เชิญร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
ทลายกำแพงอำนาจ เจาะลึกการรื้อโครงสร้างกฎหมายที่คืน
"อธิปไตย" สู่มือประชาชนอย่างแท้จริง
ในเชิงรัฐศาสตร์
เรามักกล่าวว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน" แต่ในโลกความเป็นจริง
หลายทศวรรษที่ผ่านมาประชาชนกลับมีบทบาทเป็นเพียง "เจ้าของอำนาจชั่วคราว"
ในวันเลือกตั้ง ก่อนจะส่งต่ออำนาจนั้นเข้าสู่ระบบที่ยากจะตรวจสอบได้จริง
คำถามสำคัญที่เราต้องเผชิญในฐานะพลเมืองยุคใหม่คือ
จะเป็นอย่างไรหากกติกาของประเทศถูกออกแบบใหม่เพื่อทำลายวงจร "อำนาจผูกขาด"
และโอนถ่ายน้ำหนักการตัดสินใจกลับมาสู่มือเราในทุกขั้นตอน?
ผมจะพาทุกท่านมาวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างผ่านการแก้ไขกฎหมายครั้งสำคัญ ซึ่งไม่ใช่แค่การปรับแก้ตัวบท แต่คือการ "จัดสรรดุลอำนาจใหม่" (Power Rebalancing) ที่จะเปลี่ยนนิยามของการเมืองไทยไปตลอดกาล ด้วยร่างรัฐธรรมนูญประชาชนนี้...
ดาบอาญาสิทธิ์ในมือพลเมืองระบบถอดถอนที่ใช้งานได้จริง
หัวใจของระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งคือ "ความรับผิดชอบ" (Accountability) ข้อเสนอใหม่นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การมอบอำนาจให้ประชาชนเลือกผู้แทน แต่ยังมอบ "ปุ่มกดคัดออก" ให้กับเจ้าของอำนาจหากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด
- การวิเคราะห์เชิงนโยบาย จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือ "โทษทัณฑ์ถาวร" ตามที่ Source Context ระบุชัดเจนว่า ผู้ที่ถูกประชาชนเข้าชื่อถอดถอนจะ "มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก" นี่คือการประหารชีวิตทางการเมืองโดยเจตจำนงของประชาชน ซึ่งทรงพลังกว่าการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระแบบเดิมเสียด้วยซ้ำ แม้การใช้เสียงถึง 2 ใน 3 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้นเพื่อยื่นต่อ กกต. จะเป็นเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูง แต่ในทางนโยบาย นี่คือ "ดาบอาญาสิทธิ์" ที่เตือนสติผู้ใช้อำนาจว่าพวกเขาต้องยึดโยงกับประชาชนตลอดวาระ ไม่ใช่แค่ช่วงหาเสียง
"ให้ประชาชนใช้สิทธิถอดถอนเจ้าหน้าที่ของรัฐจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมถึงมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ"
ทลาย "เผด็จการพรรคการเมือง" ปลดล็อก ส.ส. อิสระ
หนึ่งในอุปสรรคของการมีตัวแทนที่ทำเพื่อพื้นที่อย่างแท้จริงคือ "แส้" (Whip) หรือมติพรรคที่ครอบงำการตัดสินใจของ ส.ส. จนบางครั้งขัดกับผลประโยชน์ของประชาชน การแก้ไขกฎหมายที่ระบุว่า "ผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขต ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองก็ได้" คือการประกาศอิสรภาพให้กับการเมืองระดับพื้นที่
- การวิเคราะห์เชิงนโยบาย การเปิดพื้นที่ให้ ส.ส. อิสระคือการทำลายระบบ "ธุรกิจการเมือง" และ "เผด็จการพรรคการเมือง" ที่มักรวมศูนย์การตัดสินใจไว้ที่หัวหน้าพรรคหรือนายทุนพรรค นอกจากนี้ การกำหนดสัดส่วนกรรมาธิการสามัญให้ครอบคลุมถึง ส.ส. ที่ไม่ได้สังกัดพรรค ยังเป็นการรับประกันว่า "เสียงอิสระ" จะมีอำนาจในการตรวจสอบและผลักดันนโยบายในสภาอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ถูกโดดเดี่ยวจากระบบรัฐสภา
วุฒิสภาที่ยึดโยงประชาชน 100% คืนความชอบธรรมให้สภาสูง
ปัญหาเรื่องความชอบธรรม (Legitimacy) ของวุฒิสภาจะถูกชำระล้างผ่านระบบการเลือกตั้งโดยตรง กฎหมายใหม่กำหนดให้มี ส.ว. จำนวน 200 คน ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งจะเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก "สภาแต่งตั้ง" มาเป็น "สภาของราษฎร" อย่างสมบูรณ์
- การวิเคราะห์เชิงนโยบาย บทบาทของ ส.ว. จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงสุญญากาศทางการเมือง (ระหว่างที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร) โดยจะมีหน้าที่พิจารณาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ การที่บุคคลเหล่านี้ต้องผ่านการพิสูจน์ศรัทธาจากบัตรเลือกตั้ง จะทำให้การทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายและบุคคลเข้าสู่อำนาจรัฐมีความสง่างามและยึดโยงกับเจตจำนงของเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง
กฎหมายประชาชน เมื่อ "ถุงเงิน" ไม่ได้อยู่ในอำนาจขาดของนายกฯ
การมีส่วนร่วมทางตรงของประชาชนจะถูกยกระดับให้เรียบง่ายแต่ทรงพลังยิ่งขึ้น โดยมีการปรับเกณฑ์สำคัญที่จะทลายกำแพงการบริหารจัดการงบประมาณที่เคยเป็นเอกสิทธิ์ของฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว
เกณฑ์เข้าชื่อขั้นต่ำ ใช้รายชื่อเพียง 5,000 คน ก็สามารถเสนอร่างกฎหมายได้ ซึ่งเพิ่มโอกาสให้ประเด็นทางสังคมที่หลากหลายเข้าสู่ระบบนิติบัญญัติ
ปลดล็อกกฎหมายการเงิน ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินที่เสนอโดยประชาชน "ไม่ต้องมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี"
- การวิเคราะห์เชิงนโยบาย จุดนี้คือ "Game Changer" อย่างแท้จริง ในระบบเดิม นายกรัฐมนตรีมักใช้อำนาจในการ "ไม่ให้คำรับรอง" เป็นเครื่องมือยับยั้งกฎหมายของภาคประชาชนที่อาจกระทบต่อแผนงบประมาณของรัฐบาล การตัดอำนาจยับยั้งนี้ออกไป คือการคืนดุลอำนาจให้นิติบัญญัติและภาคประชาชนได้มีสิทธิกำหนดทิศทางการใช้ทรัพยากรของประเทศด้วยตัวเอง
การปฏิรูประบบตุลาการและองค์กรอิสระ สู่ระบบตรวจสอบที่ยึดโยงรัฐสภา
การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มุ่งไปที่การรื้อสร้างโครงสร้างตรวจสอบใหม่ทั้งหมด โดยมีการยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญและโอนหน้าที่ไปยัง "ศาลฎีกา" เพื่อกลับไปสู่ระบบศาลเดี่ยว (Single Court System) ที่มีความมั่นคงในเชิงนิติศาสตร์และลดมิติทางการเมืองที่มักเกิดขึ้นกับศาลที่มีลักษณะเฉพาะ
- การวิเคราะห์เชิงนโยบาย นอกจากการโอนอำนาจการพิจารณาคดีแล้ว กระบวนการคัดกรองผู้เข้าสู่อำนาจใน "องค์กรอิสระ" จะถูกดึงกลับมาอยู่ในสายตาของตัวแทนประชาชนอย่างเข้มข้นที่สุด โดยผ่านกลไกการตรวจสอบที่โปร่งใส
"กำหนดให้การพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตามมาตรา ๒๑๗ ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา"
การกำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจาก "ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา" (ส.ส. และ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง) คือการลบภาพจำขององค์กรอิสระที่ "อิสระจากประชาชน แต่ยึดโยงกับผู้แต่งตั้ง" ให้กลายเป็นองค์กรที่ทำงานภายใต้ความไว้วางใจของประชาชนอย่างแท้จริง
ก้าวต่อไปของการเมืองในมือ "พลเมืองที่ตื่นรู้"
การปรับปรุงกฎหมายตามประเด็นข้างต้นไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขเทคนิคทางเทคนิคทางกฎหมาย แต่คือการ "คืนเครื่องมือในการปกครอง" ให้กับประชาชน ตั้งแต่สิทธิในการคัดเลือก ส.ส. อิสระ, การสร้างกฎหมายด้วยตัวเองโดยไม่ต้องง้อฝ่ายบริหาร, ไปจนถึงอำนาจในการ "ลงโทษ" ผู้ใช้อำนาจรัฐด้วยการไล่ออกและแบนถาวร
อย่างไรก็ตาม อำนาจที่เพิ่มขึ้นย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจนี้จะสัมฤทธิ์ผลได้จริงหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงตัวบทกฎหมาย แต่ขึ้นอยู่กับ "ความพร้อม" ของพวกเราทุกคน... หากอำนาจเหล่านี้ถูกวางลงในมือคุณจริงๆ ในวันนี้ คุณพร้อมที่จะก้าวออกมาใช้มันเพื่อกำหนดอนาคตของประเทศด้วยมือของคุณเองแล้วหรือยัง?
ขั้นตอนการลงทะเบียนและการเข้าชื่อ
เสนอกฎหมาย (e-initiative) ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
เจาะลึก "นโยบายสภาประชาชน (สช.)"
กลไกใหม่ที่มากกว่าแค่เรื่องการเมือง หรือคือจิ๊กซอว์ที่หายไปของสังคมไทย?
ในสภาวะที่สังคมไทยติดหล่มความขัดแย้งและช่องว่างระหว่าง "ภาครัฐ" กับ "ประชาชน" ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความหมายที่แท้จริงของการมีส่วนร่วม ประชาชนเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานนโยบาย หรือควรจะเป็นผู้ออกแบบกระดานนั้นเอง?
ภายใต้เจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (หมวด 3 ถึง หมวด 6) ได้มีการจุดประกายกลไกที่เรียกว่า "สภาประชาชน (สช.)" ขึ้นมา กลไกนี้ไม่ใช่เพียงการรวมตัวกันของกลุ่มเอ็นจีโอหรือสมาคมอาชีพทั่วไป แต่คือความพยายามสร้าง "สถาบันทางสังคม" ที่มีเป้าหมายเพื่อจัดระเบียบและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการปกครองประเทศ โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลเป็นเข็มทิศนำทาง
"สะพานเชื่อม" ที่มี "สถาบัน" เป็นรากฐานและ "ความเป็นกลาง" เป็นเกราะ
ในฐานะนักวิชาการ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ สช. คือการสร้าง Institutional Legitimacy (ความชอบธรรมทางสถาบัน) โดยเริ่มจากการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ สช. วางตัวเป็น "องค์กรกลาง" ที่มุ่งเน้นการบูรณาการมากกว่าการแบ่งแยก ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมโครงสร้าง (Structural Innovation) ที่น่าจับตาในยุคการเมืองแบ่งขั้ว โดยมีหน้าที่หลักคือ
พิทักษ์และธำรงไว้ รักษาไว้ซึ่ง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
บูรณาการทุกภาคส่วน เป็นตัวกลางประสานงานระหว่างภาคประชาชน ส่วนราชการ ภาคเอกชน และองค์กรอื่นๆ อย่างเป็นระบบ
รักษาความเป็นกลางที่ยืดหยุ่น วางตัวเป็นอิสระจากการครอบงำทางการเมือง แต่พร้อมเป็นพันธมิตรเชิงนโยบายกับทุกพรรคการเมืองที่ยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ
"จะเป็นองค์กรกลางในการประสานงาน ระหว่างภาคประชาชน กับส่วนราชการของภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรอื่น... โดยยึดถือประโยชน์ของชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ"
พลังของการ "เข้าชื่อ" และ "การตรวจสอบ" เมื่อประชาชนเป็นผู้กำกับดูแล
ลองพิจารณาสถานการณ์ที่ชุมชนเกษตรกรรมแห่งหนึ่งกำลังถูกรุกคืบด้วยโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ ในอดีต ชาวบ้านอาจทำได้เพียงรอรับชะตากรรมหรือประท้วงที่ปลายเหตุ แต่ภายใต้นโยบาย สช. (ข้อ 7 และ 11) ประชาชนมีอำนาจในมือที่จับต้องได้มากกว่านั้น
สช. ส่งเสริมให้ประชาชน "เข้าชื่อ" เพื่อเสนอแนะหรือขอให้ "งดเว้น" การดำเนินการใดๆ ที่กระทบต่อความสงบสุขของชุมชน โดยมีข้อกำหนดที่ทรงพลังคือ "ต้องได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว" สิ่งนี้เปลี่ยนสถานะของชาวบ้านจาก "ผู้ขอความเมตตา" ให้กลายเป็น "ผู้กำกับดูแล (Supervisor)" ความสุจริตเที่ยงธรรมของการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการตรวจสอบภาคพลเมืองที่แท้จริง
มากกว่าการบริหาร คือการรักษา "มรดกทางสติปัญญา"
และ "ธนาคารทรัพยากร"
นโยบายของ สช. สะท้อนวิสัยทัศน์ที่มองข้ามช็อตจากการเมืองระยะสั้นไปสู่ความยั่งยืนระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับทุนทางวัฒนธรรมและธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ
การฟื้นฟูรากเหง้าอันดีงาม มุ่งเน้นการอนุรักษ์ภูมิปัญญา ศิลปะ และวัฒนธรรมที่เป็น มรดกทางสติปัญญาซึ่งตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ไม่ให้เลือนหายไปตามกระแสโลกาภิวัตน์
ความหลากหลายทางชีวภาพที่สมดุล มองว่าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคือ ธนาคารทรัพยากรของชุมชน ที่ต้องบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์อย่างเป็นระบบ เพื่อส่งต่อความมั่งคั่งที่ยั่งยืนสู่คนรุ่นต่อไป
การคุ้มครองผู้บริโภค อิสระในการจัดการ แต่หนักแน่นด้วยงบประมาณรัฐ
ประเด็นที่แหลมคมที่สุดประเด็นหนึ่งคือนโยบายข้อ 8 ว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค ความพิเศษคือองค์กรนี้ "ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐ" แต่บริหารจัดการโดยภาคประชาชน
นี่คือการทำลายกำแพงข้อจำกัดเดิมๆ ที่ว่า "หน่วยงานรัฐมักเชื่องช้า" หรือ "องค์กรประชาชนมักขาดงบประมาณ" การได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐในขณะที่มีอิสระในการบริหาร (Autonomy) จะทำให้การปกป้องสิทธิจากการถูกเอาเปรียบมีประสิทธิภาพและไร้แรงกดดันทางการเมือง ทำให้ประชาชนไม่ต้องโดดเดี่ยวในการต่อสู้กับกลุ่มทุนหรือผู้มีอิทธิพล
จากภูหลวงสู่ทั่วไทย ตรรกะแบบ "Bottom-Up" ที่เริ่มจากท้องถิ่น
สภาประชาชน (สช.) เลือกที่จะทำสิ่งที่แตกต่างด้วยการไม่เริ่มจากศูนย์กลางอำนาจอย่างกรุงเทพฯ แต่เลือกที่จะปักหมุดเริ่มต้นจากระดับจังหวัด ซึ่งสะท้อนแนวคิดการกระจายอำนาจและการขับเคลื่อนจากฐานราก (Bottom-Up Approach) อย่างชัดเจน
สำนักงานกลาง ตั้งอยู่ที่เลขที่ 490 หมู่ 4 ตำบลภูหอ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย 42230 โทรศัพท์ : 061-971-3888
เป้าหมายการขยายสาขา มีนโยบายจัดตั้งสำนักงานสภาประชาชนสาขาประจำจังหวัดให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย โดยต้องผ่านมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก
การเริ่มต้นจากจังหวัดเลยแล้วขยายสาขาไปทั่วประเทศ คือสัญลักษณ์ของการที่ "ท้องถิ่น" ลุกขึ้นมาเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการประกอบสร้างภาพรวมของระดับชาติ
ประเด็นชวนคิด
นโยบายสภาประชาชน (สช.) คือการพยายามนำเอาหลัก "คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล" กลับมาเป็นแกนกลางของการพัฒนาประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงคำนิยามลอยๆ ในแผนยุทธศาสตร์
ในฐานะนักวิชาการ ผมมองว่านี่คือโอกาสสำคัญในการสร้างพื้นที่ทางการเมืองที่สร้างสรรค์ แต่ความสำเร็จของกลไกนี้ย่อมขึ้นอยู่กับตัวแปรเดียวที่สำคัญที่สุด นั่นคือ "พวกเราทุกคน"
ในวันนี้ เมื่อประตูแห่งโอกาสในการใช้อำนาจตรวจสอบและส่วนร่วมเปิดกว้างขึ้นตามแนวทางของ สช. แล้ว คุณพร้อมหรือยังที่จะลุกขึ้นมาทำหน้าที่ในฐานะ "ผู้กำกับดูแล" เพื่อร่วมกันออกแบบอนาคตของสังคมไทยที่เราอยากเห็นร่วมกัน?
หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ การร่วมลงชื่อสนับสนุน
ร่างรัฐธรรมนูญประชาชน หรือ สภาประชาชน (สช.)
สามารถติดต่อสอถามได้ที่ ท่าน สุรสีห์ ลานนท์ ประธานสภาประชาชน
โทรศัพท์ : 061-971-3888
เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล
- โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
- ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน
- Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change
คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน
รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย
เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน
เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน
- ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
- ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
- สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...
เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน
เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?








