ความลับของ “ป่า 5 ระดับ”
สถาปัตยกรรมธรรมชาติที่ช่วยให้เราอยู่รอดถึง 120 ปี
ลองจินตนาการดูนะครับ...
ถ้าวันหนึ่งไฟฟ้าดับ อาหารแพงขึ้น น้ำแล้ง
อากาศร้อนจนเราแทบไม่อยากออกจากบ้าน
หรือระบบเศรษฐกิจที่เราเคยพึ่งพาเกิดสะดุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
คำถามสำคัญอาจไม่ใช่...“เรามีเงินอยู่เท่าไร?” แต่อาจเป็น...
“เรามีอะไรอยู่รอบตัว ที่ยังเลี้ยงเราได้บ้าง?” คำตอบหนึ่งที่น่าสนใจมาก
อาจไม่ได้อยู่ในธนาคาร ไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า
และไม่ได้อยู่ในโทรศัพท์มือถือแต่อยู่ในดิน...อยู่ใต้ต้นไม้...และอยู่หลังบ้านของเรานี่เอง
ผมกำลังพูดถึง “ป่า 5 ระดับ” เพราะการปลูกต้นไม้หนึ่งต้น
หากเราคิดแบบธรรมดา เราจะเห็นเพียง “ต้นไม้” แต่ถ้าเราคิดแบบระบบ
เราจะเห็น...อาหาร รายได้ ร่มเงา ความชุ่มชื้น ความหลากหลายทางชีวภาพ
และที่สำคัญที่สุด... ความมั่นคงของชีวิต
ต้นไม้หนึ่งต้น อาจเป็นมากกว่าต้นไม้
วันนี้โลกกำลังเผชิญกับความผันผวนของภูมิอากาศอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อย
ๆ ความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว
กลายเป็นเรื่องที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน แต่คำถามคือ...
เราจะเอาชนะธรรมชาติ หรือเราจะออกแบบชีวิตให้ทำงานร่วมกับธรรมชาติ?
ผมเชื่อว่าอย่างหลังต่างหากคือทางรอด
เพราะต้นไม้ไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตที่ยืนอยู่เฉย ๆ
มันคือส่วนหนึ่งของระบบปรับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เรือนยอดช่วยบังแดด
ใบไม้ช่วยสร้างร่มเงา รากช่วยยึดดิน
อินทรียวัตถุช่วยเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำ
และระบบนิเวศที่สมบูรณ์สามารถเป็นบ้านให้สิ่งมีชีวิตอีกนับไม่ถ้วน
ดังนั้น... เวลาปลูกต้นไม้ เราไม่ได้ปลูกแค่ต้นไม้ เราอาจกำลังปลูก
“ระบบชีวิต” ขึ้นมาหนึ่งระบบ
จาก “ปลูกป่า” สู่ “ปลูกอนาคต”
หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่เราสามารถนำมาใช้เป็นฐานคิด คือแนวทาง “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ลองคิดง่าย ๆ ครับ อย่างที่หนึ่งคือ ป่ากินได้ ปลูกสิ่งที่เรากินได้ มะม่วง ขนุน กล้วย มะนาว ผักพื้นบ้าน หรือพืชอาหารที่เหมาะกับพื้นที่ อย่างที่สองคือ ป่าใช้สอย ไม้ไผ่ ไม้ใช้ทำเครื่องมือ เครื่องจักสาน คอกสัตว์ หรือสิ่งของต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างที่สามคือ ป่าอยู่อาศัย ไม้ที่เติบโตในระยะยาว
ซึ่งสามารถเป็นทุนของครอบครัวและชุมชนในอนาคต แล้วประโยชน์ที่สี่คืออะไร?
ระบบนิเวศ เมื่อเราปลูกพืชหลากหลายชนิด พื้นที่ไม่ได้ให้เพียงผลผลิต
แต่มันเริ่มสร้างความสัมพันธ์ มีแมลงมีนก มีไส้เดือน มีจุลินทรีย์
มีสัตว์เล็ก ๆ มีเชื้อรา มีรากไม้ มีใบไม้ร่วง มีอินทรียวัตถุ
และทั้งหมดกำลังทำงานร่วมกัน นี่คือช่วงเวลาที่ “พื้นที่ว่าง”
เริ่มกลายเป็น ระบบนิเวศ
แล้ว “ป่า 5 ระดับ” คืออะไร?
ทีนี้ลองมองพื้นที่หนึ่งแปลงจากด้านบนลงมาด้านล่าง
แทนที่จะปลูกต้นไม้แบบเรียงแถวเหมือนกันทั้งหมด
เราสามารถออกแบบพื้นที่ให้มีพืชหลายระดับความสูง
เหมือนกับการสร้างอาคารธรรมชาติ...ชั้นบนสุดทำหน้าที่อย่างหนึ่ง
ชั้นกลางทำหน้าที่อีกอย่าง ชั้นล่างทำหน้าที่อีกอย่าง
และใต้ดินก็ยังมีอาหารซ่อนอยู่อีก นี่คือเสน่ห์ของป่า 5 ระดับ
ระดับที่ 1 — ไม้ชั้นสูง
คือไม้ยืนต้นที่มีอายุยาวและสามารถเป็น
“ทุนระยะยาว” เช่น สัก ยางนา ประดู่ มะค่า หรือไม้
เศรษฐกิจที่เหมาะสมกับภูมิประเทศ
ต้นไม้กลุ่มนี้อาจไม่ได้ให้เงินกับเราพรุ่งนี้
แต่กำลังสร้างทรัพย์สินให้เราในอีก 10 ปี 20 ปี หรือมากกว่านั้น
นี่คือแนวคิดที่ผมชอบมาก... บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำให้อนาคต
คือสิ่งที่เราไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนในวันพรุ่งนี้
ระดับที่ 2 — ไม้ชั้นกลาง
คือไม้ผลและไม้กินได้
มะม่วง ขนุน ชมพู่ ลำไย พุทรา หรือไม้ผลพื้นถิ่นที่เหมาะกับพื้นที่ นี่คือ
“โรงงานอาหาร” ที่ไม่ต้องมีหลังคา ไม่ต้องเปิดสวิตช์ ไม่ต้องจ่ายค่าไฟ
แต่ต้องดูแลมัน... และเมื่อถึงเวลา ธรรมชาติจะตอบแทนเราด้วยผลผลิต
ระดับที่ 3 — ไม้ชั้นเตี้ย
ตรงนี้คือพื้นที่ของผัก
สมุนไพร และพืชอายุสั้น กะเพรา พริก มะเขือ ตะไคร้ โหระพา ขิง ข่า
หรือพืชผักอื่น ๆ สิ่งที่น่าสนใจคือ... เรากำลังเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ
ให้กลายเป็น **ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เดินเข้าไปเก็บอาหารได้เอง ไม่ต้องขับรถ
ไม่ต้องต่อคิว
และบางครั้งไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียวในวันที่เก็บผลผลิตจากสวนของเรา
ระดับที่ 4 — ไม้เลื้อยและพืชคลุมดิน
อัญชัน
ตำลึง ถั่วฝักยาว ฟักทอง แตง หรือพืชเลื้อยที่เหมาะกับพื้นที่
พืชกลุ่มนี้ทำให้พื้นที่ว่างถูกใช้ประโยชน์มากขึ้น มันสามารถคลุมดิน
ลดการสูญเสียความชื้น และสร้างอาหารเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง
เราจึงเริ่มเห็นแล้วว่า... พื้นที่หนึ่งตารางเมตร
ไม่จำเป็นต้องให้ผลผลิตเพียงหนึ่งอย่าง
ถ้าเราออกแบบเป็นมันอาจให้ผลผลิตหลายระดับพร้อมกัน
และสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดอยู่ “ใต้เท้าเรา”
ระดับที่ 5 — พืชหัวและพืชใต้ดิน
มันสำคัญเพราะคนส่วนใหญ่มองไม่เห็น
เผือก มัน ขิง ข่า มันเทศ และพืชหัวชนิดต่าง ๆ ที่เหมาะกับพื้นที่
ลองคิดดูนะครับ เราเดินผ่านมันทุกวัน แต่ใต้พื้นดินกำลังมี “คลังอาหาร”
ซ่อนอยู่ นี่ทำให้ผมคิดว่า...
บางครั้งความมั่นคงไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราเห็น
แต่อยู่ในสิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่ตรงนี้มีข้อสำคัญมากครับ
เราไม่ควรเข้าใจว่าพืชใต้ดินจะปลอดภัยจากสารกัมมันตรังสีหรือสารพิษเสมอไปในกรณีสงครามนิวเคลียร์หรือเหตุปนเปื้อนรุนแรง
เพราะสารปนเปื้อนสามารถเข้าสู่ดินและพืชได้ และพืชหัวก็ไม่ได้เป็น
“เกราะป้องกัน” ที่รับประกันความปลอดภัย ดังนั้น ป่า 5 ระดับควรถูกมองเป็น ระบบสร้างความยืดหยุ่นด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่หลุมหลบภัยจากกัมมันตรังสี และนี่คือจุดที่เราต้องแยก “ความหวัง” ออกจาก “ข้อมูลที่พิสูจน์ได้”
ความมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน
แต่เรื่องที่น่าทึ่งกว่านั้นยังอยู่ใต้พื้นดินครับ
รากไม้ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ในดินมีโลกอีกใบหนึ่ง... มีจุลินทรีย์
มีแบคทีเรีย มีเชื้อรา มีเส้นใยราที่แผ่กระจายไปตามดิน
เชื้อราบางชนิดสามารถสร้างความสัมพันธ์แบบพึ่งพากับรากไม้
หรือที่เราเรียกว่า ไมคอร์ไรซา ต้นไม้ส่งคาร์บอนที่สร้างจากการสังเคราะห์แสงให้กับเชื้อรา
ขณะที่เชื้อราช่วยเพิ่มพื้นที่ในการเข้าถึงน้ำและธาตุอาหารบางชนิด
นี่คือเศรษฐกิจใต้ดินที่เราแทบมองไม่เห็น ไม่มีธนาคาร ไม่มีตลาดหุ้น
แต่มีการแลกเปลี่ยนทรัพยากรเกิดขึ้นตลอดเวลา และมันกำลังบอกเราว่า... ธรรมชาติไม่ได้เติบโตด้วยการแข่งขันเพียงอย่างเดียว ธรรมชาติเติบโตด้วย การพึ่งพาอาศัยกัน
ป่า 5 ระดับ จึงไม่ใช่สูตรปลูกต้นไม้
นี่คือสิ่งที่ผมอยากชวนคิดครับ
อย่ามอง “ป่า 5 ระดับ” เป็นเพียงสูตรว่า... ต้นสูงต้องปลูกอะไร
ต้นกลางต้องปลูกอะไร ต้นเตี้ยต้องปลูกอะไร เพราะหัวใจที่แท้จริงคือ... การออกแบบระบบ
ออกแบบให้ต้นไม้สูงสร้างร่มเงา ออกแบบให้ไม้ผลสร้างอาหาร
ออกแบบให้พืชชั้นล่างสร้างผลผลิต ออกแบบให้พืชคลุมดินช่วยรักษาความชื้น
และออกแบบให้รากกับสิ่งมีชีวิตในดินช่วยฟื้นฟูระบบ
พื้นที่เดียว...จึงสามารถเป็นทั้ง แหล่งอาหาร แหล่งรายได้ แหล่งพักผ่อน
แหล่งเรียนรู้ และแหล่งความมั่นคง
แล้ว 120 ปีเกี่ยวอะไรกับเรา?
ผมชอบคำว่า
“120 ปี” เพราะมันทำให้เราหยุดคิด สมมติว่าเราเริ่มปลูกต้นไม้วันนี้
ต้นไม้บางต้นอาจให้ผลในเวลาไม่กี่ปี บางต้นใช้เวลา 10 ปี บางต้น 20 ปี
บางต้นอาจอยู่กับลูกหลานของเรา ดังนั้น... คนปลูกต้นไม้ไม่ได้คิดแค่ถึงตัวเอง แต่กำลังคิดแทนคนที่ยังไม่เกิดด้วย
ถ้าเราอายุ 45 ปีอีก 20 ปี เราอาจเห็นต้นไม้ที่วันนี้ยังเล็ก
กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ อีก 40 ปี ลูกหลานอาจใช้ประโยชน์จากมัน อีก 60 หรือ 80
ปี คนรุ่นต่อไปอาจยังเดินอยู่ใต้ร่มเงาที่เราเป็นคนเริ่มต้น
นี่คือการลงทุนชนิดหนึ่งที่น่าสนใจมาก
เพราะเราอาจไม่ได้เป็นคนเก็บเกี่ยวทั้งหมด แต่เราสามารถเป็นคนเริ่มต้น
จาก “ต้นทุน 0” สู่ “ต้นทุนที่งอกได้”
และนี่คือคำถามสำคัญที่สุดสำหรับคนธรรมดาอย่างเรา ถ้าไม่มีเงินมาก จะเริ่มได้ไหม? ผมตอบว่า...
เริ่มได้ครับ ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยพื้นที่ 10 ไร่
ไม่ต้องซื้อพันธุ์ไม้ราคาแพงทั้งหมด
ไม่ต้องสร้างสวนสวยเหมือนในอินเทอร์เน็ต เริ่มจากกระถางหนึ่งใบก็ได้
พื้นที่ข้างบ้านหนึ่งเมตรก็ได้
ริมรั้วก็ได้เมล็ดพันธุ์ที่เราเก็บจากอาหารที่กินก็ได้
ขอเพียงเราเริ่มเปลี่ยนความคิดจาก... “ฉันไม่มีพื้นที่” เป็น “พื้นที่ที่ฉันมี จะสร้างอะไรได้บ้าง?” จาก “ฉันไม่มีเงิน” เป็น “ฉันจะใช้ธรรมชาติสร้างต้นทุนอย่างไร?” นี่คือการเปลี่ยนจากผู้บริโภค... ไปเป็นผู้สร้าง
เพราะอนาคตไม่ได้เริ่มวันพรุ่งนี้
อนาคตเริ่มจากต้นไม้ต้นเล็ก
ๆ ที่เราปลูกวันนี้ ต้นไม้หนึ่งต้นอาจไม่ได้เปลี่ยนโลกทั้งใบ
แต่ต้นไม้หนึ่งต้นอาจเปลี่ยนโลกของครอบครัวหนึ่งครอบครัว
สวนหนึ่งสวนอาจเปลี่ยนเศรษฐกิจของหนึ่งชุมชน
และชุมชนจำนวนมากที่สามารถพึ่งพาทรัพยากรของตัวเองได้มากขึ้น...
อาจช่วยทำให้ประเทศหนึ่งประเทศมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ดังนั้น
ผมไม่ได้ชวนทุกคนกลับไปเป็นเกษตรกร ผมกำลังชวนเรากลับไปเป็น
“นักออกแบบชีวิต” ใช้พื้นที่ที่มี ใช้ธรรมชาติที่มี ใช้ภูมิปัญญาที่มี
แล้วสร้างระบบที่ทำให้เรา... กินได้ อยู่ได้ มีรายได้ มีร่มเงา
และมีความหวัง เพราะในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน...
เราอาจไม่สามารถควบคุมอากาศได้ ไม่สามารถควบคุมเศรษฐกิจโลกได้
ไม่สามารถควบคุมสงครามได้ แต่เราสามารถควบคุมสิ่งเล็ก ๆ
ที่อยู่หลังบ้านของเราได้
คำถามสุดท้าย...
วันนี้ลองเดินออกไปหลังบ้านนะครับ
แล้วมองพื้นที่ว่างตรงนั้นอีกครั้ง อย่ามองว่ามันเป็นแค่ดิน
ลองถามตัวเองว่า... ตรงนี้จะปลูกอาหารอะไรได้บ้าง?
ตรงนี้จะปลูกต้นไม้แห่งอนาคตอะไรได้บ้าง?
ตรงนี้จะสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้อย่างไร? และที่สำคัญที่สุด... ถ้าวันหนึ่งโลกเกิดวิกฤตขึ้นจริง ๆ พื้นที่ตรงนี้จะช่วยให้เรา “พึ่งตัวเอง” ได้มากขึ้นแค่ไหน?
เพราะบางที...ทางรอดของมนุษย์ในศตวรรษที่
21 อาจไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีที่แพงที่สุด แต่อาจเริ่มจาก...
เมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ดินหนึ่งกำมือ น้ำหนึ่งหยด และคนหนึ่งคนที่ตัดสินใจปลูก
ปลูกวันนี้... เพื่อให้คนรุ่นหน้าได้กิน ปลูกวันนี้... เพื่อให้โลกมีร่มเงา
ปลูกวันนี้... เพื่อสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว และปลูกวันนี้...
เพราะเราไม่รู้ว่าโลกในวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่เรารู้ว่า...
ถ้าเราไม่เริ่มปลูกอะไรเลย
วันนี้ วันพรุ่งนี้เราก็จะไม่มีอะไรให้เก็บเกี่ยว นี่แหละครับ... “ป่า 5
ระดับ” ไม่ใช่แค่เรื่องของต้นไม้ แต่มันคือศิลปะของการออกแบบชีวิต
จากพื้นที่เล็ก ๆ... ให้กลายเป็นอาหารจากอาหาร... ให้กลายเป็นรายได้
จากรายได้... ให้กลายเป็นความมั่นคง และจากความมั่นคงของคนหนึ่งคน...
ให้กลายเป็นความยั่งยืนของทั้งชุมชน เพราะต้นไม้ไม่ได้เติบโตเพื่อตัวมันเอง
มันเติบโต...เพื่อให้ใครบางคนในอนาคต ได้มีโอกาสมีชีวิตที่ดีขึ้น
และบางที... คนคนนั้นอาจเป็นเรา หรืออาจเป็นลูกหลานของเรา ดังนั้น
ถ้ายังมีที่ว่างอยู่หลังบ้าน... อย่าเพิ่งปล่อยให้มันเป็นเพียง
“พื้นที่ว่าง” เพราะพื้นที่ว่างหนึ่งตารางเมตร... อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ
“ทางรอดทั้งชีวิต” ก็เป็นได้นะครับ...
ขอขอบพระคุณคนต้นเรื่อง
อาจารย์ อดุลย์ วิเชียรชัย เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2565 และ ประธานศูนย์การเรียนรู้สัมมาชีพชุมชน ตำบลคลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
อาจารย์ อำนวย สังวาลย์เล็ก วิทยากรประจำศูนย์การเรียนรู้ สัมมาชีพชุมชน ตำบลคลองหก
เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล
- โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
- ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน
- Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change
คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน
รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย
เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน
เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน
- ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
- ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
- สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...
เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน
เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?
ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^