เด็กไม่ควรรออนาคต…เพื่อเริ่มสร้างอนาคต DuMonZ - Education Money Gen Z

 

 

จะเกิดอะไรขึ้น… ถ้าเด็กทุกคนสามารถสร้างรายได้
จากความสามารถของตัวเอง โดยไม่ต้องรอเรียนจบ?


คำถามนี้อาจฟังดูเหมือนเรื่องของธุรกิจ แต่สำหรับ กลุ่มอเมทิสต์ (Amethyst) นักสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม
ผู้สร้างโอกาส และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม คำถามนี้กลับใหญ่กว่านั้นมาก เพราะเบื้องหลังคำว่า รายได้ คือคำถามเรื่อง โอกาส โอกาสที่เด็กคนหนึ่งจะค้นพบว่า ฉันก็ทำได้

โอกาสที่เด็กอีกคนจะค้นพบว่า ความสามารถของฉันมีคุณค่า และโอกาสที่เด็กซึ่งไม่ได้เกิดมาพร้อมต้นทุนทางเศรษฐกิจ จะสามารถสร้างต้นทุนชีวิตของตัวเองขึ้นมาได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของ ห้องเรียนทำเงิน ไม่ใช่ห้องเรียนที่สอนให้เด็กหาเงินอย่างเดียว แต่คือห้องเรียนที่กำลังทดลองเปลี่ยนคำว่า การศึกษา ให้เชื่อมต่อกับคำว่า ชีวิตจริง

เพราะเด็กไม่ได้ขาดความสามารถ…แต่เด็กขาด สนามให้ลอง ลองนึกภาพเด็กมัธยมคนหนึ่ง เขาอาจตัดต่อวิดีโอเก่ง พูดหน้ากล้องได้ ถ่ายภาพเป็น ออกแบบกราฟิกได้ สอนเพื่อนได้ ขายของออนไลน์เป็น แต่เมื่อถามว่า แล้วความสามารถของหนูเอาไปทำอะไรได้? หลายครั้งระบบการศึกษากลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจน...

โรงเรียนมีห้องเรียน มีหลักสูตร มีข้อสอบ มีคะแนน แต่โลกของการทำงานจริงต้องการมากกว่านั้น โลกต้องการคนที่ ทำเป็น และนี่คือช่องว่างที่กลุ่มอเมทิสต์กำลังพยายามเข้าไปทดลอง พวกเราไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า เราจะช่วยเด็กอย่างไร? แต่เริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่า เราจะสร้างระบบที่ทำให้เด็กช่วยตัวเองได้อย่างไร? นี่คือความแตกต่างระหว่าง การสงเคราะห์ กับ การสร้างศักยภาพ เพราะการให้เงินอาจช่วยเด็กได้หนึ่งครั้ง แต่การสร้างทักษะ สร้างประสบการณ์ สร้างเครือข่าย และสร้างพื้นที่ให้เด็กได้พิสูจน์ตัวเอง อาจเปลี่ยนชีวิตเขาไปทั้งชีวิต...


 วันที่ “ห้องเรียนทำเงิน” เข้าพูดคุยและขอคำปรึกษากับ ดร.วิริยะ


เมื่อแนวคิดของกลุ่มอเมทิสต์เดินทางมาถึงบทสนทนากับ ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์แนะแนวการศึกษาต่อชื่อดัง บทสนทนาจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามว่า เด็กจะทำเงินได้อย่างไร? แต่ขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า เราจะออกแบบระบบการศึกษาอย่างไร ให้ความสามารถของเด็กกลายเป็นทุนชีวิต? ดร.วิริยะไม่ได้มองเด็กในฐานะ ผู้ขาดโอกาส เพียงอย่างเดียว แต่มองว่าเด็กแต่ละคนมี ศักยภาพเฉพาะตัว ที่รอการค้นพบ และสิ่งที่เด็กต้องการอาจไม่ใช่การถูกบอกว่า สงสารหนูนะ เดี๋ยวผู้ใหญ่จะช่วย แต่คือการได้ยินคำว่า ลองดูสิ…เราจะช่วยให้หนูเก่งขึ้น นี่คือการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งสำคัญ จาก ช่วยเหลือ ไปสู่ เสริมเขี้ยวเล็บ เพราะวัยรุ่นไม่ได้อยากถูกมองว่าเป็นคนที่ต้องได้รับความช่วยเหลือตลอดเวลา พวกเขาอยากรู้สึกว่า ฉันมีความสามารถ และฉันมีที่ยืนในโลกใบนี้ หรือพูดง่าย ๆ คือ พวกเขาอยากรู้สึกว่า ฉันเป็น Somebody



 ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์
นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์แนะแนวการศึกษาต่อชื่อดัง
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านผู้ด้อยโอกาส ผู้มีความสามารถพิเศษ และ เอกชน 
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ

 

 

แล้วถ้าเราเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เหมือนเกมล่ะ?


ลองจินตนาการว่าเด็กคนหนึ่งเริ่มต้นจาก Level 1 ยังไม่มีประสบการณ์ ยังไม่มีผลงาน ยังไม่รู้ว่าจะขายทักษะตัวเองอย่างไร แต่แทนที่จะบอกว่า หนูยังไม่เก่ง ระบบกลับบอกว่า เริ่มจากตรงนี้ แล้ว Level Up ไปด้วยกัน เด็กเริ่มเรียนรู้ ฝึกทำงาน สร้างผลงาน รับคำแนะนำจากเมนเทอร์ ทำภารกิจจริง สะสมแต้ม สะสมประสบการณ์

จากระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่ง จากสีเขียว สู่สีน้ำเงิน และวันหนึ่งอาจไปถึงสีทอง แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่สี ไม่ใช่แต้ม และไม่ใช่แม้แต่เงิน สิ่งสำคัญคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเด็กว่า เมื่อวานฉันทำไม่ได้…แต่วันนี้ฉันทำได้แล้ว นี่คือพลังของ Gamification เกมที่ดีไม่ได้ทำให้คนอยากเล่นเพราะรางวัลอย่างเดียว แต่มันทำให้คนอยากเล่นต่อ เพราะเขาเห็นว่า ตัวเองกำลังเติบโต และถ้าวันหนึ่งเด็ก Level สูงพอ เขาอาจไม่ได้เป็นเพียง ผู้รับงาน แต่กลับกลายเป็น ผู้สอน จากเด็กที่เคยได้รับโอกาส กลายเป็นคนที่ส่งต่อโอกาสให้คนอื่น นี่ต่างหากคือวงจรของการเปลี่ยนแปลง...

 


 

จาก “ห้องเรียนทำเงิน” สู่ DuMonZ


จากแนวคิดนี้ กลุ่มอเมทิสต์จึงเริ่มมองไกลกว่าโครงการหนึ่งโครงการ เกิดแนวคิดของแพลตฟอร์ม DuMonZ
ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า ถ้าโลกของผู้ใหญ่มีแพลตฟอร์มสำหรับหางาน แล้วทำไมเด็กที่มีทักษะ แต่ยังไม่มีโอกาส จึงไม่มีพื้นที่ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับวัยของเขา? DuMonZ จึงถูกวางแนวคิดให้เป็นพื้นที่เชื่อมต่อ เด็ก  เมนเทอร์  ผู้ประกอบการ เด็กมีทักษะ ผู้ประกอบการมีโจทย์ เมนเทอร์มีประสบการณ์ แล้วระบบทำหน้าที่เชื่อมทั้งสามฝ่ายเข้าด้วยกัน เด็กอาจรับงานด้านคอนเทนต์ งานออกแบบ งานสื่อสาร งานสอน หรืองานสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่เหมาะสมกับวัย แต่หัวใจสำคัญคือ งานต้องปลอดภัย เหมาะสม และถูกต้อง เพราะเราไม่ได้ต้องการสร้างเด็กที่ “หาเงินเก่ง” เราอยากสร้างเด็กที่ “หาโอกาสเป็น”

Green Career งานที่ไม่ต้องแลกอนาคตกับรายได้วันนี้


นี่คืออีกประเด็นที่สำคัญมาก เมื่อเด็กต้องการรายได้ แต่ไม่มีพื้นที่ที่ปลอดภัย โลกออนไลน์อาจมีทางเลือกมากมาย แต่ไม่ใช่ทุกทางเลือกจะปลอดภัย เด็กบางคนอาจถูกหลอก ถูกเอาเปรียบ ถูกใช้แรงงานไม่เหมาะสม หรือถูกดึงเข้าสู่งานสีเทาที่เริ่มต้นจากคำง่าย ๆ ว่า ได้เงินเร็ว ดังนั้น ห้องเรียนทำเงิน จึงไม่ได้ต้องการแค่สร้างรายได้ แต่ต้องการสร้าง Green Career อาชีพและงานที่ปลอดภัย สร้างทักษะ สร้างประสบการณ์ และไม่ทำลายอนาคตของเด็ก นี่คือเหตุผลที่เมนเทอร์จิตอาสามืออาชีพมีความสำคัญ เด็กไม่ควรถูกโยนลงไปในตลาดแรงงานเพียงลำพัง แต่ควรมีใครสักคนคอยบอกว่า ตรงนี้ทำอย่างไร ตรงนี้ต้องระวังอะไร งานนี้เหมาะกับเราหรือไม่ ถ้าจะเก่งขึ้น ต้องฝึกอะไรต่อ เพราะบางครั้งสิ่งที่เด็กต้องการไม่ใช่คนทำแทน แต่คือ คนที่เดินข้าง ๆ...

และคำถามที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องเงิน


ถ้าเด็กทำงานจริง เรียนรู้จริง สร้างผลงานจริง แล้วทำไมประสบการณ์เหล่านั้นจึงไม่ควรถูกนับเป็น การเรียนรู้? นี่คือจุดที่แนวคิดเรื่อง Credit Bank หรือธนาคารหน่วยกิต เข้ามา ลองจินตนาการว่า เด็กคนหนึ่งเรียนรู้การทำคอนเทนต์ ผ่านการอบรม ฝึกปฏิบัติ ทำงานจริง ได้รับการประเมิน มีผลงานเป็นหลักฐาน สิ่งเหล่านี้ไม่ควรหายไปพร้อมกับโปรเจกต์ แต่มันควรถูกบันทึกเป็น ทุนการเรียนรู้ของเด็ก วันหนึ่งเมื่อเด็กต้องการเรียนต่อ ประสบการณ์เหล่านี้อาจเชื่อมโยงกับระบบการศึกษาและการรับรองทักษะได้ นี่คือการเปลี่ยนคำว่า ประสบการณ์นอกห้องเรียน ให้กลายเป็น ทุนทางการศึกษา และนี่คือจุดที่นวัตกรรมสังคมเริ่มเชื่อมต่อกับการเปลี่ยนระบบ...

เพราะปัญหาของนวัตกรรมไม่ใช่ “คิดไม่ได้”


แต่คือ คิดแล้ว…ใครจะทำต่อ? ประเทศไทยมีโครงการดี ๆ จำนวนมาก เกิดขึ้น เปิดตัว มีภาพถ่าย มีรายงาน แล้วก็จบลง ไม่ใช่เพราะคนทำไม่เก่ง แต่เพราะเมื่อโครงการสิ้นสุด ไม่มีระบบรองรับ โรงเรียนไม่มีเวลา ครูมีภาระมาก งบประมาณหมด ทีมอาสาสมัครแยกย้าย นวัตกรรมจึงกลายเป็นของดีที่ถูกวางไว้บนหิ้ง นี่คือสิ่งที่กลุ่มอเมทิสต์ต้องคิดให้ไกลกว่าเดิม ห้องเรียนทำเงินจะไม่จบลงที่การทำกิจกรรม แต่ต้องค่อย ๆ สร้างระบบ สร้างเครือข่าย สร้างพันธมิตร เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคประชาสังคม จนวันหนึ่งมันสามารถเติบโตไปสู่รูปแบบของ วิสาหกิจเพื่อสังคม ที่ไม่ได้ถามเพียงว่า โครงการได้เงินเท่าไร? แต่ถามว่า สังคมได้อะไรกลับไป?
 

จากเด็ก 100 คน…สู่คำถามระดับประเทศ


บางทีการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศไม่ได้เริ่มจากนโยบายใหญ่ มันอาจเริ่มจากเด็ก 1 คน เด็กที่เคยคิดว่า ฉันไม่มีความสามารถ แล้ววันหนึ่งได้ทำงานชิ้นแรก ได้เงินจากความสามารถของตัวเอง ได้รับคำชมจากลูกค้า มีเมนเทอร์บอกว่า ทำต่อไปนะ หนูไปได้ไกลกว่านี้ จากนั้นเด็กคนนั้นอาจกลับไปบอกเพื่อนว่า ลองดูสิ เราทำได้จริง เด็กหนึ่งคนจึงกลายเป็นสองคน สองคนกลายเป็นสิบ สิบกลายเป็นร้อย และวันหนึ่งอาจกลายเป็นระบบ นี่คือเหตุผลที่ กลุ่มอเมทิสต์ ไม่ได้กำลังทำเพียง โครงการเด็ก พวกเรากำลังทดลองคำถามว่า ประเทศไทยจะออกแบบระบบการศึกษาใหม่ได้หรือไม่? ระบบที่ไม่ได้วัดเด็กจากคะแนนเพียงอย่างเดียว แต่เห็นคุณค่าของ ทักษะ ความสามารถ ประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานจริง และการเติบโตของแต่ละคน

แล้วบทบาทของพวกเราคืออะไร?


บางคนอาจถามว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนหรือ? บางคนบอกว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาล บางคนบอกว่า เป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง แต่คำตอบอาจเป็นว่า มันเป็นหน้าที่ของทุกคน ครูมีหน้าที่เปิดประตู ผู้ประกอบการเปิดพื้นที่ทำงาน เมนเทอร์เปิดโลกประสบการณ์ ภาครัฐเปิดระบบ มหาวิทยาลัยเปิดโอกาส และเด็ก… ต้องเป็นคนเปิดศักยภาพของตัวเอง ส่วนกลุ่มอเมทิสต์กำลังทำหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เชื่อมคนเหล่านี้เข้าหากัน เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจาก ฮีโร่คนเดียว แต่มาจาก ระบบนิเวศของคนที่เชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพ

สุดท้าย…เราอยากให้เด็กจำอะไร?


ไม่ใช่แค่ ฉันเคยได้เงินจากการทำงาน แต่คือ ฉันค้นพบว่าตัวเองมีคุณค่า ไม่ใช่แค่ ฉันเคยทำคอนเทนต์ แต่คือ ฉันมีทักษะที่โลกต้องการ ไม่ใช่แค่ ฉันผ่าน Level หนึ่ง แต่คือ ฉันสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกระดับได้ และไม่ใช่แค่ มีคนเคยช่วยฉัน แต่คือ วันนี้ฉันสามารถช่วยคนอื่นได้แล้ว นี่คือภาพที่ใหญ่กว่าห้องเรียน ใหญ่กว่ารายได้ และใหญ่กว่าโครงการหนึ่งโครงการ มันคือการเปลี่ยนวิธีคิดจาก เด็กต้องเรียนให้จบก่อน จึงจะมีคุณค่า ไปสู่ เด็กมีคุณค่าตั้งแต่วันนี้ และการศึกษาต้องช่วยให้คุณค่านั้นเติบโต...

เพราะบางที…ห้องเรียนที่ดีที่สุด


อาจไม่ใช่ห้องที่มีโต๊ะครบทุกตัว ไม่ใช่ห้องที่มีจอขนาดใหญ่ที่สุด และไม่ใช่ห้องที่มีข้อสอบยากที่สุด แต่อาจเป็นห้องเรียนที่ทำให้เด็กคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมาแล้วพูดว่า ฉันทำได้ และมีใครบางคนตอบกลับไปว่า ใช่…และเราจะพาหนูไปให้ไกลกว่านั้น นี่คือสิ่งที่ ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ กำลังชวนให้เรามองการศึกษาในมุมใหม่ และนี่คือสิ่งที่ กลุ่มอเมทิสต์ (Amethyst) กำลังทดลองทำให้เกิดขึ้นจริงผ่าน ห้องเรียนทำเงิน จากเด็กที่กำลังหางาน สู่เด็กที่ค้นพบคุณค่าของตัวเอง จากทักษะเล็ก ๆ สู่โอกาสใหญ่ จากห้องเรียนหนึ่งห้อง สู่ระบบนิเวศใหม่ของการเรียนรู้ และจากโครงการหนึ่งโครงการ สู่คำถามสำคัญของประเทศไทยว่า 

เราจะสร้างระบบการศึกษาที่ไม่เพียงเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับอนาคต หรือเราจะกล้าที่จะสร้างระบบที่ เปิดโอกาสให้เด็กเริ่มสร้างอนาคตของตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้? เพราะอนาคตของเด็ก… ไม่ควรเริ่มต้นในวันที่เขาเรียนจบ อนาคตควรเริ่มต้นตั้งแต่วันที่เขาค้นพบว่า ฉันมีคุณค่า และฉันสร้างอะไรบางอย่างให้โลกใบนี้ได้ และบางที… ห้องเรียนทำเงินอาจไม่ได้กำลังสอนเด็กให้หาเงิน แต่มันกำลังสอนเด็กให้ค้นพบว่า ตัวเองมีอนาคต นั่นเองครับ...



 

สมาชิกกลุ่ม อเมทิสต์ นักสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม ผู้ขับเคลื่อนการแปลี่ยนแปลง
และผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมโครงการ ห้องเรียนทำเงิน (พระโขนง Sandbox)

 


ภายใต้โครงงานนวัตกรรมเพื่อสังคมของนักศึกษา
หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 (A-LIST) สถาบันพระปกเกล้า

บทความที่ได้รับความนิยม