่มมูลค่าเป็น 125-130 บาทต่อกิโลกรัม (กาแฟกะลา) และล่าสุดพุ่งสูงถึง 180 บาทต่อกิโลกรัม จากการแข่งขันของยักษ์ใหญ่สองเจ้า

 


บทเรียนที่ 4 ปรัชญาการทำงานแบบ "ถ่อมตัว" และการกินข้าวจานเดียวกัน

ความสำเร็จในการพัฒนา 35 หมู่บ้าน รวมถึงการพลิกฟื้น บ้านละอูบ จากหมู่บ้านที่คนเคยมองว่าเป็น "สลัมบนยอดดอย" ให้กลายเป็น 1 ใน 10 หมู่บ้านท่องเที่ยวที่ดีที่สุดด้วยอัตลักษณ์ "เครื่องเงินละว้า" เกิดจากวิธีการเข้าหาชุมชนแบบ Humility (ความถ่อมตัว)

 


อย่าใช้ปริญญานำทาง อาจารย์สัญญาเน้นย้ำว่า แม้เราจะเป็นด็อกเตอร์หรือคณบดี แต่เมื่อเข้าชุมชนต้องไปในฐานะ "ผู้ขอความรู้" จากปราชญ์ชาวบ้าน

กินข้าวจานเดียวกัน การสร้างความเชื่อใจ (Trust) เริ่มจากการใช้ชีวิตแบบเดียวกับเขา กินอาหารแบบเดียวกัน นั่งล้อมวงคุยกันเหมือนครอบครัว

ผู้นำต้องเอาด้วย กลยุทธ์สำคัญคือการซื้อใจผู้นำชุมชน หากพ่อหลวงหรือแม่หลวงพร้อมลุย งานจะสำเร็จไปกว่าครึ่ง เพราะชุมชนจะเกิดพลังสามัคคีที่ไม่มีวันแตกแยก

 


บทเรียนที่ 5 การท่องเที่ยวคือ "อาหารสิ้นคิด" ที่ต้องไม่หยุดนวัตกรรม

อาจารย์สัญญาเปรียบเปรยการท่องเที่ยวที่น่าสนใจว่าเหมือน "ผัดกะเพรา" ซึ่งเป็นอาหารสิ้นคิด คือเมื่อคนคิดอะไรไม่ออกก็จะไปที่เดิมๆ เช่น ม่อนแจ่ม หรือแม่กำปอง ความยั่งยืนในการท่องเที่ยวจึงอาจไม่มีอยู่จริงในเชิงสถานที่ เพราะมนุษย์แสวงหาประสบการณ์ใหม่เสมอ

ชุมชนจึงต้องมีกลยุทธ์ "นวัตกรรมทางประสบการณ์"

สร้างจุดเช็คอินใหม่เสมอ เหมือนที่บ้านละอูบเนรมิตจุดชมทะเลหมอกบนดอยโมซำเบียง เพื่อให้มี "รสชาติใหม่" มาดึงดูดนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด

รักษา 'รอยยิ้มสยาม' ในยุคที่เทคโนโลยีไล่ล่าเรา อัตลักษณ์ด้านนิสัยใจคอและการต้อนรับที่จริงใจคือสิ่งที่เทคโนโลยีเลียนแบบไม่ได้ และเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีวันตาย

 


การเปลี่ยน "คุณค่า" ให้เป็น "มูลค่า" ไม่ใช่การขายวิญญาณของชุมชน แต่คือการสร้างระบบจัดการที่ทำให้คนในพื้นที่ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง เมื่อชุมชนเห็นค่าในสิ่งที่ตนมี พวกเขาจะกลายเป็นผู้รักษาวัฒนธรรมและระบบนิเวศที่แข็งแกร่งที่สุด โดยมีเศรษฐกิจเป็นเพียงผลพลอยได้ที่ตามมา

ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เราจะรักษา 'ทางเดินของตัวเอง' ให้มั่นคงและงดงามท่ามกลางรอยเท้าของคนอื่นได้อย่างไร? บางทีคำตอบอาจไม่ใช่การก้าวให้ไวตามโลก แต่เป็นการก้าวให้มั่นคงบนรากเหง้าที่เรียกว่า "กำพืช" ของเราเอง...

 

 

ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

การจัดการท่องเที่ยว อัตลักษณ์ วัฒนธรรม เชื่อมร้อยนิเวศชุมชน ตอน 1
การจัดการท่องเที่ยว อัตลักษณ์ วัฒนธรรม เชื่อมร้อยนิเวศชุมชน ตอน 2

 

หมายเหตุ: เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ รศ.ดร.สัญญา สะสอง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในหัวข้อเรื่อง การจัดการท่องเที่ยว อัตลักษณ์ วัฒนธรรม เชื่อมร้อยนิเวศชุมชน จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.32 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ  รศ.ดร.สัญญา สะสอง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

ยุทธศาสตร์อัตลักษณ์ท้องถิ่น จาก คุณค่าสู่มูลค่าเศรษฐกิจ

 

สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์และ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน"

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่ความทันสมัยทำให้ทุกพื้นที่ดูเหมือนกันไปหมด "อัตลักษณ์ท้องถิ่น" (Local Identity) ไม่ใช่เพียงมรดกที่รอการอนุรักษ์ไว้บนหิ้ง แต่คือ "สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์" (Strategic Asset) ที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน หากเราสามารถถอดรหัสและเปลี่ยน "คุณค่า" (Value) ทางวัฒนธรรมให้เป็น "มูลค่า" (Worth) ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ เราจะสามารถสร้างแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดภายใต้แนวคิด "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน"

ความท้าทายของชุมชนในปัจจุบันคือการสูญเสียตัวตนและการไหลออกของแรงงานสู่เมืองใหญ่ จึงนำเสนอแนวทางการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี

การสกัดอัตลักษณ์เชิงคุณภาพ นิยามความโดดเด่นที่ลอกเลียนแบบไม่ได้เพื่อสร้างจุดขายที่แตกต่าง

การสร้างกลไกรายได้หมุนเวียน พัฒนา "กองกลางหมู่บ้าน" เพื่อความยั่งยืนของสวัสดิการชุมชน

การเปลี่ยนจุดด้อยเป็นจุดแข็ง นำนวัตกรรมทางสังคมเข้าแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของพื้นที่

การสร้างความภาคภูมิใจในตัวตน (Identity Pride) ปลูกฝังรากเหง้าผ่านระบบการศึกษาเพื่อการสืบสานอย่างยั่งยืน

การจะบรรลุวัตถุประสงค์เหล่านี้ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ก้าวข้ามการพัฒนาแบบผิวเผิน ไปสู่การเข้าถึงจิตวิญญาณของพื้นที่ผ่าน FICES Model

 

กรอบแนวคิด FICES Model หัวใจของการพัฒนาที่แท้จริง

การพัฒนาชุมชนแบบเดิมมักติดหล่ม "ฉิ่งฉาบวิจัย" หรือการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลเพียงผิวเผินแล้วจากไป แต่ FICES Model คือเครื่องมือที่มุ่งเน้น "พลังขับเคลื่อนภายใน" โดยมีองค์ประกอบเชิงยุทธศาสตร์ดังนี้


FICES Model ทำหน้าที่เปลี่ยนจากความเชื่อไปสู่ระบบการจัดการตนเอง ทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากการวางโครงสร้างที่เข้มแข็ง

 


การถอดบทเรียนเชิงยุทธศาสตร์ "ห้องปฏิบัติการสังคม" จังหวัดแม่ฮ่องสอน

แม่ฮ่องสอนเปรียบเสมือนพื้นที่ทดลองที่พิสูจน์แล้วว่า FICES Model สามารถเปลี่ยนชุมชนที่เคยถูกมองว่าด้อยโอกาสให้กลายเป็นต้นแบบระดับชาติได้ผ่านกรณีศึกษาสำคัญ

 

การขยายสเกลเชิงกลยุทธ์ กรณีสะพานโขคุโสะ (สะพานบุญ) บ้านแพมบก


กลยุทธ์การแข่งขัน (Competitive Scaling) ในขณะที่สะพาน "ซูตองเป้" ที่มีชื่อเสียงมีความยาว 300 เมตร ชุมชนบ้านแพมบกได้สร้างสะพานไม้ไผ่ "โขคุโสะ" ที่ยาวถึง 800 เมตร (รวมเส้นทางกว่า 1 กม.) เพื่อสร้างความ "Amazing" และเบี่ยงเบนความสนใจของนักท่องเที่ยวจากปายให้เข้ามาสู่พื้นที่

การป้องกันอัตลักษณ์จาก "นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำ" เดิมมีปัญหานักท่องเที่ยวบางกลุ่มเข้ามาทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ชุมชนจึงนิยามพื้นที่นี้ใหม่ว่าเป็น "ทางเดินสู่สวรรค์" (Path to Heaven) พร้อมใช้มาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมชาวต่างชาติ 30 บาท เพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยว

ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ รายได้จากค่าธรรมเนียมถูกเปลี่ยนเป็น "กองกลางหมู่บ้าน" สร้างทุนหมุนเวียนได้ถึงหลักหมื่นบาทต่อวันในฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งนำไปใช้เยียวยาเกษตรกรในช่วงหน้าแล้งและซ่อมแซมสาธารณูปโภค

 

 

นวัตกรรมการออกแบบและการเปลี่ยนโฉม กรณีเครื่องเงินบ้านละอูบ



โมเดลการฝังตัวเพื่อพัฒนา (Immersion Model) ความสำเร็จเกิดจากการที่นักออกแบบ ลงไปใช้ชีวิตในหมู่บ้านนานถึง 4 เดือน เพื่อดึงจิตวิญญาณของชาวละว้าออกมาเป็นลวดลาย "งูเหลือม" (บรรพบุรุษ) และ "ไก่ฟ้า" (ความงามมงคล)

Living Architecture จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็น "สลัมดอย" เนื่องจากบ้านเรือนตั้งเบียดเสียดบนสันเขา ยุทธศาสตร์นี้ได้เปลี่ยนจุดด้อยให้กลายเป็นความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรม จนได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 10 หมู่บ้านท่องเที่ยวดีเด่นของประเทศ


ตรรกะแห่งความยืดหยุ่น (Strategic Resilience): กรณีห้วยห้อมและบ้านดง

ตรรกะ 1 ต่อ 1,000 บทเรียนสำคัญจากในหลวง ร.9 เมื่อครั้งเริ่มปลูกกาแฟแล้วตายไป 9 จาก 10 ต้น ทัศนคติเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งต่อมาคือ "ถ้า 1 ต้นรอด 1,000 ต้นก็ต้องรอดได้" นี่คือการสร้างความหวังที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง

Legacy Asset กาแฟอาราบิก้าใต้ร่มไม้ใหญ่มีอายุเก็บเกี่ยวได้ 60-100 ปี คือการลงทุนระยะยาวที่สร้างรายได้ (Fair Trade กิโลกรัมละ 125-130 บาท) ควบคู่ไปกับการรักษาป่าต้นน้ำอย่างถาวร

 


กลยุทธ์การขับเคลื่อนประชาสังคมและนวัตกรรมทางสังคม

การพัฒนาที่จะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนทัศนคติของทั้ง "ผู้นำ" และ "เครือข่าย"

การถอด "หมวกด็อกเตอร์" (Removing the Doctor's Hat) นักพัฒนาต้องเข้าหาชุมชนด้วยความอ่อนน้อม ในฐานะ "นักสร้างโอกาส" ที่เข้าไปขอความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน ใช้หลักการ "จับมือทำ นำทางเดิน" แทนการสั่งการจากหอคอยงาช้าง

ประชาสังคม "พวกกล้าตาย" (Brave Souls) การขับเคลื่อนต้องสร้างกลุ่มผู้นำตามธรรมชาติที่เป็นตัวแทนในการเจรจาต่อรองและปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม มากกว่าความสัมพันธ์เชิงสายเลือดเพียงอย่างเดียว

นวัตกรรมเพื่อการระดมทุน (Strategic Funding Tool) การจัดทำ e-Book อัตลักษณ์ท้องถิ่น ไม่ใช่แค่การบันทึกข้อมูล แต่คือการสร้าง "เครื่องมือเชิงนวัตกรรม" เพื่อเข้าถึงแหล่งงบประมาณจากหน่วยงานระดับชาติ เช่น NIA ผ่าน 3 ขั้นตอน ถอดองค์ความรู้ปราชญ์ -> สร้างสื่อดิจิทัล -> บรรจุสู่หลักสูตรท้องถิ่น

 

 
สะพานไม้ไผ่ "โขคุโสะ"

 

ความยั่งยืนที่เคลื่อนไหว

ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่มีอยู่จริงในรูปแบบที่หยุดนิ่ง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเสมอ ชุมชนจึงต้องสร้าง "จุดเช็คอินใหม่" จากรากฐานเดิมอย่างต่อเนื่อง 



ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Actionable Recommendations)

1. การศึกษาฐานอัตลักษณ์ บรรจุวิชาภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าสู่หลักสูตรโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อสร้างความภูมิใจในตัวตนและยึดเหนี่ยวคนรุ่นใหม่ไว้กับชุมชน

2. Tracking Tourism (ตามรอยมิตรภาพ) พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ เช่น เรื่องราวของ "อังศุมาลิน" และทหารญี่ปุ่นในแม่ลาน้อย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากญี่ปุ่นที่ต้องการสัมผัสมิตรภาพข้ามพรมแดน

3. เศรษฐกิจป่าไม้มีค่า ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงใต้ร่มไม้ (Forest-Friendly Economy) เพื่อเปลี่ยนภูเขาหัวโล้นให้กลายเป็นพื้นที่สร้างรายได้ระยะยาว 100 ปี

ท้ายที่สุด "ความภูมิใจในตัวตน" (Identity Pride) คือรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุด เมื่อชุมชนรู้จักตนเองและรักในรากเหง้าของตน ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจจะติดตามมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ และนั่นคือความหมายที่แท้จริงของการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

 

ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

การจัดการท่องเที่ยว อัตลักษณ์ วัฒนธรรม เชื่อมร้อยนิเวศชุมชน ตอน 1
การจัดการท่องเที่ยว อัตลักษณ์ วัฒนธรรม เชื่อมร้อยนิเวศชุมชน ตอน 2

 

หมายเหตุ: เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ รศ.ดร.สัญญา สะสอง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในหัวข้อเรื่อง การจัดการท่องเที่ยว อัตลักษณ์ วัฒนธรรม เชื่อมร้อยนิเวศชุมชน จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.32 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ  รศ.ดร.สัญญา สะสอง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม