แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมาภิบาล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมาภิบาล แสดงบทความทั้งหมด

ธรรมาภิบาลที่จับต้องได้ เมื่อความดีต้องมีเครื่องมือ

 

 


เมื่อความดีต้องมีเครื่องมือ จาก “คนดี” สู่ “ระบบที่ทำให้คนดีทำงานได้จริง” 

 

วันนี้ผมไปเจอบทความหนึ่งครับ... อ่านไป อ่านไป แล้วผมก็หยุดอยู่ตรงคำถามหนึ่ง ไม่ใช่คำถามว่า “ใครจะชนะการเลือกตั้ง?” แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นมากว่า...


“ถ้าเราอยากให้บ้านเมืองดีขึ้น เราจะสร้างเครื่องมืออะไรขึ้นมา เพื่อทำให้คนที่อยากทำความดี มีโอกาสเข้าไปทำงานให้บ้านเมืองได้จริง?” ผมคิดว่าคำถามนี้น่าสนใจมาก เพราะประเทศไทยพูดคำว่า “ธรรมาภิบาล” มานาน เราพูดถึงความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม การตรวจสอบ คนดี จริยธรรม คุณธรรม พูดกันเก่งมากครับ แต่คำถามสำคัญก็คือ... แล้วทั้งหมดนี้ เรามี “เครื่องมือ” รองรับหรือยัง? หรือเรายังฝากความหวังทั้งหมดไว้กับว่า “ขอแค่ได้คนดีสักคนหนึ่งเข้ามา... ทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้น”

ผมกลับมองว่า... ประเทศไม่ควรต้องฝากอนาคตไว้กับคนดีเพียงคนเดียว เพราะต่อให้คนหนึ่งคนดีมากแค่ไหน ถ้าระบบไม่ดี คนหนึ่งคนก็อาจทำอะไรได้ไม่มาก แต่ถ้าเราสามารถสร้างระบบที่ดีได้ คนธรรมดาหลายร้อยคน หลายพันคน หลายหมื่นคน ก็อาจกลายเป็นพลังร่วมของสังคมได้

บทความที่ผมไปเจอ เป็นบทความของท่าน พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เลขาธิการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ชื่อบทความน่าสนใจมากครับ...


“การเมือง 180 องศา และการจัดทัพคนดี 4 5 6 เพื่อบ้านเมือง”


ฟังดูเหมือนเรื่องการเมือง แต่ถ้าอ่านให้ลึกลงไป มันกำลังพูดถึงเรื่องที่ใหญ่กว่าการเลือกตั้ง มันกำลังพูดถึง “การสร้างคน” และที่สำคัญ... “การสร้างระบบ”

เราเบื่อการเมืองได้ไหม? เบื่อได้ครับ หลายคนเบื่อ บางคนบอกว่า “อย่าพูดเรื่องการเมืองเลย” บางคนบอกว่า “ฉันไม่ยุ่งการเมือง” บางคนบอกว่า “การเมืองเป็นเรื่องของนักการเมือง” แต่ลองคิดอีกทีครับ ถ้าเราขึ้นรถแล้วเจอรถติด นี่การเมืองไหม? ถ้าลูกเราเข้าโรงเรียนแล้วคุณภาพการศึกษาไม่เท่ากัน นี่การเมืองไหม? ถ้าพ่อแม่เราเจ็บป่วยและเข้าถึงบริการสาธารณะไม่สะดวก นี่การเมืองไหม? ถ้าคนทำมาหากินตัวเล็ก ๆ ต้องแบกต้นทุนเพิ่มขึ้นทุกปี นี่การเมืองไหม? จริง ๆ แล้ว...

การเมืองไม่ได้อยู่เฉพาะในรัฐสภา การเมืองอยู่ในชีวิตประจำวัน อยู่ในงบประมาณ อยู่ในกฎหมาย อยู่ในนโยบาย อยู่ในระบบราชการ อยู่ในโอกาสของคน และอยู่ในคุณภาพชีวิตของเรา เราอาจไม่สนใจการเมือง แต่...

การเมืองไม่เคยไม่สนใจเรา เพราะทุกครั้งที่รัฐตัดสินใจว่าจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ชีวิตของ ประชาชนก็ได้รับผลกระทบเสมอ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า โจทย์ของคนไทยอาจไม่ใช่ “เราจะหนีการเมืองอย่างไร?” แต่อาจเป็น “เราจะทำอย่างไรให้การเมืองเป็นเครื่องมือของประชาชนมากขึ้น?”


จาก “ใครจะเป็นผู้นำ?” สู่ “เราจะสร้างผู้นำอย่างไร?”


นี่คือจุดที่ผมรู้สึกว่าบทความนี้น่าสนใจ เพราะแทนที่จะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ใครจะลงสมัคร?” แนวคิดในบทความพยายามขยับไปสู่คำถามว่า “เราจะเตรียมคนอย่างไร?” และเกิดแนวคิด “ทัพคนดี 4 5 6” 

  • เลข 4 พูดถึงหลักธรรมที่ใช้ขับเคลื่อนชีวิตและการอยู่ร่วมกับสังคม
  • เลข 5 พูดถึงศีล
  • เลข 6 พูดถึงการรู้เท่าทันการแสดงออกผ่านกาย วาจา ใจ และสิ่งที่เข้ามากระทบเรา


พูดง่าย ๆ ก็คือ... ก่อนจะไปบริหารประเทศ ต้องเริ่มจากบริหารตัวเองให้ได้เสียก่อน ก่อนจะตรวจสอบคนอื่น ต้องตรวจสอบตัวเองได้ก่อน ก่อนจะพูดเรื่องธรรมาภิบาล ต้องถามตัวเองว่า เราใช้ชีวิตอย่างมีธรรมาภิบาลหรือยัง? นี่คือคำถามที่ผมคิดว่าสำคัญมาก เพราะปัญหาของสังคมจำนวนมาก ไม่ได้เริ่มต้นจากคนเลว บางครั้งมันเริ่มต้นจาก คนที่บอกว่า “นิดเดียวเอง” คนที่บอกว่า “ทุกคนก็ทำกัน” คนที่บอกว่า “ถ้าฉันไม่ทำ คนอื่นก็ทำ” แล้วจาก “นิดเดียว” กลายเป็นเรื่องใหญ่ จากการละเลยเล็ก ๆ กลายเป็นวัฒนธรรม จากวัฒนธรรม กลายเป็นระบบ และเมื่อระบบผิด คนดีที่อยู่ในระบบก็อาจเหนื่อย นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่า คำว่า “ธรรมาภิบาล” ไม่ควรหยุดอยู่ที่การอบรม มันควรลงไปถึงวิธีคิด วิธีคัดคน วิธีทำงาน วิธีตัดสินใจ และวิธีรับผิดชอบต่อผลลัพธ์


คนดีอย่างเดียวพอไหม?

ผมขอถามแรง ๆ สักคำถามครับ ถ้าคนดีคนหนึ่งบริหารงานไม่เป็น เขาจะช่วยประเทศได้มากแค่ไหน? นี่คือสิ่งที่เราอาจต้องคุยกันอย่างจริงจัง เพราะประเทศไม่ได้ต้องการแค่ “คนดี” ประเทศต้องการ คนดีที่ทำงานเป็น ต้องซื่อสัตย์ แต่ต้องคิดเป็นด้วย ต้องเสียสละ แต่ต้องบริหารทรัพยากรเป็นด้วย ต้องรักประชาชน แต่ต้องอ่านข้อมูลเป็นด้วย ต้องมีคุณธรรม แต่ต้องเข้าใจกฎหมาย ต้องมีจิตสาธารณะ แต่ต้องทำงานกับคนที่เห็นต่างได้ เพราะการบริหารประเทศ ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครพูดเพราะที่สุด แต่มันคือการตัดสินใจภายใต้ปัญหาที่ซับซ้อน ประชาชนมีความต้องการไม่เหมือนกัน งบประมาณมีจำกัด ทรัพยากรมีจำกัด และทุกนโยบายมีต้นทุน ดังนั้น... ความดีต้องเดินคู่กับความสามารถ คุณธรรมต้องเดินคู่กับความรู้ และอุดมการณ์ต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า เราควรเติมเข้าไปในคำว่า “คนดี”


“เดินสองขา” แล้วประเทศจะเดินอย่างไร?


อีกแนวคิดที่ผมสะดุดใจ คือแนวคิดเรื่อง “การเดิน 2 ขา” ขาหนึ่งคือภาคประชาสังคม อีกขาหนึ่งคือการเมืองในระบบ ผมว่าภาพนี้ชัดมากครับ ลองคิดดู ถ้าประเทศมีแต่การเมืองในระบบ แต่ไม่มีเสียงจากชุมชน ระบบก็อาจห่างจากชีวิตจริง แต่ถ้ามีแต่ภาคประชาชน ไม่มีช่องทางส่งต่อความคิดเข้าไปสู่กระบวนการตัดสินใจ ข้อเสนอจำนวนมากก็อาจหยุดอยู่แค่ในเวทีประชุม เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีทั้งสองด้าน ประชาชนต้องมีพลัง และ ระบบต้องมีช่องทางรับพลังนั้น ชุมชนต้องพูดได้ ระบบต้องฟังได้ ประชาชนต้องเสนอได้ รัฐต้องตอบได้ และเมื่อมีการตัดสินใจ ประชาชนต้องตรวจสอบได้ นี่แหละครับผมคิดว่าเป็นหัวใจหนึ่งของธรรมาภิบาล ไม่ใช่แค่ถามว่า “ใครดี?” แต่ต้องถามด้วยว่า “ระบบเปิดโอกาสให้คนดีมีส่วนร่วมแค่ไหน?”


จากการเมืองเรื่อง “ตัวบุคคล” ไปสู่การเมืองเรื่อง “ระบบ”


บทความนี้ใช้คำว่า “การเมือง 180 องศา” ผมชอบคำนี้ เพราะมันทำให้เราจินตนาการเห็นภาพ เหมือนเรายืนอยู่ที่เดิม แต่หันกลับอีกด้านหนึ่ง จากการถามว่า “ใครจะมาเป็นผู้นำ?” หันมาเป็น “เราจะสร้างกระบวนการคัดสรรผู้นำอย่างไร?” จาก “ใครเก่งที่สุด?” เป็น “ใครได้รับความไว้วางใจจากประชาชน และทำงานเพื่อส่วนรวมได้?” จาก “ใครเป็นเจ้าของ?” เป็น “ประชาชนมีสิทธิเป็นเจ้าของกระบวนการมากแค่ไหน?” นี่คือการเปลี่ยนมุมมอง และผมคิดว่ามันสำคัญมาก เพราะการเมืองที่ยึดติดกับคน อาจเปลี่ยนเมื่อคนเปลี่ยน แต่ถ้าเราออกแบบระบบที่ดี ระบบก็มีโอกาสเดินต่อได้ แม้คนในระบบจะเปลี่ยน

“ความถูกต้อง” กับ “ความถูกใจ”


อีกประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากจากแนวคิดในบทความคือ “ยึดความถูกต้อง ไม่ใช่ความถูกใจ” ลองนึกภาพตามนะครับ นักการเมืองคนหนึ่งพูดสิ่งที่คนอยากฟัง คนปรบมือ ยอดวิวพุ่ง คอมเมนต์ดี ทุกอย่างดูสวยงาม แต่ถามว่า... แก้ปัญหาได้จริงหรือยัง? นี่คือโจทย์ เพราะความถูกใจ อยู่กับเราได้ไม่นาน แต่ความถูกต้อง ต้องผ่านการพิสูจน์ด้วยเวลา บางนโยบายอาจไม่หวือหวา บางการตัดสินใจอาจไม่มีเสียงปรบมือ บางเรื่องอาจต้องพูดความจริงที่ไม่ถูกใจคน แต่ถ้านั่นคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ผมคิดว่าเราต้องกล้าพูด นี่คือเหตุผลว่า ประชาธิปไตยที่แข็งแรง ไม่ใช่สังคมที่ทุกคนคิดเหมือนกันแต่เป็นสังคมที่ คนเห็นต่างกันได้ แต่ยังอยู่ร่วมกันได้ และสามารถตรวจสอบกันด้วยเหตุผล ข้อมูล และกติกา

แล้ว “ทัพคนดี” จะมีความหมายจริงได้อย่างไร?


ผมคิดว่าคำว่า “ทัพคนดี” จะทรงพลังมากก็ต่อเมื่อเราไม่ตีความว่า “คนดี” คือคนที่เราชอบ เพราะทันทีที่คำว่า “คนดี” หมายถึง “คนที่คิดเหมือนเรา” เราจะกลับไปสู่ปัญหาเดิมทันที ดังนั้น คนดีในพื้นที่สาธารณะ ควรเป็นคนที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ มีประวัติการทำงาน มีความรับผิดชอบ มีความรู้ มีจริยธรรม รับฟังความเห็นต่าง และพร้อมให้สังคมตรวจสอบ เพราะการเมืองสมัยใหม่ ไม่ควรขอให้ประชาชน “เชื่อใจอย่างเดียว” แต่ควรสร้างระบบที่ทำให้ประชาชน “ตรวจสอบได้” นี่แหละครับคือการเปลี่ยนจาก “เชื่อคน” ไปสู่ “เชื่อระบบที่ตรวจสอบได้”


ผมจึงกลับมาที่คำถามเดิม


ประเทศไทยต้องการอะไร? ต้องการนักการเมืองเพิ่มขึ้น? หรือเราต้องการ “พลเมืองที่พร้อมเข้า มารับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มขึ้น?” ผมคิดว่าคำถามนี้น่าคิด เพราะประชาธิปไตยไม่ได้สร้างเสร็จในวันเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นเพียงจุดหนึ่ง แต่ประชาธิปไตยจริง ๆ ต้องมีทั้งก่อนเลือกตั้ง ระหว่างการทำงาน และหลังจากนั้น ประชาชนต้องติดตาม ตั้งคำถาม ตรวจสอบ เสนอทางเลือก และมีส่วนร่วม ขณะที่คนที่รับอำนาจจากประชาชน ก็ต้องยอมรับว่า อำนาจนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว มันคือความไว้วางใจชั่วคราวันหนึ่งรับมา วันหนึ่งก็ต้องส่งต่อ


 และบางที...


นี่อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “180 องศา” ไม่ใช่การหมุนจากนักการเมืองคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง แต่เป็นการหมุน จาก “ตัวบุคคล” ไปสู่ “ระบบ” จาก “ผู้มีอำนาจ” ไปสู่ “ประชาชน” จาก “ความนิยม” ไปสู่ “ความรับผิดชอบ” จาก “คนดีหนึ่งคน” ไปสู่ “วัฒนธรรมที่สร้างคนดีได้อย่างต่อเนื่อง” และจากการถามว่า “ใครจะมาช่วยบ้านเมือง?” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า... “เราจะสร้างระบบอะไร ที่ทำให้คนธรรมดาสามารถลุกขึ้นมาช่วยบ้านเมืองได้?” นี่ต่างหากครับ ที่ผมคิดว่าน่าติดตาม

เพราะสุดท้ายแล้ว... บ้านเมืองอาจไม่ได้เปลี่ยน เพราะเราพูดคำว่า “ธรรมาภิบาล” บ่อยขึ้น ไม่ได้เปลี่ยน เพราะเราประกาศว่าเรารักประเทศมากขึ้น และไม่ได้เปลี่ยน เพราะเรารอคนเก่งคนหนึ่งมาช่วยทั้งหมด ประเทศจะเปลี่ยน เมื่อเราสร้างคน สร้างระบบ สร้างพื้นที่ให้ประชาชน สร้างกลไกตรวจสอบ และสร้างวัฒนธรรมที่ยอมรับว่า อำนาจมีไว้เพื่อรับผิดชอบ ไม่ใช่เพื่อครอบครอง ผมจึงอยากทิ้งคำถามนี้ไว้กับทุกคนครับ ไม่ใช่ “ใครจะเป็นคนดีของประเทศ?”

แต่คือ... “เราจะช่วยกันสร้างระบบแบบไหน ที่ทำให้คนดีมีโอกาสทำงาน คนเก่งมีโอกาสรับใช้สังคม ประชาชนมีโอกาสเลือก และทุกคนที่ถืออำนาจ ต้องถูกตรวจสอบ?” เพราะถ้าวันหนึ่งเราทำสิ่งนี้ได้...

วันนั้น... ธรรมาภิบาลจะไม่ใช่แค่คำพูด แต่มันจะกลายเป็น เครื่องจักรของสังคม เครื่องจักรที่ทำให้ความดีเดินหน้า เครื่องจักรที่ทำให้คนธรรมดามีพลัง และเครื่องจักรที่ทำให้การเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องรอ “ฮีโร่” เพราะเราไม่ได้กำลังสร้าง “คนดีคนหนึ่งเพื่อประเทศ” แต่เรากำลังสร้าง “ระบบที่ทำให้คนดีจำนวนมาก มีโอกาสสร้างประเทศของตัวเอง”

และบางที... การเมือง 180 องศา อาจไม่ได้เริ่มต้นในสภา แต่มันอาจเริ่มต้นจาก คำถามเล็ก ๆ ของประชาชนคนหนึ่งว่า... “ถ้าเราอยากเห็นบ้านเมืองดีขึ้น วันนี้... เราจะช่วยออกแบบมันอย่างไ
ร?”

 



📘 แหล่งข้อมูล | คลิปวีดีโอต่อยอดสู่การเรียนรู้ “ธรรมาภิบาล”


📘 แหล่งข้อมูล | บทความต่อยอดสู่การเรียนรู้ “ธรรมาภิบาล” 

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

4 เรื่องจริงน่าทึ่งของ “ธรรมาภิบาล” ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้!

 


4 เรื่องจริงน่าทึ่งของ "ธรรมาภิบาล" ที่คุณอาจไม่เคยรู้จากที่ไหนมาก่อน

คำว่า "ธรรมาภิบาล" (Good Governance) อาจฟังดูเป็นคำใหญ่ เป็นศัพท์เชิงวิชาการที่ดูเหมือนจะลอยอยู่ไกลตัวเรา และเกี่ยวข้องกับแค่นักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงเท่านั้น หลายคนอาจรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยากจะเข้าใจแต่เบื้องหลังคำศัพท์ที่ดูเป็นทางการนี้ กลับมีเรื่องราวเบื้องลึกที่น่าประหลาดใจ เต็มไปด้วยแง่มุมที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม รากเหง้า และชีวิตประจำวันของเราอย่างคาดไม่ถึง มันไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายหรือโครงสร้างการบริหารประเทศ แต่เป็นเรื่องที่เริ่มต้นจากจุดที่เล็กที่สุด นั่นคือ "หัวใจ" ของคนแต่ละคน

บทความนี้ผมจะพาท่านออกเดินทางไปค้นพบ 4 ประเด็นน่าทึ่งที่สรุปจากการสนทนากับ
พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เลขาธิการเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับธรรมาภิบาล ที่จะทำให้คุณเห็นว่าเรื่องนี้ใกล้ตัวและสำคัญกว่าที่เคยคิด

1. "ประชาธิปไตย" และ "วินัย" ไม่ใช่ของนำเข้า แต่มีอยู่ในวัฒนธรรมไทยมาแต่โบราณ

 

หลายครั้งที่เรามักได้ยินการเปรียบเทียบสังคมไทยกับชาติตะวันตกในเรื่องประชาธิปไตย หรือกับญี่ปุ่นในเรื่องระเบียบวินัย จนเกิดความคิดฝังใจว่าสิ่งเหล่านี้คือแนวคิดที่ต้อง "นำเข้า" มาปรับใช้ แต่ พล.อ. ดร. กิตติศักดิ์ ชวนให้เราพลิกมุมมองและขุดค้นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ถูกมองข้ามไป ท่านชี้ว่าเรามักจะ "บ้าฝรั่ง" จนลืมไปว่าหลักการสำคัญเหล่านี้ซ่อนอยู่ในรากเหง้าของเรามาเนิ่นนาน

• ด้านประชาธิปไตย : ลองนึกถึงประเพณีการ "ชักผ้าป่ากฐิน" ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา เมื่อมีผ้ากฐินเกิดขึ้นท่ามกลางหมู่สงฆ์ คณะสงฆ์จะพิจารณาร่วมกันและลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าพระภิกษุรูปใดเหมาะสมที่จะได้รับผ้าผืนนั้น นี่คือกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงที่บริสุทธิ์และงดงามซึ่งแฝงอยู่ในประเพณีของเรา

• ด้านระเบียบวินัย : เราชื่นชมการเข้าคิวของคนญี่ปุ่น แต่กลับมองข้ามแบบอย่างที่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือ วินัยสงฆ์ ภาพของการเข้าแถวบิณฑบาตอย่างเป็นระเบียบ หรือการนั่งตามลำดับอาวุโส (พรรษา) ล้วนเป็นภาพสะท้อนของวินัยที่เคร่งครัดซึ่งมีอยู่ในสังคมไทยมาตลอด

"เราเนี่ย มีวินัยก่อนเขาอีกครับ แต่เราไม่ดู ไม่ดูตัวอย่างของ เราเอง คืออะไรไหมครับ เรื่องวินัย เรื่องเข้าคิว พระแซงคิวไหมครับ พระบิณฑบาตแซงคิวไหมครับ พระนั่งตามพรรษาไหมครับ เห็นไหมฮะ"
บทเรียนที่ซ่อนอยู่ในประเพณีอันเรียบง่ายนี้คือ การหันกลับมามองเห็นและภาคภูมิใจในภูมิปัญญาดั้งเดิม อาจเป็นกุญแจสำคัญดอกแรกในการสร้างสังคมที่มีธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องรอรับแนวคิดจากที่อื่น

2. เบื้องหลังการคอร์รัปชันที่น่าตกใจ เมื่อ "ค่าคอมมิชชัน" พุ่งสูงถึง 50-70%

 

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ทุกคนรับรู้ แต่เบื้องลึกของปัญหานั้นรุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิด พล.อ. ดร. กิตติศักดิ์ ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ปัญหาการเรียกรับเงินใต้โต๊ะในโครงการภาครัฐนั้นทวีความรุนแรงถึงขั้นมีการเรียกรับสูงถึง 50% หรือแม้กระทั่ง 70% ของมูลค่าโครงการ ซึ่งสูงกว่า "ค่าคอมมิชชัน" ที่ภาคธุรกิจเคยจ่ายกันในอดีตที่ราว 10-20% อย่างมหาศาลสิ่งที่มุมมองนี้เผยให้เห็นคือความจริงที่ซับซ้อนและน่าอึดอัดใจเบื้องหลังการก่อตั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันขนาดใหญ่บางแห่ง ไม่ได้เกิดขึ้นจากอุดมการณ์อันบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว

แต่มีแรงผลักดันสำคัญมาจากการที่ภาคธุรกิจ "ทนไม่ไหว" กับการถูกรีดไถในอัตราที่สูงเกินจะรับได้ การตั้งองค์กรขึ้นมาจึงเปรียบเสมือนการสร้าง
"เครื่องมือต่อรอง" เพื่อเจรจาให้การจ่ายเงินใต้โต๊ะกลับมาอยู่ในระดับที่ "สมเหตุสมผล" มากกว่าที่จะขจัดให้หมดไป"ที่นี้ปรากฏว่า ภาครัฐที่โกงเนี่ย มันไม่เอา 20-30% แล้วครับ มันเอา 50% เลย โอ้โห มันเรียกทีนึง 70% เลย... ไอ้ นี่ ก็เลยตั้ง ไอ้ตัวนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องต่อรอง"

นี่คือภาพสะท้อนของวงจรการทุจริตที่ฝังรากลึกและบิดเบี้ยว จนแม้กระทั่งการลุกขึ้นต่อสู้ก็ยังมีแรงจูงใจที่ซับซ้อน มันแสดงให้เห็นถึงวิกฤตการณ์ทางธรรมาภิบาลที่กัดกินสังคมลึกกว่าที่หลายคนเคยจินตนาการไว้

3. ปัญหาไม่ใช่ขาดหน่วยงานปราบโกง แต่คือการมี "มากเกินไป" จนสับสน

 

เมื่อพูดถึงการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการตั้งหน่วยงานขึ้นมาปราบปราม แต่จากการสะท้อนมุมมองของ คุณหมอสมส่วน บูรณพงษ์ ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับภาคประชาสังคม กลับพบความจริงที่น่าประหลาดใจว่า ประเทศไทยมี "หน่วยงานปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นมากเกินไป"
การมีองค์กรจำนวนมาก เช่น ป.ป.ช., ป.ป.ท. และองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ แต่กลับทำงานแบบ "ต่างคนต่างทำ"

และขาดการบูรณาการอย่างแท้จริง ได้สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา นั่นคือความสับสนและไร้ประสิทธิภาพ ประชาชนที่เดือดร้อนไม่รู้ว่าจะต้องไปพึ่งพาหน่วยงานใดเป็นหลัก ทำให้กระบวนการตรวจสอบล่าช้าและไม่เป็นเอกภาพ เปรียบเสมือนการขาดระบบ
"one stop service" ที่จะจัดการปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ

"หน่วยงานปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันมันไม่ใช่ one stop service คือเป็นจุดเดียวแล้วก็... คุณจะมีหลายองค์กรก็ไม่ได้ว่านะ แต่ว่ามันต้องบูรณาการ หันมานั่งคุยกัน จับไม้จับมือกัน"
ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันอาจไม่ใช่แค่การเพิ่มกฎหมายหรือตั้งหน่วยงานใหม่ แต่หัวใจสำคัญคือการ "บูรณาการ" การทำงานของหน่วยงานที่มีอยู่ให้มีทิศทางเดียวกัน สร้างกลไกที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การต่อสู้กับการทุจริตเป็นไปอย่างมีพลังและเป็นระบบอย่างแท้จริง

4. ทางออกของปัญหา อาจเรียบง่ายแค่การเริ่มต้นที่ "คุณธรรม 4 ประการ" ในตัวเรา

 

ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างมหภาคที่ดูใหญ่และซับซ้อน พล.อ. ดร. กิตติศักดิ์ กลับชี้ไปยังทางออกที่เล็กที่สุดแต่ทรงพลังที่สุด นั่นคือการกลับมาเริ่มต้นที่ "ตัวเราเอง" โดยยึดหลัก "คุณธรรม 4 ประการ" ตามพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่ทุกคนสามารถเข้าใจและนำไปใช้ได้ทันที

คุณธรรม 4 ประการ ประกอบด้วย
1. สัจจะ: ความจริงใจต่อตนเองและผู้อื่น
2. ธรรมะ: การรู้จักข่มใจตนเองไม่ให้ทำผิด
3. ขันติ: ความอดทนต่อความยากลำบาก ไม่ท้อถอย
4. จาคะ: การรู้จักเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม

หลักการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดลอยๆ แต่เคยถูกรณรงค์อย่างเป็นรูปธรรมผ่าน "เพลงคุณธรรม 4 ประการ" ที่แต่งขึ้นในปี 2525 เพื่อปลูกฝังคุณค่าเหล่านี้ให้หยั่งรากลึกในสังคม พล.อ. ดร. กิตติศักดิ์ ยืนยันว่าหลักการเหล่านี้คือเคล็ดลับความสำเร็จในชีวิตราชการของท่าน

เป็นเครื่องมือในการบริหารตน บริหารคน และบริหารงาน ท่านย้ำว่าความพยายามใดๆ ในการแก้ไขเชิงโครงสร้างนั้น ล้วนแต่จะล่มสลายหากปราศจากรากฐานที่มั่นคงซึ่งก็คือความซื่อสัตย์สุจริตของแต่ละบุคคล
 
 


บทสรุป : จากการเดินทางสำรวจทั้ง 4 ประเด็น เราจะเห็นได้ว่า "ธรรมาภิบาล" ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย โครงสร้าง หรือตัวชี้วัดที่ซับซ้อน แต่เป็นเรื่องที่หยั่งรากลึกอยู่ในวัฒนธรรม ความเข้าใจในรากเหง้าของตนเอง การบูรณาการความร่วมมือ


และที่สำคัญที่สุดคือการเริ่มต้นบ่มเพาะคุณธรรมจากภายในใจของแต่ละคนบทสนทนากับ พล.อ. ดร. กิตติศักดิ์ ทิ้งบทสรุปที่คมคายแต่เปี่ยมด้วยความหวังไว้ให้เรา: พลังในการฟื้นฟูสังคมไม่ได้อยู่เพียงในมือของคณะกรรมการหรือองค์กรใดๆ แต่อยู่ในการตัดสินใจที่เงียบงันแต่หนักแน่นของเราในทุกๆ วัน
 
 
"เมื่อศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ... แล้ววันนี้ เราได้เริ่มต้นสร้าง 'พลังธรรมาภิบาล' จากจุดเล็กๆ ในตัวเรา เพื่อเป็นสะพานเชื่อมศีลธรรมสู่การปฏิบัติจริงแล้วหรือยัง?"


เรียบเรียง/บทความโดย ครูพี่ลี ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

ความลับของ “ธรรมาภิบาล” ที่ตำราไม่เคยบอกคุณ

 


บทความนี้ผมได้สังเคราะห์ประเด็นสำคัญจากการเสวนาในหัวข้อ "พลังธรรมาภิบาล จากชุมชนสู่อนาคตชาติ" รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน ช่วงเสวนาแลกเปลี่ยน โดยมี พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เลขาธิการเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ เป็นวิทยากรหลัก ประเด็นสำคัญชี้ให้เห็นว่า
"ธรรมาภิบาล" ซึ่งมีรากฐานมาจาก "คุณธรรม" ส่วนบุคคล

คือหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาระดับชาติ โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชันที่เปรียบเสมือน "มะเร็งร้าย" ของสังคมไทย การขับเคลื่อนต้องเริ่มต้นจากระดับบุคคล ชุมชน และขยายผลสู่ระดับชาติ โดยยึดหลักธรรมาภิบาล 6 ประการ ได้แก่ คุณธรรม, นิติธรรม, ความโปร่งใส, การมีส่วนร่วม, ความรับผิดชอบ และความคุ้มค่า ซึ่งสอดคล้องกับหลัก "คุณธรรม 4 ประการ" ของในหลวงรัชกาลที่ 9

การเสวนาได้วิเคราะห์ถึงวิกฤตการณ์คอร์รัปชันเชิงโครงสร้างของไทย ซึ่งรวมถึงคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ที่อยู่ในระดับต่ำ, ปัญหาความซ้ำซ้อนและขาดการบูรณาการของหน่วยงานปราบปรามทุจริต, และความล้มเหลวในการผลักดัน "พระราชบัญญัติสภาธรรมาภิบาลแห่งชาติ" ให้เป็นกฎหมาย อย่างไรก็ตาม

เครือข่ายภาคประชาสังคมยังคงเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายฉบับใหม่และริเริ่มโครงการ "จังหวัดธรรมาภิบาล" โดยมีจังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดนำร่อง เพื่อสร้างต้นแบบการเปลี่ยนแปลงจากฐานราก ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติเน้นย้ำถึงการปลูกฝังคุณธรรมให้แก่เยาวชน และการกลับไปสู่รากฐานทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยที่มีคุณค่าด้านประชาธิปไตยและระเบียบวินัยอยู่แล้ว แทนที่จะยึดติดกับแนวคิดตะวันตกเพียงอย่างเดียว

1. แนวคิดหลักและรากฐานของธรรมาภิบาล

ธรรมาภิบาลถูกนำเสนอในฐานะหัวใจของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเป็นแนวคิดที่ใกล้ตัวและต้องเริ่มต้นจากระดับบุคคลก่อนขยายไปสู่สังคม พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ ได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญ 2 ส่วนที่เชื่อมโยงกัน

1.1 หลักธรรมาภิบาล 6 ประการ

นี่คือกรอบการดำเนินงานที่ถูกนำมาปรับใช้ในองค์กรต่างๆ ซึ่งเป็นหลักการสากลที่เครือข่ายฯ ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ

1.2 คุณธรรม 4 ประการ รากฐานของธรรมาภิบาล

พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ ชี้ว่าแก่นแท้ของธรรมาภิบาลเริ่มต้นจาก "คุณธรรม" ของแต่ละบุคคล โดยอ้างอิงถึงพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้เมื่อครั้งสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่เข้าใจง่ายและเป็นรูปธรรม

• สัจจะ : การยึดมั่นในความจริงและความถูกต้อง เริ่มต้นจากการบริหารตนเอง

• ทมะ : การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกฝนตนเองในการบริหารคน

• ขันติ : ความอดทน อดกลั้น เพื่อให้การบริหารงานประสบความสำเร็จ

• จาคะ : การเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ท่านเน้นย้ำว่า "ต้องเริ่มจากตัวเราเอง" การปลูกฝังคุณธรรมเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการสร้างสังคมธรรมาภิบาล

2. วิกฤตการณ์ทุจริตคอร์รัปชันและปัญหาเชิงโครงสร้าง

การเสวนาได้สะท้อนภาพปัญหาการทุจริตในประเทศไทยอย่างเข้มข้น โดยมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ

• สถานการณ์คอร์รัปชัน : การทุจริตถูกเปรียบเทียบว่าเป็น "มะเร็งร้าย" ของสังคม มีการกล่าวถึงตัวเลขความเสียหายจากการคอร์รัปชันที่สูงถึง 5 แสนล้านบาทต่อปี

• ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) : คุณหมอ สมส่วน บูรณพงษ์ ได้กล่าวถึงคะแนน CPI ของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ (34 คะแนน) และเพิ่งทราบจาก พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ ว่าเคยมีช่วงที่คะแนนสูงขึ้นถึง 3.8 (จาก 10) หรือ 38% ในปี 2548, 2557 และ 2558 เพียง 3 ครั้งเท่านั้น

• ความซ้ำซ้อนของหน่วยงานปราบปราม : มีการตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยมีหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมากเกินไป แต่ขาดการบูรณาการ ทำให้การทำงานสับสนและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

• แรงจูงใจที่น่ากังขาขององค์กรภาคประชาสังคมบางแห่ง: พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตว่าองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันบางแห่ง ถูกจัดตั้งขึ้นโดยภาคธุรกิจ ไม่ใช่เพื่อต่อต้านการทุจริตอย่างแท้จริง แต่เพื่อเป็น "เครื่องมือต่อรอง" กับภาครัฐที่เรียกรับผลประโยชน์สูงเกินกว่าที่เคยจ่าย (จาก 10-20% เป็น 50-70%)

3. ความพยายามในการจัดตั้งสภาธรรมาภิบาลแห่งชาติ

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความพยายามในการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบและประเมินธรรมาภิบาลของหน่วยงานต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม

• ความล้มเหลวครั้งแรก : มีความพยายามผลักดันร่าง "พระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาลแห่งชาติ" ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญคือการจัดตั้ง "สภาธรรมาภิบาลแห่งชาติ"

    ◦ ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

    ◦ อย่างไรก็ตาม เมื่อส่งให้นายกรัฐมนตรี พิจารณา กลับถูกปฏิเสธไม่รับหลักการ

• ความพยายามครั้งใหม่ : หลังจากการผลักดันครั้งแรกไม่สำเร็จ เครือข่ายฯ ได้ดำเนินการยื่นร่างกฎหมายฉบับใหม่เข้าไปยังสภาฯอีกครั้ง โดยเปลี่ยนชื่อเป็น "พ.ร.บ. ว่าด้วยสภาธรรมาภิบาลแห่งชาติ" เพื่อให้มีความชัดเจนในเจตนารมณ์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภาฯ

4. การขับเคลื่อนธรรมาภิบาลภาคปฏิบัติและการศึกษา

นอกจากการผลักดันเชิงนโยบายแล้ว การเสวนายังได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่และการปลูกฝังแนวคิดสู่คนรุ่นใหม่

4.1 โครงการ "จังหวัดธรรมาภิบาล"

เป็นยุทธศาสตร์การสร้างต้นแบบจากระดับพื้นที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมีแผนการดำเนินงานดังนี้

• จังหวัดนำร่อง : จังหวัดสงขลา ถูกกำหนดให้เป็นจังหวัดแรกของประเทศไทยที่จะประกาศเป็น "จังหวัดธรรมาภิบาล" โดยสามารถรวบรวมตัวแทนได้ครบทั้ง 16 อำเภอแล้ว

• จังหวัดเป้าหมายถัดไป : จังหวัดนครสวรรค์ และ จังหวัดลพบุรี ถูกวางตัวให้เป็นจังหวัดลำดับต่อไปในการขับเคลื่อน

4.2 การปลูกฝังในระดับเยาวชนและสังคม

คุณชิดพล ปิ่นศิริ อาจารย์มหาวิทยาลัย ได้ขอคำแนะนำในการนำหลักธรรมาภิบาลไปปรับใช้สอนนิสิตนักศึกษา ซึ่ง พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ ได้ให้แนวทางไว้ดังนี้

• เริ่มต้นด้วยคุณธรรม : ต้องเริ่มสอนจาก คุณธรรม 4 ประการ ซึ่งเป็นรากฐานที่เข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัติได้จริง

• ใช้สื่อสร้างการรับรู้ : นำเพลง "คุณธรรม 4 ประการ" มาเผยแพร่ในสถานศึกษาและชุมชนเพื่อสร้างการจดจำและซึมซับ

• เน้นการปฏิบัติ : ชี้ให้เห็นว่าการยึดมั่นในคุณธรรมนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้จริง โดยยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของตนเองที่รับราชการจนได้เป็นพลเอกและประสบความสำเร็จในโครงการต่างๆ เพราะยึดหลักการเหล่านี้

4.3 การกลับสู่รากฐานวัฒนธรรมไทย

พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ ได้วิจารณ์แนวคิด "บ้าฝรั่ง" ที่มองว่าหลักการดีๆ ต้องมาจากตะวันตกเท่านั้น โดยชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยมีรากฐานของประชาธิปไตยและระเบียบวินัยที่ดีงามอยู่แล้ว แต่กลับถูกมองข้าม

• ตัวอย่างระเบียบวินัย : การเข้าคิวบิณฑบาตของพระสงฆ์ หรือการนั่งตามลำดับพรรษา ถือเป็นต้นแบบของระเบียบวินัยที่ลึกซึ้ง

• ตัวอย่างประชาธิปไตย : พิธีทอดกฐิน ที่มีการเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมจะได้รับผ้ากฐิน และให้สงฆ์ทั้งปวงแสดงความเห็นชอบร่วมกัน ถือเป็นกระบวนการประชาธิปไตยแบบไทยที่มีมาแต่โบราณ

5. มุมมองจากภาคประชาสังคมและผู้ร่วมเสวนา

• คุณหมอ สมส่วน บูรณพงษ์ (นายกสมาคมจิตอาสาองค์กรภาคประชาสังคมลพบุรี): เน้นย้ำว่าแนวคิดของภาคประชาสังคมมักจะคล้ายคลึงกัน คือ "เริ่มต้นที่ตัวเราเอง" และเห็นด้วยกับการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลจากฐานราก ท่านยังได้แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลจังหวัดลพบุรี

• คุณสิริน ชีพชัยอิสสระ (อดีตกรรมการหอการค้า จ.สงขลา): ชี้ว่าภาคเอกชนมีการใช้หลัก ESG (Environment, Social, Governance) ซึ่งสอดคล้องกับธรรมาภิบาลอยู่แล้ว ท่านเน้นย้ำถึงความสำคัญของ "ความคุ้มค่า" ในการใช้งบประมาณภาครัฐ และมองว่าการใช้จ่ายอย่างไม่คุ้มค่าคือสาเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่สิ้นหวัง ท่านเสนอให้ใช้ Soft Power และการลงทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Up-skill, Re-skill) เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงประเทศ

• คุณทรงวุฒิ (รองเลขาธิการเครือข่ายฯ): เป็นบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการทำงานภาคปฏิบัติของเครือข่ายฯ มาเกือบ 10 ปี โดยดูแลด้านเอกสาร เว็บไซต์ และการจัดกิจกรรมต่างๆ และเป็นผู้ที่ทำให้การขับเคลื่อนธรรมาภิบาลดำเนินต่อไปได้หลังจากที่หลายคนถอดใจ

• รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" : ถูกกล่าวถึงในฐานะสื่อกลางของภาคประชาสังคมที่สร้างสรรค์และมีคุณค่า แต่กำลังเผชิญกับปัญหาด้านงบประมาณ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของการทำงานภาคประชาสังคมในภาพรวม

บทความที่ได้รับความนิยม