BV หรือ Book Value มูลค่าหุ้นทางบัญชี คืออะไร | มือใหม่...ลงทุนในหุ้น - Stock Investment EP.3


สวัสดีครับ พบกันอีกเช่นเคยนะครับกับ Dolravee Slow Life Investor และผม ดลรวี ภัทรกุลพิมล นะครับ สำหรับในบทความนี้เรามาเรียนรู้กันนะครับว่า BV คืออะไรและมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์และลงทุนในหุ้นอย่างไร...

เรามักจะได้ยินผ่านหูผ่านตากันมาบ้างแล้วนะครับว่า การลงทุนในหุ้นนั้นเราจำเป็นที่จะต้อง รู้จักกับ BV แล้ว BV มันคืออะไร เรามาทำความรู้จักกับ BV แบบพื้นฐานที่มือใหม่อย่างเราๆเข้าใจง่ายๆ กันเลยดีกว่านะครับ ว่าแท้จริงแล้วคืออะไร และมีความสำคัญกับการนำไปใช้วิเคราะห์ในกาลงทุนในหุ้นของเราอย่างไร...


BV คือชื่อย่อของ Book Value แปลเป็นไทยๆก็คือ มูลค่าหุ้นทางบัญชี หมายถึง หน่วยมูลค่าทางบัญชีต่อ 1 หุ้น คือการเอาทุนของบริษัททั้งหมด เป็นตัวตั้งแล้วหาร ด้วยจำนวนหุ้นของบริษัททั้งหมด แล้วเราจะได้ผลลัพที่เป็น BV ออกมา...

สมมุติตัวอย่างแบบง่ายๆให้เข้าใจกันง่ายๆเลยนะครับว่า บริษัทของคุณเองเริ่มด้วยเงินทุนก่อตั้งธุรกิจ ที่เงินลงทุน 10 ล้านบาท และแบ่งเป็นหุ้นเป็นจำนวน 1 ล้านหุ้น หุ้นละ 10 บาท บริษัทของคุณได้ดำเนินงานมาได้ครบ 2 ปี  และในระยะ 2 ปีโดยสิ้นสุดปีที่ 2 บริษัคุณมีกำไรรวมอยู่ที่ 10 ล้านบาท



ถึงตอนนี้เราต้องการหาค่า BV เราก็เอาจำนวนเงินลงทุน ตอนก่อตั้งบริษัท 10 ล้านบาท บวกด้วยกำไรรวมสิ้นปีที่ 2 อีก 10 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 20 ล้านบาท หารด้วยจำนวน 1 ล้านหุ้น เราจะได้ค่า BV ออกมาตอนสิ้นปีที่ 2 คือ 20 บาท ต่อ หุ้นนั้นเองนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราต้องการจะขายหุ้น ณ สิ้นสุดปีที่ 2 นี้เราจะต้องขายที่ราคาแพงกว่า 20 บาทต่อหุ้น นั้นหมายถึงเราจะขายหุ้นเท่าราคา BV หรือขายแพงกว่าราคา BV ก้ได้ นั้นเอง แต่สมมุติถ้าเราต้องการขายหุ้นแบบด่วนๆเพื่อต้องการเงินโดยเร็วเราสามารถขายในราคา 15 บาทต่อหุ้นก็ทำได้ ซึ่งในลักษณะนี้คือการขายหุ้นที่ราคาต่ำกว่า BV นั้นเอง ซึ่งฝั่งผู้ซื้อหุ้นจะมองว่าราคานี้เป็นราคาที่ต่ำกว่าราคา BV นักลงทุนจะมองว่าเป็นหุ้นที่ถูกนั้นเอง... 



ถึงตอนนี้คงคิดกันไช่ไหมครับว่า ถ้าแบบนี้เราก็หาหุ้น ที่มีราคา หุ้นที่ต่ำกว่าราคา BV ก็ซื้อหุ้นเหล่านี้เก็บไว้ได้ แต่ที่จริแล้วอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะว่า หุ้นที่มี BV ต่ำๆนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหุ้นที่ขาดทุนสะสม จึงไม่มีใครสนใจ ที่จะซื้อ จึงทำให้ราคาไม่ไปไหน และยังทำให้ราคาต่ำลงเรื่อยๆ นั้นเอง...

การที่เราจะลงทุนในหุ้นที่มี BV ต่ำๆนั้นเพราะเราหวังว่าบริษัทจะเติบโตในอนาคตและมีมูลค่าที่สูงขึ้น นั้นหมายถึงก่อนการลงทุนเราจำเป็นจะต้องวิเคราะห์ ปัจจัยภายนอก และ ปัจจัยภายใน ประกอบด้วยอื่นๆ อาทิ เศรษฐกิจ วงจรของธุรกิจ วัฎจักร เกิด แก เจ็บ ตาย ของธุรกิจ การเมือง และปัจจัยด้านอื่น ฯลฯ ซึ่งหุ้นในลักษณะนี้หากฟื้นตัวและเติบโตขึ้นจนทำให้บริษัทไม่มีการขาดทุนสะสมและสามารถจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ ส่วนใหญ่แล้วหุ้นในลักษณะนี้จะเป็นหุ้นที่มีราคาวิ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว.. นั้นก็หมายความว่าเราจะได้ส่วนต่างราคาหุ้นที่สูงขึ้น และยังได้รับปันผลจากกำไรของกิจการอีก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การลงทุนมีความเสี่ยง เราต้องศึกษาจนมั่นใจก่อนนะครับว่าหุ้นตัวที่เราสนใจนั้นมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นในอนาคตจริงๆ..นะครับ... 

ถึงตรงนี้คงพอจะเข้าใจภาพรวมเบื้องต้นกันแล้วนะครับว่าเราควรจะเลือกซื้อหุ้นที่มี BV กันแบบไหน BV หรือ Book Value มูลค่าหุ้นทางบัญชี คืออะไร สำหรับวันนี้ผมขอจบเพียงเท่านี้ก่อน..

แล้วกลับมาพบกับผมใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับ สำหรับท่านใดที่มีข้อสงสัยอะไรเพิ่มเติมสามารถฝากข้อความไว้ข้างล่างบทความนี้ได้เลยนะครับ และผมจะไปค้นหาคำตอบมาให้นะครับ สำหรับวันนี้ขอตัวลาไปก่อน สวัสดีครับ…..

บทความ : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4
FaceBook : https://www.facebook.com/CoachDolravee/
Blogger : https://www.Dolravee.com/
Twitter : https://twitter.com/CoachDolravee
Instagram : https://www.instagram.com/CoachDolravee/
G+ : https://plus.google.com/+CoachDolravee


ราคาหุ้น ขึ้น - ลง ได้อย่างไร | มือใหม่...ลงทุนในหุ้น - Stock Investment EP.2


สวัสดีรับ พบกันอีกเช่นเคยนะครับกับ Dolravee Slow Life Investor และผม ดลรวี ภัทรกุลพิมล นะครับ สำหรับในบทความนี้เรามาเรียนรู้กันในเรื่องของราคาหุ้น ขึ้น และ ลง ได้อย่างไร นะครับ... เราอาจมีความสงสัยกันว่าในแต่ละวันที่มีการซื้อขายหุ้นทำไมราคาหุ้นถึงได้วิ่งขึ้นๆลงๆและในบางวันและบางช่วงเวลาหุ้น ขึ้น-ลง เร็วมากโดยเฉพาะช่วงที่มีความผันผวนของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แล้วมันขึ้นลงได้อย่างไร...



ในบทความนี้ผมจะมาพูดถึงปัจจัยเบื้องต้นสำหรับมือใหม่ที่ต้องการลงทุนในหุ้นกันก่อนนะครับ ในเรื่องของราคาหุ้น ขึ้น และ ลง ได้อย่างไรนั้น ส่วนใหญ่นักลงทุนจะมีวิธีวิเคราะห์กัน สองปัจจัยหลักใหญ่ๆ ก็คือ ปัจัยทางด้านเทคนิค และปัจจัยทางด้านพื้นฐาน เรามาดูกันเลยครับว่าทั้งสองปัจจัยนี้มันต่างกันอย่างไร...


ในด้วนปัจัยทางเทคนิคคือการวิเคราะห์กราฟของหุ้น และวิเคราะห์มุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์ อุปสงค์ อุปทาน ของหุ้น นั้นหมายความว่าถ้าในตัวบริษัท หรือหุ้นตัวนั้นๆ มีความต้องการของนักลงทุนสูงขึ้น นั้นหมายถึงมีอุปสงค์สูงขึ้น  จึงทำให้ราคาของหุ้นถูกไล่ต้อนให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่านักลงทุนจะรีบกันแห่ซื้อหุ้น เพราะกลัวว่าถ้าไม่รีบซื้อ หุ้นจะแพงขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องรีบซื้อเพื่อขายทำกำไรในตอนที่หุ้นวิ่งสูงขึ้น คือจะได้รับผลต่างราคา ซื้อถูกขายแพงนั้นเอง.... ทั้งนี้นักลงทุนจะต้องวิเคราะกราฟของหุ้นเป็นปัจจัยทางด้านเทคนิคในการตัดสินใจช่วงจังหวะเวลาเข้าซื้อและขายหุ้นในตัวนั้นๆด้วยนั้นเอง...


ในด้านปัจจัยพื้นฐานของหุ้น สาเหตุที่ทำให้หุ้นขึ้น เพราะในตัวบริษัทหรือหุ้นตัวนั้นๆ มีกำไรจากการดำเนินงานที่สูงขึ้น  จึงทำให้ผู้ถือหุ้น ได้เงินปันผลที่สูงกว่าอัตาดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ในกรณีนี้ถ้าเราเทียบเป็นเปอร์เซ็นของเงินลงทุน หากเราเอาเงินไปฝากธนาคาร กับการนำเงินมาลงทุนในหุ้น และผลตอบแทนของดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร สูงกว่าเงินปันผลจากการลงทุนจะทำให้นักลงทุนแห่นำเงินไปฝากธนาคารเพราะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าและมีความเสี่ยงที่น้อยกว่า แต่ถ้าเงินปันผลของกิจการมีอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร จะทำให้นักลงทุนนำเงินมาลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากธนาคาร ซึ่งในปัจจุบันอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่จะสูงกว่า อัตราดอกเบี้ยของเงินฝากธนาคารอยู่แล้ว นักลงทุนจึงนำเงินมาลงทุนในหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆนั้นเอง...


ในการลงทุนบางครั้งเราอาจจะเห็นว่าบริษัทที่ไม่มีกำไร แต่กลับราคาหุ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า ในการลงทุนในหุ้นนั้นมักจะมีเจ้ามือ เข้ามาคอยปั่นราคา จากหุ้นกิจจการที่เคยขาดทุน กลับมีราคาหุ้นที่สูงขึ้นไปจนเรารู้สึกว่าหุ้นตัวนี้ทำไมถึงแพงเพราะเจ้ามือจะปั่นราคาจากราคาถูกให้แพงขึ้นโดยอาศัยการปล่อยข่าวลือว่าหุ้นบริษัทนี้จะมีกำไรเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้น เมื่อราคาหุ้นสูงขึ้นเป็นที่น่าพอใจของเจ้ามือ...เจ้ามือจะขายหุ้นเพื่อทำกำไรทันที เพราะเจ้ามือใด้ซื้อหุ้นในราคาถูกไว้แล้วก่อนหน้านี้แล้ว... หลังจากนั้นหุ้นก็ตกลงเหล่าแมงเม่าก็จะติดดอยตามระเบียบ เพราะมันเป็นเกมของเจ้ามือทั้งหมด นั้นเอง…


เพราะฉะนั้นมือใหม่ที่คิดจะลงทุนในหุ้นจะต้องระมัดระวังในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่จะหลงไปกับข่าวลือและชอบลงทุนตามคนอื่นตามกระแสเสียส่วนใหญ่ หากเราจะซื้อหุ้นเราควรจะต้องดูที่งบการเงินว่าบริษัทนั้นๆว่ามีกำไรหรือไม่... ยิ่งถ้าบริษัทนั้นมีกำไรแบบสมเหตุสมผล และมีข่าวลือในด้านดี มีอุปสงค์ที่สูงขึ้น แบบนี้คือหุ้นที่ควรซื้อเก็บไว้ เพราะจะทำให้เราได้ทั้งส่วนต่างราคาหุ้นที่จะมีราคาสูงขึ้นในอนาคตและได้รับเงินปันผลในระยะยาวไม่ต้องไปเสี่ยงกับหุ้นปั่นราคาที่มาจากเจ้ามือ...

ถึงตรงนี้คงพอจะเข้าใจภาพรวมเบื้องต้นกันแล้วนะครับว่าเราควรจะเลือกซื้อหุ้นกับแบบไหน ราคาหุ้น ที่ขึ้น ลง มันขึ้นลงอย่างไรนะครับ... สำหรับวันนี้ผมขอจบเพียงเท่านี้ก่อน..แล้วกลับมาพบกับผมใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับ  ของให้ท่านมีความสุขกาย สบายใจ เงินทองไหลมาเทมากันนะครับ สวัสดีครับ…..


Article by : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4
FaceBook : https://www.facebook.com/CoachDolravee/   
Blogger : https://www.Dolravee.com/   
Twitter : https://twitter.com/CoachDolravee           
Instagram : https://www.instagram.com/CoachDolravee/       
G+  : https://plus.google.com/+CoachDolravee   

หุ้น...มาจากไหน... | มือใหม่...ลงทุนในหุ้น... EP.1


สวัสดีครับ พบกันอีกเช่นเคยนะครับ กับ  Dolravee Slow Life Investor  ในบทคามนี้นะครับเราจะมาพูดคุยกันในหัวข้อที่เป็นพื้นฐานสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ แต่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นจำเป็นต้องรู้เรื่องนี้นะครับ ว่า หุ้นนั้นมาจากไหน...


 แน่นอนนะครับว่าในหลักการการลงทุนในหุ้นนั้น มันจะต้องมีตัวสินค้า ที่เราจะมาซื้อขายกัน นั้นก็คือ หุ้น นั้นเอง... และหุ้นคือตราสารทุนชนิดหนึ่งนั้นเอง…แล้วหุ้นนั้นมาจากไหน ทำไมถึงเอามาซื้อขายกัน ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆนะครับว่า สมมุติว่าเรามีความคิดที่จะเปิดกิจการโดยเริ่มจากที่เราจะทำโครงการขึ้นมาสักหนึ่งโครงการ ซึ่งคุณมีความถนัด และมีความเชื่อมั่นว่าโครงการของบริษัทของคุณนี้จะสร้างผลกำไรให้กับคุณในอนาคต สมมุติเอาง่ายๆเลยนะครับว่า เป็นโครงการการผลิตไอศกรีมทอด ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุน 10 ล้าบาท และเงินจำนวนนี้จะไปเป็นเงินลงทุนในบริษัทของคุณเอง และเงินจำนวนนี้จะไปซื้อ เครื่องจักร ก่อสร้างโรงงาน ซื้อวัถุดิบ และอื่นๆ จิปาถะ...

ทั้งนี้การจ่ายเงินจำนวนนี้จะต้องถูกจ่ายออกไปจากบริษัทของคุณเองไม่ไช่การจ่ายจากตัวคุณเอง ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าคุณเอาเงินจำนวน 10 ล้านบาทที่คุณมี ไปซื้อหุ้นของบริษัทของคุณเองและคุณก็ได้หุ้นมาถือครอง...



เนื่องจากตามกฎหมาย บริษัท ก็คือ นิติบุคคล พูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือทำหน้าที่เป็นตัวแทน ของเรานั้นเองนะครับ เพราะว่า บริษัทจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการลงทุนโดยการนำเงินของเราเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัท ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ในที่นี้บริษัทของคุณได้จดทะเบียนไว้ที่ 10 ล้านบาท ที่ได้มาจากเงินที่คุณไปซื้อหุ้นของบริษัทนั้นเอง และเงิน 10 ล้านบาทนี้ละ ที่จะนำไปแบ่งออกเป็นหุ้น ในที่นี้ผมขอสมมุติว่าบริษัทของคุณขายหุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท ก็เท่ากับว่า ในเงินลงทุน 10 ล้านบาทของคุณจะซื้อหุ้นได้ในจำนวน 1 ล้านหุ้น นั้นเอง และในตอนนี้คุณก็เอาเงิน 10 ล้านบาทของคุณ ไปซื้อหุ้น จำนวน 1 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท เท่ากับว่าคุณได้จ่ายเงินซื้อหุ้นบริษัทของคุณเองเป็นเงิน 10 ล้านบาท และๆได้หุ้น 1 ล้านหุ้นของบริษัทของคุณมาถือครองนั้นเอง...

มาถึงตอนนี้  เราจะได้หุ้นมาแล้ว 1 ล้านหุ้น และจำนวน 1 ล้านหุ้นตรงนี้ละ ที่เราจะเอามาซื้อขายกันนั้นเอง...โดยที่บริษัทของคุณไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรอีกแล้วว่าหุ้นที่ขายออกไปจะไปอยู่กับใครบ้างบริษัทก็ดำเนินงานของบริษัทต่อไปตามวัตถุประสงค์ จากเงินลงทุน 10 ล้านบาทที่ได้จากการขายหุ้น 1 ล้านหุ้นมาแล้วนั้นเอง ถึงตรงนี่คงจะถึงบางอ่อกันแล้วนะครับว่าหุ้นที่เขาซื้อขายกันมันมาจากไหน เห็นไหมว่ามันเข้าใจไม่อยากเลย... 

และมาถึงตรงนี้เราจะมาดูว่าเขาซื้อขายกันอย่างไรในตอนนี้คุณได้มีหุ้นอยุ่ในมือแล้ว จำนวน 1 ล้านหุ้นนะครับ ซึ่งในหุ้นจำนวนนี้มันคือ ทรัพย์สินของคุณ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และยังเป็นเจ้าของบริษัทผลิตไอศกรีมทอดตามสัดส่วนหุ้นที่คุณถืออยู่ 100% ในที่นี้ คือ 1 ล้านหุ้น และบริษัทได้ดำเนินงานตอ่ไปเรื่อยๆ และมีผลกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ


และต่อมาวันหนึ่งได้มีนักลงทุนได้สนใจในบริษัทผลิตไอศกรีมทอดของคุณ และสนในอยากจะขอเข้าซื้อกิจการของคุณ เพราะนักลงทุนผู้นี้ได้เล็งเห็นว่าธุรกิจนี้น่าสนใจและจะสร้างผลกำไรให้กับเขาเองในอนาคตได้ ซึ่งตอนก่อตั้งบริษัทนั้น บริษัทได้กำหนดราคาหุ้นไว้ที่ 10 บาทต่อหุ้น และในตอนนี้ มูลค่าหุ้นได้เพิ่มขึ้นจากกิจการที่เติบโตขึ้นและมีผลกำไรมากขึ้น และสมมุตินักลงทุนได้เสนอซื้อหุ้นจากคุณในราคาหุ้นละ 20 บาท ถ้าหากคุณขายไปในราคาหุ้นละ 20 บาท 1 ล้านหุ้นที่คุณมี ก็เท่ากับว่า คุณจะได้เงินทั้งหมด 20 ล้านบาท นั้นหมายความว่าคุณ ได้กำไรจากการขายหุ้น 100 % คือ 10 ล้านบาท เพราหุ้นคือทรัพย์สินที่มีมูลค่าของคุณนั้นเอง แต่การซื้อขายหุ้นนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับความพึงพอใจทั้งสองฝ่ายตกลงกัน ขึ้นอยู่กับการเจรจาตกลงตามความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย  ซึ่งอาจจะมีราคามราคามากกว่าหรือถูกกว่าหุ้นละ 20 บาทก็ได้ ถึงตรงนี้คงเข้าใจเบื้องต้นกันแล้วนะครับว่า หุ้นมาจากไหนแล้วเขาทำกำไรและซื้อขายกันอย่างไร...



มาถึงตรงนี้คงจะมีความสงสัยกันไช่ไหมครับว่าแล้วหุ้นที่เขาซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ละ มันมาอย่างไร และทำไมซื้อขายกันได้ แล้วทำไมต้องซื้อผ่านโบรกเกอร์ ที่จริงแล้วหลักการของหุ้นเป็นไปตามที่ผมอธิบายมาข้างต้นนั้นละครับ เพียงแต่ว่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ มันมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นมาก็คือ ในการที่เจ้าของบริษัทจะเอาบริษัทของตนเองไปจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ และได้เสนอขายหุ้นให้กับบุคคลทั่วไป โดยที่เจ้าของกิจการ สามารถนำหุ้นที่ตนเองมีอยู่ ออกมาแบ่งขายให้กับประชาชนทั่วไป หรือใช้วิธีเพิ่มจำนวนหุ้นให้มากขึ้น แต่ในกรณีที่เพิ่มจำนวนหุ้นให้มากขึ้นจะทำไห้เจ้าของกิจการมีทรัพย์สินที่ลดลง เพราะแบ่งขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมากนั้นเอง ซึ่งเราจะเห็นชื่อบริษัทเหล่านี้ จะเป็น “บริษัทมหาชน” ที่เราคุ้นหูกัน และการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้นจำเป็นจะต้องซื้อขายผ่านโบรกเกอร์นั้นเอง...



ซึ่งประชาชนทั้วไปสามารถเข้าไปซื้อหุ้นเพื่อเป็นเจ้าของกิจการร่วมตามสัดส่วนหุ้นที่ตนถือครองอยู่และนี่ละที่เขาเรียกกันว่า การลงทุนในหุ้น หรือบางท่านเรียกว่าการเล่นหุ้น นั้นเอง ซึ่งผู้ที่เข้าไปถือครองหุ้นจะได้รับ ผลตอบแทน 2 ทาง คือ

1.   กำไรจากการดำเนินกิจการ คือจะได้รับเงินปันผลจากผลกำไรของกิจการ ในกรณีที่บริษัทมีผลกำไร
2.   จะได้ค่าส่วนต่างราคาหุ้น ในกรณีที่ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น และเราทำการขาย เพื่อรับกำไรส่วนต่างราคาหุ้นที่สูงขึ้น นั้นเอง ...

มาถึงตรงนี้คงเข้าใจกันแล้วนะครับว่า หุ้นมาจากไหน และสร้างผลตอบแทน กำไรกันอย่างไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลเบื้อต้นเพื่อให้มือใหม่เข้าใจที่มาของหุ้นกันมากขึ้นนะครับ...แท้จริงแล้วการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยงและมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย จึงจำเป็นต้องศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมกันตลอดเวลานะครับ เพื่อผลประโยชน์ของตัวท่านเอง...

สำหรับวันนี้ของตัวลาไปก่อนแล้วพบกับผมใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับ สำหรับท่านใดมีข้อสงสัยอะไรเพิ่มเติมสามารถฝากข้อความไว้ได้เลยนะครับ และผมจะไปค้นหาคำตอบมาให้ สำหรับวันนี้ขอตัวลาไปก่อน ของให้ท่านมีความสุขกาย สบายใจ เงินทองไหลมาเทมากันนะครับ สวัสดีครับ…..

Article by : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4   
FaceBook : https://www.facebook.com/CoachDolravee/   
Blogger : https://www.Dolravee.com/   
Twitter : https://twitter.com/CoachDolravee           
Instagram : https://www.instagram.com/CoachDolravee/       
G+  : https://plus.google.com/+CoachDolravee    





ราคาทองคำของประเทศไทย..ราคาทองคำมาจากไหน... ใครกำหนด - Gold Price | ลงทุนในทองคำ - Gold Investment



ย้อนเวลากลับไปตอนที่ผมยังเป็นนักเรียนมัธยม ช่วงเวลาการเดินทางจะผ่านร้านขายทองทุกวัน ตอนนั้นก็เริ่มคิดสงสัยว่าทำไมราคาด้านหน้าร้านทอง ราคาซื้อ ราคาขาย มันเปลี่ยนได้ทุกวัน แล้วมันเปลี่ยนเพราะอะไร ทำไมถึงเปลี่ยน...แล้วใครเป็นผู้กำหนดสิ่งเหล่านี้ ซึ่งหลายท่านคงอาจเกิดข้อสงสัยเหมือนกับผมในตอนนั้นว่า ทำไมราคาทองหน้าร้านถึงมีการปรับเปลี่ยนได้ทุกวัน บางวันเปลี่ยนกัน 4-5 ครั้งกันเลยทีเดียว แล้วเขาตั้งราคากันอย่างไร ...ราคาทองคำ...แท้จริงแล้วใครกำหนดกันหนออ?... 



วันนี้นะครับผมจะมาคลายข้อสงสัยกันว่าใครกำหนาดราคาทองคำในแต่ละวันของไทย  เพราะแท้ที่จริงแล้วการกำหนดราคาทองของประเทศไทยนั้น... ประกอบด้วยปัจจัยหลายๆอย่างรวมกัน โดยมีคณะกรรมการควบคุมราคาทองของสมาคมค้าทองคำคอยกำกับดูแลในตลอดช่วงเวลาการซื้อการขาย... ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม 




สำหรับในการกำหนดราคาทองคำของสมาคมค้าทองคำ จะอ้างอิงจากราคา Gold Spot บวกหรือลบค่า Premium จากผู้ค้าทองในต่างประเทศ แล้วจึงนำมาคำนวณกับค่าเงินบาท จากนั้น จะทำการแปลงหน่วยน้ำหนักทองคำจากหน่วย ounze ให้เป็นหน่วยน้ำหนักทองคำของไทย คือ บาท โดยการตัดสินใจประกาศราคาทองในประเทศแต่ละครั้งนั้นทางสมาคมค้าทองคำจะต้องพิจาราณาองค์ประกอบของ Demand และ Supply ทองคำภายในประเทศเป็นสำคัญด้วย...



หลักเกณฑ์ในการพิจารณาการกำหนดราคาของทองคำในประเทศไทย

ราคาทองคำในเมืองไทยโดยปกติจะเริ่มมีการกำหนดราคาตั้งแต่ตอนเช้า และอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้วันละหลายครั้ง ขึ้นอยู่กับความผันผวนของปัจจัยต่างๆที่มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมาก อาทิ การเมืองระหว่างประเทศ สงคราม การขึ้นดอกเบี้ยของ FED เป็นต้นนะครับ บางวันอาจมีการเปลี่ยนแปลงราคาหน้าร้านถึง 4 - 5 ครั้งกันเลยทีเดียว สำหรับราคาทองคำในเมืองไทย จะถูกประกาศครั้งแรกโดยสมาคมค้าทองคำ ในวลาประมาณ 9.30 - 9.50 น.ของแต่ละวันเป็นหลักก่อน... โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาทองคำเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ ส่วนในช่วงเวลาของ วันเสาร์-อาทิตย์ราคาจะไม่เปลี่ยนโดยจะใช้ราคาที่ประกาศครั้งสุดท้ายของวันศุกร์เป็นหลักนั้นเอง... ซึ่งในการกำหนดราคาทองของสมาคมค้าทองคำ สำหรับตัวแปรที่สำคัญในการกำหนดราคาทองคำของไทย สามารถสรุปได้ 4 ข้อหลักๆดังนี้



1. ราคาทองต่างประเทศ Gold spot  คือการอ้างอิงราคา Gold Spot ในตลาดโลกก่อน...

เป็นราคาอ้างอิงทางอิเลกทรอนิกส์แบบเพียวๆ ซึ่งยังไม่ได้มีการบวก หรือลบค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงในการส่งมอบทองคำ เป็นการซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบ ซึ่งหากท่านพิจารณาดูราคา Gold spot จะเห็นว่ามีทั้งฝั่ง Bid และ Ask ซึ่งก็คือราคารับซื้อ และราคาขายออกนั้นเอง (หากใครเคยเทรด Gold Future และ CFDs จะมีความเข้าใจมากขึ้นนะครับ)ในการซื้อทองคำจากต่างประเทศนั้น ผู้ขายจะใช้ราคา Ask ในการคำนวณ ส่วนเมื่อเราขายกลับไปยังผู้ค้าทองคำต่างประเทศ จะใช้ราคา Bid ในการคำนวณ ดังนั้นทางสมาคมเองก็เช่นกัน ในการกำหนดราคาทองภายในประเทศก็ต้องคำนึงถึงเรื่องดังกล่าวนี้ด้วย ว่าสภาวะตลาดทองคำภายในประเทศเป็นเช่นไร เช่นมีความต้องการซื้อทองคำอย่างมากก็ต้องนำเข้าทองคำ หรือหากมีความต้องการขายทองคำจำนวนมากก็ต้องส่งออกเป็นต้นนะครับ



2. อัตราค่า Premium ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการนำเข้าและส่งออกทองคำ

คือการพิจารณาถึงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อ US ดอลล่าร์ บวกหรือลบค่า Premium จากผู้ค้าทองคำในต่างประเทศ แล้วคำนวณออกมาเป็นเงินบาทไทยและเมื่อมีความต้องการซื้อทองคำจำนวนมากจากผู้สนใจลงทุนในทองคำ และปริมาณทองคำภายในประเทศมีไม่เพียงพอ ร้านค้าทองจึงจำเป็นต้องอาศัยการนำเข้าทองคำจากต่างประเทศซึ่งก็คือการซื้อจากผู้นำเข้า ซึ่งผู้นำเข้าก็ต้องซื้อต่ออีกทอดหนึ่งจากผู้ค้าในต่างประเทศ โดยจะมีการคิดค่า Premium นั่นเเอง...ทองคำในประเทศไทยส่วนมากจะมีการนำเข้ามาจาก Australia - Singapore - Hongkong และ Switzerland ซึ่งค่า Premium ที่เกิดขึ้นก็คือค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อที่นำเข้า หรือส่งออกทองคำ รวมถึงค่าขนส่ง ค่าความเสี่ยง ดอกเบี้ยธนาคาร ค่าประกันภัยต่างๆ ซึ่งถูกกำหนดมาโดยผู้ค้าทองคำในต่างประเทศ ซึ่งเรียกง่ายๆว่าเป็นต้นทุนในการนำเข้าทองคำจากต่างประเทศเข้ามาขายให้ผู้บริโภคในประเทศนั้นเอง... โดยในการคำนวนจะนำราคา Gold Spot บวกค่า Premium ดังกล่าวนี้เข้าไปด้วย ซึ่งในทางกลับกัน เมื่อมีประชาชนมาขายทองคำแท่ง คืนให้กับร้านทองจำนวนมากๆ ร้านทองจำเป็นต้องทำการขายกลับคืนมาให้กับบริษัทผู้นำเข้า และผู้นำเข้าก็จะทำการขายคืนกลับไปให้กับผู้ค้าทองในต่างประเทศอีกทอดหนึ่งนั้นเอง... 



3. ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ 

คือการทำการแปลงหน่วยน้ำหนักทองคำจากหน่วย Ounce (ออนซ์) ให้เป็นหน่วยน้ำหนักทองคำของไทยที่เป็น บาท เพื่อการตัดสินใจประกาศราคาทองคำในประเทศไทยซึ่งค่าเงินบาทในการคำนวณราคาทองในประเทศ จะใช้อัตราการโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งมีการเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกัน Gold spot และมีการใช้ราคาในฝั่ง Bid และ Ask เช่นเดียวกัน สำหรับในสภาวะวิกฤตของสถาบันการเงินเช่นปัจจุบัน แต่ละธนาคารก็จะบวกค่าความเสี่ยงเข้าไปด้วยเช่นกัน..



4. Demand และ Supply ของทองคำภายในประเทศ

คือทางสมาคมค้าทองคำจะต้องพิจารณาองค์ประกอบของ Demand และ Supply ทองคำภายในประเทศร่วมในการพิจรณาประกอบด้วย นั้นเอง...คณะกรรมการควบคุมราคาทองของสมาคม นอกจากจะพิจารณาราคา Gold Spot และค่า Premium และค่าเงินบาท ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาแล้ว ยังต้องคำนึงถึงปัจจัย Demand และ Supply ภายในประเทศด้วยเป็นหลัก เพื่อที่จะตัดสินใจประกาศราคาทองคำภายในประเทศ ณ ช่วงเวลานั้นๆ โดยตัวแทนคณะกรรมการกำหนดราคาทั้ง 5 ท่าน จะพิจารณาจากปริมาณ และราคาจากการซื้อขายระหว่าง  ผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกทองคำ คือ -  ตัวแทนคณะกรรมการร้านค้าทองเยาวราช - ตัวแทนคณะกรรมการร้านค้าส่งทองคำ - ตัวแทนคณะกรรมการร้านค้าปลีกทองคำ - ตัวแทนคณะกรรมการผู้ลงทุนทองคำรายใหญ่ - ตัวแทนคณะกรรมการผู้ลงทุนทองคำรายย่อย นั้นเอง...



สรุปทั้งสี่ข้อแล้วสามารถแปลงเป็นสูตรคำนวนตามหลักคณิตสาสตร์ได้ดังนี้
สูตรการคำนวนราคาทองคำ - ราคาทองคำแท่ง 96.5%  =

 {(Gold Spot + Premium) x 32.148 x (อัตราแลกเปลี่ยน USD/THB) x 0.965} / 65.6

32.148 คือค่า น้ำหนักทองคำทรอยออนซ์ ต่อ 1 กิโลกรัม
65.6 คือ จำนวนบาททองคำที่แปลงมาจากทองคำ 1 กิโลกรัม
หมายเหตุ : ทั้งนี้ต้องพิจารณา Demand และ Supply ของทองคำภายในประเทศ เข้าไปจะได้ราคาทองคำที่แท้จริงออกมา...

จากที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้นคงพอจะทราบกันแล้วนะครับว่า การกำหนดราคาทองคำในประเทศไทยนั้นไม่ได้กำหนดได้ตามอำเภอใจของใครคนหนึ่ง เพราะว่าในทุกๆทุกภาคส่วนล้วนมีการซื้อและขายทองคำด้วยกันเอง ตลอดเวลาการซื้อขายของร้านค้าทองคำด้วยกันเองนั้นจะมีปริมาณที่มากกว่าการซื้อขายกับผู้ลงทุนทั่วไปหลายสิบเท่า... เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าสมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงจากตลาดต่างประเทศมากไป ร้านค้าทองคำด้วยกันเองจะมีการวิ่งเข้าหาซื้อ หรือเทขายกันเอง เพื่อสะท้อนถึงความต้องการทองคำของตลาดตามความเป็นจริง แต่ยังมีการพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น Demand และ Supply ทองคำภายในประเทศ สภาพเศรษฐกิจ ภาวะเงินเฟ้อ และอื่น ฯลฯ เป็นต้น.. ทั้งนี้ หากพิจารณาข้อมูลที่นำเสนอข้างต้น จะเห็นว่าตลาดค้าทองคำของไทยนั้น เป็นตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ และสามารถดำเนินไปด้วยกลไกลตลาดอย่างแท้จริงนั้นเองนะครับ ...สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านนะครับ หากบทความนี้ท่านเห็นว่ามีประโยชน์ก็ ฝากกดติตาม ฝากกดไลฟ์ ฝากกดแชร์ กันด้วยนะครับ แล้วพบกันไหม่ในบทความต่อๆไปนะครับ สำหรับวัน ผมขอตัวลาไปก่อนสวัสดีครับ..

Article by : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger : http://www.dolravee.com/
Facebook : https://goo.gl/qNF1ak
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4
Twitter : https://goo.gl/4cFV6T
Google+ : https://goo.gl/UNkNBr

หุ้นกู้แปลงสภาพคืออะไร? Convertible Bond หรือ Convertible Debenture ? | มือใหม่...ลงทุนในหุ้น - Stock Invesment



โลกของการลงทุน ที่มีความผันผวน นักลงทุนหุ้นสามัญจะได้รับผลกระทบกับผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน ที่คาดเดาไม่ได้ถึงอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสภาวะที่เกิดขึ้นที่สงผลกระทบต่อการลงทุนที่หลากหลาย หุ้นแปลงสภาพจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเหล่านักลงทุน  เพราะหุ้นกู้แปลงสภาพนั้นถือได้ว่า เป็นหลักทรัพย์กึ่งหนี้ กึ่งทุน และมีความยืดหยุ่น โดยหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture) มีลักษณะคล้ายหุ้นกู้ทั่วไป โดยจะแตกต่างกันคือจะไม่คืนเงินต้นเมื่อครบอายุ แต่จะให้สิทธิแก่ผู้ถือในการแปลงสภาพหุ้นกู้นั้นเป็นหุ้นสามัญตามระยะเวลา ราคา และอัตราส่วนที่กำหนดไว้ ผู้ถือหุ้นกู้แปลงสภาพมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทเหมือนผู้ถือหุ้นกู้ ทั่วไปก็ต่อเมื่อได้นำหุ้นกู้นี้ไปแปลงสภาพหรือแลกเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญตามสิทธิแล้วก็จะมีฐานะร่วมเป็นเจ้าของบริษัทตามจำนวนหุ้น สามัญที่ได้รับคือหุ้นกู้ที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือตราสารในการแปลงสภาพหุ้นกู้ไปเป็นหุ้นสามัญตามสัดส่วน ช่วงเวลาและราคา..ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว... พูดกันง่ายๆก็คือหุ้นกู้ที่ถูกแปลงสภาพ เปลี่ยนจากเจ้าหนี้ ให้กลายมาเป็นเจ้าของนั้นเอง...

หุ้นกู้แปลงสภาพ(Convertible Debenture) เป็นตราสารหนี้ที่นักลงทุนสามารถเปลี่ยนจากหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญของบริษัทผู้ออกได้ตามราคาที่กำหนดโดยบริษัทผู้ออกจะออกหุ้นสามัญในจำนวนที่มีมูลค่าเท่ากับตราสารหนี้ที่ถืออยู่สถานะของนักลงทุนจึงเปลี่ยนจากเจ้าหนี้เป็นเจ้าของ และด้วยสถานะการเป็นเจ้าของ จึงทำให้นักลงทุนมีโอกาสได้รับกำไรจากส่วนต่างราคาซื้อและราคาขาย(Capital Gain) หากราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น แต่ถ้าหากราคาหุ้นในตลาดยังคงต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ในการแปลงสภาพ นักลงทุนก็สามารถเลือกที่จะไม่แปลงสภาพเป็นหุ้น และถือเป็นตราสารหนี้ต่อไปเพื่อรับดอกเบี้ยแต่ละงวดตามที่กำหนดไว้  ซึ่งข้อดี ของการลงทุนในหุ้นกุ้แปรสภาพ ผู้ลงทุนได้ทราบถึงราคาแปลงสภาพที่แน่นอน เพื่อจะได้ตัดสินใจไม่เลือกแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญในภาวะตลาดขาลง หรือซบเซา ผู้ลงทุนยังมีโอกาสในการตัดสินใจทำกำไรจากการขายหุ้น หรือแปลงสภาพหุ้น ในเวลาที่เหมาะสมได้ หุ้นกู้ประเภทนี้จะได้รับความนิยมในช่วงที่ตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่ดี


ลักษณะของหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture)  คือ
1 - เหมือนหุ้นกู้ แต่เมื่อแปลงสภาพแล้ว จะเหมือนหุ้นสามัญ
2 - สิทธิพิเศญของหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture)
2.1 - กรณีที่ยังเป็นหุ้นกู้แปลงสภาพจะได้รับสิทธิในการชำระเงินคืน เงินทุนก่อนผู้ถืหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ
2.2 - กรณีที่สิ้นสุดอายุตามที่ระบุไว้ จะได้รับสิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ
3 - ผลตอบแทนหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture) คือ
3.1 - กรณีที่ยังเป็นหุ้นกู้แปลงสภาพ ผลตอบแทน ก็คือดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นตามระยะเวลาและอัตราที่กำหนด
3.2 -กรณีที่แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ ผลตอบแทนจะกลายเป็นเงินปันผล และส่วนต่างราคากำไร-ขาดทุน จากราคาหุ้น (Capital Gain)



สิ่งที่ควรรู้ในหุ้นกูู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture)
1- ระยะเวลาการใช้สิทธิแปลงสภาพ (Conversion Period)
ในส่วนนี้คือการกำหนดให้ผู้ถือหุ้นแปลงสภาพ ได้รับรู้ถึงระยะเวลาในการใช้สิทธิแปลงสภาพชองหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญ  ผู้ออกหุ้น อาจกำหนดช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งตลอดอายุของหุ้นกู้แปลงสภาพก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม
2- วันแปลงสภาพ (Conversion Date)
วันแปลงสภาพคือ วันใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นแปลงสภาพขอยื่นจำนงในการใช้สิทธิแปลงสภาพหุ้นเป็นหุ้นสามัญ การแปลงสภาพนี้มีผลในสถานะของผู้ลงทุน เปลี่ยนจากการเป็นเจ้าหนึ้  เปลี่ยนมาเป็นเจ้าของกิจการ นั้นคือผู้ถือหุ้นสามัญนั้นเอง
3- ราคาแปลงสภาพ (Conversion Price)
ในส่วนตรงนี้นั้น ผู้ออกหู้นกู้แปลงสภาพจะกำหนดราคาแปลงสภาพไว้ในหนังสือชี้ชวนเรียบร้อบแล้ว และบริษัทอาจจจะปรับปรุงราคาแปลงสภาพในระหว่างอายุของหุ้นกู้แปลงสภาพ อาทิอาจมีการเปลี่ยราคาพาร์ของหุ้นสามัญเป็นต้น
4- อัตราการแปลงสภาพ ( Conversion Ratio)
จำนวนหุ้นที่ผู้ถือจะได้รับและเปลี่ยนการแปลงสภาพ สมมุติว่า หุ้นกู้ 1 หุ้น มาเป็นหุ้นทุน อาทิเช่น  conversion ratio =50  แสดงว่าหุ้นกู้แปลงสภาพ 1 หุ้นสามารถแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ 50 หุ้น เป็นต้น
5- ราคาไถ่ถอนหุ้นกู้แปลงสภาพ (Redemption Price)
ราคาที่บริษัทกำหนดที่จะไถ่ถอนหุ้นกู้ เมื่อถึงวันครบกำหนด หากผู้ถือหุ้นกู้ยังไม่มีการแปลงสภาพหุ้นกู้ของตนเอง อาจมีการบวกเพิ่มอัตราส่วนเกินเข้าไปในราคาไถ่ถอน แก่ผุ้ถือหุ้นกู้แปลงสภาพที่ไม่ได้ใช้สิทธแปลงสภาพ (Premium Redemption)
6- บริษัทมีการกำหนดสิทธิของผู้ไถ่ถอนหุ้นกู้คืนก่อนกำหนด (Call Option)
บริษัทมีการกำหนดสิทธิของผู้ไถ่ถอนหุ้นกู้คืนก่อนกำหนด (Call Option) ณ ราคาเรียกคืน (Call Price) ในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหุ้นหมดโอกาสที่จะทำกำไรสูงสุดจากการแปลงสภาพ และไม่ได้รับดอกเบี้ยจากหุ้นอีกต่อไป

หุ้นกู้แปลงสภาพมักจะได้รับความนิยมจากนักลงทุนในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ และตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้นทั้งนี้เนื่องจากนักลงทุนมีโอกาสได้รับ capital gain จากการแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมสูงกว่าหุ้นกู้ปกติ นักลงทุนจึงยอมรับอัตราดอกเบี้ย ที่ค่อนข้างต่ำของหุ้นกู้แปลงสภาพ ในมุมของบริษัทผู้ออก การออกหุ้นกู้แปลงสภาพมีประโยชน์ในหลายกรณีเช่น ต้นทุนการจ่ายดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการออกตราสารหนี้แบบทั่วไป ทำให้บริษัทมีต้นทุนการกู้เงินที่ต่ำลง


หุ้นกู้แปลงสภาพไม่ใช่หุ้นกู้ประเภทใหม่ที่เพิ่งมีการออก จริงๆ แล้วในอดีตที่ผ่านมามีการออกหุ้นกู้แปลงสภาพกันมาก โดยเฉพาะในช่วงก่อนวิกฤตปี2540 ที่ตลาดหุ้นคึกคัก มีบริษัทไทยที่ออกหุ้นกู้แปลงสภาพหลายบริษัทแต่ภายหลังจากวิกฤติปี 2540 ตราสารหนี้แปลงสภาพก็ได้ลดความนิยมลงมากจนกระทั่งปัจจุบันที่ตลาดหุ้นคงความร้อนแรงต่อเนื่องมาหลายปีติดต่อกัน ก็เริ่มมีหลายบริษัทหันมาออกหุ้นกู้แปลงสภาพกันแล้ว ดังนั้นในยามที่ภาวะตลาดหุ้นที่หลายคนมองว่ายังไปต่อได้ การออกหุ้นกู้แปลงสภาพอาจกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งเพราะจะช่วยให้ผู้ออกมีต้นทุนการกู้ยืมเงินลดลงและนักลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่อยู่ในระดับต่ำ หุ้นกู้แปลงสภาพจึงดูเหมือนเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าจับตามองต่อไป …

แน่นอนนะครับว่าก่อนลงทุนในหุ้นนกูู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture)  ควรศึกษาข้อมูลและรายละเอียดของหุ้นนกูู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture) ให้ดีย้ำนะครับว่าต้องศึกษาให้รอบครอบ ทั้งลักษณะ ผลตอบแทน ระยะเวลาลงทุน และเงื่อนไขของหุ้นนกูู้แปลงสภาพทั้ง 6 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลของหุ้นกู้แปลงสภาพที่สามารถทำให้นักลงทุน...ลงทุนในหุ้นกู้แปลง สภาพได้อย่างมั่นใจ และได้รับผลตอบแทนทีคุ้มค่าในเวลาที่เหมาะสมอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนในทุกๆครั้งนะครับ... สำหรับวันนี้ขอจบเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ และกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับ สวีดัด สวัสดีครับ  ----- ^_^ -----

Article by : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger : http://www.dolravee.com/
Facebook : https://goo.gl/qNF1ak
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4



หุ้นกู้ - Corporate Bond หรือ Debenture คืออะไร? | มือใหม่...ลงทุนในหุ้น - Stock Invesment

 
หุ้นกู้  - Corporate Bond หรือ Debenture  เป็นตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปีที่ออกโดยบริษัทเอกชนเพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนทั่วไปเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการ  หุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชนนี้มักจะมีเงื่อนไขรายละเอียดของการออกในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดแรงจูงใจสอดคล้องกับความต้องการเงินทุนและความสามารถในการจ่ายคืนเงินต้นของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้นั้นๆ... 




วัตถุประสงค์หลักของหุ้นกู้ เพื่อเป็นการระดมทุนนอกจากนักลงทุนรายใหญ่แล้วยังต้องการระดมทุนจากประชาชนรายย่อย ด้วยวิธีการกู้เงินในระยะยาวเป็นหลัก... หุ้นกู้  (Debenture) เป็นลักษณะ ตั๋วสัญญาชนิดหนึ่งหรือตราสารหนี้เพื่อนำเงินไปใช้ในระยะยาวที่ออกโดยผู้กู้ ซึ่งระบุว่าผู้กู้ ได้กู้ยืมเงินจำนวนหนึ่งจากผู้ถือหุ้นกู้ โดยผู้กู้สัญญาว่าจะจ่ายคืนเงินจำนวนดังกล่าวในอนาคต และจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายงวดตามวันที่กำหนดไว้ตลอดอายุตราสารหุ้นกู้  (Debenture) ผู้ถือหุ้นกู้จะมีสภาพเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทที่ออกหุ้นกู้นั้นๆในทันทีนั่นเอง...



ลักษณะหุ้นกู้  (Debenture) เป็นอย่างไร พูดง่ายๆเลยนะครับ กล่าวคือ เมื่อเราซื้อหุ้นกู้ เราจะมีฐานะเป็น เจ้าหนี้ ส่วนบริษัทที่ออกหุ้นกู้ จะมีฐานะเป็น ลูกหนี้ ซึ่งความเป็นเจ้าหนี้ของเราสามารถเป็นได้หลายแบบตามลักษณะของหุ้นกู้  (Debenture) เช่น มีประกันหรือไม่มีประกัน ด้อยสิทธิหรือไม่ด้อยสิทธิ   หุ้นกู้แปลงสภาพ หุ้นกู้ชนิดทยอยจ่ายคืนเงินต้น หุ้นกู้ชนิดที่ให้สิทธิในการไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด เป็นต้น...

แต่ในกรณีเป็นหุ้นกู้มีประกัน แสดงว่า หุ้นกู้นี้มีการให้หลักประกันแก่เรานั้นเอง อาทิ เช่น ที่ดิน อาคาร อสังหาริมทรัพย์  และสังหาริมทรัพย์ เพราะถ้าหากบริษัทเกิดมีปัญหา ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นให้เราได้ เราจะมีสิทธิในหลักประกันนั้นเพื่อนำมาชำระหนี้ให้เราก่อนเจ้าหนี้รายอื่นๆนั้นเอง... 
ทั้งนี้ นะครับหุ้นกู้ (Debenture) เรายังสามารถจะจำแนกเป็นลักษณะที่เข้าใจง่ายได้ดังนี้...
1- วัตถุประสงค์ของหุ้นกู้ (Debenture)  เพื่อเป็นการระดมทุน จากประชาชน ด้วยวิธีการกู้เงินในระยะยาว
2- ผู้ถือตราสารไม่มีสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุม ซึ่งมีความแตกต่างกับหุ้นสามัญที่มีสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุม
3- ผู้ถือตราสารมีสิทธิในการเป็นมีส่วนร่วมเป็นเจ้าหนี้ของกิจการ
4- สิทธิพิเศษ คือ ได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ
5- ผลตอบแทนของหุ้นกู้ คือ ดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นตามระยะเวลา และ ตามอัตราที่กำหนด โดยผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินต้นคืนครบถ้วน เมื่อสิ้นสุดอายุตามระยะเวลาที่กำหนด...




ทั้งนี้หุ้นกู้ (Debenture) ที่ออกมาจำหน่ายแก่นักลงทุนจะต้องระบุข้อมูลที่สำคัญ ดังนี้
1- ระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน หรืออายุหุ้นกู้ (Debenture)
2- มูลค่าที่ตราไว้ หรือ มูลค่าเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งเป็นเงินต้นที่ผู้กู้ ต้องชำระคืน ณ วันครบกำหนดไถ่ถอน
3- อัตราดอกเบี้ย ที่ระบุไว้บนใบหุ้นกู้ ซึ่งแสดงถึงร้อยละของมูลค่าที่ตราไว้ โดยมักจะจ่ายเป็นรายปีหรือรายครึ่งปี

สิทธิพิเศษหลักๆของหุ้นกู้ (Debenture)  สรุปง่ายๆเราจะได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ และหุ้นกู้ (Debenture) ยังจัดเป็นหลักทรัพย์ที่ให้รายได้ประจำ เนื่องจากการจ่ายดอกเบี้ยและชำระคืนเงินต้นของหุ้นกู้ ได้ระบุไว้อย่างแน่นอน ณ เวลาที่กำหนดเป็นจำนวนเงินคงที่ตลอดอายุหุ้นกู้ ดังนั้นผู้ซื้อหรือผู้ถือหุ้นกู้ (Debenture) จะทราบถึงกระแสเงินสดในอนาคตที่จะได้รับนับจากวันที่ซื้อจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน  การลงทุนในหุ้นกู้นั้น  นักลงทุนจะต้องคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระดอกเบี้ยและเงินต้น จะขึ้นอยู่กับความมั่นคงและฐานะทางการเงินของบริษัทผู้ออก  ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นกู้จะมีความเสี่ยงสูงเสมอไป เนื่องจากบริษัทเอกชนบางรายนั้นอาจมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งมาก และโดยทั่วไป อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้จะสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลที่มีลักษณะและอายุเท่ากัน นั่นเอง...

ประเภทของหุ้นกู้ (Debenture) ในปัจจุบัน บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ ได้ออกหุ้นกู้หลายหลายรูปแบบ ทั้งนี้เพื่อเป็นการดึงดูดนักลงทุนให้สนใจหุ้นกู้ของบริษัท และเพื่อให้บริษัทสามารถออกหุ้นกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ตัวอย่างของหุ้นกู้ที่มีออกจำหน่ายในปัจจุบัน เช่น
1-   หุ้นกู้ด้อยสิทธิ
2-   หุ้นกู้แปลงสภาพ
3-   หุ้นกู้ชนิดมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
4-   หุ้นกู้ชนิดทยอยจ่ายคืนเงินต้น
5-    หุ้นกู้ชนิดที่ให้สิทธิในการไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด 



การซื้อหุ้นกู้ (Debenture) คือการให้บริษัทกู้ยืมเงิน ดังนั้น ก่อนซื้อหุ้นกู้จึงต้องดูให้แน่ใจก่อนว่า บริษัทมีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน ฐานะการเงินเป็นอย่างไร เพราะสะท้อนว่าบริษัทมีเงินจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนให้เราได้หรือไม่ ซึ่งเราสามารถดูได้จากอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่จัดทำโดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) อันดับความน่าเชื่อถือนี้จะใช้สัญลักษณ์เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ 4 ตัวคือ A B C และ D โดยอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดเท่ากับ AAA และในแต่ละขั้นยังมีการย่อยเป็นบวกและลบ เช่น AA+ A-  เป็นต้น ซึ่งอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ BBB- ขึ้นไปถึง AAA จัดเป็นหุ้นกู้ที่อยู่ในระดับน่าลงทุน ส่วนอันดับความน่าเชื่อถือที่ต่ำกว่า BBB- ถือเป็นหุ้นกู้ที่ควรระมัดระวังในการลงทุนนั่นเอง ทั้งนี้นักลงทุนจะต้องศึกษาและฝึกตัดสินใจทางด้านปัจจัยอื่นๆประกอบการพิจรณาด้วย...

แน่นอนนะครับว่าก่อนลงทุนในหุ้นกู้  (Debenture) ควรศึกษาข้อมูลและรายละเอียดของหุ้นกู้ให้ดีย้ำนะครับว่าต้องศึกษาให้รอบครอบ ทั้งลักษณะ ผลตอบแทน ระยะเวลาลงทุน และเงื่อนไขของหุ้นกู้ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนในทุกๆครั้งนะครับ... สำหรับวันนี้ขอจบเพียงเท่าน้ก่อนนะครับ และกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับ สวัสดีครับ  ----- ^_^ -----

Article by : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger : http://www.dolravee.com/
Facebook : https://goo.gl/qNF1ak
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4

หุ้นบุริมสิทธิ - Preferred Stock คืออะไร | มือใหม่...ลงทุนในหุ้น - Stock Invesment


หุ้นบุริมสิทธิ - Preferred Stock  คืออะไร 


     หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) คือ หุ้นที่มีสิทธิเหนือกว่าหุ้นสามัญทั่วไป ที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าของ... เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิเป็นกำหนดอัตราตายตัวไว้ล่วงหน้า และถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัทแม้ว่าบริษัทไม่จ่ายเงินปันผลในปีที่ไม่มีกำไรก็ตาม...



    หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน คล้ายกับหุ้นสามัญ เพียงแต่ว่าไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหาร มีข้อแตกต่างจากหุ้นสามัญคือ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ... หุ้นบุริมสิทธิบนกระดานหุ้นสังเกตได้จากสัญลักษณ์ -P ท้ายอักษรย่อ ของหุ้นสามัญ ทั้งนี้ หุ้นบุริมสิทธิ มีเพื่อให้สิทธิกลุ่มทุนเพื่อตอบแทนที่ช่วยเหลือกิจการตอนสถานการณ์คับขันหรือเกิด วิกฤต หุ้นบุริมสิทธิจึงมีสิทธิได้เงินปันผลแม้ในปีที่กิจการไม่จ่ายปันผลก็ตาม... สมมุติว่ากิจการสามารถทำกำไรได้ 500 ล้านบาท แต่ยังไม่จ่ายปันผลเพราะจะต้องการนำกำไรไปลงทุนขยายกิจการต่อ ผู้ที่ถือหุ้นสามัญจึงไม่ได้รับเงินปันผล แต่หุ้นบุริมสิทธิได้รับเงินปันผลเหมือนเดิมเพราะเงินปันผลของผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะมีการกำหนดอัตราไว้ล่วงหน้า นี้คือสิ่งที่หุ้นบุริมสิทธิเหนือกว่าหุ้นสามัญนั่นเอง... หุ้นบุริมสิทธิ จะไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม กล่าวคือ "หุ้นบุริมสิทธิได้เงินปันผล แต่ ห้ามออกเสียงในที่ประชุม"  เพราะสมมุติว่าหากให้มีการเข้าร่วมประชุมอาจจะมีความวุ่นวายตามมาในเรื่องการเข้าแทรกแซงการบริกหารการจัดการ หรือยึดอำนาจบริหารในกิจการของบริษทได้ ...



ทั้งนี้หุ้นบุริมสิทธิยังแบ่งออกคร่าวๆได้เป็น...

1- หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม (Cumulative Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิชนิดที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลในปีที่ไม่ได้ประกาศจ่ายเงินปันผล
2- หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม (Non – Cumulative Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิชนิดที่หากปีใดไม่ได้จ่ายเงินปันผล จะไม่สามารถยกยอดไปจ่ายในปีถัดไป
3- หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ (Participating Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิที่ผู้ถือห้นมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลร่วมกับผู้ถือหุ้นสามัญอีก หลังจากที่ได้รับเงินปันผลในอัตราที่กำหนดแล้ว
4- หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่ร่วมรับ (Non – Participating Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิที่ได้รับเงินปันผลตามอัตราที่กำหนดเท่านั้น



    ข้อดีการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)  คือจะมีความคล่องตัวและความยืดหยุ่น ไม่มีกำหนดเวลาไถ่ถอนคืนอีกทั้งหุ้นบุริมสิทธิถือเป็นส่วนของเจ้าของ ดังนั้น การออกหุ้นบุริมสิทธิจึงยังทำให้บริษัทรักษาฐานะและอำนาจไว้ได้... ถ้ามีความจำเป็นต้องจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมในอนาคต การออกหุ้นบุริมสิทธิ ทำให้กิจการอาจไม่จำเป็นต้องออกหุ้นสามัญอีก ดังนั้น จึงไม่กระทบกระเทือนต่อราคาหุ้นสามัญ และการออกหุ้นบุริมสิทธิไม่ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน ทำให้กิจการสามารถนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ไปค้ำประกันหนี้ชนิดอื่นได้....


.
    ข้อเสียการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) คือจะต้องจ่ายเงินปันผลให้กับหุ้นบุริมสิทธิสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้  เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่นำไปหักภาษีในการคำนวณหากำไรสุทธิ  เงินปันผลของผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะมีการกำหนดอัตราไว้ล่วงหน้า... ปัจจุบันความนิยมลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิมีน้อย เนื่องจากข้อเสียเปรียบบางประการสำหรับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ เช่น ไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหารงาน เป็นต้น...


เรามาสรุปกันแบบให้เข้าใจง่ายๆกันดีกว่านะครับว่า หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) คือ อะไร?

1-  หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนจากประชาชน

2-  ผู้ถือตราสาร  หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจจการ

3-  ผู้ถือตราสาร หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)  ไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม

4- สิทธิพิเศษของ หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) ได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อน ผู้ถือหุ้นสามัญ ในกรณีบริษัทเลิกกิจการ

5- ผลตอบแทน หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) คือ จ่ายเงินปันผลในอัตราที่แน่นอน (Fixed)

6- หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) บนกระดานหุ้นสังเกตได้จากสัญลักษณ์ -P ท้ายอักษรย่อ ของหุ้นสามัญ

สุดท้ายนี้เราคงเข้าใจกันแล้วนะครับว่าในเรื่องหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร ปัจจุบัน หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)  ไม่เป็นที่นิยมนัก เมื่อเทียบกับหุ้นสามัญทั่วไป แต่ผู้ที่สนใจที่จะเป็นนักลงทุนก็ยังมีความจำเป็นที่เราจะต้องเข้าใจธุรกิจก่อนที่เราคิดจะลงทุนเพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเราเอง สำหรับวันนี้ผมของจบเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ แล้วมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆนะครับ... ^_^ ...

ครูพี่ลี ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger   :
    http://www.dolravee.com/
Facebook :    https://goo.gl/qNF1ak
Youtube  :    https://goo.gl/F6d8A4

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพุธ เวลา 19.00 น. - 21.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" พวกเราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม