Mentor Journey เมื่อการเตรียมพร้อมของผู้ให้ คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

 


เมื่อหัวใจของผู้ให้ เริ่มต้นจากการเรียนรู้ที่จะรับฟัง

ก้าวแรกของพี่เลี้ยงอาสา (Mentor) สู่การสร้าง
“ห้องเรียนทำเงิน” ที่เปลี่ยนชีวิตเยาวชน

 

เราไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตใครได้ หากเราไม่เริ่มเปลี่ยนวิธีที่เรารับฟังเขาก่อน

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 คืออีกหนึ่งวันสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างแท้จริงของกลุ่ม Amethyst (อเมทิสต์) กลุ่มนักสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม ผู้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ “ห้องเรียนทำเงิน” ภารกิจที่ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างทักษะอาชีพหรือรายได้ให้กับเยาวชน แต่กำลังสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่จะทำให้เด็กและคนรุ่นใหม่ได้ค้นพบคุณค่า ศักยภาพ และเส้นทางชีวิตของตนเอง

ก่อนที่เราจะก้าวไปเป็นผู้จุดประกายให้กับใคร เราจำเป็นต้องหันกลับมาพัฒนาตนเองเสียก่อน

ด้วยความเชื่อนี้ สมาชิกกลุ่ม Amethyst ทุกคน พร้อมด้วยผู้ที่สนใจเข้ามาทำหน้าที่ พี่เลี้ยงอาสา (Mentor) ได้รวมตัวกันในการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเข้มข้น เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งความรู้ ทักษะ และหัวใจของการเป็น “ผู้เดินเคียงข้าง” เยาวชนในยุคใหม่

พวกเราได้รับเกียรติอย่างสูงจาก คุณสนุ๊ก วรชัย ญาติอยู่ ผู้จัดการหลักสูตรและโครงการ บริษัท ทูลมอโร จำกัด วิทยากรผู้มีประสบการณ์ในการสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้และภาคีเครือข่ายเพื่อสังคม มาร่วมถ่ายทอดศาสตร์และศิลป์ของการเป็น Mentor ที่แท้จริง

เพราะการเป็นพี่เลี้ยง ไม่ใช่การยืนอยู่เหนือเด็ก ไม่ใช่การเป็นผู้บอกคำตอบ และไม่ใช่ผู้ที่เดินนำหน้าเสมอไปแต่คือ “ผู้ที่ยืนอยู่ข้างๆ” รับฟัง เข้าใจ และช่วยให้เขาเห็นคำตอบที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเอง


จุดเริ่มต้นของความไว้วางใจ พื้นที่ปลอดภัยที่สร้างชีวิตใหม่

เด็กคนหนึ่งจะเปิดใจหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีความรู้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่เขารู้สึก “ปลอดภัย” มากเพียงใดเมื่ออยู่กับเรา การอบรมครั้งนี้จึงเริ่มต้นจากหัวใจสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ ผ่านกระบวนการ “บันได 5 ขั้น” ที่พาพี่เลี้ยงก้าวเข้าสู่โลกของเยาวชนอย่างอ่อนโยน เริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า “เราเป็นใคร” ไม่ใช่เพื่อแสดงตำแหน่งหรือประสบการณ์ แต่เพื่อให้เด็กเห็นความเป็นมนุษย์ของเราครับ


จากนั้นจึงเปิดพื้นที่ให้เขาได้ตอบคำถามว่า “เขาเป็นใคร” ให้เขาได้พูดถึงสิ่งที่ภูมิใจ ความฝัน หรือแม้แต่ความรู้สึกที่อยู่ในใจ เมื่อ “ฉัน” และ “เธอ” เริ่มเข้าใจกัน จึงเกิดคำว่า “เรา”

จากคนแปลกหน้า กลายเป็นทีมเดียวกัน จากความระแวง กลายเป็นความไว้วางใจ จากกำแพงที่มองไม่เห็น กลายเป็นสะพานแห่งการเรียนรู้ ก่อนจะร่วมกันกำหนดโจทย์ เป้าหมาย และมองเห็นภาพอนาคตที่พวกเราจะสร้างร่วมกันนี่คือรากฐานสำคัญของห้องเรียนแห่งอนาคต ห้องเรียนที่ไม่ได้เริ่มจากตำรา แต่เริ่มจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์


 เมื่อคำพูดไม่ใช่ทุกสิ่ง ศาสตร์แห่งการสื่อสารด้วยหัวใจ

หนึ่งในบทเรียนที่ทรงพลังที่สุดของการอบรม คือการตระหนักว่า “เด็กจะรับรู้ความตั้งใจของเราได้ ก่อนที่เราจะได้พูดคำแรกเสียอีก” การสื่อสารไม่ได้อยู่ที่คำพูดเพียงอย่างเดียว

ภาษากาย สีหน้า แววตา และท่าทีที่เราแสดงออก มีบทบาทอย่างมากในการทำให้เด็กสัมผัสได้ว่าเขากำลังอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยหรือไม่ สายตาที่มองอย่างเข้าใจ น้ำเสียงที่ไม่ตัดสิน ท่าทางที่ลดระดับลงมาอยู่เคียงข้าง สิ่งเหล่านี้คือภาษาที่หัวใจของเด็กสามารถรับรู้ได้

เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยคำสั่ง คำแนะนำ และเสียงที่บอกว่า “ควรทำอะไร” เด็กจำนวนมากไม่ได้ต้องการคนที่พูดเก่งที่สุดแต่ต้องการใครสักคนที่ฟังเขาอย่างแท้จริงนั่นเองครับ


 การฟังที่ลึกกว่าถ้อยคำ มองเห็นภูเขาน้ำแข็งใต้ผิวน้ำ

หลายครั้งที่พฤติกรรมของเยาวชนเป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็ง คำพูดที่ดูแข็งกร้าว อาจซ่อนความเจ็บปวด ความเงียบ อาจซ่อนความต้องการให้ใครสักคนเข้าใจ การต่อต้าน อาจเป็นเสียงเรียกร้องให้ใครสักคนมองเห็นตัวตนของเขา

หน้าที่ของ Mentor จึงไม่ใช่การรีบแก้ไขสิ่งที่มองเห็นบนผิวน้ำ แต่ต้องกล้าที่จะดำลงไปค้นหาความรู้สึก ความกลัว ความฝัน และความต้องการที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ การฟังในระดับลึก หรือ Deep Listening คือศิลปะของการอยู่กับอีกคนหนึ่งอย่างเต็มหัวใจ ไม่รีบตอบ ไม่รีบสอน ไม่รีบตัดสิน และไม่รีบมอบทางออกบางครั้งสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่ง ไม่ใช่คำแนะนำที่ดีที่สุดแต่คือช่วงเวลาที่เขารู้ว่า “มีใครบางคนเข้าใจเขาจริงๆ”


 ลดอำนาจเหนือ สร้างอำนาจร่วม เปลี่ยนจากผู้สอน เป็นผู้เดินเคียงข้าง

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของผู้ใหญ่ คือการหลุดจากบทบาทของผู้รู้ เราคุ้นชินกับการสั่งสอน แนะนำ และแก้ปัญหาให้เด็ก แต่การเป็น Mentor ในโครงการห้องเรียนทำเงิน ต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนพลังของ “อำนาจเหนือ” ให้กลายเป็น “อำนาจร่วม” เราไม่ได้เดินเข้าไปเพื่อบอกว่าเขาควรเป็นอะไร

แต่เราเดินเข้าไปเพื่อถามว่า “ตัวตนที่ดีที่สุดของเขาเป็นอย่างไร” คำถามที่ทรงพลัง จึงเป็นเครื่องมือสำคัญของ Mentor คำถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบถูกหรือผิด แต่เป็นคำถามที่เปิดประตูให้เด็กได้สำรวจความคิด ความรู้สึก และค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในเพราะคำตอบที่เด็กค้นพบด้วยตนเอง จะมีพลังมากกว่าคำตอบที่ผู้ใหญ่มอบให้เสมอครับ


ระวัง “ร่องสวน” ของการสื่อสาร ที่ทำให้หัวใจปิดลง

แม้เราจะมีความปรารถนาดีเพียงใด แต่บางครั้งความหวังดีของผู้ใหญ่ก็กลายเป็นกำแพงโดยไม่รู้ตัว การซักถามเหมือนสอบสวน การรีบเสนอวิธีแก้ปัญหา การเปรียบเทียบกับอดีตของตนเอง การตัดสินว่าถูกหรือผิด หรือแม้แต่การรีบพูดว่า “สู้ๆ นะ”

อาจเป็นการปิดประตูของความรู้สึก ก่อนที่เด็กจะได้เปิดใจอย่างแท้จริง บางครั้งสิ่งที่เขาต้องการ ไม่ใช่คำตอบ แต่คือคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น และบอกผ่านสายตาว่า“พี่อยู่ตรงนี้ และพร้อมจะฟัง”


ห้องเรียนทำเงิน จะสำเร็จได้ ต้องเริ่มจากการสร้างคน

โครงการห้องเรียนทำเงิน ไม่ได้ต้องการเพียง Mentor ที่มีความรู้ด้านอาชีพ การเงิน หรือธุรกิจ แต่ต้องการมนุษย์ที่มีหัวใจของผู้ให้ ผู้ที่เข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยี งบประมาณ หรือโครงการที่ยิ่งใหญ่ แต่มักเริ่มต้นจากบทสนทนาเล็กๆ ระหว่างคนสองคน

จากการรับฟังหนึ่งครั้ง จากความเชื่อมั่นหนึ่งประโยค จากการที่เด็กคนหนึ่งได้รับโอกาสให้เชื่อว่า “เขาทำได้” และนี่คือเหตุผลที่พวกเราชาว Amethyst ต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาตัวเองก่อน เพราะเราไม่ได้เพียงสร้างพี่เลี้ยงเรากำลังสร้าง “ผู้จุดประกายชีวิต”

Amethyst เชื่อว่า…

อนาคตของเยาวชน ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากคนที่เก่งที่สุดเพียงไม่กี่คน แต่ถูกสร้างขึ้นจากผู้ใหญ่จำนวนมาก ที่เลือกจะหยุดฟัง เข้าใจ และเดินเคียงข้างพวกเขา การอบรมพี่เลี้ยงอาสาในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ทักษะใหม่ แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงภายในหัวใจของผู้ให้

เพื่อเตรียมพร้อมก้าวสู่ภารกิจสำคัญ ภารกิจที่จะทำให้ “ห้องเรียน” ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่แห่งความรู้ แต่เป็นพื้นที่ที่สร้างความหวัง สร้างโอกาส และสร้างอนาคตใหม่ให้กับเยาวชนไทย  

เพราะการเปลี่ยนโลกของเด็กหนึ่งคน
อาจเริ่มต้นจากผู้ใหญ่คนหนึ่ง…ที่ยอมรับฟังเขาด้วยหัวใจครับ

Amethyst แลกวิสัยทัศน์ ศธ. ขับเคลื่อนนวัตกรรมการเรียนรู้สู่อนาคตเด็กไทย

 

 

เมื่อห้องเรียนไม่ใช่เพียงสถานที่เรียน แต่คือพื้นที่สร้างอนาคต

อเมทิสต์ (Amethyst) กับบทสนทนาสำคัญที่อาจเป็นจุดเริ่มต้น
ของการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย


บางครั้ง…การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคม ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องประชุมขนาดใหญ่
หรือโครงการมูลค่ามหาศาล แต่มันอาจเริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ ว่า


“เราจะทำอย่างไรให้เด็กคนหนึ่งค้นพบคุณค่าของตัวเอง
และสามารถยืนอยู่บนโลกแห่งความจริงได้อย่างภาคภูมิใจ”


ด้วยความเชื่อเช่นนั้น คณะตัวแทนกลุ่ม อเมทิสต์ (Amethyst) ได้มีโอกาสเข้าพบและหารือกับ คุณป๊อปปี้ พีรวิชญ์ ขันติศุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับอนาคตของการศึกษาไทย และนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อน “ห้องเรียนทำเงิน” นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ต้องการเปลี่ยนเด็กจาก “ผู้รับความรู้” ไปสู่ “ผู้สร้างคุณค่า”

บทสนทนาในวันนั้น ไม่ใช่เพียงการรับฟังข้อเสนอแนะต่อโครงการ แต่เป็นการเปิดมุมมองสำคัญว่า การศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องออกแบบให้เชื่อมโยงระหว่าง โอกาส การเรียนรู้ และโลกแห่งความจริง


 

 การศึกษาที่ดี ต้องมองเห็นความแตกต่างของเด็กทุกคน

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้รับการแลกเปลี่ยน คือ แนวทางการปรับระบบจัดสรรงบประมาณรายหัวนักเรียนรูปแบบใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ แนวคิดสำคัญ คือ การขยับจากการจัดสรรแบบ “ให้เท่ากันทุกคน” ไปสู่การออกแบบระบบที่มองเห็นบริบทที่แตกต่างกันของโรงเรียนและผู้เรียน ในมิติของ Supply โรงเรียนต้องมีคุณภาพ มีความพร้อม มีทรัพยากร และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้

ในมิติของ Demand เด็กแต่ละคนต้องได้รับการสนับสนุนตามต้นทุนชีวิต ความต้องการ และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เพราะเด็กทุกคนมีศักยภาพ แต่ไม่ใช่ทุกคนได้รับโอกาสเท่ากันและนี่คือจุดเชื่อมสำคัญที่ “ห้องเรียนทำเงิน” ต้องการเข้ามาเติมเต็ม โดยช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะ มีรายได้ และสร้างความมั่นคงทางความคิดระหว่างเส้นทางการศึกษา


 

จากเด็กผู้เรียน สู่เด็กผู้สร้างคุณค่า

อีกหนึ่งมุมมองที่ทรงพลัง คือ การมองเห็นศักยภาพของเด็กมัธยมปลาย ซึ่งเป็นวัยที่เติบโตมาพร้อมโลกดิจิทัล เด็กวันนี้ไม่ได้ถือเพียงโทรศัพท์มือถือ แต่กำลังถือ “เครื่องมือสร้างอนาคต” การฝึกทักษะด้าน Content Creator การตลาด และการบริหารการเงิน จึงไม่ใช่เพียงการสอนทักษะอาชีพแต่คือการสร้างกระบวนการคิดให้เด็กเข้าใจโลก เข้าใจธุรกิจ และเข้าใจคุณค่าของแรงงานของตัวเอง

การเริ่มต้นทดลองในโรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย ซึ่งอยู่ท่ามกลางชุมชนเมือง ร้านค้า และผู้ประกอบการจำนวนมาก เป็นตัวอย่างสำคัญของการนำห้องเรียนออกไปเชื่อมต่อกับชีวิตจริง เด็กจะไม่ได้เรียนจากกรณีศึกษาในหนังสือเพียงอย่างเดียวแต่จะได้ทำงานกับผู้คนจริง แก้ปัญหาจริง และเห็นผลลัพธ์จากสิ่งที่ตนเองลงมือทำ


 

การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ต้องเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ที่มั่นคง

ทุกนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ ล้วนเริ่มต้นจากต้นแบบเล็ก ๆ ข้อเสนอแนะที่มีคุณค่าคือ การพัฒนาโครงการเป็นระยะ (Phase) เริ่มต้นจากการสร้าง Prototype ให้แข็งแรง เก็บข้อมูล เรียนรู้จากความสำเร็จและความผิดพลาด ก่อนขยายผลในระดับที่กว้างขึ้น เด็กแต่ละคนมีศักยภาพและความพร้อมไม่เหมือนกัน

ดังนั้น การสร้างระบบประเมินทักษะและการจัดระดับงานจึงเป็นเรื่องสำคัญ เริ่มจากงานใกล้ตัว เช่น ร้านค้าในโรงเรียน ร้านค้าในชุมชน ทดลองทำซ้ำจนเกิดมาตรฐานและความมั่นใจ ก่อนก้าวสู่การรับงานจาก องค์กรหรือธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะการเติบโตที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการก้าวกระโดดเพียงครั้งเดียวแต่เกิดจากก้าวเล็ก ๆ ที่เดินต่อไปอย่างมั่นคงนั่นเองครับ




การศึกษาต้องฟังเสียงของโลก ไม่ใช่เพียงเสียงของห้องเรียน

อีกหนึ่งข้อคิดสำคัญ คือ การออกแบบการเรียนรู้ต้องเริ่มจาก “ความต้องการจริงของตลาด” ไม่ใช่เพียงสิ่งที่ครู โรงเรียน หรือผู้สอนมีความถนัดเท่านั้น คำถามที่เราต้องถามคือ

“วันนี้สังคมต้องการอะไร และเราจะเตรียมเด็กให้พร้อมตอบโจทย์นั้นได้อย่างไร”


เมื่อโครงการสามารถเชื่อมโยงกับองค์กรภายนอก เช่น Good Goods หรือมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เราควรใช้โอกาสนี้สร้างการเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด การสร้างแบรนด์ หรือผู้ประกอบการจริงเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้กับเด็กพร้อมทั้งสร้างการสื่อสารให้สังคมได้เห็นว่า เด็กไทยสามารถสร้างคุณค่าได้มากเพียงใด หากพวกเขาได้รับโอกาสที่เหมาะสม



จากห้องเรียนเล็ก ๆ สู่ความหวังของการศึกษาไทย

วันนี้ อเมทิสต์ (Amethyst) อาจเป็นกลุ่มที่สร้างเพียงโครงการทดลองเล็ก ๆ ในโรงเรียนหนึ่งแห่ง แต่ทุกการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของโลก ล้วนเคยเป็นเพียง “เมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ” มาก่อน เมล็ดพันธุ์ที่ต้องการคนรดน้ำ ต้องการพื้นที่ให้เติบโต และต้องการผู้คนที่เชื่อว่า “การศึกษาเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง”

เรามองเด็กไม่ใช่เพียงผู้ที่จะเติบโตในอนาคต แต่คือ “ผู้สร้างอนาคต” ตั้งแต่วันนี้ เพราะเมื่อเด็กคนหนึ่งค้นพบศักยภาพของตนเอง เขาจะเปลี่ยนชีวิตของตัวเอง และเมื่อเด็กจำนวนมากค้นพบพลังของตัวเอง พวกเขาจะรวมกันเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมและสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยครับ...


“ห้องเรียนทำเงิน” จึงไม่ใช่เพียงโครงการ
แต่คือคำถามสำคัญที่เรากำลังชวนสังคมร่วมกันตอบว่า…

 

“เราพร้อมหรือยังที่จะสร้างห้องเรียนที่ไม่เพียงสอนให้เด็กมีความรู้
แต่ทำให้เขามีพลังในการสร้างชีวิตของตนเอง”

 

อาสาชาวนามหานคร เมื่อผืนดินกลางเมืองกลายเป็นห้องเรียนแห่งชีวิต

 

 

ในมหานครที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ยังมีผืนนาเล็ก ๆ ที่กำลังบอกเล่าเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ อาสาชาวนามหานคร เขตหนองจอก ไม่ได้ปลูกเพียงข้าว แต่กำลังปลูกคน ปลูกปัญญา และปลูกความหวัง การเดินทาง One Day Trip ของนักศึกษาหลักสูตร A-List รุ่นที่ 1 สถาบันพระปกเกล้า ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการศึกษาดูงาน แต่คือการเดินทางกลับไปค้นพบรากฐานของชีวิตและความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน

NOTE : บันทึกความทรงจำจาก One Day Trip ณ เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ อาสาชาวนามหานคร เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ (A-List) รุ่นที่ 1 สถาบันพระปกเกล้า


ท่ามกลางภาพจำของกรุงเทพมหานครที่เต็มไปด้วยตึกสูง ถนนหนทาง และวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ยังมีพื้นที่แห่งหนึ่งในเขตหนองจอก ที่เสียงลมพัดผ่านรวงข้าวยังคงดังอยู่ ท่ามกลางผืนดินที่ยังคงหายใจ และผู้คนที่ยังคงเชื่อมั่นว่า “อาหารคือรากฐานของชีวิต”

เช้าวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 การเดินทางแห่งการเรียนรู้ของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ (A-List) รุ่นที่ 1 สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า ได้เริ่มต้นขึ้น ผ่านกิจกรรม One Day Trip ณ เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ อาสาชาวนามหานคร เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการไปเยี่ยมชมแปลงนา หรือศึกษาวิธีการทำเกษตรเท่านั้น แต่เป็นการเดินทางกลับไปค้นหาความหมายของคำว่า “ชีวิต” และคำว่า “ความมั่นคง” ที่แท้จริง...


 
เมื่อห้องเรียนที่ไม่มีกำแพง แต่มีผืนดินเป็นครู

ช่วงเช้าของวันเต็มไปด้วยองค์ความรู้ที่เข้มข้น จากการบรรยายในหัวข้อ “วิถีเศรษฐกิจพอเพียง และการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพข้าว เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้คนและชาวนา”

คำสอนและประสบการณ์จาก อาจารย์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ “อาจารย์ยักษ์” และพี่วอ คุณวรเกียรติ สุจิวโรดม ไม่ได้เป็นเพียงบทเรียนด้านการเกษตร แต่เป็นบทเรียนของการมองโลกใหม่ เป็นการตั้งคำถามกับระบบการผลิตอาหารในปัจจุบัน และชวนให้เรากลับมาทบทวนว่า ท่ามกลางความเจริญทางเทคโนโลยี มนุษย์อาจกำลังห่างไกลจากสิ่งพื้นฐานที่สุด นั่นคือ “ความสามารถในการดูแลชีวิตของตนเอง”

อาจารย์ยักษ์ได้ถ่ายทอดแนวคิดกสิกรรมธรรมชาติที่ไม่ได้มองดินเป็นเพียงพื้นที่ผลิตผลแต่เห็นดินเป็นสิ่งมีชีวิต เห็นน้ำเป็นต้นกำเนิดของความอุดมสมบูรณ์ และเห็นเกษตรกรเป็นผู้ดูแลสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เพราะแท้จริงแล้ว การทำเกษตรไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการปลูกข้าวหรือปลูกผัก แต่คือการปลูกคน ปลูกปัญญาและปลูกความเข้าใจในการอยู่ร่วมกับธรรมชาตินั่นเอง...


 แปลงนาหนองจอก มหาวิทยาลัยกลางแจ้งของชีวิต

เมื่อเข้าสู่ช่วงบ่าย ห้องเรียนของเราได้เปลี่ยนจากโต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องฉายภาพ มาเป็นท้องฟ้าสีคราม ผืนดิน และต้นข้าวที่กำลังเติบโต พวกเราได้เดินลงไปในแปลงนาพันธุ์ข้าวหอมหนองจอก สัมผัสผืนดินด้วยสองเท้า และเรียนรู้ว่ากว่าข้าวหนึ่งเมล็ดจะเดินทางมาถึงจานอาหารของเรา ต้องผ่านความใส่ใจและความอดทนมากเพียงใด

ทุกก้าวที่เดินผ่านคันนา ไม่ได้มีเพียงความรู้ทางเกษตร แต่เต็มไปด้วยเรื่องราวของภูมิปัญญาที่สั่งสมจากรุ่นสู่รุ่น เราได้เห็นการทำเกษตรที่ไม่เร่งรัดธรรมชาติ ไม่พยายามเอาชนะผืนดิน แต่เลือกที่จะเรียนรู้และทำงานร่วมกับธรรมชาติอย่างแท้จริงครับ...


ข้าวหอมหนองจอก เมล็ดพันธุ์แห่งความหวังของมหานคร

เมื่อเราได้ก้าวลงสู่ผืนนาและสัมผัสกับเรื่องราวของ “ข้าวหอมหนองจอก” อย่างใกล้ชิด ข้าวที่กำลังถือกำเนิดขึ้นจากความตั้งใจของชาวนาและเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ที่ต้องการฟื้นคืนคุณค่าของผืนนาในมหานครกรุงเทพฯ ใครจะคิดว่า ท่ามกลางเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยตึกสูง ห้างสรรพสินค้า และความเจริญทางเทคโนโลยี ยังมีผู้คนที่กำลังดูแลผืนดิน ปลูกเมล็ดพันธุ์ และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนเมือง

“ข้าวหอมหนองจอก” จึงไม่ใช่เพียงชื่อของข้าว แต่คือเรื่องราวของการรักษาวิถีชาวนา คือความภาคภูมิใจของคนหนองจอก และคือความหวังของการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนในมหานคร

ทุกย่างก้าวบนคันนา ทุกเมล็ดข้าวที่เติบโต และทุกหยาดเหงื่อของชาวนา กำลังบอกเล่าเรื่องเดียวกันว่า การพัฒนาที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องตัดขาดจากรากเหง้าของตนเอง แต่สามารถนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาต่อยอด สร้างคุณค่าใหม่ให้เกิดขึ้นได้นอกจากแปลงนา พวกเรายังได้เรียนรู้การสร้างบ้านดิน ภูมิปัญญาที่สะท้อนว่า ความยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อน แต่เกิดจากการเข้าใจและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลนั่นเองครับ...


 บทเรียนที่ไม่มีในตำรา...

หนึ่งวัน ณ อาสาชาวนามหานคร ทำให้เราเข้าใจว่า “การศึกษา” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน หนังสืออาจให้ความรู้ แต่ชีวิตจริงให้ความเข้าใจ แปลงนาหนึ่งผืนสามารถสอนเรื่องเศรษฐกิจ เมล็ดข้าวหนึ่งเมล็ดสามารถสอนเรื่องความอดทน และหยาดเหงื่อของชาวนาสามารถสอนเรื่องคุณค่าของการดำรงชีวิต

สำหรับนักศึกษาหลักสูตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ (A-List) รุ่นที่ 1 การเดินทางครั้งนี้คือบทเรียนสำคัญของการเป็น “ผู้นำ” เพราะผู้นำที่แท้จริงไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่มีความรู้ แต่ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจรากฐานของสังคมเข้าใจผู้คน เข้าใจทรัพยากรและเข้าใจว่าการพัฒนาที่แท้จริงต้องทำให้มนุษย์ ธรรมชาติ และเศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกัน


บทสนทนาบนท้ายรถกระบะ ที่มีค่ากว่าห้องประชุมใหญ่

เมื่อกิจกรรมตลอดวันสิ้นสุดลง พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำเหนือผืนนาหนองจอก หลายคนอาจคิดว่าการเรียนรู้ได้จบลงแล้วแต่สำหรับผม ห้องเรียนสุดท้ายของวันเพิ่งเริ่มต้นครับ...

การนั่งท้ายรถกระบะเดินทางกลับ พร้อมกับพี่วอ คุณวรเกียรติ สุจิวโรดม กลายเป็นช่วงเวลาที่ทรงคุณค่าที่สุดช่วงหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้...ท่ามกลางสายลม เสียงเครื่องยนต์ และภาพผืนนาที่ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านสายตา ได้เกิดบทสนทนาที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ ความคิด และมุมมองต่อการพัฒนาชุมชน

ไม่มีไมโครโฟน ไม่มีสไลด์นำเสนอ ไม่มีห้องประชุมหรูหรา มีเพียงคนสามสี่คนกับบทสนทนาที่จริงใจแต่กลับมอบบทเรียนที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำบรรยายใด ๆ ผมได้ตระหนักว่า ผู้ที่ทำงานกับผืนดินอย่างแท้จริง ไม่ได้เพียงปลูกต้นไม้หรือปลูกข้าว แต่กำลังปลูก “คน” ปลูกความหวัง และปลูกอนาคตให้กับสังคมนั่นเองครับ...


 
แล้วเราจะกลับมาอีกครั้ง…

เมื่อรถเคลื่อนออกจากเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ อาสาชาวนามหานคร สิ่งที่ติดตัวกลับมาไม่ได้มีเพียงภาพถ่าย หรือเอกสารประกอบการเรียนรู้ แต่คือเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดที่ถูกหว่านลงในหัวใจของผู้มาเยือน...

เมล็ดพันธุ์แห่งความพอเพียง เมล็ดพันธุ์แห่งการพึ่งพาตนเอง และเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงสังคมที่ยิ่งใหญ่ สามารถเริ่มต้นได้จากผืนดินเล็ก ๆ เพียงผืนเดียว...

อาสาชาวนามหานครไม่ได้เป็นเพียงแปลงนาในเมืองใหญ่ แต่คือห้องเรียนแห่งชีวิต คือพื้นที่ที่ทำให้เราเห็นว่า ความเจริญไม่ได้วัดจากจำนวนตึกสูง หรือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเท่านั้น แต่ยังวัดจากความสามารถของผู้คนในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล และนี่ไม่ใช่การเดินทางครั้งสุดท้าย…


เพราะผมเชื่อว่า อีกไม่นาน พวกเราจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง กลับมาเรียนรู้จากผืนดิน กลับมาฟังเรื่องราวของผู้คน และกลับมาเติมเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาในสถานที่ทรงคุณค่าแห่งนี้อีกครั้งเพราะบางครั้ง “ห้องเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต อาจไม่มีหลังคา แต่มีท้องฟ้าเป็นเพดาน และมีผืนดินเป็นครู” จริงไหมครับ...

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

Learn to Earn ห้องเรียนทำเงิน พระโขนง Sandbox



เมื่อความร่วมมือเล็ก ๆ ในวันนี้ กำลังวางรากฐาน อนาคตของเยาวชนไทยทั้งประเทศ
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคยเป็นมา คำว่า “การศึกษา” กำลังถูกนิยามใหม่

อดีต เราอาจมองว่าการศึกษาคือการสะสมความรู้เพื่อสอบผ่าน การได้รับวุฒิการศึกษา หรือการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และนวัตกรรมใหม่ ๆ กำลังเปลี่ยนแปลงทุกมิติของชีวิต การศึกษาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป...

สิ่งที่โลกต้องการในวันนี้ คือผู้คนที่สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ปรับตัวได้ตลอดเวลา และเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นคุณค่าได้จริง...

ด้วยความเชื่อเช่นนี้ กลุ่มอเมทิสต์ (Amethyst) นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 สถาบันพระปกเกล้า จึงได้เดินทางสู่ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาแพลตฟอร์ม BDE Learn to Earn พร้อมศึกษาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อนำมาต่อยอดสู่โครงการ “ห้องเรียนทำเงิน (พระโขนง Sandbox)” ณ โรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย

แม้ภายนอกจะดูเหมือนเป็นเพียงการประชุมหารือระหว่างกลุ่มกับหน่วยงาน แต่สำหรับคณะทำงานกลุ่มอเมทิสต์ นี่คือการเดินทางเพื่อค้นหาชิ้นส่วนสำคัญของอนาคต อนาคตที่เด็กไทยจะไม่ได้เรียนเพียงเพื่อสอบ แต่เรียนเพื่อสร้างคุณค่า เรียนเพื่อสร้างอาชีพ และเรียนเพื่อสร้างชีวิตที่ตนเองภาคภูมิใจนั่นเองครับ...


 
เมื่อโลกเปลี่ยน การเรียนรู้ก็ต้องเปลี่ยน

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในการประชุมครั้งนี้ คือความท้าทายของการพัฒนากำลังคนในศตวรรษที่ 21 โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ความรู้มีอายุสั้นลงทุกวัน ทักษะที่เคยมีมูลค่าในวันนี้ อาจกลายเป็นทักษะที่ล้าสมัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะเดียวกัน อาชีพใหม่ ๆ ก็กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “เราจะเรียนอะไร” แต่คือ “เราจะเรียนรู้อย่างไรให้สามารถเติบโตได้ตลอดชีวิต” นี่คือจุดกำเนิดของแนวคิด BDE Learn to Earn

แพลตฟอร์มภาครัฐที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเชื่อมโยงโลกของการศึกษา การฝึกอบรม และตลาดแรงงานเข้าด้วยกันในรูปแบบ Single Platform เป็นการสร้างพื้นที่กลางที่ทำให้การเรียนรู้ไม่ถูกจำกัดอยู่ในห้องเรียนอีกต่อไป แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง

“Learn to Earn – เรียนรู้ สร้างได้ เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต”

แนวคิดนี้ไม่ได้มองว่าการเรียนรู้เป็นเพียงกระบวนการสะสมความรู้ แต่มองว่าการเรียนรู้คือการสร้างศักยภาพ และศักยภาพคือกุญแจสำคัญในการสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ...


เทคโนโลยีเพื่อโอกาส ไม่ใช่เพียงเพื่อความทันสมัย

สิ่งที่ทำให้ BDE Learn to Earn น่าสนใจ ไม่ใช่เพียงการเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางโอกาส แพลตฟอร์มนี้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Blockchain, Artificial Intelligence (AI) และ Cloud Service มาใช้เพื่อบริหารจัดการข้อมูลการเรียนรู้ของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ทุกทักษะที่ผู้เรียนได้รับ ทุกการอบรมที่เข้าร่วม ทุกความสามารถที่สั่งสม จะถูกบันทึกและต่อยอดได้ผ่านระบบ Credit Bank ซึ่งเปรียบเสมือน “บัญชีสะสมศักยภาพ” ของแต่ละบุคคล แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนมุมมองจากการวัดผลด้วยใบปริญญาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การมองเห็นคุณค่าของความสามารถที่แท้จริง เพราะในโลกยุคใหม่ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงว่าคุณเรียนจบจากที่ใด แต่คือคุณสามารถทำอะไรได้บ้าง และคุณพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่มากเพียงใด


จาก BDE Learn to Earn สู่ “ห้องเรียนทำเงิน”

ตลอดการประชุม คณะทำงานกลุ่มอเมทิสต์มองเห็นโอกาสสำคัญในการนำแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับโครงการ ห้องเรียนทำเงิน (พระโขนง Sandbox) โครงการที่เกิดขึ้นจากความเชื่อว่า โรงเรียนไม่ควรเป็นเพียงสถานที่ถ่ายทอดความรู้ แต่ควรเป็นพื้นที่แห่งการค้นพบศักยภาพ พื้นที่แห่งการลงมือปฏิบัติและพื้นที่แห่งการสร้างโอกาส ห้องเรียนทำเงินจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้เด็กเรียนเก่ง แต่ต้องการให้เด็กค้นพบว่าตนเองเก่งอะไร สามารถสร้างคุณค่าอะไรให้สังคม และสามารถเปลี่ยนความสามารถเหล่านั้นให้กลายเป็นรายได้และอาชีพได้อย่างไร ในโลกที่เด็กจำนวนมากกำลังตั้งคำถามว่า “เรียนไปแล้วได้อะไร”

ห้องเรียนทำเงินกำลังพยายามตอบคำถามนั้นด้วยการลงมือทำจริง ให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้ทดลองทำโครงการจริง ได้ฝึกทักษะจริง และได้เห็นผลลัพธ์จริง แนวคิด Learn to Earn จึงสอดคล้องกับเป้าหมายของห้องเรียนทำเงินอย่างลึกซึ้ง เพราะทั้งสองแนวคิดต่างเชื่อเหมือนกันว่า การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการเรียนรู้ที่สามารถสร้างคุณค่าให้ชีวิตได้จริง

 
สร้างระบบนิเวศแห่งโอกาส

สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับคณะทำงานกลุ่มอเมทิสต์อย่างยิ่ง คือการได้รับความเห็นชอบแนวคิดจากคณะทำงานของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่อาจร่วมมือกันต่อยอดในอนาคตเพื่อความยั่งยืนได้นั่นเองครับ...

นั่นไม่ใช่เพียงกำลังใจการสนับสนุนต่อโครงการหนึ่งโครงการ แต่เป็นการสนับสนุนต่อแนวคิดในการสร้าง “ระบบนิเวศแห่งโอกาส” ระบบนิเวศที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ ระบบนิเวศที่ช่วยเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับอาชีพ ระบบนิเวศที่ทำให้เยาวชนมองเห็นอนาคตของตนเองได้ชัดเจนขึ้น และระบบนิเวศที่ทำให้คำว่า “โอกาส” ไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนบางกลุ่ม แต่เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน เพราะการศึกษาเพียงอย่างเดียวอาจเปลี่ยนชีวิตคนหนึ่งคน แต่ระบบนิเวศแห่งโอกาสสามารถเปลี่ยนอนาคตของทั้งสังคมได้


ก้าวเล็ก ๆ ที่อาจเปลี่ยนอนาคตทั้งประเทศ

ก่อนจบการประชุมในวันนั้น หลายคนอาจมองเห็นเพียงภาพของการจับมือ การถ่ายภาพร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนนามบัตร แต่สำหรับกลุ่มอเมทิสต์ สิ่งที่เกิดขึ้นมีความหมายมากกว่านั้น เพราะทุกบทสนทนาในวันนั้น คือการวางรากฐานของความร่วมมือ ทุกแนวคิดที่แลกเปลี่ยนกัน คือเมล็ดพันธุ์ของการเปลี่ยนแปลง และทุกความหวังที่เกิดขึ้น คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคต จาก BDE Learn to Earn สู่ห้องเรียนทำเงิน (พระโขนง Sandbox) จากการเรียนรู้ตลอดชีวิต สู่การสร้างอาชีพตลอดชีวิต จากการพัฒนาทักษะ สู่การสร้างคุณค่าให้กับสังคม นี่อาจเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ ของการเดินทาง แต่หลายครั้งในประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด ล้วนเริ่มต้นจากก้าวเล็ก ๆ เช่นนี้เหมือนกันครับ

และหากวันหนึ่งเด็กไทยสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีความหมาย สามารถสร้างรายได้จากศักยภาพของตนเองสามารถมองเห็นอนาคตที่ชัดเจนและจับต้องได้ ก้าวเล็ก ๆ ของความร่วมมือแลกเปลี่ยนแนวคิดกันในวันนี้ อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ช่วยสร้างอนาคตใหม่ให้กับประเทศไทยทั้งประเทศก็เป็นได้ครับ

เพราะอนาคตไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยความฝันเพียงอย่างเดียว แต่ถูกสร้างขึ้นด้วยผู้คนที่กล้าลงมือทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงนั่นเองนะครับ...

10 มิถุนายน 2569 | ณ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

บทความที่ได้รับความนิยม