วิศวกรสังคม จิตวิญญาณนักพัฒนาชุมชน “คนของพระราชา”

 

วิศวกรสังคม ถอดรหัสจิตวิญญาณนักพัฒนาชุมชนรุ่นใหม่ “คนของพระราชา”

หากย้อนกลับไปในยุคเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ประเทศไทยเคยเผชิญกับศัตรูตัวร้ายที่เรียกว่าความ “โง่ จน เจ็บ” ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาความเหลื่อมล้ำมาอย่างยาวนาน เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงฉบับที่ 13 ในปัจจุบัน บริบทของโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โจทย์การพัฒนาจึงไม่ได้หยุดแค่การแก้ปัญหาพื้นฐาน แต่คือการสร้าง “ความยั่งยืน” จากภายใน “วิศวกรสังคม” (Social Engineer) จึงถูกออกแบบมาให้เป็นนวัตกรรมทางความคิดของมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพื่อปั้นบัณฑิตให้เป็นนักจัดการปัญหามืออาชีพที่ทำงานได้ “ตรงเป้า” และมีหัวใจผูกพันกับท้องถิ่นอย่างแท้จริง

 ย้อนรอยรากเหง้า จาก “วิทยาลัยครู” สู่ “มหาวิทยาลัยราชภัฏ”

กว่า 131 ปีที่สถาบันแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นแสงสว่างทางปัญญา ประวัติศาสตร์ของราชภัฏไม่ใช่เพียงการผลิตครู แต่คือวิวัฒนาการของการเป็น "ที่พึ่งของแผ่นดิน" ในทุกมิติ


หัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงสถาบันนี้คือคำว่า "ราชภัฏ" ซึ่งหมายถึง "คนของพระราชา" นามพระราชทานที่รัชกาลที่ 9 ทรงมอบให้เพื่อย้ำเตือนบัณฑิตทุกคนว่า หน้าที่สูงสุดคือการรับใช้ประชาชนและยกระดับคุณภาพชีวิตในบ้านเกิดของตนเอง

เมื่อบทบาทเปลี่ยนจากผู้ผลิตครูสู่การเป็นที่พึ่งของท้องถิ่น
คำถามสำคัญคือเราจะสร้างบัณฑิตแบบใดเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาที่ซับซ้อนในยุคนี้?

 

กำเนิด “วิศวกรสังคม” (Social Engineer) นวัตกรรมนักพัฒนาแห่งศตวรรษที่ 21

คำว่า "วิศวกรสังคม" ไม่ใช่เพียงชื่อเรียกเก๋ๆ แต่คือยุทธศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภายใต้พระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 10 ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้มหาวิทยาลัยราชภัฏทำงานให้ “ตรงเป้า” โดยมีองคมนตรี (พลเอก ดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ) เป็นหัวแรงใหญ่ในการขับเคลื่อน

การผนึก “3 ศาสตร์” สู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

วิศวกรสังคมถูกหล่อหลอมด้วยรากฐานความคิดที่บูรณาการศาสตร์ 3 ด้านเข้าด้วยกัน

  1. ศาสตร์ชาวบ้าน (ภูมิปัญญา) องค์ความรู้ดั้งเดิมที่มีอยู่ในรากเหง้าของทุกชุมชน

  2. ศาสตร์สากล (เทคโนโลยีสมัยใหม่) นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเครื่องมือที่เท่าทันโลก

  3. ศาสตร์พระราชา (การวิจัยและทดลอง) การน้อมนำโครงการพระราชดำริกว่า 4,700 โครงการที่ผ่านการวิจัยและทำต้นแบบจนสำเร็จมาปรับใช้

วิศวกรสังคมจึงเปรียบเสมือน “นักจัดการปัญหามืออาชีพ” ที่ใช้ ทัศนคติเชิงบวก (Positive Thinking) เป็นพลังขับเคลื่อน และใช้การคิดอย่างเป็นระบบเพื่อสร้าง “ชุมชนพลังบวก” ที่สู้ไม่ถอยต่ออุปสรรค

วิศวกรสังคมไม่ใช่เพียงชื่อเรียกใหม่ แต่คือการยกระดับทักษะ
จากนักพัฒนา แบบเดิมสู่การเป็นนักจัดการปัญหามืออาชีพ

 

การเปรียบเทียบ นักพัฒนาชุมชนในอดีต VS วิศวกรสังคมยุคใหม่

เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง วิศวกรสังคมคือการ "อัปสกิล" (Up-skill) เครื่องมือและวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทิ้งรากเหง้าเดิม แต่เป็นการ 'อัปสกิล'
เพื่อให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก

 

 เสาหลักและทักษะแห่งอนาคตของวิศวกรสังคม

หัวใจของวิศวกรสังคมถูกวางไว้บนพระบรมราโชบายด้านการศึกษา 4 ด้าน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้

  • 1) ทัศนคติที่ถูกต้อง (Attitude) มีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจน มองเห็นเป้าหมายในการรับใช้บ้านเมือง

  • 2) พื้นฐานชีวิตที่มั่นคงและมีคุณธรรม (Virtue) มีธรรมาภิบาล รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี และมีจิตใจที่เป็น "ไวยาวัจจมัย" (ยินดีช่วยเหลือผู้อื่น)

  • 3) มีงานทำ-มีอาชีพ (Employment) การพัฒนาที่ล้มเหลวคือการพัฒนาที่คนยังยากจน วิศวกรสังคมต้องสร้างรายได้และความมั่นคงให้ชุมชนได้จริง

  • 4) เป็นพลเมืองดี (Citizenship) มีจิตอาสา (Public Mind) และไม่นิ่งดูดายต่อปัญหาของส่วนรวม

ทักษะ Soft Skills ที่ต้องมี

  • Self-Management จัดการอารมณ์และตัวเองให้พร้อมก่อนเริ่มพัฒนาผู้อื่น

  • Communication เป็นสะพานเชื่อมคนหลากวัยและหลากสาขาอาชีพ

  • Multiculturalism เข้าใจและยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม (พุทธ-คริสต์-อิสลาม)

ทักษะเหล่านี้คือเครื่องมือที่วิศวกรสังคมใช้ในการ
'เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา' ตามรอยศาสตร์พระราชา

 

 กระบวนการทำงานเชิงรุก การบูรณาการศาสตร์และนวัตกรรม

วิศวกรสังคมใช้รูปแบบการทำงานแบบ "Training in the Trainer" โดยมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นคลังสมองและ "สะพานเชื่อม" นำความต้องการของชุมชนไปจับคู่กับความเชี่ยวชาญจาก บูรณาการ 5 คณะ (Interdisciplinary)

  • คณะครุศาสตร์ พัฒนาศูนย์เด็กเล็กและมหาวิทยาลัยผู้สูงอายุ

  • คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทำกระบวนการชุมชนและงานวิจัยเชิงวัฒนธรรม

  • คณะวิทยาการจัดการ วางแผนต้นทุน การตลาด และการบัญชีชุมชน

  • คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดูแลสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์สุขภาพ และนวัตกรรมสมุนไพร

  • คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ออกแบบบรรจุภัณฑ์ วิศวกรรมพลังงาน และสถาปัตยกรรม (บ้านมั่นคง)

กรณีศึกษาความสำเร็จ

  • ตลาด 100 ปี ลำลูกกา วิศวกรสังคมดึง "จุดขาย" จากประวัติศาสตร์ที่น่าอัศจรรย์อย่าง "ร้านตัดเสื้อของจอมพล ป. พิบูลสงคราม" มาสร้างเป็น Storytelling เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน

  • การจัดการน้ำบางกรวย มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมประสานวิชาการและงบประมาณ เพื่อผลักดันโครงการสร้างประตูน้ำมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมเชิงระบบอย่างยั่งยืน

  • มหาวิทยาลัยผู้สูงอายุ เปลี่ยนทัศนคติจากผู้สูงอายุที่เป็น "ภาระ" ให้กลายเป็น "พลัง" ของแผ่นดินผ่านหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายสูงสุดของวิศวกรสังคมไม่ใช่เพียงการทำโครงการให้จบ
แต่คือการสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นด้วยมือของคนในชุมชนเอง

 

 การเป็น “คนของพระราชา” ที่สร้างพลังบวกให้แผ่นดิน

3 Key Takeaways สำหรับนักพัฒนารุ่นใหม่

  1. มองปัญหาด้วย "อริยสัจ 4" วิเคราะห์ปัญหาเชิงระบบด้วยเหตุและผล (ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค) โดยใช้ Big Data เป็นฐานในการตัดสินใจ ไม่ใช่ใช้ความรู้สึก

  2. บูรณาการคือทางรอด งานพัฒนาคือสหวิทยาการ ต้องดึงความเชี่ยวชาญที่หลากหลายมาถักทอเข้าด้วยกัน เพื่อให้การแก้ปัญหานั้น "ตรงเป้า"

  3. จิตอาสาคือเข็มทิศ ความรู้จะมีค่าก็ต่อเมื่อนำไปใช้เพื่อผู้อื่น จิตใจที่สู้ไม่ถอยและความเสียสละคือคุณสมบัติสูงสุดของคนของพระราชา

"วิศวกรสังคมไม่ใช่แค่ชื่อตำแหน่ง แต่คือพันธกิจของ 'คนของพระราชา' ที่พร้อมจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ตรงเป้า สู้ไม่ถอย เพื่อให้คุณภาพชีวิตที่ดีเกิดขึ้นได้จริงที่บ้านของเราเอง"


ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

วิศวกรสังคม บทบาทมหาวิทยาลัยกับยุทธศาสตร์สร้างชุมชนพลังบวกที่ยั่งยืน ตอน 1
วิศวกรสังคม บทบาทมหาวิทยาลัยกับยุทธศาสตร์สร้างชุมชนพลังบวกที่ยั่งยืน ตอน 2

 

หมายเหตุ: เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล อาจารย์สาขาวิชาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ในหัวข้อเรื่อง วิศวกรสังคม บทบาทมหาวิทยาลัยกับยุทธศาสตร์สร้างชุมชนพลังบวกที่ยั่งยืน จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.47 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม