หุ้นบุริมสิทธิ - Preferred Stock คืออะไร | มือใหม่...ลงทุนในหุ้น - Stock Invesment


หุ้นบุริมสิทธิ - Preferred Stock  คืออะไร 


     หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) คือ หุ้นที่มีสิทธิเหนือกว่าหุ้นสามัญทั่วไป ที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าของ... เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิเป็นกำหนดอัตราตายตัวไว้ล่วงหน้า และถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัทแม้ว่าบริษัทไม่จ่ายเงินปันผลในปีที่ไม่มีกำไรก็ตาม...



    หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน คล้ายกับหุ้นสามัญ เพียงแต่ว่าไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหาร มีข้อแตกต่างจากหุ้นสามัญคือ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ... หุ้นบุริมสิทธิบนกระดานหุ้นสังเกตได้จากสัญลักษณ์ -P ท้ายอักษรย่อ ของหุ้นสามัญ ทั้งนี้ หุ้นบุริมสิทธิ มีเพื่อให้สิทธิกลุ่มทุนเพื่อตอบแทนที่ช่วยเหลือกิจการตอนสถานการณ์คับขันหรือเกิด วิกฤต หุ้นบุริมสิทธิจึงมีสิทธิได้เงินปันผลแม้ในปีที่กิจการไม่จ่ายปันผลก็ตาม... สมมุติว่ากิจการสามารถทำกำไรได้ 500 ล้านบาท แต่ยังไม่จ่ายปันผลเพราะจะต้องการนำกำไรไปลงทุนขยายกิจการต่อ ผู้ที่ถือหุ้นสามัญจึงไม่ได้รับเงินปันผล แต่หุ้นบุริมสิทธิได้รับเงินปันผลเหมือนเดิมเพราะเงินปันผลของผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะมีการกำหนดอัตราไว้ล่วงหน้า นี้คือสิ่งที่หุ้นบุริมสิทธิเหนือกว่าหุ้นสามัญนั่นเอง... หุ้นบุริมสิทธิ จะไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม กล่าวคือ "หุ้นบุริมสิทธิได้เงินปันผล แต่ ห้ามออกเสียงในที่ประชุม"  เพราะสมมุติว่าหากให้มีการเข้าร่วมประชุมอาจจะมีความวุ่นวายตามมาในเรื่องการเข้าแทรกแซงการบริกหารการจัดการ หรือยึดอำนาจบริหารในกิจการของบริษทได้ ...



ทั้งนี้หุ้นบุริมสิทธิยังแบ่งออกคร่าวๆได้เป็น...

1- หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม (Cumulative Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิชนิดที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลในปีที่ไม่ได้ประกาศจ่ายเงินปันผล
2- หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม (Non – Cumulative Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิชนิดที่หากปีใดไม่ได้จ่ายเงินปันผล จะไม่สามารถยกยอดไปจ่ายในปีถัดไป
3- หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ (Participating Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิที่ผู้ถือห้นมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลร่วมกับผู้ถือหุ้นสามัญอีก หลังจากที่ได้รับเงินปันผลในอัตราที่กำหนดแล้ว
4- หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่ร่วมรับ (Non – Participating Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิที่ได้รับเงินปันผลตามอัตราที่กำหนดเท่านั้น



    ข้อดีการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)  คือจะมีความคล่องตัวและความยืดหยุ่น ไม่มีกำหนดเวลาไถ่ถอนคืนอีกทั้งหุ้นบุริมสิทธิถือเป็นส่วนของเจ้าของ ดังนั้น การออกหุ้นบุริมสิทธิจึงยังทำให้บริษัทรักษาฐานะและอำนาจไว้ได้... ถ้ามีความจำเป็นต้องจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมในอนาคต การออกหุ้นบุริมสิทธิ ทำให้กิจการอาจไม่จำเป็นต้องออกหุ้นสามัญอีก ดังนั้น จึงไม่กระทบกระเทือนต่อราคาหุ้นสามัญ และการออกหุ้นบุริมสิทธิไม่ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน ทำให้กิจการสามารถนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ไปค้ำประกันหนี้ชนิดอื่นได้....


.
    ข้อเสียการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) คือจะต้องจ่ายเงินปันผลให้กับหุ้นบุริมสิทธิสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้  เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่นำไปหักภาษีในการคำนวณหากำไรสุทธิ  เงินปันผลของผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะมีการกำหนดอัตราไว้ล่วงหน้า... ปัจจุบันความนิยมลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิมีน้อย เนื่องจากข้อเสียเปรียบบางประการสำหรับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ เช่น ไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหารงาน เป็นต้น...


เรามาสรุปกันแบบให้เข้าใจง่ายๆกันดีกว่านะครับว่า หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) คือ อะไร?

1-  หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนจากประชาชน

2-  ผู้ถือตราสาร  หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจจการ

3-  ผู้ถือตราสาร หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)  ไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม

4- สิทธิพิเศษของ หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) ได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อน ผู้ถือหุ้นสามัญ ในกรณีบริษัทเลิกกิจการ

5- ผลตอบแทน หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) คือ จ่ายเงินปันผลในอัตราที่แน่นอน (Fixed)

6- หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) บนกระดานหุ้นสังเกตได้จากสัญลักษณ์ -P ท้ายอักษรย่อ ของหุ้นสามัญ

สุดท้ายนี้เราคงเข้าใจกันแล้วนะครับว่าในเรื่องหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร ปัจจุบัน หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)  ไม่เป็นที่นิยมนัก เมื่อเทียบกับหุ้นสามัญทั่วไป แต่ผู้ที่สนใจที่จะเป็นนักลงทุนก็ยังมีความจำเป็นที่เราจะต้องเข้าใจธุรกิจก่อนที่เราคิดจะลงทุนเพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเราเอง สำหรับวันนี้ผมของจบเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ แล้วมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆนะครับ... ^_^ ...

ครูพี่ลี ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger   :
    http://www.dolravee.com/
Facebook :    https://goo.gl/qNF1ak
Youtube  :    https://goo.gl/F6d8A4

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพุธ เวลา 19.00 น. - 21.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" พวกเราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

หุ้นสามัญ... คืออะไร - Common Stock? | มือใหม่...ลงทุนในหุ้น - Stock Invesment


หุ้นสามัญ... คืออะไร

     หุ้นสามัญ  Common Stock  คือหุ้นที่นักลงทุนในตลาดซื้อขายกันอยู่ วัตถุประสงค์คือ เพื่อระดมเงินทุนจากประชาชน  เรามักจะเรียกกันว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ บริษัท และมีจำนวน มากกว่า 80% ของหุ้นในตลาดทั้งหมด ...



     ผู้ถือครองหุ้นสามัญมีสิทธิเข้าประชุมและออกคะแนนเสียงในที่ประชุม และร่วมพิจารณาตัดสินใจปัญหาสำคัญต่าง ๆ ทั้งนี้ยังได้มีสิทธิในการได้รับ เงินปันผล หรือประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ ตามที่ประชุมของผู้ถือหุ้นอนุมัติ อย่างไรก็ตาม ผู้ถือหุ้นสามัญจะเป็นผู้มีสิทธิ์ในลำดับสุดท้าย ในการได้รับส่วนที่เหลือจากการลงทุน นั้นหมายถึงเราจะได้รับแบ่ง ทรัพย์สินคืนตามสัดส่วนของหุ้นสามัญ ซึ่งเป็นภายหลังจากที่ได้ชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้รวมไปถึงผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจนครบถ้วนแล้ว  หุ้นสามัญไม่มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนคืน และจะสลายตัวไปเอง เมื่อบริษัทเลิกล้มกิจการ สิทธิผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นสามัญได้รับก็คือ ได้ส่วนต่างราคา ในกรณีมีการชื้อขายหุ้น กรณีที่มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น  สิทธิประโยชน์อีกอย่างก็คือ เงินปันผล (Dividend) จากกำไรของบริษัทตามอัตราที่ประชุม ใหญ่ผู้ ถือหุ้นอนุมัติ ซึ่งจะได้รับหลังจากที่จ่ายปันผลให้แก่หุ้นบุริมสิทธิไปก่อนแล้ว อาจมีผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ จึงจัดได้ว่าผู้ถือหุ้นสามัญจะเป็นผู้มีสิทธิ์ในลำดับสุดท้ายของการได้รับส่วนที่เหลือจาก การลงทุน นั้นเอง....สรุปง่ายๆก็คือ


 

หุ้นสามัญ  Common Stock คือ

1- วัตถุประสงค์ เพื่อระดมเงินทุนจากประชาชน
2- ผู้ถือตราสารหุ้น มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการ
3- ผลตอบแทนจากการถือหุ้น
- ได้ส่วนต่างราคา
- ได้รับเงินปันผล
4- สิทธิในการลงคะแนนเสียง ออกเสียงตามสัดส่วนของจำนวนหุ้นที่ถืออยุ่ และร่วมตัดสินใจในที่ประชุม เช่น
- การเพิ่มทุนจดทะเบียน
- การจ่ายเงินปันผล
- กาารควบรวมกิจการ




     มาถึงตรงนี้เราอาจจะสงสัยกันว่า ตัวย่อหลังชื่อหุ้นนั้นหมายถึงอะไร ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หุ้นสามัญที่จดทะเบียนจะมีชื่อย่อ เช่น ABC แทนชื่อ บริษัทที่จดทะเบียนเป็นต้น หุ้นประเภทอื่นที่มีการ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะมีเครื่องหมาย -(ขีด) ต่อจากชื่อย่อ แล้วตามด้วยประเภทของตราสารทุน เช่น
    -W คือใบสำคัญแสดงสิทธิ์ (วอแรนต์) บริษัทเป็นผู้ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ์เอง
    -F คือหุ้นสามัญ สำหรับชาวต่างชาติ
    -P คือหุ้นบุริมสิทธิ์
    -Q คือหุ้นบุริมสิทธิ์ สำหรับชาวต่างชาติ
   -C คือใบสำคัญแสดงสิทธิ์ที่จะซื้อหุ้นสามัญ ที่ออกโดยบุคคลที่สาม ที่ผ่านมาบุคคลที่ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ์ดังกล่าว คือกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน



การจำแนก ประเภทของหุ้นสามัญแบ่งตามกลุ่มการลงทุน
- Blue-chip stock เป็นหุ้นที่ออกโดยบริษัทขนาดใหญ่ ไม่มีหนี้สินใหม่ โดยทั่วไปราคาของหุ้นบลูชิปจะมีราคาสูง ทำให้อัตราผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับต่ำ ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักการลงทุน high  risk, high return
- Income stock หุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด
- Growth stock หุ้นที่ออกโดยบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรสูงกว่าบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
- Cyclical stock หุ้นของบริษัทที่มีการขยายตัว หุ้นแบบวัฏจักร หดตัวตามวงจรของเศรษฐกิจ
- Defensive stock หุ้นที่มีการเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับตลาด
- Large-cap stock หุ้นที่ออกโดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูงมากกว่า 4,400 ล้านบาท เช่น หุ้นในกลุ่ม SET50 index
-  Midcap stock หุ้นที่มีมูลค่าตลาดอยู่ระดับกลางระหว่าง 540 -4,400 ล้านบาท
-  Small-cap stock หุ้นที่มีมูลค่าตลาดต่ำกว่า 540 ล้านบาท

      หุ้นสามัญ จะเป็นหุ้นที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน จึงทำให้บริษัทมีความคล่องตัว ไม่ต้องจัดสรรเงินทุนจำนวนหนึ่งเพื่อไถ่ถอน อีกทั้งจำหน่ายซื้อขายง่าย เพราะมีอัตราตอบแทนสูงกว่าหุ้นบุริมสิทธิ และหุ้นกู้  และ เงินปันผล คงจะพอเข้าใจกันแล้วนะครับว่าแท้ที่จริงแล้วหุ้นสามัญ คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร สำหรับวันนี้ขอจบเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ แล้วมาพบกันใหม่ในบทความ ต่อๆไปนะครับ .... ^_^ …

Article by : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger : http://www.dolravee.com/
Facebook : https://goo.gl/qNF1ak
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4



ตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหุ้น และ หุ้น คืออะไร - Stock market and share | มือใหม่...ลงทุนในหุ้น - Stock Invesment


ตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหุ้น และ หุ้น คืออะไร

     หุ้น.....คืออะไร หลายคนอาจจะเพียงได้ยินผ่านๆ หรือบางคนอาจมีความสนใจที่จะเข้าลงทุนในหุ้น แต่การลงทุนในหุ้นแท้จริงแล้ว มันไม่ไช่ การเสี่ยงดวง.... เพราะฉะนั้น มีความจำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องศึกษาหาความรู้ตลลอดเวลา ปัจจุบัน เมื่อพูดถึงหุ้น คงจะไม่มีใครที่ไม่รุ้จัก...  หุ้นเป็นสินค้าตัวหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ ที่เรียกโดยรวมว่า ตราสารประเภทหุ้นทุน ซึ่งหุ้นก็คือ ส่วนที่ลงทุนเท่ากันในการค้าขาย...


     ตราสารหุ้นที่นัลงทุนส่วนใหญ่ซื้อขายกันอยู่ จะออกโดยบริษัทมหาชนจำกัดที่ต้องการระดมทุนจากประชาชน เพื่อให้เราได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในธุรกิจนั้นๆ และมีการซื้อขายกันผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือที่เราเรียกกันว่า ตลาดหุ้นนั้นเอง...


     ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือ สถานที่ที่เราเอาเอกสารสิทธิ์ความเป็นเจ้าของมาซื้อขายกัน...ความเป็นเจ้าของกิจการก็คือ...เมื่อเราซื้อหุ้นมาแล้วเท่ากับว่าเราคือเจ้าของกิจการคนหนึ่ง สิ่งที่เราจะได้รับจากการเป็นเจ้าของกิจการคือ

1- เงินปันผล (Dividend)  คือกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทที่ปันผลกำไรประจำปีนั้นๆ ซึ่งจะจ่าย ตามเงื่อนไขของบริษัทจดทะเบียนนั้นๆ

2- กำไรจากส่วนต่างของราคา (Capital Gain)  คือการซื้อหุ้นถูกแล้วนำมาขายแพง จะได้ส่วนต่างกำไรหรือที่นักลงทุนมักเรียกกันว่า...เล่นหุ้นนั้นเอง

3- สิทธิในการจองซื้อหุ้นออกใหม่ (Subscription Right)
ในกรณีที่บริษัทออกหุ้นเพิ่มทุน บริษัทจะให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นเดิมในการซื้อขายหุ้นที่ออกใหม่ได้ก่อนบุคลลทั่วไปในราคาที่กำหนด เพื่อให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นเดิม ไม่ให้ความเป็นเจ้าของและอำนาจควบคุมกิจการลดลงเมื่อมีหุ้นออกมาซื้อขายกันและมีจำนวนหุ้นที่มากขึ้นนั้นเอง...

4-สิทธิความเป็นเจ้าของกิจการ (Ringts) คือสิทธิในการเข้าร่วมประชุมและมีสิทธิการออกเสียง และซักถามข้อสงสัย ต่างๆ ในสถานะที่เราคือเจ้าของกิจการคนหนึ่ง ตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของหรือจำนวนหุ้นที่เราถือครองอยู่... อาทิเช่น การเพิ่มทุน  การจ่ายเงินปันผล   การควบรวมกิจการ เป็นต้น...


     

     ตลาดหุ้นแท้ที่จริงแล้ว...ก็คือตลาดทุนนั้นเอง... ซึ่งตลาดทุนจะเป็นส่วนหนึ่งของตลาดทางการเงิน (Financial Market) ซึ่งเราสามาถแยก ตลาดทางการเงินและหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญ ออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ


1- ตลาดเงิน (Money Market) หน่วยงานที่มีบทบาทในการทำธุรกรรมในตลาดเงินมากที่สุดคือ สถาบันการเงิน วัตถุประสงค์หลักของตลาดเงิน คือ เป็นการหมุนเวียนเงินทุนระยะสั้น เช่น รักษาสภาพคล่องของธุรกิจ  เป็นต้น...

2- ตลาดทุน (Capital Market) หน่วยงานที่มีบทบาทในการทำธุรกรรมในตลาดทุนมากที่สุดคือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วัตถุประสงค์หลักของตลาดทุน คือ เป็นแหล่งระดมเงินทุนระยะยาวใช้ในการลงทุนระยะยาว เช่น การลงทุนในซื้อพันธบัตรรัฐบาล การซื้อหุ้นกู้ หุ้นบุริมสิทธิ หน่วยลงทุนกองทุนรวม ใบสำคัญแสดงสิทธิ และ ซื้อขายหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียน  เป็นต้น...

     

ทั้งนี้ตลาดทุน (Capital Market)
ยังสามารถแบ่งแยกย่อยออกเป็น 2 ประเภท คือ


1- ตลาดแรก คือ ตลาดสำหรับหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ โดยผู้ที่ต้องการเงินทุนจะระดมทุนจากผู้ลงทุนโดยตรงด้วยการออกและเสนอขายหลักทรัพย์โดยหลักทรัพย์อาจเป็นในรูปของตราสารหนี้ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หรือตราสารทุน เช่น หุ้นสามัญ เป็นต้น

2- ตลาดรอง คือ ตลาดสำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ได้ผ่านการเสนอขายในตลาดแรกมาแล้วนั้นเอง... ตลาดรองในประเทศไทยที่เรารู้จักกันดี ก็คือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่นักลงทุนจะต้องซื้อขายตราสารหลักทรัพย์ โดยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แห่งนี้.... ปัจจุบันมีตลาดรองอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย คือ ตลาด Market for Alternative Investment หรือที่เรียกกันสั่นๆว่าตลาด MAI นักลงทุนมักจะเรียกในวงการตลาดหุ้นว่าตลาดใหม่ ... ตลาด MAI นี้เป็นตลาดที่เปิดขึ้นมาให้กับบริษัทขนดเล็กเข้ามาจดทะเบียนเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ โดย มีเงื่อนไขที่เข้าจดทะเบียนที่ง่ายกว่า และทุนจดทะเบียนที่น้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้นเอง...


   องค์ประกอบและหน้าที่สำคัญของตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องมีและขาดไม่ได้เลยคือ

1- การวิเคราะห์ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือที่เราเรียกกันสั่นๆ ว่า SET INDEX นั่นเอง
2- โบรกเกอร์ หรือที่เราเรียกว่า นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ในแต่ละวันจะมีบทวิเคราะห์และมีเจ้าหน้าที่การตลาดคอยดูแลให้คำปรึกษาเราตลอดทุกครั้งที่เราต้องการ เราสามารถเลือกเปิดบัญชีกับโบรกไหนก็ได้ตามความพึงพอใจของเรา
3- ต้องมีตัวสินค้า นั้นคือ หลักทรัพย์จดทะเบียน
4- ที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือผู้ลงทุน Invester ซึ่งแบ่งออกได้เป็น

  • นักลงทุนสถาบันในประเทศ

  • นักลงทุนต่างประเทศ

  • นักลงทุนทั่วไป หรือนักลงทุนรายย่อย นั้นเอง...


     เราคงจะมองเห็นภาพกันแล้วนะครับว่า หลักการของตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหุ้น และ หุ้น  ทำไมเราจะต้องซื้อขายกัน และหุ้นมีบทบาทลำดับขั้นตอนความเป็นมาของหุ้นที่เราซี้อขายกันอย่างไร แท้จริงแล้วการลงทุน ในโลกของทุนนิยมแบบนี้...ถึงแม้จะมีความเสี่ยง...แต่การลงทุนก็ยังเป็นคำตอบเดียวในปัจจุบันที่จะทำให้เรามั่งคั่งเพิ่มขึ้น...ยังทำให้ระบบเศรฐกิจมีการขับเคลื่อนไปข้างหน้า...เป็นตัวชีวัดระบบเศรฐกิจระดับประเทศ และ เศรฐกิจโลกในระดับมหภาคได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างไรการลงทุนก็มีความเสี่ยง "High Risk High Expected Return" ถ้าเราต้องการผลตอบแทนและความมั่งคั่งที่สูง... เราต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน และนี่คือธรรมชาติของการลงทุนที่เราอาจหลีกหนีไม่พ้น นั้นเอง ... สุดท้ายนี้ขอให้ประสบความสำเร็จกับการก้าวสู่โลกแห่งนักลงทุนกันนะครับ...^_^

ครูพี่ลี ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger   :
    http://www.dolravee.com/
Facebook :    https://goo.gl/qNF1ak
Youtube  :    https://goo.gl/F6d8A4

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ

  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพุธ เวลา 19.00 น. - 21.00 น. และ

  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" พวกเราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

3 ข้อดีของการลงทุนในหุ้น แบบชิวๆ - Stock Invesment


3 ข้อดีของการลงทุนในหุ้น แบบชิวๆ

ในยุคปัจจุบันนี้เมื่อกล่าวถึงหุ้นคงไม่มีใครไม่รู้จักเพราะทุกวันนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลและมีการรณรงค์ในการลงทุนกันอย่างแพร่หลาย...หุ้นสามัญเป็นทางลัดสู่ความมั่งคั่งอย่างที่เค้าวากันจริงหรือ!...วันนี้ผมจะมาอธิบายข้อดีของการลงทุนในหุ้นสามัญแบบเข้าใจง่ายๆมาฝากกันนะครับ...

1.    หุ้นสามัญมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้เราได้สูงทั้งเงินปันผล ส่วนต่างราคา และ สิทธิในการตรวจสอบบริษัท ออกเสียงในฐานะที่เราคือหนึ่งในเจ้าของบริษัท.....หมายถึงการลงทุนในหุ้นสามัญที่จะสร้างผลตอบแทนทางด้านเงินปันผลและส่วนต่างราคาที่มีอัตรากำไรในราคาสูงที่สร้างความมั่งคั่งให้กับนักลงทุนอยางมากมาย... คือการลงทุนแบบลงทุนในระยะยาว...เพราะการลงทุนในหุ้นในระยะยาวจะเป็นการลงทุนที่สร้างความมั่งคั่งให้เราอย่างยั้งยืน จากข้อมูลสถิติ การวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังจากหลายๆสำนักพบว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างมั่งคั่งคือการลงทุนในหุ้นที่ดี และเป็นการลงทุนในระยะยาว มากว่า 10 ปีขึ้นไป จะทำให้ได้กำไรมากกว่าการขาดทุน หากเราถือหุ้นไว้นานถึง 25 ปี เราแทบจะไม่มีโอกาสในการขาดทุนเลยนั้นคือโอกาสในการสร้างกำไรจากการลงทุนอย่างมากมาย... แต่ต้องเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี และเป็นหุ้นที่ดีนั้นเอง…

2.    หุ้นสามัญทำให้เราได้เงินปันผลที่มากกว่าอัตรเงินเฟ้อและ อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ในปัจจุบัน พูดง่ายๆเงินเฟ้อก็คือเงินที่เรามีมันด่อยค่าลงไปเรื่อยๆ ค่าของเงินลดลง   เป็นเหตุให้เงินจำนวนเดียวกันนี้ ไม่สามารถจะซื้อสินค้าและบริการจำนวนเดียวกันได้ เมื่อเวลาล่วงเลยไป ยกตัวอย่างกันง่ายๆกันเลยดีกว่า เช่น ราคาน้ำมันในอดีตเคยอยู่ที่ 20 บาทต่อลิตร แล้วเราเคยเติมน้ำมัน 10 ลิตร จะใช้เงิน 200 บาท แต่ปัจจุบัน ราคาน้ำมันได้กลายเป็น 40 บาทต่อลิตร หากเราใช้เงินเท่าเดิมคือ 200 บาท เราจะเติมน้ำมันได้เพียง 5 ลิตร ไม่ใช่ 10 ลิตรแบบที่เคยเติมได้ นั้นก็หมายความว่า การเกิดภาวะเงินเฟ้อ จะทำให้เงินจำนวนเงินเท่าเดิมที่เราถืออยู่มีค่าลดลง หรือด่อยค่าลงนั้นเอง และยิ่งกว่านั้นหากเรานำเงินไปฝากธนาคารดอกเบี้นเงินฝากยังต่ำกว่าอัตาเงินเฟ้อในปัจจุบันอีก นั้นหมายความว่า เราจะจนลงเรื่อยๆนั้นเอง เพราฉะนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงหันมาลงทุนในตลาดหุ้นเพราะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารนั้นเอง... ซึ่งการปันผล Dividend Yield ของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 3.5- 10 เปอร์เซ็นเลยทีเดียว อีกทั้ง มากกว่า 50 เปอร์เซ็นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทที่จ่ายเงินปันผล และที่สำคัญเงินปันผลเราสามารถนำไปเครดิตภาษีได้อีกด้วย...

3.    การลงทุนในหุ้นคือเราได้เข้าไปเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆโดยที่เราไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่...แน่นอนว่าเราทุกๆคนมีความไฝฝันว่าอยากมีธุรกิจของตนเอง แต่ในโลกปัจจุบันการค้าแบบเสรีทำให้เราต้องแข่งขัน กันอย่างบ้าคลั่งหากเรามัวแต่สร้างธุรกิจของตนเองเราจะต้องเจอแรงกดดันการแข่งขันที่สูงโดยเฉพาะการแข่งขันกับบริษัทยักใหญ่ที่มีทุนหนาและอยู่มานานซึ่งเราแทบจะไปแย่งส่วนแบ่งการตลาดเค้าไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นทางออกคนอยากมีธุรกิจแบบเราๆก็คือเข้าไปซื้อหุ้นสามัญบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพราะถ้าเราซื้อหุ้นเพียงหนึ่งหุ้น เราก็มีสิทมีเสียงตามสิทธผู้ถือหุ้น...เราก็คือเจ้าของบริษัทนั้นเอง โดยที่เราไม่ต้องเหนือยที่ต้องสร้างบริษัทขึ้นมาเองและต้องเจออะไรอีกมากมาย เพียงเราเข้าไปซื้อหุ้นเท่ากับเราเป็นเจ้าของและที่สำคัญมีคนบริหารงานแทนเราอีก ถึงเวลาประชุมเราก็เข้าประชุมตามปกติมีสิทออกเสียงตามปกติเพราะเราคือ หนึ่งในเจ้าของบริษัทนั้นเอง เราสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจดีๆโดยที่เราไม่ต้องไปนับหนึ่งเริ่มต้นใหม่เองนั้นเอง...

ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดคงจะเห็นภาพกว้างๆกันแล้วนะครับว่าการลงทุนนอกจากจะเป็นแหล่งสร้างความมั่งคั่งให้แก่เราแล้วยังทำให้ประเทศของเราเกิดระบบเศรฐกิจที่ทีมีเสถีรภาพ มีการจ้างงาน ทำให้ภาพรวมระบบเศรฐกิจในระดับมหภาคแข็มแข็งขึ้น ทั้งหมดนี้คงจะเป็นขอมูลส่วนหนึ่งในการตัดสินใจในการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งของทุกๆท่านกันได้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไปนะครับ  ^_^

Article by : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger : http://www.dolravee.com/
Facebook : https://goo.gl/qNF1ak
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4

    Gold vs FED ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หนึ่งในปัจจัยกำหนดราคาทองคำ ขึ้น-ลง | ลงทุนในทองคำ - Gold Investment


    หากเราต้องการรู้สาเหตุปัจจัยผลกระทบต่อราคาทองคำต้อง ดูจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของโลกว่าแต่ละประเทศ แต่ละกลุ่มทวีป มีสภาวะเศรษฐกิจอย่างไร ฟื้นตัว ขยายตัว หดตัว หรือ ตกต่ำเกิดวิกฤติ โดยการวิเคราะห์ทองคำเราจะเน้นไปที่ สหรัฐอเมริกาเป็นหลัก รองลงมาจะเป็นในกลุ่มของยูโรโซน จีน และ อินเดีย แน่นอนหากเราต้องการรู้ผลกระทบต่อราคาทองคำทุกคนต้องมุ่งไปที่ เฟด (FED)  หรือ ธนาคารกลางสหรัฐ หนึ่งในบทบาทสำคัญในผลกระทบต่อราคาทองคำขึ้นและลง

    เรามาทำความรู้จักธนาคารกลางสหรัฐกันดีกว่า Federal Reserve หรือที่เรามักเรียกกันว่า "เฟด (FED)  " เป็นธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาก่อตั้งขึ้นโดยสภาคองเกรสใน ปี พ. ศ. 2456 (Congress created the Fed in 1913) เพื่อช่วยส่งเสริมระบบการเงินที่มั่นคงสำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา

    เฟด (FED)  ประกอบด้วยคณะกรรมการผู้ว่าการรัฐวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมีสมาชิกเจ็ดคนรวมทั้งประธานและรองประธาน สมาชิกทุกคนในคณะกรรมการได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีสหรัฐและได้รับการรับรองจากวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา

    ทั้งนี้ เฟด (FED)   ยังมี 12 ธนาคารกลางของรัฐบาลกลางที่ตั้งอยู่ในแต่ละ เมืองทั่วประเทศ เพื่อเป็นธนาคารสำรองเป็นฐานปฏิบัติการของธนาคารกลางและรวบรวมข้อมูลทางเศรษฐกิจจากทั่วประเทศเพื่อช่วยให้ เฟด (FED)  สามารถตรวจสอบเศรษฐกิจและรับรู้ข้อมูลที่หลากหลายซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาและใช้นโยบายการเงินของสหรัฐฯที่มีประสิทธิภาพ

    ปัจจุบัน เฟด (FED)  ปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญหลายอย่างโดยมีเป้าหมายสูงสุดในการส่งเสริมเศรษฐกิจที่เข้มแข็งของสหรัฐฯ หนึ่งในหน้าที่ที่เป็นที่รู้จักมากขึ้นของ เฟด (FED)  คือการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับที่มีอิทธิพลต่ออัตราดอกเบี้ยและความพร้อมของเงินและเครดิตในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐ สภาคองเกรสได้มอบหมายให้เฟดใช้นโยบายการเงินที่ส่งเสริมการให้เกิดการจ้างงานให้มากที่สุดและมีความมั่นคงนั้นหมายความว่า ถ้าประเทศไหนมีคนทำงานเยอะๆ ประเทศก็จะมั่งคั่งขึ้น การจ้างงานเลยเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในระบบเศรษฐกิจ กลุ่มของตัวเลขอัตราว่างงานนั้นจะประกอบด้วย

    • Non-farm payroll  การจ้างงานนอกภาคเกษตร ออกในทุกวันศุกร์แรกของแต่ละเดือน
    • Unemployment rate อัตราว่างงาน ออกพร้อมกับตัวเลขชุดการจ้างงานนอกภาคเกษตร
    • Unemployment claims จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ จะออกทุกวันพฤหัสทุปสัปดาห์
    ข่าวทั้งสามข่าวนี้เป็นตัวหลักที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกัน โดยจะหนักไปที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่มักจะทำให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงในแต่ละระดับการจ้างงานเพื่อให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้นและมีเสถียรภาพเพื่อส่งเสริมการขยายตัวเติบโตสำหรับภาคครัวเรือนและธุรกิจ ในการวางแผนสำหรับอนาคต

    ทั้งนี้ในการตัดสินใจนโยบายการเงินที่ เฟด (FED)  ทำโดยคณะกรรมการตลาดกลางสหรัฐซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้ว่าการและประธานาธิบดีทั้งหมดเจ็ดคนจากธนาคารสำรอง คณะกรรมการชุดนี้ได้ประชุมกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินเงื่อนไขนอกเหนือจากการดำเนินนโยบายการเงินแล้ว

    ธนาคารกลางสหรัฐฯยังช่วยกำกับดูแลและควบคุมธนาคารของประเทศและสนับสนุนการสร้างระบบการเงินที่มั่นคงสำหรับผู้บริโภคในชุมชนและกลุ่มธุรกิจ

    เฟด (FED)  ยังทำงานร่วมกับชุมชนองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรและหน่วยงานอื่น ๆ ทั่วประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เท่าเทียมกันและเพื่อความก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน

    เฟด (FED)  ยังส่งเสริมความมั่นคงในระบบการเงินเนื่องจากความไม่มั่นคงในระบบการเงินอาจเป็นภัยคุกคามอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและชุมชนในวงกว้างประเทศ เฟด(FED) ยังทำหน้าที่เป็นธนาคารเชื่อมโยงธนาคารอื่นด้วยการหักล้างเช็คทำให้การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์และอื่นๆ

    Federal Reserve System เป็นธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ทำหน้าที่ทั่วไป 5 ประการเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
    1. ดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเพื่อส่งเสริมการจ้างงานสูงสุดให้ผลตอบแทนที่มั่นคงและอัตราดอกเบี้ยระยะปานกลางในระบบเศรษฐกิจในสหรัฐฯ
    2. ส่งเสริมเสถียรภาพของระบบการเงินและพยายามลดความเสี่ยงโดยผ่านการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมมือกันในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ
    3. ส่งเสริมความปลอดภัยและความถูกต้องของสถาบันการเงินแต่ละแห่งและติดตามผลกระทบต่อระบบการเงินโดยรวม
    4. ส่งเสริมความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบการชำระเงินและการชำระเงินผ่านบริการแก่อุตสาหกรรมการธนาคารและรัฐบาลสหรัฐฯที่อำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมและการชำระเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ
    5. ส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคและการพัฒนาชุมชนโดยการดูแลและตรวจสอบที่เน้นผู้บริโภค โดยการวิจัยและการวิเคราะห์ปัญหาและแนวโน้มของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นใหม่ กิจกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนและการบริหารกฎหมายและข้อบังคับของผู้บริโภค
    จะเห็นได้ว่าระบบการเงินทั้งระบบทั้งหมดจะถูกกำหนดโดย เฟด (FED)  นั้นหมายความว่า ไม่ว่าเฟด (FED)  จะขยับตัวไปทางไหน จะประกาศหรือแถลงข่าวใดๆ ย่อมมีผล ต่อการ แข็งค่า และอ่อนค่าลง ของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ นั้นก็หมายความว่า สกุลเงินทีใหญ่และใช้แลกเปลี่ยนกันทั่วโลกนั้น จะมีผลกระทบต่อราคาทองคำโดยทันที นโยบายของเฟดหลักๆที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำเป็นอย่างมากคือ การประกาศขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ย นโยบายทางด้านปัจจัยที่มีผลต่ออัตตราเงินเฟ้อ ว่าจะเพิ่มหรือจะลดลง ซึ่งหาก เฟด (FED)   มีการปรับลดดอกเบี้ย แน่นอนเงินจะไหลออกไปสู่ประเทศที่มีดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่า ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และราคาทองต้องขยับขึ้นเพราะนักลงทุนหรือบุคคลทั่วๆไปจะนำเงินไปลงทุนในทองคำ ที่ให้ผลตอบแทนและมีความมั่นคงมากกว่า ในทางกลับกัน หากเฟดขึ้นอัตาดอกเบี้ยจะทำให้เงินไหลเข้าสู่พันธบัตร จึงทำไห้เราคาดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ราคาทองคำก็จะถูกลดลง  สรุปง่ายๆก็คือถ้าเฟด (FED)  ประกาศขึ้นตอกเบี้ย ราคาอทองจะลง แต่ถ้า เฟด (FED)  ประกาศลดดอกเบี้ยราคาทองคำก็จะขึ้นนั้นเอง

    ทั้งนี้ เฟด (FED)  ยังมีการวางแผนในหลายๆด้าน และจะมีประกาศข่าวต่างๆออกมาอย่างต่อเนื่อง ผู้ลงทุนทองคำควรติดตามและนำข่าวสารเหล่านี้มาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อเพิ่มความเม่นยำในการลงทุน ข่าวอื่นๆที่นอกเหลือจากข่าวการขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ยและตัวเลขภาวะเงินเฟ้อ และอีกหลายๆข่าวที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำแต่ข่าวที่สำคัญที่ควรติดตามอาทิ
    • Non-farm payroll  การจ้างงานนอกภาคเกษตร 
    • Unemployment rate อัตราว่างงาน ออกพร้อมกับตัวเลขชุดการจ้างงานนอกภาคเกษตร
    • Unemployment claims จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
    ซึ่งข่าวแต่ละข่าวจะมีความสำคัญมากน้อย มีผลกระทบต่อค่าเงิน และทองคำต่างๆกันไป อย่างไรก็อย่าลืมติดตามปฎิทินข่าวเศรษฐกิจ Economic Calendar และวิเคราะห์ภาพรวม กันด้วยนะครับ ....^_^

    หมายเหตุ : เรียนรู้การลงทุนในทองคำ CFD และเข้าร่วมสัมนาออนไลน์ได้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ คลิ้กที่นี่ : https://goo.gl/7iSvr8

    Article by : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
    Bloger : http://www.dolravee.com/
    Facebook : https://goo.gl/qNF1ak
    Youtube : https://goo.gl/F6d8A4
    Twitter : https://goo.gl/4cFV6T
    Google+ :  https://goo.gl/UNkNBr
    ==========================

    Gold VS Dollar ดอลลลาร์สหรัฐฯ หนึ่งในปัจจัยกำหนดราคาทองคำ ขึ้น-ลง | ลงทุนในทองคำ - Gold Investment


    Gold VS Dollar
    ดอลลลาร์สหรัฐฯ หนึ่งในปัจจัยกำหนดราคาทองคำ ขึ้น-ลง

    เมื่อกล่าวถึงค่าเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ คงไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่รู้จักสกุลเงินที่ยิ่งใหญ่ที่ใช้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนเงินตรากันทั่วโลก และที่สำคัญ ค่าเงินดอลลาร์เปรียบเสมือนค่าเงินกลางในการแลกเปลี่ยนเงินตราที่หลายๆ ประเทศต่างให้การยอมรับมากที่สุด เพราะสิ่งนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีผลต่อราคาทองคำเพราะทองคำ เป็นตัวการันตี ค่าเงินและเงินทุนสำรองในแต่ละประเทศ

    ถึงแม้ว่าในบางประเทศจะเลิกใช้ทองคำเป็นทุนสำรองและหันมาถือค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐแทน เนื่องจาก การถือค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจะไดรับดอกเบี้ย และการถือทองคำไม่มีดอกเบี้ยนั้นเอง แต่ถึงอย่างไรราคาทองคำก็ยังอิงกับราคาค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเหมือนเดิมเพราะค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินที่ใหญ่และใช้กันทั้วโลก จึงเป็นสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยทั่วไปราคาทองคำจะเพิ่มขึ้น เมื่อค่าเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง เนื่องจากทั้งเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และทองคำต่างก็เป็นเงินตราที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเหมือนกัน (Currency) ด้วยความที่ค่าเงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักที่มีความน่าเชื่อถือส่งผลให้ราคาทองคำกับค่าเงินดอลลาร์วิ่งสวนทางกันเสมอเปรียบเสมือนเสือสองตัวอยู่ในถ่ำเดียวกันไม่ได้ เมื่อค่าเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ มีสัญญาณอ่อนค่าลง ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ที่ถือครองค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจะกระจายความเสี่ยง โดยแบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น เช่น เงินสกุลอื่นๆ อาทิ ยูโร, เยนญี่ปุ่น สินทรัพย์อื่นๆ เช่น หุ้น  ตราสาร เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้แต่ละประเทศจะหันไปถือครองทองคำเป็นส่วนใหญ่จึงส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นด้วย การที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ย่อมส่งผลดีต่อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สามารถเก็บมูลค่าและพยุงราคาตัวมันเองได้ ไม่เหมือนราคาน้ำมันและสินทรัพย์อื่นๆ ขึ้นแล้วลง เพราะน้ำมันไม่สามารถพยุงตัวมันเองได้ กล่าวง่ายๆคือคุณค่าในตัวมันเองที่ต่างกัน ทองคำมีคุณค่าในตัวมันเองมากกว่าน้ำมัน ทำให้กระแสเงินของแต่ละประเทศต่างไหลเข้าสู่ทองคำส่งผลให้ทองคำมีราคาเพิ่มสูงขึ้น เห็นได้จากการประกาศใช้มาตรการ QE (Quantitative Easing) ที่ผ่านๆมา ส่งผลให้ปริมาณเงินดอลลาร์ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าและลดลงอย่างรวดเร็วในทางกลับกันก็ผลักดันให้ผู้คนหันไปซื้อทองคำมากขึ้น  เพราะการซื้อทองคำเป็นการป้องกันความเสี่ยงในมูลค่าของเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่าลงและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงทั้งนี้นักลงทุนทองคำ ควรติดตามข่าวและประกาศต่างๆ ของ FED ธนาคารกลางสหรัฐ เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุนที่แม่นยำมากขึ้น

    ดูเหมือนว่าทองคำคือสิ่งการันตีความมั่นคงทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดี และป้องกันการผันผวนของค่าเงิน ปัจจุบันประเทศต่างๆจึงเร่งระดมสะสมทองคำกันมากขึ้นเพื่อเป็นทุนสำรองของประเทศ เพราะเมื่อ มูลค่าของเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯด้อยค่า อ่อนค่า ไร้ค่า และผันผวน ขึ้นเมื่อใด ทองคำจะเป็นตัวการันตีความมั่งคั่งของประเทศได้เป็นอย่างดี โดยพิจารณาจาก US Dollar Index ก็ได้ เมื่อเกิดวิกฤต ราคาทองคำโลกจะสูงขึ้นเพราะนักลงทุนจะโยกเงินจากดอลลาร์สหรัฐ เข้ามาซื้อทองคำเพราะเป็นที่พักเงินที่ปลอดภัย ทั้งนี้ด้วยเหตุและผลทั้งปวงทองคำจึงเป็นสิ่งที่เราควรลงทุนจริงไหม๊ครับ ..... ^_^

    6 ข้อดี ของการลงทุนในทองคำ | ลงทุนในทองคำ - Gold Investment

    6 ข้อดี ของการลงทุนในทองคำ

    ทองคำ (อังกฤษ: gold) คือธาตุเคมีชนิดหนึ่งที่มีหมายเลขอะตอม 79 และแทนสัญญาลักษณ์ด้วย AU ที่ได้มาจากภาษาละตินว่า aurum ทองคำยังเป็นธาตุโลหะทรานซิซันสีเหลืองทองมันวาว เนื้ออ่อนนุ่ม อีกทั้งทองคำยังนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านทุนสำรองระหว่างประเทศ ใช้เป็นหลักประกันทางการคงคลังของประเทศ ใช้ค้ำประกันในการผลิตเงินตรา ใช้ทำเครื่องประดับ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ อิเล็กทรอนิกส์ ทันตกรรม และอื่นๆ ทองคำจึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก และยังเป็นที่นิยมนำมาลงทุนเพื่อเสริมความมั่งคั้งทางด้านเพิ่มพูนสินทรัพย์ความมั่งคงกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งผมจะสรุปให้ไว้ 6 ข้อดังนี้นะครับ ^_^

     1 -    ทองคำมีความคงทนอันทรงคุณค่า และมีความเป็นอมตะ ทองคำคือแร่ธาตุที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมีความมันวาว สวยงาม ไม่เป็นสนิม ตีเป็นแผ่นได้ ทองคำบริสุทธิ์ 1 ทรอยออนซ์ สามารถดึงเป็นเส้นลวดยาวได้ถึง 8 กิโลเมตร ไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมี แต่ทำปฏิกิริยากับน้ำประสานทอง มีความเป็นอมตะอันทรงคุณค่า คงทนอยู่ได้ในทุกยุค ทุกสมัย มานับพันๆปี มนุษย์จึงใช้ทองคำเพื่อนำมาแลกเปลี่ยน ลงทุน และรับประกันเงินตราในแต่ละประเทศ

     2 -    ทองคำให้ผลตอบแทนในการลงทุนที่ดีและคุ้มค่าในทุกยุคทุกสมัยจากอดีตที่ผ่านมาเป็นข้อยืนยันได้อย่างหนึ่งว่าทองคำนับวันจะมีราคาแพงสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้นทุนในการผลิตที่เพิ่มขึ้น ความนิยมและนำเข้าทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะ ประเทศอินเดีย ประเทศจีน และ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความต้องการทองคำถึง 40 เปอร์เซ็นของทองคำที่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงทำให้ทองคำมีต้นทุนที่สูงขึ้น ความนิยมที่สูงขึ้น และยังระดมเก็บไว้ใช้ในการรับประกันค่าเงินในแต่ละประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อสร้างเสถีรภาพของประเทศตนเอง มีความผันผวนทางราคาน้อย ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ราคาทองคำวิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ

    3 -    ลดความเสี่ยงทางด้านการลงทุน เพราะทองคำมีความมั่นคงสูง ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนที่น้อยกว่า หุ้น การแลกเปลี่ยนอัตราค่าเงิน และการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ แต่กลับให้ค่ากำไรค่าความตอบแทนที่ดี และยังมีคุณสมบัติโดดเด่น อาทิ มีความมันวาวสีสันสวยงามตามธรรมชาติ มีความคงทนสูง ไม่เป็นสนิม ไม่หมอง ไม่ผุกร่อน ถึงแม้กาลเวลาจะผ่านไปเป็นพันๆปีก็ตาม และไม่มีต้นทุนในการบำรุงรักษา อีกทั้ง ทองคำยังเป็นสิ่งที่หายาก กว่าจะได้ทองคำ 1 ทรอยออนซ์ ต้องถลุงก่อนแร่เป็นหลายๆตันและยังต้องขุดลงไปเป็นหลายๆสิบเมตร เอกลักษณ์ของทองคำอีกอย่างคือ สามารถนำมาหลอมกลับมาใช้ใหม่ได้ ตามความต้องการ ปัจจัยเหล่านี้เป็นข้อชี้วัดอย่างหนึ่งของทองคำที่มีความมั่นคงสูง ปัจจุบันจึงมีผู้นิยมลงทุนในทองคำกันมากขึ้นเรื่อยๆ

     4 -    ทองคำเป็นสินทรัพย์ลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงของพอร์ตการลงทุน ปัจจุบันนักลงทุนส่วนใหญ่หันมาเพิ่มทองคำในพอร์ตการลงทุนเพื่องป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจาก วิกฤตกาลและความผันผวน เพราะในทุกๆครั้งที่โลกเกิดวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ก่อการร้าย วิกฤตราคาน้ำมัน วิกฤตอาหาร และอื่นๆ ทองคำจะมีอัตราราคาที่พุ่งขึ้นโดยทันที นักลงทุนจะหันไปลงทุนในทองคำโดยทันที เพราะทองคำคือสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุดที่ค้ำประกันความมั้งคั้ง ในสถานะการนั้นๆได้

    5 -    ทองคำมีความหลากหลายช่องทางในการลงทุน ปัจุบันทองคำมีช่องทางการลงทุนหลายรูปแบบ และยังมีการอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนทั้งในแบบ ออฟไลน์ และ ออนไลน์ ช่องทางการลงทุนที่นิยมของนักลงทุนทองคำส่วนใหญ่ แบ่งออกเป็น 6 ประเภทดังนี้นะครับ อาทิ
    1 -    การลงทุนทองคำ ซื้อขายทองคำผ่านร้านทอง   
    2 -    การลงทุนทองคำ ผ่านโทรศัพท์ และระบบออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต
    3 -    การลงทุนทองคำ ผ่านกองทุนรวม
    4 -    การลงทุนทองคำ ผ่านตลาด Gold Future
    5 -    การลงทุนทองคำ ผ่านตลาด CFD (การซื้อขายส่วนต่าง Contract For Difference)
    6 -    การลงทุนทองคำ แบบการออมทองคำ DCA  (การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน dollar-cost averaging)
    (ส่วนรายละเอียดในการลงทุนทองคำในแต่ละประเภทและ ข้อดี ข้อเสีย ผมจะมาอธิบายในบทความต่อๆไปนะครับ)

    6 -    ลงทุนทองคำป้องกันทรัพย์สินของคุณจากสถานการณ์ภาวะอัตราเงินเฟ้อ ภาวะเงินเฟ้อ คือตัวแปรสำคัญที่สะท้อนปัญหาทางด้านเศรฐกิจ เมื่อราคาอุปโภค บริโภคสูงขึ้น เงินเฟ้อก็จะสูงขึ้น และจะผลักดันราคาทองคำให้สูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ดูเหมือนว่ามันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันของราคาทองคำกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น แต่ความเป็นจริงในอดีตที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเมื่ออัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 1 เปอร์เซ็น ราคาทองคำก็จะวิ่งขึ้น 1 เปอร์เซ็น ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาถึงแม้ จะมีการคลาดเคลื่อนบ้างแต่ถึงอย่างไร อัตราเงินเฟ้อกับราคาทองคำต้องวิ่งตามกันมาโดยตลอด และนี่ละครับที่นักลงทุนหันมาลงทุนในทองคำกันมากขึ้นเพราะทองคำคือสินทรัพย์ที่สร้างผลกำไรและเป็นที่พักเงินจากการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดในการลงทุน

    เมื่อนับว่าดีทั้ง 6 ข้อดีของการลงทุนในทองคำแล้ว ก็อย่าลืม หันมาสนใจลงทุนในทองคำกันบ้างนะครับ เพราะทองคำคือที่พักเงินของคุณที่ปลอดภัยที่สุด เพราะถ้าวันหนึ่งเงินที่ท่านถืออยู่ในมือมันไร้ค่ากลายเป็นเพียงเศษกระดาษแผ่นหนึ่ง ถึงตอนนั้นทองคำก็ยังมีราคาคงคุณค่าตลอดไป เพราะทองคำคือ สินทรัพย์ค้ำประกันความมั่งคั้งของคุณ นั้นเอง..... ^_^ 


    Article by : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
    Bloger : http://www.dolravee.com/
    Facebook : https://goo.gl/qNF1ak
    Youtube : https://goo.gl/F6d8A4
    Twitter : https://goo.gl/4cFV6T
    Google+ :  https://goo.gl/UNkNBr
    ==========================

    7 เคล็ดลับ วิธีกำจัดพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่ง อย่างยั่งยืน




    7 เคล็ดลับ วิธีกำจัดพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่ง อย่างยั่งยืน


     การผัดวันประกันพรุ่ง ในทางจิตวิทยาก็คือพฤติกรรมที่ทำให้คุณเป็นเสมือนคนที่พ่ายแพ้ และไร้ซึ่งความรักแม้กระทั้งตัวคุณเอง บางคนถึงขั้นมีพฤติกรรมลงโทษตนเอง ในบางครั้งก็ไม่ยากทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำถึงแม้ถ้าทำแล้วมันคือประโยชน์สุงสุดในชีวิตก็ตาม

    พฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่ง แท้จริงแล้วมันก้คือนิสัยที่เราสร้างให้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เรามีชีวิตในวัยเด็ก และพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งมักจะทำให้เราเข้าใจว่าการผัดวันประกันพรุ่งคือการป้องกันตัวซึ่งมันอาจเกิดขึ้นแบบอัตโนมัตโดยที่เราไม่รู้ตัว เสมือนกับมันทำให้เรามีอำนาจในขณะนั้นๆ จากสถาณการที่ไร้ซึ่งอำนาจในระยะเวลานั้น
     
    สมมุตว่าช่วงชีวิตที่ตอนเป็นเด็ก หรือสังเกตพฤติกรรมเด็กๆ เมื่อถูกพ่อแม่ดุ หรือตะคอก ให้ทำอะไรที่เด็กไม่ยากจะทำสักอย่าง อาทิ หยุดเดี๋ยวนี่นะ หรือ มานี่เดี๋ยวนี้นะ ไปล้างจานเดี๋ยวนี้นะ  ซึ่งเด็กไม่สามารถปฎิเสธได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็กคนนั้นก็จะอู๋ หรือจะพยายามหาข้ออ้างต่างๆเพื่อใม่ให้อยากทำในสิ่งที่ตนไม่อยากทำทั้งๆที่ไม่สามารถปฎิเสธที่จะไม่ทำตามที่พ่อหรือแม่สั่งได้ อาทิ ดุหนังให้จบก่อน ดูกาตูนให้จบก่อนเป็นต้น…

    เมื่อเด็กคนนั้นเติบโตขึ้น จะติดนิสัยผัดวันกระกันพรุ่งมาจนโต อาจมีพฤติกรรม อาทิเช่น เลื่อนการจ่ายค่าบัตรเครดิต เลื่อนจ่ายค่าน้ำค่าไฟ จนอาจถูกตัดเป็นต้น และอาจรวมถึงการเลื่อนผัดผ่อนงานที่เป็นประโยขน์กับตนเองจนกระทั่งทำให้พลาดโอกาศดีๆในชีวิตไป

    เรามาดูกันว่าหนทางทีเราจะหลุดพ้นนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ก็คือการสร้างนิสัยใหม่ขึ้นมาแทนที่นิสัยเดิมๆของเรานั้นเอง

     เทคนิคการสร้างนิสัยใหม่เพื่อขจัดพฤติกรรมอาการผัดกันประกันพรุ่ง
      

    1- การตัดสินใจ เราจะต้องตัดสินใจไปเลยว่าชิวิตนี้ที่จริงแล้วเราต้องการอะไร เช่น หากเราตั้งเป้าหมายว่าเราจะต้องตื่น หกโมงเช้าของทุกๆวัน คุณต้องทำเลยเริ่มตั้งแต่เช้าวันรุ่งขึ้น และลงมือทำอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ 

    2- ห้ามมีข้อแม้ใดๆเลยเด็ดขาด อย่ายอมให้ตนเองมีข้อแม้ใดๆเกิดขึ้น โดยเด็ดขาด ย้ำนะครับห้ามมีข้อแม้โดยเด้ดขาด โดยเฉพาะช่วงเวลาทีเรานั้นกำลังสร้างนิสัยใหม่นี้ สมมุติว่าคุณตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องตื่นหกโมงเช้าทุกวัน แล้วออกวิ่งเพื่อออกกำลังกาย คุณเพียงตื่นขึ้นมาแล้วสวมชุดออไปวิ่งโดยไม่ต้องสนใจใครและไม่ต้องฟังใครทั้งสิ้น

    3- ห้ามบอกคนอื่นๆว่าคุณกำลังสร้างนิสัยใหม่ๆเพื่อเอาชนะนิสัยผัดวันประกันพรุ่งอยุ่  ข้อนี้หลายๆท่านอาจจะมีข้อโต้แย้ง เพราะถ้าใครเคยอ่านหนังสือแปลต่างประเทศ หรือเคยเข้าฟังสัมมนาต่างๆ ก้ได้รับรู้ว่าเราควรบอกคนอื่นๆเพื่อให้เป็นการเพิ่มพลังให้กับตนเอง แต่วิธีบอกคนอื่นนั้น ใช้กับสังคมบ้านเราไม่ได้ผล เราต้องอยู่ในโลกแห่งความจริงและยอมรับความเป็นจริง เพราะถ้าเราบอกคนอื่นๆในสิ่งที่เราทำ โดยเฉพาะคนทีเคยเห็นว่าเราเป็นอย่างไรแล้ว ผู้คนเหล่านั้น ก้จะบอกคุณกลับทางด้านลบ อาทิ คุณไม่มีวันทำได้หรอก และฯลฯ ที่จะสะท้อนมาในด้านลบ สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้คุณท้อแท้สิ้นหวังที่จะลงมือทำในที่สุด เชื่อผมเถอะอย่าบอกใครๆจนกว่าคุณจะทำมันสำเร็จ

    4- สร้างภาพในใจตนเอง คุณจะต้องเห็นภาพจิตนาการในสิ่งที่คุณต้องการจะเป็น เสมือนกับว่าคุณได้ทำมันสำเร็จแล้ว สำหรับข้อนี้ผมอยากให้คุณตั้งเป้าให้สูงๆเข้าไว้เพราะการตั้งเป้าหมายสูงแล้วสร้างภาพให้เห้นเสมือนว่าคุณได้มันมาแล้วมันจะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นด้วยพลังจิตใต้สำนึก และพยายามไปให้ถึงเป้าหมายนั้นๆให้ได้ ถึ้งแม้คุณจะยังไม่ได้ถึงเป้าหมายที่วางไว้แต่มันก้ทำให้คุณพัฒนาตนเองไปเยอะที่เดียว เหมือคำพูดที่ว่า ตีลูกให้ถึงดวงจันทร์ ถึงจะพลาดมันก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว ที่สำคัญ การตั้งเป้าหมายสูงๆมันไม่ได้ทำให้คุณเสียตังสักหน่อย...

    5- สร้างข้อความเพื่อตอกย้ำจิตใต้สำนึกของตนเอง การที่คุณสร้างข้อความเพื่อตอกย้ำตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะทำให้สิ่งเหล่านี้มันฝังลงในจิตใต้สำนึกของคุณเอง และให้คุณนั้นสร้างข้อความเป็นประโยคบอกเล่า และพูดกับตนเองซ้ำๆทุกครั้งที่มีเวลา หรือเวลาก่อนที่คุณจะนอน เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งคุณจะเห็นควมมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น

    6- ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ที่ทำอย่างไม่ลดละ  คุณต้องดำรงไว้ซึ่งวินัยจนกว่าเป้าหมายคุณจะสำเร็จ ทำจนทุกอย่างกลายเป็นนิสัย และเมื่อกลายเป็นนิสัยทุกอย่างจะกลายเป็นอัตโนมัติดโดยที่คุณไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย

    7- ให้รางวัลกับตนเองเมื่อคุณทำสำเร็จ การให้รางวัลกับตนเองคือวิธีการเสริมแรงทางจิตวิทยา ที่จะเชื่อมโยงรางวัลที่ได้เข้ากับระบบจิตใจต้สำนึก และคุณจะได้รับพฤติกรรมแห่งความสุขนี้แบบอัตโนมัติแบบที่คุณไม่รู้ตัวและสิ่งที่ดีงามจะเข้ามาหาคุณอย่างที่คุณไม่คาดฝัน จักวาลจะมองสิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริงให้กับคนที่คู่ควรเสมอ…

    จงสร้างนิสัย และฝึกใช้กระบวนการที่กล่าวมาทั้ง 7 ข้อ เพื่อให้คุณหลุดพ้นจากนิสัยผัดวันประกันพรุ่งอย่างถาวร และสร้างนิสัยใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต เพียงคุณ สร้างนิสัยใหม่ๆเดือนละ 1 นิสัย ก็เท่ากับว่าคุณมีนิสัยใหม่ 12 นิสัยต่อปี และเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี นั้นเท่ากับว่าคุณมีนิสัยใหม่ 60 นิสัยเลยที่เดียวนั้นก็หมายความว่า คุณจะเป็นคนใหม่อย่างสมบูรณ์แบบอย่างที่คุณไฝฝันไว้ เพราะถ้าคุณไม่ทำเวลามันก็ผ่านไปอยู่ดี เห็นไหมครับการเปลี่ยนนิสัยผัดวันประกันพรุ่งไม่อยากอย่างที่คิดเลย.... ^_^


    บทความที่ได้รับความนิยม