เงินอย่างเดียวไม่พอ! เมื่อ “ทุนทางสังคม” คือพลังที่เงินซื้อไม่ได้




 
เงินอย่างเดียวไม่พอ! เมื่อ “ทุนทางสังคม” คือพลังที่เงินซื้อไม่ได้


คุณเคยสงสัยไหมครับว่า...ทำไมบางชุมชนได้รับงบประมาณจำนวนมาก แต่ปัญหาหนี้สินกลับไม่หายไป? ทำไมบางพื้นที่มีโครงการมาแล้วโครงการเล่า มีงบประมาณมาแล้วงบประมาณเล่า แต่เมื่อโครงการจบลง ปัญหาก็กลับมาเหมือนเดิม? และในทางกลับกัน...

ทำไมบางชุมชนแทบไม่มีเงินมากมาย แต่กลับสามารถยืนหยัด ฟื้นตัว และเติบโตขึ้นได้ แม้ในวันที่เกิดวิกฤต? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า  “ชุมชนมีเงินเท่าไร” แต่อยู่ที่ว่า... “ชุมชนรู้จักใช้ทุนที่ตัวเองมีอยู่แล้วมากแค่ไหน?” เพราะความจริงที่เรามักลืมก็คือ  ชุมชนไม่ได้มีแค่ “เงิน”

ชุมชนมีคน  มีความรู้  มีภูมิปัญญา  มีความสัมพันธ์  มีความไว้เนื้อเชื่อใจ  มีทรัพยากรธรรมชาติ  มีผู้นำ มีเครือข่าย  มีข้อมูล  และที่สำคัญ... มีความสามารถในการช่วยเหลือกัน สิ่งเหล่านี้เรียกว่า “ทุนทางสังคม” และบางครั้ง... ทุนเหล่านี้มีค่ามากกว่าเงินที่เรานำเข้าไปเสียอีก



จาก “แจกเงิน” สู่ “สร้างพลัง”


ถ้าเราย้อนกลับไปดูประเทศไทยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อกว่า 28 ปีก่อน เราจะพบการทดลองทางสังคมครั้งสำคัญที่น่าสนใจมากนั่นคือ กองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม หรือ SIF — Social Investment Fund สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงว่า SIF มีเงินเข้ามาสนับสนุนชุมชน แต่คือ... เขาไม่ได้มองชาวบ้านเป็นเพียง “ผู้รับเงิน” เขามองชาวบ้านเป็น “เจ้าของการพัฒนา” นี่คือการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่ จากเดิมที่เรามักถามว่า “รัฐบาลจะให้อะไรกับชุมชน?” เปลี่ยนเป็นคำถามว่า “ชุมชนมีอะไรอยู่แล้ว และเราจะทำอย่างไรให้สิ่งนั้นทำงานได้เต็มศักยภาพ?”

 



แนวคิดนี้ได้รับการขับเคลื่อนโดยนักพัฒนาสังคมและผู้นำทางความคิดหลายท่าน เช่น คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ศ.นพ.ประเวศ วะสี คุณอเนก นาคบุตร ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ รวมถึงนักพัฒนาพื้นที่อีกจำนวนมาก

 



หัวใจสำคัญคือ... เงินไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถูกใช้เพื่อสร้างความสามารถในการจัดการตนเองของชุมชน และตรงนี้เองที่ผมคิดว่าเป็นบทเรียนสำคัญมากสำหรับประเทศไทยในวันนี้ เพราะถ้าเราเอาเงินใส่เข้าไปในระบบที่ไม่มีการจัดการ... เงินก็อาจหายไป แต่ถ้าเราเอาเงินไปเสริมระบบที่มีคน มีความรู้ มีความร่วมมือ และมีธรรมาภิบาล... เงินหนึ่งบาทอาจสร้างคุณค่าได้มากกว่าหนึ่งบาท



แล้ว “ทุนทางสังคม” คืออะไร?


ลองนึกภาพง่าย ๆ ครับ สมมติว่าชุมชนหนึ่งมีคน 100 คน ถ้าคน 100 คนต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างขาย ต่างคนต่างกู้ ต่างคนต่างแก้ปัญหา ชุมชนนี้อาจมีคน 100 คน แต่ในทางเศรษฐกิจ... มันอาจมีพลังเพียง 100 คน แต่ถ้าคน 100 คนรู้จักกัน ไว้ใจกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ช่วยเหลือกัน รวมกลุ่มกัน แบ่งปันความรู้กัน และร่วมกันตัดสินใจ พลังของชุมชนอาจไม่ได้เท่ากับ 100 อีกต่อไป เพราะเกิดสิ่งที่เรียกว่า... “พลังร่วม” นี่แหละครับคือทุนทางสังคม และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการพัฒนาชุมชนจึงไม่ควรเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “จะเอาเงินมาจากไหน?” แต่ควรเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “เรามีทุนอะไรอยู่แล้ว?”


กลุ่มเข้มแข็งต้องไม่ทิ้งคนที่อ่อนแอกว่า


บทเรียนอีกเรื่องจาก SIF ที่น่าสนใจมาก คือแนวคิด “กลุ่มเข้มแข็งอุ้มชูกลุ่มอ่อนแอ” นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการสงเคราะห์ แต่คือการสร้างระบบความมั่นคงของชุมชน เมื่อบางกลุ่มมีศักยภาพมากกว่า ก็ช่วยให้คนที่กำลังลำบากสามารถยืนขึ้นมาได้ เมื่อเกิดปัญหา คนไม่ได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเมื่อคนที่เคยได้รับความช่วยเหลือกลับมายืนได้... เขาก็สามารถกลายเป็นคนที่ช่วยคนอื่นต่อได้ นี่คือระบบที่งดงามมาก เพราะมันเปลี่ยน “ผู้รับ” ให้กลายเป็น “ผู้ให้” และเปลี่ยนการช่วยเหลือระยะสั้น... ให้กลายเป็น ทุนทางสังคมระยะยาว

แล้วเงินอยู่ตรงไหน?


บางคนอาจถามว่า... ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องใช้เงินหรือ? ไม่ใช่ครับ! เงินยังสำคัญมาก แต่ปัญหาคือเราเคยมองเงินเป็น “พระเอก” มากเกินไป ในความเป็นจริง... เงินควรเป็น เครื่องมือ ไม่ใช่ เป้าหมายผมชอบเปรียบเทียบว่า การเงินคือเส้นเลือดแดง เพราะมันนำพาโอกาส ทรัพยากร และพลังในการขับเคลื่อนไปยังส่วนต่าง ๆ ของระบบ แต่... การบัญชีคือเส้นเลือดดำ เพราะมันต้องนำข้อมูลกลับมาให้เรารู้ว่า เงินมาจากไหน ไปไหน ใช้ไปเท่าไร เหลือเท่าไร และสิ่งที่ลงทุนไปนั้น... สร้างผลลัพธ์กลับมาอย่างไร ดังนั้น ชุมชนที่อยากเข้มแข็งจึงต้องมีทั้งสองอย่าง มีเงิน แต่ต้องรู้จักบริหารเงิน มีรายได้ แต่ต้องรู้ต้นทุน มีโครงการ แต่ต้องรู้ผลลัพธ์ และที่สำคัญ... มีความไว้วางใจ แต่ต้องมีระบบตรวจสอบ เพราะความดีอย่างเดียวอาจสร้างความเชื่อมั่นได้ แต่... ความดีที่มีระบบ จะสร้างความยั่งยืน



CBMC เมื่อชุมชนเปลี่ยนจาก “ผู้ขอ” เป็น “ผู้สร้าง”


อีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เราเห็นภาพเรื่องนี้ชัดขึ้น คือ Community Business Model Canvas หรือ CBMC หลายคนมองธุรกิจแล้วคิดถึงเพียง “เงินทุน” “เงินกู้” “ธนาคาร” “หลักทรัพย์ค้ำประกัน” แต่เมื่อเรามองผ่าน CBMC เราจะเห็นว่า... ทุนไม่ได้มีเพียงเงิน โดยเฉพาะในช่องที่ 7 และ 8 ช่องหนึ่งสะท้อนถึง ทุนทางสังคม ความรู้ ภูมิปัญญา และความสามารถที่ชุมชนมีอยู่ อีกช่องหนึ่งสะท้อนถึง ทุนภาคีและทุนจากภายนอก นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะถ้าชุมชนคิดว่าตัวเองไม่มีเงิน... ชุมชนจะรู้สึกว่า “เราไม่มีทุน” แต่ถ้าชุมชนมองเห็นว่า เรามีคน เรามีความรู้ เรามีที่ดิน เรามีเครือข่ายเรามีลูกค้า เรามีภูมิปัญญา เรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรามีมหาวิทยาลัย เรามีหน่วยงานรัฐ เรามีภาคประชาสังคม คำถามจะเปลี่ยนทันที จาก “ใครจะเอาเงินมาให้เรา?” เป็น “เราจะเอาทุนทั้งหมดนี้มาประกอบกันอย่างไร?” นี่แหละครับ... คือการเปลี่ยนจาก “ผู้รอรับการพัฒนา” ไปสู่ “ผู้สร้างการพัฒนา”

แต่มีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญมาก


เราจะทำอย่างไรให้ “กลุ่ม” กับ “ธุรกิจ” เดินไปด้วยกัน? เพราะภาครัฐจำนวนมากถนัดสนับสนุนผ่าน “กลุ่ม” กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพ กลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน การรวมกลุ่มทำให้เกิดพลัง แต่ในโลกธุรกิจ... บางครั้งเราก็ต้องการ ผู้ประกอบการ คนที่ตัดสินใจได้เร็ว ทดลองได้เร็ว รับความเสี่ยงได้ และรับผิดชอบผลลัพธ์โดยตรง ดังนั้นโจทย์จึงไม่ใช่ “จะเลือกกลุ่มหรือผู้ประกอบการ?” แต่คือ... “เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวมอย่างไร?” นี่คือพื้นที่สำคัญของ SE หรือ Social Enterprise เพราะธุรกิจไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับสังคม และการทำเพื่อสังคม... ก็ไม่จำเป็นต้องแปลว่าเราต้องไม่สร้างรายได้ คำถามสำคัญกว่าคือ รายได้ถูกสร้างขึ้นอย่างไร และคุณค่าที่เกิดขึ้นถูกส่งกลับไปยังใคร?



แล้วทำไม “ดิน” ถึงเกี่ยวกับเรื่องทุน?


ลองมองไปที่เกษตรกรครับ บางคนทำเกษตรมา 30–40 ปี แต่ยิ่งทำ... หนี้กลับยิ่งเพิ่ม ต้นทุนกลับยิ่งสูง สุขภาพกลับยิ่งแย่ ทำไม? เพราะเราอาจกำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เราเติมปุ๋ย เติมสารเคมี เติมฮอร์โมน เติมต้นทุน แต่เราไม่ได้เติมสิ่งที่สำคัญที่สุด... “ความสมบูรณ์ของดิน” ดินคือทุน และเป็นทุนที่สร้างรายได้ซ้ำได้ ถ้าดินดี ต้นทุนลด ผลผลิตดี สุขภาพดี รายได้ดีขึ้น แต่ถ้าดินเสื่อม... เราก็ต้องซื้อทุกอย่างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องเกษตร แต่มันคือบทเรียนใหญ่ของการพัฒนา การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการเติมทรัพยากรเข้าไปเรื่อย ๆ แต่หมายถึง... การทำให้ฐานทุนของพื้นที่กลับมาแข็งแรง

ข้อมูลก็เป็น “ทุน”


และในยุคนี้มีทุนอีกประเภทหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นคือ... “ข้อมูล” ผมเชื่อว่าชุมชนในอนาคตจะเข้มแข็งได้มากขึ้น ถ้าชาวบ้านไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้ข้อมูลกับหน่วยงานรัฐ แต่สามารถเป็น เจ้าของข้อมูลของตัวเอง น้ำอยู่ตรงไหน? ใครเป็นหนี้? ครอบครัวไหนเปราะบาง? มีผู้สูงอายุกี่คน? มีเด็กกี่คน? มีทุนอะไรอยู่ในพื้นที่? สินค้าชุมชนมีอะไร? ทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างไร? คำถามเหล่านี้ไม่ควรอยู่แต่ในแฟ้มราชการ มันควรกลับมาอยู่ในมือของคนในพื้นที่ เพราะเมื่อชุมชนมีข้อมูล... ชุมชนจะเริ่มมองเห็นตัวเอง และเมื่อมองเห็นตัวเอง... ชุมชนก็สามารถออกแบบอนาคตของตัวเองได้ นี่คือเหตุผลที่ Action Research หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีความสำคัญ งานวิจัยไม่ควรเป็นเพียงเอกสารที่วางอยู่บนชั้นหนังสือ แต่ควรเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนในพื้นที่ รู้จักพื้นที่ของตัวเองมากขึ้น และใช้ความรู้นั้น... ตัดสินใจได้ดีขึ้น

จากชุมชน...สู่นโยบายสาธารณะ


และตรงนี้เองที่ผมคิดว่า เรากำลังเดินทางมาถึงคำถามที่ใหญ่กว่าการพัฒนาชุมชน นั่นคือ... เราจะเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องนโยบายสาธารณะได้อย่างไร? ถ้านโยบายเริ่มต้นจากส่วนกลางแล้วส่งลงมาที่ชุมชน เราอาจได้ “โครงการ” แต่ถ้านโยบายเริ่มต้นจากปัญหา ความรู้ และทุนของชุมชน แล้วเชื่อมต่อขึ้นไปสู่ระดับจังหวัด ประเทศ และระบบ เราอาจได้... “นโยบายสาธารณะที่มีชีวิต” นโยบายที่ไม่ได้เกิดจากการคาดเดา แต่เกิดจากข้อมูลจริง ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อคนในพื้นที่ แต่สร้างขึ้น ร่วมกับคนในพื้นที่ นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า “นโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน” หรือการเชื่อม Community Knowledge Public Policy Systems Change จากความรู้ของชุมชน... ไปสู่นโยบาย... และจากนโยบาย... ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ

แล้ววันนี้ เราควรถามอะไร?


ผมอยากชวนทุกคนกลับไปที่คำถามแรก ทำไมบางชุมชนได้เงินมาก แต่ยังไม่หลุดพ้นจากความยากจน? และทำไมบางชุมชนมีเงินไม่มาก แต่กลับเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ? บางทีคำตอบอาจง่ายกว่าที่เราคิด เพราะความมั่งคั่งของชุมชนไม่ได้วัดจากเงินในบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่วัดจาก... คนที่ยังจับมือกัน ความรู้ที่ยังส่งต่อกัน ทรัพยากรที่ยังดูแลกัน ข้อมูลที่ยังเป็นของคนในพื้นที่ ระบบที่ยังตรวจสอบได้ และความสามารถของชุมชนในการลุกขึ้นมาแก้ปัญหาของตัวเอง เงินสามารถซื้อเครื่องมือได้ แต่เงินซื้อความไว้วางใจไม่ได้ เงินสามารถสร้างอาคารได้ แต่เงินสร้างความร่วมมือไม่ได้ เงินสามารถทำให้โครงการเกิดขึ้นได้ แต่เงินเพียงอย่างเดียว... ไม่สามารถทำให้ชุมชนลุกขึ้นมายืนได้ สิ่งที่ทำให้ชุมชนยืนได้คือ ทุนทางสังคม และเมื่อทุนทางสังคมเชื่อมกับทุนทางการเงิน เชื่อมกับทุนธรรมชาติ เชื่อมกับความรู้ เชื่อมกับข้อมูล เชื่อมกับภาคี และเชื่อมกับนโยบายสาธารณะที่ดี... เราจะไม่ได้เพียง “ชุมชนที่อยู่รอด” แต่เราสามารถสร้าง...ชุมชนที่ออกแบบอนาคตของตัวเองได้



และนี่คือคำถามสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้


ครั้งต่อไปที่เราจะเข้าไปพัฒนาชุมชน... อย่าเพิ่งถามว่า “ชุมชนนี้ขาดเงินเท่าไร?” ลองถามก่อนว่า... “ชุมชนนี้มีทุนอะไรอยู่แล้ว?” มีคนเก่งกี่คน? มีภูมิปัญญาอะไร? มีทรัพยากรอะไร? มีเครือข่ายอะไร? มีข้อมูลอะไร? มีความสัมพันธ์อะไร? และมีอะไรที่พวกเขาสามารถสร้างขึ้นมาได้... โดยไม่ต้องรอใครมาช่วย? เพราะบางที... สิ่งที่ชุมชนยากจนที่สุดอาจไม่ใช่เงิน แต่อาจเป็น... การมองไม่เห็นทุนที่ตัวเองมี และภารกิจของนักพัฒนา นักสื่อสาร นักวิชาการ และผู้กำหนดนโยบาย... อาจไม่ใช่การนำคำตอบจากข้างบนลงไปให้ชุมชน แต่คือการช่วยให้ชุมชน... มองเห็นพลังของตัวเอง แล้วเปลี่ยนพลังนั้น... ให้กลายเป็นเศรษฐกิจ กลายเป็นคุณภาพชีวิต กลายเป็นความมั่นคง กลายเป็นนโยบาย และท้ายที่สุด... กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เพราะประเทศที่เข้มแข็ง... ไม่ได้เกิดจากรัฐบาลที่เก่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก... ชุมชนที่รู้ว่าตัวเองมีพลัง และเมื่อชุมชนลุกขึ้นมายืนได้ด้วยตัวเอง... 

วันนั้นเราอาจไม่ต้องถามอีกแล้วว่า “รัฐบาลจะช่วยชุมชนอย่างไร?” แต่เราจะได้เห็นคำถามใหม่ว่า... “รัฐบาลจะทำอย่างไร เพื่อปลดล็อกพลังของชุมชนให้เปลี่ยนประเทศได้?” และผมเชื่อว่า... คำตอบของประเทศไทยในอนาคต อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะหาเงินเพิ่มได้อีกเท่าไร แต่อยู่ที่ว่า... เราจะทำให้ทุนที่มีอยู่แล้ว ทำงานร่วมกันได้ดีแค่ไหน นี่คือพลังของทุนทางสังคม นี่คือพลังของชุมชน และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ... การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยจากฐานรากขึ้นมาสู่ระดับระบบ Community Knowledge. Public Policy. Systems Change. เริ่มจากการเห็นคุณค่าของทุนที่ชุมชนมี แล้วเปลี่ยนทุนเหล่านั้นให้กลายเป็นพลังของประเทศนั่นเองครับ...


ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

World Bank พลังขับเคลื่อนทุนทางสังคมพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง | ตอนที่ 1
World Bank พลังขับเคลื่อนทุนทางสังคมพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง | ตอนที่ 2

หมายเหตุ : เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ อาจารย์ พรรษา ทาเจริญศักดิ์ อดีต ผู้เชี่ยวชาญการเงินชุมชนธนาคารโลก   ในหัวข้อเรื่อง World Bank พลังขับเคลื่อนทุนทางสังคมพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.36 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ อาจารย์ พรรษา ทาเจริญศักดิ์ เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้...

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล


คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน คืออะไร?

 

เมื่อการเปลี่ยนประเทศ อาจเริ่มจากคนตัวเล็ก ๆ ในชุมชน

 


ดลรวี ภัทรกุลพิมล

ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน
Community-Based Public Policy Advisor
Connecting Community Knowledge, Public Policy & Systems Change
นักศึกษา หลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ A-List รุ่น 1 สถาบันพระปกเกล้า


ถ้าคุณต้องเปลี่ยนประเทศ… คุณจะเริ่มตรงไหน? ลองถามตัวเองเล่น ๆ สักคำถามครับ ถ้าวันนี้เราต้องการเปลี่ยนประเทศไทย เราจะเริ่มจากที่ไหน? เริ่มจากกระทรวง? รัฐสภา? นโยบาย? กฎหมาย? งบประมาณ? หรือเริ่มจาก... คนธรรมดาที่กำลังเผชิญปัญหาอยู่จริง ๆ? คำถามนี้ดูธรรมดา แต่สำหรับผม มันเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “นโยบายสาธารณะ” ไปเลย...

เพราะหลายครั้ง เวลาพูดถึงนโยบาย เรามักนึกถึงคนที่ “ออกแบบนโยบาย” แต่ผมอยากชวนคิดกลับด้านว่า ก่อนที่เราจะออกแบบนโยบาย เราได้ฟังคนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่กับปัญหานั้นจริง ๆ แล้วหรือยัง?...

ก่อนที่เราจะเขียนโครงการเกี่ยวกับเด็ก เราเคยถามเด็กหรือยังว่าเขาต้องการอะไร?  ก่อนที่จะออกแบบนโยบายเศรษฐกิจชุมชน เราเคยถามคนในชุมชนหรือยังว่าอะไรคืออุปสรรคจริง? ก่อนจะเขียนนโยบายด้านการเกษตร เราเคยฟังเกษตรกรที่ตื่นตีห้า เข้าสวน กลับบ้านมืด ๆ หรือยัง? และก่อนจะบอกว่า “นี่คือทางออก” เราเคยถามคนที่อยู่กับปัญหาทุกวันหรือยังว่า “คุณคิดอย่างไร?” นี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ผมเรียกว่า “นโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน” หรือ Community-Based Public Policy และเมื่อผมทำงานกับแนวคิดนี้มากขึ้น ผมจึงเลือกอธิบายบทบาทของตัวเองว่า “ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน ผู้เชื่อมโยงความรู้จากชุมชน นโยบายสาธารณะ และการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ”

 

แล้วคำนี้หมายความว่าอะไรกันแน่?

 

ผมอยากแยกคำนี้ออกเป็น 3 ส่วน 

  • Community Knowledge

  • Public Policy

  • Systems Change

สามคำนี้ ถ้าอยู่แยกกันอาจดูเหมือนคนละเรื่อง แต่เมื่อเชื่อมกัน มันกลายเป็นเส้นทางหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง จากชีวิตจริง - สู่ความรู้ - สู่นโยบาย - สู่การเปลี่ยนระบบ นี่คือสิ่งที่ผมกำลังสนใจ

 

หนึ่ง - Community Knowledge

 

ความรู้ที่ไม่ได้อยู่แค่ในตำรา ลองนึกภาพครับ ในชุมชนหนึ่ง มีเกษตรกรคนหนึ่งทดลองวิธีจัดการดินจนได้ผลดี ครูคนหนึ่งคิดวิธีทำให้เด็กที่ไม่ชอบเรียนกลับมาอยากเรียน เยาวชนกลุ่มหนึ่งคิดวิธีสร้างรายได้ในเวลาว่าง ผู้นำชุมชนคนหนึ่งรู้ว่าจะทำอย่างไรให้คนในพื้นที่รวมตัวกันแก้ปัญหา คำถามคือ...

เราจะมองสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง “เรื่องเล่าของคนในพื้นที่” หรือเราจะมองว่า นี่คือองค์ความรู้? สำหรับผม มันคือองค์ความรู้ เพราะมันเกิดจากการทดลองจริง เกิดจากการใช้ชีวิตจริง เกิดจากบริบทจริง และเกิดจากการแก้ปัญหาจริง แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกในระดับนานาชาติเลยครับ

World Bank ธนาคารโลก พัฒนางานด้าน Community-Driven Development หรือ CDD มาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นบทบาทของคนในพื้นที่ในการกำหนดลำดับความสำคัญ การตัดสินใจ และการจัดการทรัพยากร และมีตัวอย่างการนำหลักการ CDD ไปเชื่อมกับกฎหมาย นโยบาย และระบบของประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย แอฟริกา และภูมิภาคอื่น ๆ นั่นแปลว่า โลกไม่ได้มองชุมชนเพียงว่าเป็น “ผู้รับการพัฒนา” แต่สามารถมองชุมชนเป็น “ผู้ร่วมสร้างการพัฒนา” ได้ด้วย...

 

สอง - Public Policy

 

แล้วเราจะทำให้ความรู้จากพื้นที่เดินทางไปถึงนโยบายได้อย่างไร? ตรงนี้แหละครับที่บทบาทของ “ที่ปรึกษานโยบาย” เข้ามา ผมไม่ได้มองที่ปรึกษานโยบายว่าเป็นคนที่ต้องรู้คำตอบทุกเรื่อง แต่เป็นคนที่ต้องรู้ว่า จะตั้งคำถามอย่างไร จะรวบรวมข้อมูลอย่างไร จะมองระบบอย่างไร และจะเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้คนให้กลายเป็นข้อเสนอที่มีคุณภาพได้อย่างไร ชุมชนอาจพูดว่า “ต้นทุนสูง” “เด็กไม่มีพื้นที่” “ขายสินค้าไม่ได้” “เข้าไม่ถึงบริการ” “กฎระเบียบเป็นอุปสรรค” แต่หน้าที่ของคนทำงานนโยบายคือถามต่อว่า ต้นเหตุอยู่ตรงไหน? ใครเกี่ยวข้อง? กฎอะไรเกี่ยวข้อง? งบประมาณอยู่ตรงไหน? อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ใคร? มีอะไรที่ชุมชนกำลังทำได้ดีอยู่แล้ว? และ... ระบบต้องเปลี่ยนตรงไหนจึงจะทำให้ปัญหานี้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน? ดังนั้น ที่ปรึกษานโยบายจากฐานชุมชนจึงไม่ได้เป็นเพียง “คนเอาปัญหาไปเสนอรัฐ” แต่เป็นคนที่ช่วยแปลง เสียง ไปสู่ ข้อมูล : ข้อมูล ไปสู่ ความเข้าใจ : ความเข้าใจ ไปสู่ ทางเลือกเชิงนโยบาย และ ทางเลือกเชิงนโยบาย ไปสู่ การเปลี่ยนแปลงที่สามารถเกิดขึ้นจริง

 

สาม - Systems Change

 

เพราะเราไม่ควรแก้แค่ “อาการ” ลองดูปัญหาสักเรื่องหนึ่งครับ เด็กคนหนึ่งไม่มีรายได้เสริม เราอาจแก้ด้วยการให้ทุน เด็กอีกคนไม่มีทักษะ เราอาจจัดอบรม อีกคนไม่มีพื้นที่ทดลอง เราอาจจัดกิจกรรม แต่ถ้าเด็กจำนวนมากยังเจอปัญหาเดิมซ้ำ ๆ  คำถามที่สำคัญกว่าคือ “อะไรในระบบทำให้ปัญหานี้เกิดซ้ำ?” นี่คือคำว่า Systems Change การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เราไม่ได้มองแค่คนหนึ่งคน แต่ถามถึง กติกา สถาบัน แรงจูงใจ ทรัพยากร ข้อมูล ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน กระบวนการตัดสินใจและวิธีคิดที่ทำให้ระบบทำงานแบบเดิม เพราะบางครั้ง... เราไม่สามารถแก้ปัญหาใหม่ ด้วยระบบแบบเดิมได้ และสิ่งนี้เป็นเหตุผลที่แนวคิดการพัฒนาจากฐานพื้นที่กำลังได้รับความสนใจในระดับโลก

OECD องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development) เผยแพร่ Practical Guidelines for Supporting Locally Led Development ในปี 2026 โดยเสนอให้ผู้มีบทบาทในพื้นที่มีส่วนตั้งแต่การกำหนดวาระ ออกแบบนโยบายและโครงการ จัดสรรทรัพยากร ตลอดจนการติดตามผลและการเรียนรู้ ไม่ใช่เข้ามามีส่วนร่วมเพียงการรับฟังความคิดเห็นระยะสั้น พูดง่าย ๆ คือ จาก “ให้ชุมชนมีส่วนร่วม” ไปสู่ “ให้ชุมชนมีบทบาทในการร่วมกำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้น” นี่ต่างกันมาก...

 

โลกกำลังขยับจาก “ทำให้ชุมชน” ไปสู่ “ทำกับชุมชน”

 

UNDP หรือ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme) ก็ใช้แนวคิด Local Action ซึ่งวางคนและชุมชนไว้ใจกลางของการเปลี่ยนแปลง โดยให้ผู้แสดงบทบาทในพื้นที่ รวมถึงท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน มีบทบาทกำหนดลำดับความสำคัญ ตัดสินใจ และส่งมอบทางออก พร้อมเชื่อมการดำเนินงานระดับท้องถิ่นเข้ากับเป้าหมายและนโยบายระดับชาติ

และในปี 2026 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ยังคงขับเคลื่อนและขยายผลแนวคิด Locally Led Development และ Locally Led Adaptation (LLA) (การพัฒนาและการปรับตัวโดยมีชุมชนเป็นผู้นำ) อย่างเข้มข้นผ่านโครงการขนาดใหญ่ทั่วโลก โดยมุ่งเน้นการมอบอำนาจในการตัดสินใจ การบริหารงบประมาณ และการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและสร้างความยั่งยืน ไปใช้ในหลายบริบท ตั้งแต่การเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น ไปจนถึงการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยย้ำถึงการเชื่อม “แนวทางจากพื้นที่” เข้ากับระบบระดับชาติ นี่ทำให้ผมคิดว่า... ชุมชนไม่ควรเป็นเพียงปลายทางของนโยบาย ชุมชนสามารถเป็น ต้นทางของนโยบาย ได้ด้วย...

 

 แล้ว A-List มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร?

 

สำหรับผม เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการคิดคำภาษาอังกฤษให้ดูดี แต่มันค่อย ๆ ชัดขึ้นจากการเรียนรู้เรื่อง “พลเมือง” และ “การเปลี่ยนแปลง” โดยเฉพาะการเป็น นักศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ A-List รุ่นที่ 1 สถาบันพระปกเกล้า

หลักสูตร A-List รุ่นที่ 1 มีเป้าหมายในการพัฒนาผู้นำภาคพลเมืองให้เป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” หรือ Change Agent ที่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างสมดุลและยั่งยืน รวมถึงพัฒนาและขับเคลื่อนโครงการพัฒนาชุมชนอย่างมีส่วนร่วม และที่ผมสนใจมากคือ A-List ไม่ได้หยุดอยู่กับการ “เรียน” แต่มีการทำโครงงานนวัตกรรมเพื่อสังคมจริง

ในช่วงติดตามความก้าวหน้าของโครงงาน นักศึกษา A-List รุ่นที่ 1 ได้นำเสนอแนวคิด แลกเปลี่ยนมุมมอง และรับข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนา Idea ให้ก้าวไปสู่ Ideal ในการแก้ปัญหาที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม นี่คือสิ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจมาก เพราะมันสะท้อนกระบวนการเดียวกับที่ผมกำลังพยายามทำความเข้าใจ

  • เห็นปัญหา
  • เข้าใจปัญหา
  • คิดทางออก
  • ทดลอง
  • เรียนรู้
  • ปรับ
  • ขยายผล

นี่ไม่ใช่แค่การทำกิจกรรม แต่มันคือวิธีคิดแบบ Change Agent

 

แล้วผมกำลังจะเป็นอะไร?

 

ผมไม่ได้กำลังบอกว่า “ผมรู้ทุกคำตอบของประเทศ” ไม่ใช่เลยครับ ผมกำลังเลือกบทบาทที่ชัดขึ้นว่า ผมอยากเป็นคนที่เชื่อม “ความรู้จากพื้นที่” เข้ากับ “การคิดเชิงนโยบาย” และมองต่อไปถึง “การเปลี่ยนระบบ” เพราะหลายครั้ง ชุมชนมีคำตอบ แต่นโยบายมองไม่เห็น นักวิชาการมีความรู้ แต่ความรู้ไม่ได้ลงไปถึงพื้นที่ ภาครัฐมีอำนาจในการขับเคลื่อน แต่ข้อมูลหน้างานอาจไม่ครบ ภาคธุรกิจมี ทรัพยากรแต่ไม่รู้โจทย์จริงของชุมชน ภาคประชาสังคมมีเครือข่าย แต่บางครั้งขาดกลไกขยายผล ดังนั้น สิ่งที่ผมสนใจจึงไม่ใช่การเป็น “เจ้าของคำตอบ” แต่เป็นการสร้าง “สะพานระหว่างคำตอบ”

 

Connecting Community Knowledge, Public Policy & Systems Change

 

ผมชอบประโยคนี้มาก Connecting Community Knowledge, Public Policy & Systems Change เพราะมันอธิบายสิ่งที่ผมอยากทำได้ตรงที่สุด Community Knowledge คือการฟังและเรียนรู้จากชีวิตจริง Public Policy คือการนำความรู้นั้นมาวิเคราะห์และพัฒนาเป็นทางเลือก Systems Change คือการถามต่อว่า อะไรต้องเปลี่ยนในระดับกลไก กติกา สถาบัน หรือความสัมพันธ์ของระบบ มันจึงไม่ใช่เส้นทาง ชุมชน - รัฐ เพียงอย่างเดียว แต่คือ ชุมชน - ความรู้ - นโยบาย - ระบบ - กลับมาสู่ชีวิตของประชาชน เป็นวงจรการเรียนรู้ และถ้าวงจรนี้ทำงานได้จริง ประชาชนจะไม่ได้เป็นเพียง “ผู้รับผล” แต่จะกลายเป็น ส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างคำตอบ

 

จากหนึ่งคน สู่หนึ่งชุมชน และจากหนึ่งชุมชนสู่ระบบ

 

ลองนึกภาพเด็กคนหนึ่ง เขามีความฝัน เราให้พื้นที่เขาลอง เขาค้นพบความสามารถ เราเก็บบทเรียน เราดูว่าอะไรทำให้มันสำเร็จ นำข้อมูลมาวิเคราะห์ นำไปทดลองในพื้นที่อื่น จากนั้นจึงถามว่า ระบบการศึกษา ระบบแรงงาน หรือระบบการพัฒนาทักษะควรเปลี่ยนอะไร? เห็นไหมครับ? เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจาก “เด็กหนึ่งคน” แต่สามารถเดินทางไปถึง “นโยบายระดับระบบ” นี่คือวิธีคิดแบบ Community-Based Policy ที่ผมสนใจ เพราะผมไม่ได้มอง “เรื่องเล็ก” ว่าเล็ก ผมมองว่า เรื่องเล็กในพื้นที่ อาจเป็นข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับการออกแบบอนาคต...

 

ถ้าอย่างนั้น “ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน” ทำหน้าที่อะไร?

 

ผมขอสรุปง่าย ๆ เป็น 5 คำครับ 

  • ฟัง ฟังเสียงคนที่อยู่กับปัญหา 
  • เชื่อม เชื่อมคน ข้อมูล ความรู้ และเครือข่าย  
  • วิเคราะห์ มองให้เห็นทั้งปัญหาเชิงพื้นที่และปัญหาเชิงระบบ 
  • แปลง เปลี่ยนประสบการณ์และบทเรียนให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย และ 
  • ขยาย ค้นหาว่าสิ่งที่ได้ผลในพื้นที่หนึ่ง จะต่อยอดหรือปรับใช้ในบริบทอื่นได้อย่างไร  
ดังนั้น... ผมไม่ได้อยากเป็นคนที่เดินเข้าไปบอกชุมชนว่า ผมจะช่วยคุณ อย่างเดียว แต่ผมอยากเป็นคนที่ถามว่า “เราจะเรียนรู้อะไรจากสิ่งที่ชุมชนกำลังทำอยู่ และทำอย่างไรให้สิ่งนั้นสร้างคุณค่ากับคนอื่นได้มากขึ้น?”

 

โลกกำลังเปลี่ยน และวิธีคิดเรื่องนโยบายก็ต้องเปลี่ยน

 

ในอดีต เราอาจคิดว่า ผู้เชี่ยวชาญรู้ รัฐบาลออกแบบ ชุมชนปฏิบัติตาม แต่โลกที่ซับซ้อนขึ้นกำลังบังคับให้เราคิดใหม่ เพราะปัญหาสมัยใหม่ไม่ได้มีคำตอบจากคนกลุ่มเดียว ความเหลื่อมล้ำ สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงของงาน AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจท้องถิ่น การศึกษา คุณภาพชีวิตทั้งหมดเชื่อมโยงกัน ดังนั้น เราอาจต้องเปลี่ยนจากการคิดแบบ “ใครมีคำตอบ?” ไปสู่ “เราจะสร้างระบบที่ทำให้สังคมร่วมกันค้นหาคำตอบได้อย่างไร?” และนั่นคือหัวใจของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ

 

ผมเชื่อว่า “ชุมชน” ไม่ใช่ปลายแถว

 

ชุมชนไม่ควรเป็นแค่พื้นที่ที่นโยบายเดินทางไปถึง แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ นโยบายเริ่มต้นได้ เพราะชุมชนมีทั้ง ปัญหา ประสบการณ์ ภูมิปัญญา ทรัพยากร ความสัมพันธ์ และนวัตกรรม สิ่งเหล่านี้คือ “ข้อมูลชีวิต” และถ้าเราสามารถทำให้ข้อมูลชีวิตถูกนำมาสังเคราะห์อย่างจริงจัง มันก็สามารถกลายเป็น Policy Insight กลายเป็น Policy Option และในบางกรณี อาจกลายเป็น Policy Innovation ได้...

 

เพราะสุดท้ายแล้ว นโยบายสาธารณะไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามของเอกสาร

 

นโยบายมีไว้เพื่อคน และคำถามที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ “นโยบายนี้ดูดีหรือไม่?” แต่คือ “ชีวิตของประชาชนเปลี่ยนอย่างไร?” เด็กมีโอกาสเพิ่มขึ้นหรือไม่? คนตัวเล็กเข้าถึงโอกาสได้มากขึ้นหรือไม่? ชุมชนมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของตัวเองมากขึ้นหรือไม่? ระบบเปิดให้เกิดนวัตกรรมมากขึ้นหรือไม่? และเมื่อเราเจอคำตอบที่ได้ผล เราทำอย่างไรให้คำตอบนั้นเดินทางต่อ?...

 

นี่คือความหมายของบทบาทที่ผมเลือก

 

ผมคือ ดลรวี ภัทรกุลพิมล ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน Community-Based Public Policy Advisor Connecting Community Knowledge, Public Policy & Systems Change และการเรียนรู้ในฐานะ นักศึกษา หลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ A-List รุ่นที่ 1 สถาบันพระปกเกล้า ยิ่งทำให้ผมเชื่อมากขึ้นว่า พลเมืองยุคใหม่ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีตำแหน่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีอำนาจมาก และไม่จำเป็นต้องรอให้ใครอนุญาต เพราะการเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มได้จาก คำถามหนึ่งคำถาม ความคิดหนึ่งความคิด ชุมชนหนึ่งชุมชน หรือ คนธรรมดาหนึ่งคน ที่ตัดสินใจว่า “เรื่องนี้น่าจะทำให้ดีขึ้นได้” แล้วลงมือทำ...

 

จากเสียงเล็ก ๆ สู่การเปลี่ยนระบบ

 

ผมจึงอยากทิ้งภาพหนึ่งไว้ให้ทุกคน ลองนึกถึงวงกลมเล็ก ๆ วงหนึ่ง ในวงกลมมี คนหนึ่งคน อีกวงหนึ่งมี ชุมชน อีกวงหนึ่งมี ความรู้ อีกวงหนึ่งมี นโยบาย และวงใหญ่ที่สุดคือ ระบบ สิ่งที่ผมอยากทำคือช่วยสร้างสะพานระหว่างวงกลมเหล่านี้ ให้ เสียง กลายเป็น ข้อมูล ให้ข้อมูลกลายเป็น ความรู้ ให้ความรู้กลายเป็น นโยบาย ให้นโยบายกลายเป็น กลไก และให้กลไกกลับไปเปลี่ยน ชีวิตของผู้คน นี่คือวงจรที่ผมเชื่อว่า สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้นั่นเองครับ...

 

และคำถามสุดท้าย...

 

ถ้าวันนี้ มีชุมชนหนึ่งกำลังทดลองวิธีแก้ปัญหาใหม่ มีเด็กคนหนึ่งกำลังสร้างสิ่งที่น่าสนใจ มีเกษตรกรคนหนึ่งกำลังค้นพบคำตอบ มีครูคนหนึ่งกำลังสร้างนวัตกรรม มีประชาชนคนหนึ่งกำลังคิดว่า  “เราน่าจะทำให้สังคมดีขึ้นได้”  เราจะปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นจบลงในพื้นที่ของเขาอย่างนั้นหรือ? หรือเราจะถามต่อว่า “จากคำตอบเล็ก ๆ ตรงนี้ เราจะเรียนรู้อะไร และเราจะเปลี่ยนอะไรในระบบ  เพื่อให้คนอีกนับพัน นับหมื่น หรือนับล้านคน มีโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกันได้?” 

ผมคิดว่า... นี่คือความหมายของ Community-Based Public Policy Advisor ไม่ใช่คนที่มีคำตอบให้ชุมชน แต่คือคนที่ช่วยให้ ความรู้ของชุมชน เดินทางไปถึงนโยบาย และช่วยให้ นโยบาย เดินทางกลับไปสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้คน จาก Community Knowledge สู่ Public Policy และจาก Public Policy สู่ Systems Change เพราะบางที... การเปลี่ยนประเทศอาจไม่ได้เริ่มจากคำสั่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่อาจเริ่มจาก เสียงเล็ก ๆ ที่ใครสักคนยอมฟัง และเมื่อเสียงนั้นถูกฟัง ถูกเรียนรู้ ถูกเชื่อม ถูกทดลอง และถูกเปลี่ยนให้เป็นกลไก 

วันหนึ่ง... เสียงเล็ก ๆ นั้น อาจไม่ได้เปลี่ยนแค่ชุมชน แต่มันอาจ เปลี่ยนระบบ และเมื่อหลาย ๆ ระบบเริ่มเปลี่ยน สิ่งที่เราเรียกว่า “การเปลี่ยนแปลงของประเทศ” ก็อาจไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไปนั่นเองครับ...

 

บทความ : ดลรวี ภัทรกุลพิมล


คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

ธรรมาภิบาลที่จับต้องได้ เมื่อความดีต้องมีเครื่องมือ

 

 


เมื่อความดีต้องมีเครื่องมือ จาก “คนดี” สู่ “ระบบที่ทำให้คนดีทำงานได้จริง” 

 

วันนี้ผมไปเจอบทความหนึ่งครับ... อ่านไป อ่านไป แล้วผมก็หยุดอยู่ตรงคำถามหนึ่ง ไม่ใช่คำถามว่า “ใครจะชนะการเลือกตั้ง?” แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นมากว่า...


“ถ้าเราอยากให้บ้านเมืองดีขึ้น เราจะสร้างเครื่องมืออะไรขึ้นมา เพื่อทำให้คนที่อยากทำความดี มีโอกาสเข้าไปทำงานให้บ้านเมืองได้จริง?” ผมคิดว่าคำถามนี้น่าสนใจมาก เพราะประเทศไทยพูดคำว่า “ธรรมาภิบาล” มานาน เราพูดถึงความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม การตรวจสอบ คนดี จริยธรรม คุณธรรม พูดกันเก่งมากครับ แต่คำถามสำคัญก็คือ... แล้วทั้งหมดนี้ เรามี “เครื่องมือ” รองรับหรือยัง? หรือเรายังฝากความหวังทั้งหมดไว้กับว่า “ขอแค่ได้คนดีสักคนหนึ่งเข้ามา... ทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้น”

ผมกลับมองว่า... ประเทศไม่ควรต้องฝากอนาคตไว้กับคนดีเพียงคนเดียว เพราะต่อให้คนหนึ่งคนดีมากแค่ไหน ถ้าระบบไม่ดี คนหนึ่งคนก็อาจทำอะไรได้ไม่มาก แต่ถ้าเราสามารถสร้างระบบที่ดีได้ คนธรรมดาหลายร้อยคน หลายพันคน หลายหมื่นคน ก็อาจกลายเป็นพลังร่วมของสังคมได้

บทความที่ผมไปเจอ เป็นบทความของท่าน พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เลขาธิการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ชื่อบทความน่าสนใจมากครับ...


“การเมือง 180 องศา และการจัดทัพคนดี 4 5 6 เพื่อบ้านเมือง”


ฟังดูเหมือนเรื่องการเมือง แต่ถ้าอ่านให้ลึกลงไป มันกำลังพูดถึงเรื่องที่ใหญ่กว่าการเลือกตั้ง มันกำลังพูดถึง “การสร้างคน” และที่สำคัญ... “การสร้างระบบ”

เราเบื่อการเมืองได้ไหม? เบื่อได้ครับ หลายคนเบื่อ บางคนบอกว่า “อย่าพูดเรื่องการเมืองเลย” บางคนบอกว่า “ฉันไม่ยุ่งการเมือง” บางคนบอกว่า “การเมืองเป็นเรื่องของนักการเมือง” แต่ลองคิดอีกทีครับ ถ้าเราขึ้นรถแล้วเจอรถติด นี่การเมืองไหม? ถ้าลูกเราเข้าโรงเรียนแล้วคุณภาพการศึกษาไม่เท่ากัน นี่การเมืองไหม? ถ้าพ่อแม่เราเจ็บป่วยและเข้าถึงบริการสาธารณะไม่สะดวก นี่การเมืองไหม? ถ้าคนทำมาหากินตัวเล็ก ๆ ต้องแบกต้นทุนเพิ่มขึ้นทุกปี นี่การเมืองไหม? จริง ๆ แล้ว...

การเมืองไม่ได้อยู่เฉพาะในรัฐสภา การเมืองอยู่ในชีวิตประจำวัน อยู่ในงบประมาณ อยู่ในกฎหมาย อยู่ในนโยบาย อยู่ในระบบราชการ อยู่ในโอกาสของคน และอยู่ในคุณภาพชีวิตของเรา เราอาจไม่สนใจการเมือง แต่...

การเมืองไม่เคยไม่สนใจเรา เพราะทุกครั้งที่รัฐตัดสินใจว่าจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ชีวิตของ ประชาชนก็ได้รับผลกระทบเสมอ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า โจทย์ของคนไทยอาจไม่ใช่ “เราจะหนีการเมืองอย่างไร?” แต่อาจเป็น “เราจะทำอย่างไรให้การเมืองเป็นเครื่องมือของประชาชนมากขึ้น?”


จาก “ใครจะเป็นผู้นำ?” สู่ “เราจะสร้างผู้นำอย่างไร?”


นี่คือจุดที่ผมรู้สึกว่าบทความนี้น่าสนใจ เพราะแทนที่จะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ใครจะลงสมัคร?” แนวคิดในบทความพยายามขยับไปสู่คำถามว่า “เราจะเตรียมคนอย่างไร?” และเกิดแนวคิด “ทัพคนดี 4 5 6” 

  • เลข 4 พูดถึงหลักธรรมที่ใช้ขับเคลื่อนชีวิตและการอยู่ร่วมกับสังคม
  • เลข 5 พูดถึงศีล
  • เลข 6 พูดถึงการรู้เท่าทันการแสดงออกผ่านกาย วาจา ใจ และสิ่งที่เข้ามากระทบเรา


พูดง่าย ๆ ก็คือ... ก่อนจะไปบริหารประเทศ ต้องเริ่มจากบริหารตัวเองให้ได้เสียก่อน ก่อนจะตรวจสอบคนอื่น ต้องตรวจสอบตัวเองได้ก่อน ก่อนจะพูดเรื่องธรรมาภิบาล ต้องถามตัวเองว่า เราใช้ชีวิตอย่างมีธรรมาภิบาลหรือยัง? นี่คือคำถามที่ผมคิดว่าสำคัญมาก เพราะปัญหาของสังคมจำนวนมาก ไม่ได้เริ่มต้นจากคนเลว บางครั้งมันเริ่มต้นจาก คนที่บอกว่า “นิดเดียวเอง” คนที่บอกว่า “ทุกคนก็ทำกัน” คนที่บอกว่า “ถ้าฉันไม่ทำ คนอื่นก็ทำ” แล้วจาก “นิดเดียว” กลายเป็นเรื่องใหญ่ จากการละเลยเล็ก ๆ กลายเป็นวัฒนธรรม จากวัฒนธรรม กลายเป็นระบบ และเมื่อระบบผิด คนดีที่อยู่ในระบบก็อาจเหนื่อย นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่า คำว่า “ธรรมาภิบาล” ไม่ควรหยุดอยู่ที่การอบรม มันควรลงไปถึงวิธีคิด วิธีคัดคน วิธีทำงาน วิธีตัดสินใจ และวิธีรับผิดชอบต่อผลลัพธ์


คนดีอย่างเดียวพอไหม?

ผมขอถามแรง ๆ สักคำถามครับ ถ้าคนดีคนหนึ่งบริหารงานไม่เป็น เขาจะช่วยประเทศได้มากแค่ไหน? นี่คือสิ่งที่เราอาจต้องคุยกันอย่างจริงจัง เพราะประเทศไม่ได้ต้องการแค่ “คนดี” ประเทศต้องการ คนดีที่ทำงานเป็น ต้องซื่อสัตย์ แต่ต้องคิดเป็นด้วย ต้องเสียสละ แต่ต้องบริหารทรัพยากรเป็นด้วย ต้องรักประชาชน แต่ต้องอ่านข้อมูลเป็นด้วย ต้องมีคุณธรรม แต่ต้องเข้าใจกฎหมาย ต้องมีจิตสาธารณะ แต่ต้องทำงานกับคนที่เห็นต่างได้ เพราะการบริหารประเทศ ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครพูดเพราะที่สุด แต่มันคือการตัดสินใจภายใต้ปัญหาที่ซับซ้อน ประชาชนมีความต้องการไม่เหมือนกัน งบประมาณมีจำกัด ทรัพยากรมีจำกัด และทุกนโยบายมีต้นทุน ดังนั้น... ความดีต้องเดินคู่กับความสามารถ คุณธรรมต้องเดินคู่กับความรู้ และอุดมการณ์ต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า เราควรเติมเข้าไปในคำว่า “คนดี”


“เดินสองขา” แล้วประเทศจะเดินอย่างไร?


อีกแนวคิดที่ผมสะดุดใจ คือแนวคิดเรื่อง “การเดิน 2 ขา” ขาหนึ่งคือภาคประชาสังคม อีกขาหนึ่งคือการเมืองในระบบ ผมว่าภาพนี้ชัดมากครับ ลองคิดดู ถ้าประเทศมีแต่การเมืองในระบบ แต่ไม่มีเสียงจากชุมชน ระบบก็อาจห่างจากชีวิตจริง แต่ถ้ามีแต่ภาคประชาชน ไม่มีช่องทางส่งต่อความคิดเข้าไปสู่กระบวนการตัดสินใจ ข้อเสนอจำนวนมากก็อาจหยุดอยู่แค่ในเวทีประชุม เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีทั้งสองด้าน ประชาชนต้องมีพลัง และ ระบบต้องมีช่องทางรับพลังนั้น ชุมชนต้องพูดได้ ระบบต้องฟังได้ ประชาชนต้องเสนอได้ รัฐต้องตอบได้ และเมื่อมีการตัดสินใจ ประชาชนต้องตรวจสอบได้ นี่แหละครับผมคิดว่าเป็นหัวใจหนึ่งของธรรมาภิบาล ไม่ใช่แค่ถามว่า “ใครดี?” แต่ต้องถามด้วยว่า “ระบบเปิดโอกาสให้คนดีมีส่วนร่วมแค่ไหน?”


จากการเมืองเรื่อง “ตัวบุคคล” ไปสู่การเมืองเรื่อง “ระบบ”


บทความนี้ใช้คำว่า “การเมือง 180 องศา” ผมชอบคำนี้ เพราะมันทำให้เราจินตนาการเห็นภาพ เหมือนเรายืนอยู่ที่เดิม แต่หันกลับอีกด้านหนึ่ง จากการถามว่า “ใครจะมาเป็นผู้นำ?” หันมาเป็น “เราจะสร้างกระบวนการคัดสรรผู้นำอย่างไร?” จาก “ใครเก่งที่สุด?” เป็น “ใครได้รับความไว้วางใจจากประชาชน และทำงานเพื่อส่วนรวมได้?” จาก “ใครเป็นเจ้าของ?” เป็น “ประชาชนมีสิทธิเป็นเจ้าของกระบวนการมากแค่ไหน?” นี่คือการเปลี่ยนมุมมอง และผมคิดว่ามันสำคัญมาก เพราะการเมืองที่ยึดติดกับคน อาจเปลี่ยนเมื่อคนเปลี่ยน แต่ถ้าเราออกแบบระบบที่ดี ระบบก็มีโอกาสเดินต่อได้ แม้คนในระบบจะเปลี่ยน

“ความถูกต้อง” กับ “ความถูกใจ”


อีกประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากจากแนวคิดในบทความคือ “ยึดความถูกต้อง ไม่ใช่ความถูกใจ” ลองนึกภาพตามนะครับ นักการเมืองคนหนึ่งพูดสิ่งที่คนอยากฟัง คนปรบมือ ยอดวิวพุ่ง คอมเมนต์ดี ทุกอย่างดูสวยงาม แต่ถามว่า... แก้ปัญหาได้จริงหรือยัง? นี่คือโจทย์ เพราะความถูกใจ อยู่กับเราได้ไม่นาน แต่ความถูกต้อง ต้องผ่านการพิสูจน์ด้วยเวลา บางนโยบายอาจไม่หวือหวา บางการตัดสินใจอาจไม่มีเสียงปรบมือ บางเรื่องอาจต้องพูดความจริงที่ไม่ถูกใจคน แต่ถ้านั่นคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ผมคิดว่าเราต้องกล้าพูด นี่คือเหตุผลว่า ประชาธิปไตยที่แข็งแรง ไม่ใช่สังคมที่ทุกคนคิดเหมือนกันแต่เป็นสังคมที่ คนเห็นต่างกันได้ แต่ยังอยู่ร่วมกันได้ และสามารถตรวจสอบกันด้วยเหตุผล ข้อมูล และกติกา

แล้ว “ทัพคนดี” จะมีความหมายจริงได้อย่างไร?


ผมคิดว่าคำว่า “ทัพคนดี” จะทรงพลังมากก็ต่อเมื่อเราไม่ตีความว่า “คนดี” คือคนที่เราชอบ เพราะทันทีที่คำว่า “คนดี” หมายถึง “คนที่คิดเหมือนเรา” เราจะกลับไปสู่ปัญหาเดิมทันที ดังนั้น คนดีในพื้นที่สาธารณะ ควรเป็นคนที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ มีประวัติการทำงาน มีความรับผิดชอบ มีความรู้ มีจริยธรรม รับฟังความเห็นต่าง และพร้อมให้สังคมตรวจสอบ เพราะการเมืองสมัยใหม่ ไม่ควรขอให้ประชาชน “เชื่อใจอย่างเดียว” แต่ควรสร้างระบบที่ทำให้ประชาชน “ตรวจสอบได้” นี่แหละครับคือการเปลี่ยนจาก “เชื่อคน” ไปสู่ “เชื่อระบบที่ตรวจสอบได้”


ผมจึงกลับมาที่คำถามเดิม


ประเทศไทยต้องการอะไร? ต้องการนักการเมืองเพิ่มขึ้น? หรือเราต้องการ “พลเมืองที่พร้อมเข้า มารับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มขึ้น?” ผมคิดว่าคำถามนี้น่าคิด เพราะประชาธิปไตยไม่ได้สร้างเสร็จในวันเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นเพียงจุดหนึ่ง แต่ประชาธิปไตยจริง ๆ ต้องมีทั้งก่อนเลือกตั้ง ระหว่างการทำงาน และหลังจากนั้น ประชาชนต้องติดตาม ตั้งคำถาม ตรวจสอบ เสนอทางเลือก และมีส่วนร่วม ขณะที่คนที่รับอำนาจจากประชาชน ก็ต้องยอมรับว่า อำนาจนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว มันคือความไว้วางใจชั่วคราวันหนึ่งรับมา วันหนึ่งก็ต้องส่งต่อ


 และบางที...


นี่อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “180 องศา” ไม่ใช่การหมุนจากนักการเมืองคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง แต่เป็นการหมุน จาก “ตัวบุคคล” ไปสู่ “ระบบ” จาก “ผู้มีอำนาจ” ไปสู่ “ประชาชน” จาก “ความนิยม” ไปสู่ “ความรับผิดชอบ” จาก “คนดีหนึ่งคน” ไปสู่ “วัฒนธรรมที่สร้างคนดีได้อย่างต่อเนื่อง” และจากการถามว่า “ใครจะมาช่วยบ้านเมือง?” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า... “เราจะสร้างระบบอะไร ที่ทำให้คนธรรมดาสามารถลุกขึ้นมาช่วยบ้านเมืองได้?” นี่ต่างหากครับ ที่ผมคิดว่าน่าติดตาม

เพราะสุดท้ายแล้ว... บ้านเมืองอาจไม่ได้เปลี่ยน เพราะเราพูดคำว่า “ธรรมาภิบาล” บ่อยขึ้น ไม่ได้เปลี่ยน เพราะเราประกาศว่าเรารักประเทศมากขึ้น และไม่ได้เปลี่ยน เพราะเรารอคนเก่งคนหนึ่งมาช่วยทั้งหมด ประเทศจะเปลี่ยน เมื่อเราสร้างคน สร้างระบบ สร้างพื้นที่ให้ประชาชน สร้างกลไกตรวจสอบ และสร้างวัฒนธรรมที่ยอมรับว่า อำนาจมีไว้เพื่อรับผิดชอบ ไม่ใช่เพื่อครอบครอง ผมจึงอยากทิ้งคำถามนี้ไว้กับทุกคนครับ ไม่ใช่ “ใครจะเป็นคนดีของประเทศ?”

แต่คือ... “เราจะช่วยกันสร้างระบบแบบไหน ที่ทำให้คนดีมีโอกาสทำงาน คนเก่งมีโอกาสรับใช้สังคม ประชาชนมีโอกาสเลือก และทุกคนที่ถืออำนาจ ต้องถูกตรวจสอบ?” เพราะถ้าวันหนึ่งเราทำสิ่งนี้ได้...

วันนั้น... ธรรมาภิบาลจะไม่ใช่แค่คำพูด แต่มันจะกลายเป็น เครื่องจักรของสังคม เครื่องจักรที่ทำให้ความดีเดินหน้า เครื่องจักรที่ทำให้คนธรรมดามีพลัง และเครื่องจักรที่ทำให้การเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องรอ “ฮีโร่” เพราะเราไม่ได้กำลังสร้าง “คนดีคนหนึ่งเพื่อประเทศ” แต่เรากำลังสร้าง “ระบบที่ทำให้คนดีจำนวนมาก มีโอกาสสร้างประเทศของตัวเอง”

และบางที... การเมือง 180 องศา อาจไม่ได้เริ่มต้นในสภา แต่มันอาจเริ่มต้นจาก คำถามเล็ก ๆ ของประชาชนคนหนึ่งว่า... “ถ้าเราอยากเห็นบ้านเมืองดีขึ้น วันนี้... เราจะช่วยออกแบบมันอย่างไ
ร?”

 



📘 แหล่งข้อมูล | คลิปวีดีโอต่อยอดสู่การเรียนรู้ “ธรรมาภิบาล”


📘 แหล่งข้อมูล | บทความต่อยอดสู่การเรียนรู้ “ธรรมาภิบาล” 

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

ขอขอบคุณ หนังสือพิมพ์มติชน ที่ให้เกียรตินำบทความลงตีพิมพ์

 

 

ขอขอบคุณ หนังสือพิมพ์มติชน ที่ให้เกียรตินำบทความของผมลงตีพิมพ์ เรื่อง สิงคโปร์ไม่ได้แค่จับคนโกง แต่เขาออกแบบประเทศอย่างไรให้โกงยาก? เพื่อร่วมเผยแพร่ความรู้ มุมมอง และข้อคิดที่เป็นประโยชน์ออกสู่สังคมในวงกว้าง...

ผมเชื่อเสมอว่า “ความรู้ที่ดี ไม่ควรหยุดอยู่กับคนคนหนึ่ง แต่ควรถูกส่งต่อ เพื่อสร้างการเรียนรู้ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคม” ขอบคุณ มติชน สำหรับพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความคิด และเปิดโอกาสให้เรื่องราวและมุมมองเล็ก ๆ ได้เดินทางไปพบกับผู้อ่านในวงกว้าง และขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม สนับสนุน และร่วมเรียนรู้ไปด้วยกันครับ

เพราะการเรียนรู้ที่มีความหมาย อาจไม่ได้จบลงเมื่อเราอ่านจบหนึ่งบทความ แต่อาจเริ่มต้นขึ้น…เมื่อเราได้กลับไปคิดต่อด้วยตัวเอง
 

อ่านบทความฉบับออนไลน์ได้ที่ Matichon Online
บทความฉบับเต็ม  : https://www.matichon.co.th/article/news_5885209

 


 หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569

 


 หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569


ดลรวี ภัทรกุลพิมล


คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม