เงินอย่างเดียวไม่พอ! เมื่อ “ทุนทางสังคม” คือพลังที่เงินซื้อไม่ได้




 
เงินอย่างเดียวไม่พอ! เมื่อ “ทุนทางสังคม” คือพลังที่เงินซื้อไม่ได้


คุณเคยสงสัยไหมครับว่า...ทำไมบางชุมชนได้รับงบประมาณจำนวนมาก แต่ปัญหาหนี้สินกลับไม่หายไป? ทำไมบางพื้นที่มีโครงการมาแล้วโครงการเล่า มีงบประมาณมาแล้วงบประมาณเล่า แต่เมื่อโครงการจบลง ปัญหาก็กลับมาเหมือนเดิม? และในทางกลับกัน...

ทำไมบางชุมชนแทบไม่มีเงินมากมาย แต่กลับสามารถยืนหยัด ฟื้นตัว และเติบโตขึ้นได้ แม้ในวันที่เกิดวิกฤต? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า  “ชุมชนมีเงินเท่าไร” แต่อยู่ที่ว่า... “ชุมชนรู้จักใช้ทุนที่ตัวเองมีอยู่แล้วมากแค่ไหน?” เพราะความจริงที่เรามักลืมก็คือ  ชุมชนไม่ได้มีแค่ “เงิน”

ชุมชนมีคน  มีความรู้  มีภูมิปัญญา  มีความสัมพันธ์  มีความไว้เนื้อเชื่อใจ  มีทรัพยากรธรรมชาติ  มีผู้นำ มีเครือข่าย  มีข้อมูล  และที่สำคัญ... มีความสามารถในการช่วยเหลือกัน สิ่งเหล่านี้เรียกว่า “ทุนทางสังคม” และบางครั้ง... ทุนเหล่านี้มีค่ามากกว่าเงินที่เรานำเข้าไปเสียอีก



จาก “แจกเงิน” สู่ “สร้างพลัง”


ถ้าเราย้อนกลับไปดูประเทศไทยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อกว่า 28 ปีก่อน เราจะพบการทดลองทางสังคมครั้งสำคัญที่น่าสนใจมากนั่นคือ กองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม หรือ SIF — Social Investment Fund สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงว่า SIF มีเงินเข้ามาสนับสนุนชุมชน แต่คือ... เขาไม่ได้มองชาวบ้านเป็นเพียง “ผู้รับเงิน” เขามองชาวบ้านเป็น “เจ้าของการพัฒนา” นี่คือการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่ จากเดิมที่เรามักถามว่า “รัฐบาลจะให้อะไรกับชุมชน?” เปลี่ยนเป็นคำถามว่า “ชุมชนมีอะไรอยู่แล้ว และเราจะทำอย่างไรให้สิ่งนั้นทำงานได้เต็มศักยภาพ?”

 



แนวคิดนี้ได้รับการขับเคลื่อนโดยนักพัฒนาสังคมและผู้นำทางความคิดหลายท่าน เช่น คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ศ.นพ.ประเวศ วะสี คุณอเนก นาคบุตร ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ รวมถึงนักพัฒนาพื้นที่อีกจำนวนมาก

 



หัวใจสำคัญคือ... เงินไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถูกใช้เพื่อสร้างความสามารถในการจัดการตนเองของชุมชน และตรงนี้เองที่ผมคิดว่าเป็นบทเรียนสำคัญมากสำหรับประเทศไทยในวันนี้ เพราะถ้าเราเอาเงินใส่เข้าไปในระบบที่ไม่มีการจัดการ... เงินก็อาจหายไป แต่ถ้าเราเอาเงินไปเสริมระบบที่มีคน มีความรู้ มีความร่วมมือ และมีธรรมาภิบาล... เงินหนึ่งบาทอาจสร้างคุณค่าได้มากกว่าหนึ่งบาท



แล้ว “ทุนทางสังคม” คืออะไร?


ลองนึกภาพง่าย ๆ ครับ สมมติว่าชุมชนหนึ่งมีคน 100 คน ถ้าคน 100 คนต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างขาย ต่างคนต่างกู้ ต่างคนต่างแก้ปัญหา ชุมชนนี้อาจมีคน 100 คน แต่ในทางเศรษฐกิจ... มันอาจมีพลังเพียง 100 คน แต่ถ้าคน 100 คนรู้จักกัน ไว้ใจกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ช่วยเหลือกัน รวมกลุ่มกัน แบ่งปันความรู้กัน และร่วมกันตัดสินใจ พลังของชุมชนอาจไม่ได้เท่ากับ 100 อีกต่อไป เพราะเกิดสิ่งที่เรียกว่า... “พลังร่วม” นี่แหละครับคือทุนทางสังคม และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการพัฒนาชุมชนจึงไม่ควรเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “จะเอาเงินมาจากไหน?” แต่ควรเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “เรามีทุนอะไรอยู่แล้ว?”


กลุ่มเข้มแข็งต้องไม่ทิ้งคนที่อ่อนแอกว่า


บทเรียนอีกเรื่องจาก SIF ที่น่าสนใจมาก คือแนวคิด “กลุ่มเข้มแข็งอุ้มชูกลุ่มอ่อนแอ” นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการสงเคราะห์ แต่คือการสร้างระบบความมั่นคงของชุมชน เมื่อบางกลุ่มมีศักยภาพมากกว่า ก็ช่วยให้คนที่กำลังลำบากสามารถยืนขึ้นมาได้ เมื่อเกิดปัญหา คนไม่ได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเมื่อคนที่เคยได้รับความช่วยเหลือกลับมายืนได้... เขาก็สามารถกลายเป็นคนที่ช่วยคนอื่นต่อได้ นี่คือระบบที่งดงามมาก เพราะมันเปลี่ยน “ผู้รับ” ให้กลายเป็น “ผู้ให้” และเปลี่ยนการช่วยเหลือระยะสั้น... ให้กลายเป็น ทุนทางสังคมระยะยาว

แล้วเงินอยู่ตรงไหน?


บางคนอาจถามว่า... ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องใช้เงินหรือ? ไม่ใช่ครับ! เงินยังสำคัญมาก แต่ปัญหาคือเราเคยมองเงินเป็น “พระเอก” มากเกินไป ในความเป็นจริง... เงินควรเป็น เครื่องมือ ไม่ใช่ เป้าหมายผมชอบเปรียบเทียบว่า การเงินคือเส้นเลือดแดง เพราะมันนำพาโอกาส ทรัพยากร และพลังในการขับเคลื่อนไปยังส่วนต่าง ๆ ของระบบ แต่... การบัญชีคือเส้นเลือดดำ เพราะมันต้องนำข้อมูลกลับมาให้เรารู้ว่า เงินมาจากไหน ไปไหน ใช้ไปเท่าไร เหลือเท่าไร และสิ่งที่ลงทุนไปนั้น... สร้างผลลัพธ์กลับมาอย่างไร ดังนั้น ชุมชนที่อยากเข้มแข็งจึงต้องมีทั้งสองอย่าง มีเงิน แต่ต้องรู้จักบริหารเงิน มีรายได้ แต่ต้องรู้ต้นทุน มีโครงการ แต่ต้องรู้ผลลัพธ์ และที่สำคัญ... มีความไว้วางใจ แต่ต้องมีระบบตรวจสอบ เพราะความดีอย่างเดียวอาจสร้างความเชื่อมั่นได้ แต่... ความดีที่มีระบบ จะสร้างความยั่งยืน



CBMC เมื่อชุมชนเปลี่ยนจาก “ผู้ขอ” เป็น “ผู้สร้าง”


อีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เราเห็นภาพเรื่องนี้ชัดขึ้น คือ Community Business Model Canvas หรือ CBMC หลายคนมองธุรกิจแล้วคิดถึงเพียง “เงินทุน” “เงินกู้” “ธนาคาร” “หลักทรัพย์ค้ำประกัน” แต่เมื่อเรามองผ่าน CBMC เราจะเห็นว่า... ทุนไม่ได้มีเพียงเงิน โดยเฉพาะในช่องที่ 7 และ 8 ช่องหนึ่งสะท้อนถึง ทุนทางสังคม ความรู้ ภูมิปัญญา และความสามารถที่ชุมชนมีอยู่ อีกช่องหนึ่งสะท้อนถึง ทุนภาคีและทุนจากภายนอก นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะถ้าชุมชนคิดว่าตัวเองไม่มีเงิน... ชุมชนจะรู้สึกว่า “เราไม่มีทุน” แต่ถ้าชุมชนมองเห็นว่า เรามีคน เรามีความรู้ เรามีที่ดิน เรามีเครือข่ายเรามีลูกค้า เรามีภูมิปัญญา เรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรามีมหาวิทยาลัย เรามีหน่วยงานรัฐ เรามีภาคประชาสังคม คำถามจะเปลี่ยนทันที จาก “ใครจะเอาเงินมาให้เรา?” เป็น “เราจะเอาทุนทั้งหมดนี้มาประกอบกันอย่างไร?” นี่แหละครับ... คือการเปลี่ยนจาก “ผู้รอรับการพัฒนา” ไปสู่ “ผู้สร้างการพัฒนา”

แต่มีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญมาก


เราจะทำอย่างไรให้ “กลุ่ม” กับ “ธุรกิจ” เดินไปด้วยกัน? เพราะภาครัฐจำนวนมากถนัดสนับสนุนผ่าน “กลุ่ม” กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพ กลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน การรวมกลุ่มทำให้เกิดพลัง แต่ในโลกธุรกิจ... บางครั้งเราก็ต้องการ ผู้ประกอบการ คนที่ตัดสินใจได้เร็ว ทดลองได้เร็ว รับความเสี่ยงได้ และรับผิดชอบผลลัพธ์โดยตรง ดังนั้นโจทย์จึงไม่ใช่ “จะเลือกกลุ่มหรือผู้ประกอบการ?” แต่คือ... “เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวมอย่างไร?” นี่คือพื้นที่สำคัญของ SE หรือ Social Enterprise เพราะธุรกิจไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับสังคม และการทำเพื่อสังคม... ก็ไม่จำเป็นต้องแปลว่าเราต้องไม่สร้างรายได้ คำถามสำคัญกว่าคือ รายได้ถูกสร้างขึ้นอย่างไร และคุณค่าที่เกิดขึ้นถูกส่งกลับไปยังใคร?



แล้วทำไม “ดิน” ถึงเกี่ยวกับเรื่องทุน?


ลองมองไปที่เกษตรกรครับ บางคนทำเกษตรมา 30–40 ปี แต่ยิ่งทำ... หนี้กลับยิ่งเพิ่ม ต้นทุนกลับยิ่งสูง สุขภาพกลับยิ่งแย่ ทำไม? เพราะเราอาจกำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เราเติมปุ๋ย เติมสารเคมี เติมฮอร์โมน เติมต้นทุน แต่เราไม่ได้เติมสิ่งที่สำคัญที่สุด... “ความสมบูรณ์ของดิน” ดินคือทุน และเป็นทุนที่สร้างรายได้ซ้ำได้ ถ้าดินดี ต้นทุนลด ผลผลิตดี สุขภาพดี รายได้ดีขึ้น แต่ถ้าดินเสื่อม... เราก็ต้องซื้อทุกอย่างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องเกษตร แต่มันคือบทเรียนใหญ่ของการพัฒนา การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการเติมทรัพยากรเข้าไปเรื่อย ๆ แต่หมายถึง... การทำให้ฐานทุนของพื้นที่กลับมาแข็งแรง

ข้อมูลก็เป็น “ทุน”


และในยุคนี้มีทุนอีกประเภทหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นคือ... “ข้อมูล” ผมเชื่อว่าชุมชนในอนาคตจะเข้มแข็งได้มากขึ้น ถ้าชาวบ้านไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้ข้อมูลกับหน่วยงานรัฐ แต่สามารถเป็น เจ้าของข้อมูลของตัวเอง น้ำอยู่ตรงไหน? ใครเป็นหนี้? ครอบครัวไหนเปราะบาง? มีผู้สูงอายุกี่คน? มีเด็กกี่คน? มีทุนอะไรอยู่ในพื้นที่? สินค้าชุมชนมีอะไร? ทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างไร? คำถามเหล่านี้ไม่ควรอยู่แต่ในแฟ้มราชการ มันควรกลับมาอยู่ในมือของคนในพื้นที่ เพราะเมื่อชุมชนมีข้อมูล... ชุมชนจะเริ่มมองเห็นตัวเอง และเมื่อมองเห็นตัวเอง... ชุมชนก็สามารถออกแบบอนาคตของตัวเองได้ นี่คือเหตุผลที่ Action Research หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีความสำคัญ งานวิจัยไม่ควรเป็นเพียงเอกสารที่วางอยู่บนชั้นหนังสือ แต่ควรเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนในพื้นที่ รู้จักพื้นที่ของตัวเองมากขึ้น และใช้ความรู้นั้น... ตัดสินใจได้ดีขึ้น

จากชุมชน...สู่นโยบายสาธารณะ


และตรงนี้เองที่ผมคิดว่า เรากำลังเดินทางมาถึงคำถามที่ใหญ่กว่าการพัฒนาชุมชน นั่นคือ... เราจะเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องนโยบายสาธารณะได้อย่างไร? ถ้านโยบายเริ่มต้นจากส่วนกลางแล้วส่งลงมาที่ชุมชน เราอาจได้ “โครงการ” แต่ถ้านโยบายเริ่มต้นจากปัญหา ความรู้ และทุนของชุมชน แล้วเชื่อมต่อขึ้นไปสู่ระดับจังหวัด ประเทศ และระบบ เราอาจได้... “นโยบายสาธารณะที่มีชีวิต” นโยบายที่ไม่ได้เกิดจากการคาดเดา แต่เกิดจากข้อมูลจริง ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อคนในพื้นที่ แต่สร้างขึ้น ร่วมกับคนในพื้นที่ นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า “นโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน” หรือการเชื่อม Community Knowledge Public Policy Systems Change จากความรู้ของชุมชน... ไปสู่นโยบาย... และจากนโยบาย... ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ

แล้ววันนี้ เราควรถามอะไร?


ผมอยากชวนทุกคนกลับไปที่คำถามแรก ทำไมบางชุมชนได้เงินมาก แต่ยังไม่หลุดพ้นจากความยากจน? และทำไมบางชุมชนมีเงินไม่มาก แต่กลับเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ? บางทีคำตอบอาจง่ายกว่าที่เราคิด เพราะความมั่งคั่งของชุมชนไม่ได้วัดจากเงินในบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่วัดจาก... คนที่ยังจับมือกัน ความรู้ที่ยังส่งต่อกัน ทรัพยากรที่ยังดูแลกัน ข้อมูลที่ยังเป็นของคนในพื้นที่ ระบบที่ยังตรวจสอบได้ และความสามารถของชุมชนในการลุกขึ้นมาแก้ปัญหาของตัวเอง เงินสามารถซื้อเครื่องมือได้ แต่เงินซื้อความไว้วางใจไม่ได้ เงินสามารถสร้างอาคารได้ แต่เงินสร้างความร่วมมือไม่ได้ เงินสามารถทำให้โครงการเกิดขึ้นได้ แต่เงินเพียงอย่างเดียว... ไม่สามารถทำให้ชุมชนลุกขึ้นมายืนได้ สิ่งที่ทำให้ชุมชนยืนได้คือ ทุนทางสังคม และเมื่อทุนทางสังคมเชื่อมกับทุนทางการเงิน เชื่อมกับทุนธรรมชาติ เชื่อมกับความรู้ เชื่อมกับข้อมูล เชื่อมกับภาคี และเชื่อมกับนโยบายสาธารณะที่ดี... เราจะไม่ได้เพียง “ชุมชนที่อยู่รอด” แต่เราสามารถสร้าง...ชุมชนที่ออกแบบอนาคตของตัวเองได้



และนี่คือคำถามสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้


ครั้งต่อไปที่เราจะเข้าไปพัฒนาชุมชน... อย่าเพิ่งถามว่า “ชุมชนนี้ขาดเงินเท่าไร?” ลองถามก่อนว่า... “ชุมชนนี้มีทุนอะไรอยู่แล้ว?” มีคนเก่งกี่คน? มีภูมิปัญญาอะไร? มีทรัพยากรอะไร? มีเครือข่ายอะไร? มีข้อมูลอะไร? มีความสัมพันธ์อะไร? และมีอะไรที่พวกเขาสามารถสร้างขึ้นมาได้... โดยไม่ต้องรอใครมาช่วย? เพราะบางที... สิ่งที่ชุมชนยากจนที่สุดอาจไม่ใช่เงิน แต่อาจเป็น... การมองไม่เห็นทุนที่ตัวเองมี และภารกิจของนักพัฒนา นักสื่อสาร นักวิชาการ และผู้กำหนดนโยบาย... อาจไม่ใช่การนำคำตอบจากข้างบนลงไปให้ชุมชน แต่คือการช่วยให้ชุมชน... มองเห็นพลังของตัวเอง แล้วเปลี่ยนพลังนั้น... ให้กลายเป็นเศรษฐกิจ กลายเป็นคุณภาพชีวิต กลายเป็นความมั่นคง กลายเป็นนโยบาย และท้ายที่สุด... กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เพราะประเทศที่เข้มแข็ง... ไม่ได้เกิดจากรัฐบาลที่เก่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก... ชุมชนที่รู้ว่าตัวเองมีพลัง และเมื่อชุมชนลุกขึ้นมายืนได้ด้วยตัวเอง... 

วันนั้นเราอาจไม่ต้องถามอีกแล้วว่า “รัฐบาลจะช่วยชุมชนอย่างไร?” แต่เราจะได้เห็นคำถามใหม่ว่า... “รัฐบาลจะทำอย่างไร เพื่อปลดล็อกพลังของชุมชนให้เปลี่ยนประเทศได้?” และผมเชื่อว่า... คำตอบของประเทศไทยในอนาคต อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะหาเงินเพิ่มได้อีกเท่าไร แต่อยู่ที่ว่า... เราจะทำให้ทุนที่มีอยู่แล้ว ทำงานร่วมกันได้ดีแค่ไหน นี่คือพลังของทุนทางสังคม นี่คือพลังของชุมชน และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ... การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยจากฐานรากขึ้นมาสู่ระดับระบบ Community Knowledge. Public Policy. Systems Change. เริ่มจากการเห็นคุณค่าของทุนที่ชุมชนมี แล้วเปลี่ยนทุนเหล่านั้นให้กลายเป็นพลังของประเทศนั่นเองครับ...


ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

World Bank พลังขับเคลื่อนทุนทางสังคมพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง | ตอนที่ 1
World Bank พลังขับเคลื่อนทุนทางสังคมพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง | ตอนที่ 2

หมายเหตุ : เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ อาจารย์ พรรษา ทาเจริญศักดิ์ อดีต ผู้เชี่ยวชาญการเงินชุมชนธนาคารโลก   ในหัวข้อเรื่อง World Bank พลังขับเคลื่อนทุนทางสังคมพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.36 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ อาจารย์ พรรษา ทาเจริญศักดิ์ เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้...

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล


คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม