กอดป่าให้หายเหนื่อย ที่บูนาดารา…
เมื่อ “อ้อมกอดของชุมชน” คือยาขนานเอกที่เยียวยาทั้งใจและสังคม
ลองหลับตาสักครู่นะครับ…แล้วถามตัวเองว่า “ครั้งสุดท้ายที่เราเหนื่อย… เราไปพักที่ไหน?” เราอาจไปคาเฟ่ ไปห้าง ไปโรงแรม ไปทะเล หรือบางคน… แค่ปิดโทรศัพท์ แล้วนอนอยู่ในห้อง แต่ผมอยากชวนทุกคนลองคิดใหม่ว่า… บางทีสิ่งที่เราเรียกว่า “การพักผ่อน” อาจไม่ได้ทำให้เราหายเหนื่อยจริงๆ เพราะร่างกายอาจได้นอน แต่หัวใจยังวิ่งอยู่ โทรศัพท์เงียบ แต่ความคิดไม่เคยเงียบ เราออกจากที่ทำงาน แต่ความเครียดกลับเดินทางกลับบ้านมากับเรา โลกวันนี้หมุนเร็วมากครับ เร็วเสียจนบางครั้ง เข็มนาฬิกาหมุนเร็วกว่าหัวใจของเราเสียอีก
และในวันที่มนุษย์กำลังเหนื่อยกับโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน ผมกลับพบคำตอบหนึ่งที่เรียบง่ายมาก คำตอบนั้นคือ… “ธรรมชาติ และผู้คน” ไม่ใช่ธรรมชาติที่อยู่ไกลตัวเรา แต่เป็นธรรมชาติที่มีคนดูแล และไม่ใช่ชุมชนที่รอรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นชุมชนที่พร้อมจะโอบกอดคนที่มาเยือน
สถานที่หนึ่งที่ทำให้ผมเห็นภาพนี้ชัดมาก คือ “บูนาดารา” ณ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่มันกำลังบอกเราว่า…
ถ้าเราอยากเยียวยาคน เราอาจต้องเริ่มจากการเยียวยาพื้นที่
และถ้าเราอยากเยียวยาสังคม เราอาจต้องเริ่มจากการทำให้คนรู้สึกว่า “ฉันเป็นเจ้าของที่นี่”
ชื่อหนึ่งชื่อ… แต่มีเรื่องราวทั้งชุมชนซ่อนอยู่ ลองฟังชื่อ “บูนาดารา” ชื่อสั้นๆ แต่มีเรื่องราวยาวมาก “บูนา” คือชื่อหมู่บ้านดั้งเดิมริมอ่าว วันนี้หมู่บ้านเดิมแทบไม่มีคนอยู่อาศัย เพราะผู้คนย้ายมารวมกันที่บ้านปาตา แต่ชื่อ “บูนา” ยังอยู่ เพราะบางครั้ง… สถานที่อาจเปลี่ยนผู้คนอาจย้ายแต่ความทรงจำไม่จำเป็นต้องหายไป
ส่วน “ดารา” เพี้ยนเสียงมาจาก “ดารอ” ในภาษามลายูท้องถิ่น ซึ่งหมายถึงต้นพุทรา และเกี่ยวข้องกับชื่อท่าเรือ “กาแลนดารอ” ในอดีต นี่คือสิ่งที่ผมชอบมากเพราะบูนาดาราไม่ได้พยายามสร้างชื่อใหม่เพื่อหนีอดีตแต่เขาเอา อดีตมาสร้างอนาคต
เปลี่ยน “ดารอ” เป็น “ดารา” ให้มีความร่วมสมัยให้มีกลิ่นอายอินโด–มลายูให้คนจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอาเซียนรู้สึกเข้าถึงได้ นี่ไม่ใช่แค่การตั้งชื่อสถานที่ แต่นี่คือ การออกแบบแบรนด์จากรากของตัวเอง และนี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับชุมชนไทยทุกแห่ง เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนคนอื่นเพื่อให้โลกสนใจ แต่เราต้องทำให้โลกเห็นว่า…“สิ่งที่เราเป็น มีคุณค่าอย่างไร”
4 ส. เมื่อ “ข้อห้าม” กลายเป็นเสน่ห์
แล้วสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ บูนาดาราไม่ได้บอกนักท่องเที่ยวว่า “อยากทำอะไรก็ทำ” ตรงกันข้าม…ที่นี่มีกติกา 4 ส. สุรา สุกร สุนัข และสายเดี่ยว ฟังดูเหมือนข้อห้าม แต่ถ้าเรามองในมุมการจัดการชุมชน มันคือ “ตัวกรอง” บูนาดาราไม่ได้พยายามทำให้ทุกคนพอใจ แต่กำลังบอกว่า
“ถ้าคุณอยากเข้ามาในบ้านของเรา คุณต้องเคารพกติกาของบ้านเรา”
นี่คือความกล้าหาญของชุมชน เพราะการพัฒนาที่ดี ไม่ใช่การยอมทุกอย่างเพื่อเงิน แต่คือการรู้ว่า… อะไรควรรับ อะไรควรปฏิเสธ และอะไรคือคุณค่าที่เราไม่มีวันขายสุดท้ายกฎเหล่านี้กลับกลายเป็นเสน่ห์ เพราะมันทำให้ครอบครัว คนรักธรรมชาติ และคนที่ต้องการความสงบ รู้สึกว่า “ที่นี่ปลอดภัยสำหรับฉัน”
30 บาท… ที่มีค่ามากกว่า 30 บาท แต่เรื่องที่ผมประทับใจที่สุด คือเรื่องของ “คนแถวสอง” ชุมชนหนึ่งจะยั่งยืนได้อย่างไร ถ้าวันหนึ่งคนรุ่นแรกหมดแรง? บูนาดาราจึงไม่ได้คิดแค่เรื่องนักท่องเที่ยว แต่คิดถึงเด็กๆ
เด็กบางคนได้รับค่าจ้างเพียง 30 บาท จากการช่วยบรรจุดินลงถุง 100 ถุง บางคนช่วยเตรียมไม้ไผ่สำหรับปลูกป่า ไม้ละประมาณ 40 สตางค์ คำถามคือ… 30 บาทเปลี่ยนชีวิตเด็กได้ไหม? อาจไม่ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหากที่สำคัญ เด็กทำงาน พ่อแม่มาช่วย คนในครอบครัวนั่งล้อมวงกัน จากงานเล็กๆ กลายเป็นเวลาของครอบครัว
จากเงิน 30 บาท กลายเป็นความภาคภูมิใจ จากการปลูกต้นกล้า กลายเป็นการปลูก “คน” และวันหนึ่งเด็กอายุ 14 ปีเหล่านั้น จะกลายเป็นคนอายุ 20 25 30 ปี บางคนอาจกลายเป็นผู้นำชุมชน บางคนเป็นคนพานักท่องเที่ยวเข้าป่า บางคนเป็นคนเล่าเรื่องบ้านเกิดของตัวเอง เพราะฉะนั้น…
การลงทุนที่ดีที่สุดของชุมชน ไม่ใช่การสร้างอาคารให้ใหญ่ขึ้น แต่คือการสร้างคนให้เติบโตขึ้น
บังเยะพูดประโยคหนึ่งที่ผมคิดว่าสะเทือนใจมาก “เราอายุเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่เด็กอายุ 14 วันนี้จะเป็น 15 ในวันหน้า ถ้าเราไม่เปิดโอกาสให้คนรุ่นหลัง ชุมชนก็จบ” นี่ไม่ใช่เรื่องการท่องเที่ยวแล้วครับ นี่คือ การส่งต่ออนาคต
เมื่อการท่องเที่ยวไม่ได้จบที่ “เที่ยว”
หลังโควิด เราเห็นนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเดินทางเข้ามาที่บูนาดารา แต่บางคนไม่ได้มาเพื่อถ่ายรูป ไม่ได้มาเพื่อซื้อของ ไม่ได้มาเพื่อเช็กอินแล้วกลับบ้าน พวกเขามาเพื่อ ให้ ทุนการศึกษา เงินช่วยเหลือเด็กกำพร้า การสนับสนุนโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนปอเนาะ และผู้ที่เดือดร้อนจริง นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า Welfare Tourism — การท่องเที่ยวที่มีสวัสดิการเป็นหัวใจ บูนาดารากลายเป็นสะพาน คนหนึ่งมี ทรัพยากร อีกคนมีความต้องการ ชุมชนทำหน้าที่เชื่อมทั้งสองฝ่ายเข้าหากัน นี่ทำให้คำว่า “นักท่องเที่ยว” เปลี่ยนความหมายจาก “คนมาเที่ยว” กลายเป็น “เพื่อนมนุษย์ที่มาแบ่งปัน” และนี่อาจเป็นอนาคตของการท่องเที่ยวไทยไม่ใช่แค่ เที่ยวแล้วจ่าย แต่คือ เที่ยวแล้วช่วย เที่ยวแล้วเรียนรู้ เที่ยวแล้วสร้างโอกาส เที่ยวแล้วทำให้พื้นที่ดีขึ้น
กำไรของบูนาดารา… ไม่ได้วัดด้วยเงินอย่างเดียว
บูนาดารามีระบบจัดสรรรายได้
50% ใช้บริหารจัดการ
30% ปันผลให้สมาชิก
20% กลับมาเป็นสวัสดิการชุมชน
ลองคิดดูนะครับ เงินที่นักท่องเที่ยวจ่ายเข้ามา ไม่ได้เดินทางออกจากชุมชนทั้งหมด แต่หมุนกลับมาเป็น ข้าวสารให้ครอบครัวที่มีงานศพ อุปกรณ์การศึกษา คอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน แรงงานและงบประมาณช่วยเหลือเมื่อเกิดน้ำท่วม นี่คือคำว่า “เศรษฐกิจที่มีหัวใจ” เพราะเศรษฐกิจที่ดี ไม่ใช่แค่ทำให้คนบางคนรวยขึ้น แต่ต้องทำให้… คนทั้งชุมชนรู้สึกว่า “ฉันได้อะไรจากการเติบโตของบ้านฉัน”
เปิดหน้ากาก แล้วเราจะเห็นกันจริงๆ และนี่คือบทเรียนสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้ การทำงานในพื้นที่ ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนใต้ สิ่งที่สำคัญมากไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือ ความไว้วางใจ บังเยะเลือกที่จะไม่รับตำแหน่งกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน เพราะต้องการลดความซ้ำซ้อนของบทบาท เขาเลือกเป็น “ผู้ประสานงาน” ทำงานกับทุกฝ่าย เปิดหน้ากาก เปิดบทบาท เปิดข้อมูล และพูดกันตรงๆ เพราะถ้าทุกคนเข้ามาทำงานพร้อมหน้ากาก เราจะไม่มีวันรู้ว่า… “จริงๆ แล้วคุณต้องการอะไร” แต่เมื่อทุกคนวางหน้ากากลงเราจึงเริ่มเห็นกันในฐานะมนุษย์ และเมื่อมนุษย์มองเห็นมนุษย์ด้วยกัน ความร่วมมือจึงเกิดขึ้น
แล้วคุณเหนื่อยหรือยัง? ผมอยากกลับมาที่คำถามแรก ครั้งสุดท้ายที่คุณเหนื่อย คุณไปพักที่ไหน? บางทีคำตอบอาจไม่ใช่โรงแรม ไม่ใช่ห้าง ไม่ใช่หน้าจอ แต่อาจเป็นที่ไหนสักแห่ง ที่มีต้นไม้ มีเสียงลม มีน้ำ มีคนในชุมชน และมีใครบางคนพูดกับคุณว่า “ไม่เป็นไรนะ… พักก่อน” บูนาดาราทำให้ผมเชื่อว่า ป่าชายเลนไม่ได้มีหน้าที่แค่ป้องกันคลื่น แต่ป่ายังสามารถปกป้องหัวใจของคนได้ ชุมชนไม่ได้มีหน้าที่แค่ต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่ชุมชนสามารถทำให้คนแปลกหน้ารู้สึกว่า…“ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว”
และบางที…สิ่งที่ประเทศไทยกำลังต้องการอาจไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวใหม่อีกหนึ่งแห่งแต่คือ ชุมชนที่ทำให้คนอยากกลับมา กลับมาเรียนรู้ กลับมาหายใจ กลับมารู้จักผู้คน กลับมารู้จักตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้ว… เราอาจเดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้นหาสถานที่ที่ดีที่สุด แต่บางครั้ง สิ่งที่เราตามหาจริงๆ คือสถานที่ที่ทำให้หัวใจของเรารู้สึกว่า “เราเป็นส่วนหนึ่ง”
ดังนั้น ถ้าวันนี้คุณกำลังเหนื่อย…อย่าเพิ่งรีบถามว่า “ฉันต้องหนีไปไหน?” ลองถามใหม่ว่า…“ฉันจะกลับไปกอดอะไรได้บ้าง?” กอดต้นไม้ กอดธรรมชาติ กอดครอบครัว กอดชุมชน และที่สำคัญ… กอดตัวเราเอง เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืน อาจไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ ไม่ได้เริ่มจากโครงการใหญ่ และไม่ได้เริ่มจากคนเก่งที่สุด แต่มันอาจเริ่มจากสิ่งเล็กๆ อย่างหนึ่ง… การที่คนคนหนึ่ง ยื่นมือไปหาอีกคน แล้วบอกว่า “มาเถอะ… เราจะโตไปด้วยกัน”
นี่แหละครับ… “กอดป่าให้หายเหนื่อย” เพราะเมื่อป่ากอดเรา ชุมชนกอดเรา และเรากลับมากอดกันเอง เราอาจค้นพบว่า… สิ่งที่เยียวยาสังคมได้ดีที่สุด ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง แต่คือ “ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์”
และบางที… การเดินทางที่ไกลที่สุด อาจไม่ใช่การเดินทางไปไกลจากบ้านแต่คือการเดินทางกลับมา…หาหัวใจของตัวเองอีกครั้งไงครับ...
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.
ท่องเที่ยวชุมชนบูนาดารา กอดป่าให้หายเหนื่อย | ตอนที่ 1
ท่องเที่ยวชุมชนบูนาดารา กอดป่าให้หายเหนื่อย | ตอนที่ 2
หมายเหตุ :
เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ คุณ มะเยะ แดเมาะ ประธานชุมชนท่องเที่ยวบูนาดารา ในหัวข้อเรื่อง ท่องเที่ยวชุมชนบูนาดารา กอดป่าให้หายเหนื่อย จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.40
หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ คุณ มะเยะ แดเมาะ เป็นอย่างสูง
สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้...
เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล
- โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
- ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน
- Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change
คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน
รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย
เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน
เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน
- ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
- ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
- สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...
เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน
เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?








