ธรรมาภิบาลที่จับต้องได้ เมื่อความดีต้องมีเครื่องมือ

 

 


เมื่อความดีต้องมีเครื่องมือ จาก “คนดี” สู่ “ระบบที่ทำให้คนดีทำงานได้จริง” 

 

วันนี้ผมไปเจอบทความหนึ่งครับ... อ่านไป อ่านไป แล้วผมก็หยุดอยู่ตรงคำถามหนึ่ง ไม่ใช่คำถามว่า “ใครจะชนะการเลือกตั้ง?” แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นมากว่า...


“ถ้าเราอยากให้บ้านเมืองดีขึ้น เราจะสร้างเครื่องมืออะไรขึ้นมา เพื่อทำให้คนที่อยากทำความดี มีโอกาสเข้าไปทำงานให้บ้านเมืองได้จริง?” ผมคิดว่าคำถามนี้น่าสนใจมาก เพราะประเทศไทยพูดคำว่า “ธรรมาภิบาล” มานาน เราพูดถึงความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม การตรวจสอบ คนดี จริยธรรม คุณธรรม พูดกันเก่งมากครับ แต่คำถามสำคัญก็คือ... แล้วทั้งหมดนี้ เรามี “เครื่องมือ” รองรับหรือยัง? หรือเรายังฝากความหวังทั้งหมดไว้กับว่า “ขอแค่ได้คนดีสักคนหนึ่งเข้ามา... ทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้น”

ผมกลับมองว่า... ประเทศไม่ควรต้องฝากอนาคตไว้กับคนดีเพียงคนเดียว เพราะต่อให้คนหนึ่งคนดีมากแค่ไหน ถ้าระบบไม่ดี คนหนึ่งคนก็อาจทำอะไรได้ไม่มาก แต่ถ้าเราสามารถสร้างระบบที่ดีได้ คนธรรมดาหลายร้อยคน หลายพันคน หลายหมื่นคน ก็อาจกลายเป็นพลังร่วมของสังคมได้

บทความที่ผมไปเจอ เป็นบทความของท่าน พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เลขาธิการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ชื่อบทความน่าสนใจมากครับ...


“การเมือง 180 องศา และการจัดทัพคนดี 4 5 6 เพื่อบ้านเมือง”


ฟังดูเหมือนเรื่องการเมือง แต่ถ้าอ่านให้ลึกลงไป มันกำลังพูดถึงเรื่องที่ใหญ่กว่าการเลือกตั้ง มันกำลังพูดถึง “การสร้างคน” และที่สำคัญ... “การสร้างระบบ”

เราเบื่อการเมืองได้ไหม? เบื่อได้ครับ หลายคนเบื่อ บางคนบอกว่า “อย่าพูดเรื่องการเมืองเลย” บางคนบอกว่า “ฉันไม่ยุ่งการเมือง” บางคนบอกว่า “การเมืองเป็นเรื่องของนักการเมือง” แต่ลองคิดอีกทีครับ ถ้าเราขึ้นรถแล้วเจอรถติด นี่การเมืองไหม? ถ้าลูกเราเข้าโรงเรียนแล้วคุณภาพการศึกษาไม่เท่ากัน นี่การเมืองไหม? ถ้าพ่อแม่เราเจ็บป่วยและเข้าถึงบริการสาธารณะไม่สะดวก นี่การเมืองไหม? ถ้าคนทำมาหากินตัวเล็ก ๆ ต้องแบกต้นทุนเพิ่มขึ้นทุกปี นี่การเมืองไหม? จริง ๆ แล้ว...

การเมืองไม่ได้อยู่เฉพาะในรัฐสภา การเมืองอยู่ในชีวิตประจำวัน อยู่ในงบประมาณ อยู่ในกฎหมาย อยู่ในนโยบาย อยู่ในระบบราชการ อยู่ในโอกาสของคน และอยู่ในคุณภาพชีวิตของเรา เราอาจไม่สนใจการเมือง แต่...

การเมืองไม่เคยไม่สนใจเรา เพราะทุกครั้งที่รัฐตัดสินใจว่าจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ชีวิตของ ประชาชนก็ได้รับผลกระทบเสมอ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า โจทย์ของคนไทยอาจไม่ใช่ “เราจะหนีการเมืองอย่างไร?” แต่อาจเป็น “เราจะทำอย่างไรให้การเมืองเป็นเครื่องมือของประชาชนมากขึ้น?”


จาก “ใครจะเป็นผู้นำ?” สู่ “เราจะสร้างผู้นำอย่างไร?”


นี่คือจุดที่ผมรู้สึกว่าบทความนี้น่าสนใจ เพราะแทนที่จะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ใครจะลงสมัคร?” แนวคิดในบทความพยายามขยับไปสู่คำถามว่า “เราจะเตรียมคนอย่างไร?” และเกิดแนวคิด “ทัพคนดี 4 5 6” 

  • เลข 4 พูดถึงหลักธรรมที่ใช้ขับเคลื่อนชีวิตและการอยู่ร่วมกับสังคม
  • เลข 5 พูดถึงศีล
  • เลข 6 พูดถึงการรู้เท่าทันการแสดงออกผ่านกาย วาจา ใจ และสิ่งที่เข้ามากระทบเรา


พูดง่าย ๆ ก็คือ... ก่อนจะไปบริหารประเทศ ต้องเริ่มจากบริหารตัวเองให้ได้เสียก่อน ก่อนจะตรวจสอบคนอื่น ต้องตรวจสอบตัวเองได้ก่อน ก่อนจะพูดเรื่องธรรมาภิบาล ต้องถามตัวเองว่า เราใช้ชีวิตอย่างมีธรรมาภิบาลหรือยัง? นี่คือคำถามที่ผมคิดว่าสำคัญมาก เพราะปัญหาของสังคมจำนวนมาก ไม่ได้เริ่มต้นจากคนเลว บางครั้งมันเริ่มต้นจาก คนที่บอกว่า “นิดเดียวเอง” คนที่บอกว่า “ทุกคนก็ทำกัน” คนที่บอกว่า “ถ้าฉันไม่ทำ คนอื่นก็ทำ” แล้วจาก “นิดเดียว” กลายเป็นเรื่องใหญ่ จากการละเลยเล็ก ๆ กลายเป็นวัฒนธรรม จากวัฒนธรรม กลายเป็นระบบ และเมื่อระบบผิด คนดีที่อยู่ในระบบก็อาจเหนื่อย นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่า คำว่า “ธรรมาภิบาล” ไม่ควรหยุดอยู่ที่การอบรม มันควรลงไปถึงวิธีคิด วิธีคัดคน วิธีทำงาน วิธีตัดสินใจ และวิธีรับผิดชอบต่อผลลัพธ์


คนดีอย่างเดียวพอไหม?

ผมขอถามแรง ๆ สักคำถามครับ ถ้าคนดีคนหนึ่งบริหารงานไม่เป็น เขาจะช่วยประเทศได้มากแค่ไหน? นี่คือสิ่งที่เราอาจต้องคุยกันอย่างจริงจัง เพราะประเทศไม่ได้ต้องการแค่ “คนดี” ประเทศต้องการ คนดีที่ทำงานเป็น ต้องซื่อสัตย์ แต่ต้องคิดเป็นด้วย ต้องเสียสละ แต่ต้องบริหารทรัพยากรเป็นด้วย ต้องรักประชาชน แต่ต้องอ่านข้อมูลเป็นด้วย ต้องมีคุณธรรม แต่ต้องเข้าใจกฎหมาย ต้องมีจิตสาธารณะ แต่ต้องทำงานกับคนที่เห็นต่างได้ เพราะการบริหารประเทศ ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครพูดเพราะที่สุด แต่มันคือการตัดสินใจภายใต้ปัญหาที่ซับซ้อน ประชาชนมีความต้องการไม่เหมือนกัน งบประมาณมีจำกัด ทรัพยากรมีจำกัด และทุกนโยบายมีต้นทุน ดังนั้น... ความดีต้องเดินคู่กับความสามารถ คุณธรรมต้องเดินคู่กับความรู้ และอุดมการณ์ต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า เราควรเติมเข้าไปในคำว่า “คนดี”


“เดินสองขา” แล้วประเทศจะเดินอย่างไร?


อีกแนวคิดที่ผมสะดุดใจ คือแนวคิดเรื่อง “การเดิน 2 ขา” ขาหนึ่งคือภาคประชาสังคม อีกขาหนึ่งคือการเมืองในระบบ ผมว่าภาพนี้ชัดมากครับ ลองคิดดู ถ้าประเทศมีแต่การเมืองในระบบ แต่ไม่มีเสียงจากชุมชน ระบบก็อาจห่างจากชีวิตจริง แต่ถ้ามีแต่ภาคประชาชน ไม่มีช่องทางส่งต่อความคิดเข้าไปสู่กระบวนการตัดสินใจ ข้อเสนอจำนวนมากก็อาจหยุดอยู่แค่ในเวทีประชุม เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีทั้งสองด้าน ประชาชนต้องมีพลัง และ ระบบต้องมีช่องทางรับพลังนั้น ชุมชนต้องพูดได้ ระบบต้องฟังได้ ประชาชนต้องเสนอได้ รัฐต้องตอบได้ และเมื่อมีการตัดสินใจ ประชาชนต้องตรวจสอบได้ นี่แหละครับผมคิดว่าเป็นหัวใจหนึ่งของธรรมาภิบาล ไม่ใช่แค่ถามว่า “ใครดี?” แต่ต้องถามด้วยว่า “ระบบเปิดโอกาสให้คนดีมีส่วนร่วมแค่ไหน?”


จากการเมืองเรื่อง “ตัวบุคคล” ไปสู่การเมืองเรื่อง “ระบบ”


บทความนี้ใช้คำว่า “การเมือง 180 องศา” ผมชอบคำนี้ เพราะมันทำให้เราจินตนาการเห็นภาพ เหมือนเรายืนอยู่ที่เดิม แต่หันกลับอีกด้านหนึ่ง จากการถามว่า “ใครจะมาเป็นผู้นำ?” หันมาเป็น “เราจะสร้างกระบวนการคัดสรรผู้นำอย่างไร?” จาก “ใครเก่งที่สุด?” เป็น “ใครได้รับความไว้วางใจจากประชาชน และทำงานเพื่อส่วนรวมได้?” จาก “ใครเป็นเจ้าของ?” เป็น “ประชาชนมีสิทธิเป็นเจ้าของกระบวนการมากแค่ไหน?” นี่คือการเปลี่ยนมุมมอง และผมคิดว่ามันสำคัญมาก เพราะการเมืองที่ยึดติดกับคน อาจเปลี่ยนเมื่อคนเปลี่ยน แต่ถ้าเราออกแบบระบบที่ดี ระบบก็มีโอกาสเดินต่อได้ แม้คนในระบบจะเปลี่ยน

“ความถูกต้อง” กับ “ความถูกใจ”


อีกประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากจากแนวคิดในบทความคือ “ยึดความถูกต้อง ไม่ใช่ความถูกใจ” ลองนึกภาพตามนะครับ นักการเมืองคนหนึ่งพูดสิ่งที่คนอยากฟัง คนปรบมือ ยอดวิวพุ่ง คอมเมนต์ดี ทุกอย่างดูสวยงาม แต่ถามว่า... แก้ปัญหาได้จริงหรือยัง? นี่คือโจทย์ เพราะความถูกใจ อยู่กับเราได้ไม่นาน แต่ความถูกต้อง ต้องผ่านการพิสูจน์ด้วยเวลา บางนโยบายอาจไม่หวือหวา บางการตัดสินใจอาจไม่มีเสียงปรบมือ บางเรื่องอาจต้องพูดความจริงที่ไม่ถูกใจคน แต่ถ้านั่นคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ผมคิดว่าเราต้องกล้าพูด นี่คือเหตุผลว่า ประชาธิปไตยที่แข็งแรง ไม่ใช่สังคมที่ทุกคนคิดเหมือนกันแต่เป็นสังคมที่ คนเห็นต่างกันได้ แต่ยังอยู่ร่วมกันได้ และสามารถตรวจสอบกันด้วยเหตุผล ข้อมูล และกติกา

แล้ว “ทัพคนดี” จะมีความหมายจริงได้อย่างไร?


ผมคิดว่าคำว่า “ทัพคนดี” จะทรงพลังมากก็ต่อเมื่อเราไม่ตีความว่า “คนดี” คือคนที่เราชอบ เพราะทันทีที่คำว่า “คนดี” หมายถึง “คนที่คิดเหมือนเรา” เราจะกลับไปสู่ปัญหาเดิมทันที ดังนั้น คนดีในพื้นที่สาธารณะ ควรเป็นคนที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ มีประวัติการทำงาน มีความรับผิดชอบ มีความรู้ มีจริยธรรม รับฟังความเห็นต่าง และพร้อมให้สังคมตรวจสอบ เพราะการเมืองสมัยใหม่ ไม่ควรขอให้ประชาชน “เชื่อใจอย่างเดียว” แต่ควรสร้างระบบที่ทำให้ประชาชน “ตรวจสอบได้” นี่แหละครับคือการเปลี่ยนจาก “เชื่อคน” ไปสู่ “เชื่อระบบที่ตรวจสอบได้”


ผมจึงกลับมาที่คำถามเดิม


ประเทศไทยต้องการอะไร? ต้องการนักการเมืองเพิ่มขึ้น? หรือเราต้องการ “พลเมืองที่พร้อมเข้า มารับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มขึ้น?” ผมคิดว่าคำถามนี้น่าคิด เพราะประชาธิปไตยไม่ได้สร้างเสร็จในวันเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นเพียงจุดหนึ่ง แต่ประชาธิปไตยจริง ๆ ต้องมีทั้งก่อนเลือกตั้ง ระหว่างการทำงาน และหลังจากนั้น ประชาชนต้องติดตาม ตั้งคำถาม ตรวจสอบ เสนอทางเลือก และมีส่วนร่วม ขณะที่คนที่รับอำนาจจากประชาชน ก็ต้องยอมรับว่า อำนาจนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว มันคือความไว้วางใจชั่วคราวันหนึ่งรับมา วันหนึ่งก็ต้องส่งต่อ


 และบางที...


นี่อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “180 องศา” ไม่ใช่การหมุนจากนักการเมืองคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง แต่เป็นการหมุน จาก “ตัวบุคคล” ไปสู่ “ระบบ” จาก “ผู้มีอำนาจ” ไปสู่ “ประชาชน” จาก “ความนิยม” ไปสู่ “ความรับผิดชอบ” จาก “คนดีหนึ่งคน” ไปสู่ “วัฒนธรรมที่สร้างคนดีได้อย่างต่อเนื่อง” และจากการถามว่า “ใครจะมาช่วยบ้านเมือง?” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า... “เราจะสร้างระบบอะไร ที่ทำให้คนธรรมดาสามารถลุกขึ้นมาช่วยบ้านเมืองได้?” นี่ต่างหากครับ ที่ผมคิดว่าน่าติดตาม

เพราะสุดท้ายแล้ว... บ้านเมืองอาจไม่ได้เปลี่ยน เพราะเราพูดคำว่า “ธรรมาภิบาล” บ่อยขึ้น ไม่ได้เปลี่ยน เพราะเราประกาศว่าเรารักประเทศมากขึ้น และไม่ได้เปลี่ยน เพราะเรารอคนเก่งคนหนึ่งมาช่วยทั้งหมด ประเทศจะเปลี่ยน เมื่อเราสร้างคน สร้างระบบ สร้างพื้นที่ให้ประชาชน สร้างกลไกตรวจสอบ และสร้างวัฒนธรรมที่ยอมรับว่า อำนาจมีไว้เพื่อรับผิดชอบ ไม่ใช่เพื่อครอบครอง ผมจึงอยากทิ้งคำถามนี้ไว้กับทุกคนครับ ไม่ใช่ “ใครจะเป็นคนดีของประเทศ?”

แต่คือ... “เราจะช่วยกันสร้างระบบแบบไหน ที่ทำให้คนดีมีโอกาสทำงาน คนเก่งมีโอกาสรับใช้สังคม ประชาชนมีโอกาสเลือก และทุกคนที่ถืออำนาจ ต้องถูกตรวจสอบ?” เพราะถ้าวันหนึ่งเราทำสิ่งนี้ได้...

วันนั้น... ธรรมาภิบาลจะไม่ใช่แค่คำพูด แต่มันจะกลายเป็น เครื่องจักรของสังคม เครื่องจักรที่ทำให้ความดีเดินหน้า เครื่องจักรที่ทำให้คนธรรมดามีพลัง และเครื่องจักรที่ทำให้การเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องรอ “ฮีโร่” เพราะเราไม่ได้กำลังสร้าง “คนดีคนหนึ่งเพื่อประเทศ” แต่เรากำลังสร้าง “ระบบที่ทำให้คนดีจำนวนมาก มีโอกาสสร้างประเทศของตัวเอง”

และบางที... การเมือง 180 องศา อาจไม่ได้เริ่มต้นในสภา แต่มันอาจเริ่มต้นจาก คำถามเล็ก ๆ ของประชาชนคนหนึ่งว่า... “ถ้าเราอยากเห็นบ้านเมืองดีขึ้น วันนี้... เราจะช่วยออกแบบมันอย่างไ
ร?”

 



  📘 แหล่งข้อมูล | คลิปวีดีโอต่อยอดสู่การเรียนรู้ “ธรรมาภิบาล”


📘 แหล่งข้อมูล | บทความต่อยอดสู่การเรียนรู้ “ธรรมาภิบาล” 

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม