เปลี่ยน “รายจ่าย” เป็น “สวัสดิการ” ถอดรหัสท่าเสาโมเดล
เมื่อชาวบ้านลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของห่วงโซ่เศรษฐกิจ
เมื่อ "นโยบายบนหอคอยงาช้าง" ไม่ใช่คำตอบของคนรากหญ้า
ทำไมยิ่งเรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ทันสมัยจนถึงฉบับที่ 13 แต่ภาพความจริงที่เห็นกลับเป็นเกษตรกรไทยที่ "ยิ่งทำยิ่งจน"? ทรัพยากรที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกเปลี่ยนเป็นต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ จนคนกลุ่มนี้ต้องกลายเป็นเพียง "ลูกจ้างในที่ดินของตัวเอง"
กับดักที่มองไม่เห็นของการแก้จนคือการรอคอยความช่วยเหลือจากเบื้องบนเพียงอย่างเดียว “ท่าเสาโมเดล”
จึงถือกำเนิดขึ้นจากความเจ็บปวดจริงในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540
เมื่อที่ดินถูกยึด ลูกหลานต้องหนีไปขายแรงงานในเมืองหลวง
และภาพสะท้อนที่ตอกย้ำความล้มเหลวของระบบเดิมได้ดีที่สุดคือภาพของ “เกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตอาหาร แต่กลับต้องควักเงินซื้อข้าวเช้ากิน” ความย้อนแย้งนี้เองที่จุดประกายให้ชาวบ้านตำบลท่าเสา จังหวัดกาญจนบุรี ลุกขึ้นมาสร้างระบบเศรษฐกิจที่พวกเขากำหนดอนาคตได้เอง
จุดหักมุมที่ 1 "ข้อมูลครัวเรือน" คืออาวุธที่ทรงพลังกว่าเงินงบประมาณ
ความผิดพลาดที่พบได้บ่อยในโครงการแก้จนคือการเริ่มที่ "การแจกเงินทุน" แต่ท่าเสาโมเดลเลือกเริ่มที่ "การวิจัย" เพื่อค้นหาความอธิปไตยทางการเงินที่หายไป การเริ่มต้นนี้ไม่ได้ใช้เงินมหาศาล แต่ใช้การ "เก็บข้อมูล" อย่างละเอียดในระดับครัวเรือนเพื่อหาว่าเงินของพวกเขารั่วไหลไปที่ไหน
จากการสำรวจข้อมูลกว่า 2,000 ครัวเรือน พบสถิติที่น่าตกใจว่ารายจ่ายมหาศาลไม่ได้ไปไหนไกล
อันดับ 1 ค่าน้ำมัน สูงถึง 17 ล้านบาทต่อปี
อันดับ 2 ค่าเล่าเรียน 15 ล้านบาทต่อปี
อันดับ 3 ค่าข้าวสาร 11 ล้านบาทต่อปี (ข้อมูลปี 2562)
การรู้รายจ่ายคือจุดเริ่มต้นของการสร้าง "อำนาจต่อรอง" เมื่อเรารู้ว่าเงินไหลออกไปที่ไหน เราจึงเริ่มสร้าง "เขื่อน" เพื่อกักเก็บเม็ดเงินนั้นไว้ในชุมชนแทนการปล่อยให้ไหลสู่กลุ่มทุนภายนอกทั้งหมด
"ถ้าจะแก้ไขปัญหา
เราต้องรู้รากเหง้าของปัญหา การรู้รากเหง้าของปัญหา
ก็คือวันนี้ต้องทำฐานข้อมูลครัวเรือนออกมาให้ชัดเจนว่า ปัญหาจริงๆ
ของเขาอยู่ตรงไหน" — อาจารย์พิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง
สะดวกซื้อ สะดวกขาย สะดวกใจ ใช้ร้านค้าชุมชน “ท่าเสาโมเดล”
จุดหักมุมที่ 2 เมื่อเราเป็น "เจ้าของตลาด" ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกก็ไม่ใช่คู่แข่ง
ในระบบเศรษฐกิจเดิม เกษตรกรคือ “Risk-takers” (ผู้แบกรับความเสี่ยง) ที่ต้องสู้กับฟ้าฝนและศัตรูพืชนานนับปี แต่กลับต้องเป็น “Price-takers” (ผู้ยอมรับราคา) เพราะพ่อค้าคนกลางคือผู้กำหนดราคาทั้งปัจจัยการผลิตและผลผลิต พ่อค้าใช้เวลาเพียงไม่กี่วันในการสร้างกำไรที่มากกว่าเกษตรกรทำทั้งปี
ท่าเสาโมเดลพลิกเกมนี้ด้วยการตั้ง "ร้านค้าชุมชน" และ "ธนาคารหมู่บ้าน" โดยใช้แต้มต่อที่ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกไม่มี นั่นคือ "ความเป็นเจ้าของ" เมื่อชาวบ้านเปลี่ยนจากผู้บริโภคมาเป็นหุ้นส่วน พวกเขาจึงเลือกเดินเข้าร้านตัวเองเพื่อสร้างสวัสดิการให้ตนเอง และนี่คือ "กฎเหล็ก 2 ข้อ" ที่ทำให้ร้านค้าท่าเสาเติบโตต่อเนื่องกว่า 20 ปี
ไม่ให้เชื่อ ตัดวงจรหนี้เสียและรักษาความคล่องตัวของเงินสดเพื่อเอาชนะระบบ "เงินเชื่อ" ของนายทุนที่มักบวกราคาสินค้าเพิ่มเป็นเท่าตัว
ตรวจสอบการโกง ให้สมาชิกทุกคนเป็น "หูเป็นตา" เพราะกำไรทุกบาทคือสวัสดิการของพวกเขาเอง
หากคำนวณจากคนกาญจนบุรี 8 แสนคน ที่มีรายจ่ายพื้นฐานอย่างน้อยคนละ 100 บาทต่อวัน นั่นคือเม็ดเงินกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี หากชุมชนรวมตัวกันเป็น "คู่ค้า" แทนการเป็น "คู่แข่ง" เงินหมื่นล้านนี้จะกลายเป็นพลังอำนาจที่ต่อรองได้กับทุกกลุ่มทุน
จุดหักมุมที่ 3 ปันผล 15% และสวัสดิการที่ "แบงก์" ให้ไม่ได้
หัวใจสำคัญของท่าเสาโมเดลคือการสร้าง "ระบบนิเวศสังคม" (Social Ecosystem) ที่ดูแลคนตั้งแต่เกิดจนตาย โดยจัดสรรผลกำไรที่เกิดขึ้นกลับคืนสู่พื้นที่อย่างเป็นธรรม
ตารางเปรียบเทียบ การฝากเงินทั่วไป vs การถือหุ้นในร้านค้าชุมชนท่าเสา
หัวข้อเปรียบเทียบ | การฝากเงินธนาคารทั่วไป | การถือหุ้นในร้านค้าชุมชนท่าเสา |
|---|---|---|
ผลตอบแทน (ปันผล) | ประมาณ 0.25 - 2% ต่อปี | 10% - 15% ต่อปี |
สวัสดิการชุมชน | ไม่มี | กองทุนงานศพ, ทุนการศึกษา, สวัสดิการกลุ่ม |
การหมุนเวียนของเงิน | ไหลออกจากพื้นที่สู่ส่วนกลาง | หมุนเวียนในชุมชน เพื่อสร้างงานและอาชีพ |
การบริหารจัดการ | ธนาคารเป็นผู้กำหนด | สมาชิกตรวจสอบและกำหนดทิศทางได้ |
ผลกระทบจากพ่อค้าคนกลาง | สูง (ไม่สามารถแทรกแซงราคาได้) | ต่ำ (ชุมชนร่วมกันพยุงราคาและต่อรอง) |
ความพิเศษอีกอย่างคือการจัดสรรกำไร 10% เข้าสู่ "กองทุนผู้นำที่มีจิตสาธารณะ"
เพื่อแก้ปัญหาภาวะ "ผู้นำหมดไฟ" (Leader Burnout) ที่ในอดีตมักต้อง
"ควักเนื้อ" จ่ายค่าน้ำมันหรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวเพื่อทำงานส่วนรวม
ระบบนี้จึงทำให้คนดีมีที่ยืนและขับเคลื่อนชุมชนได้อย่างยั่งยืน
จุดหักมุมที่ 4 การดึง "ลูกหลาน" กลับบ้านด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี
จากความสำเร็จระดับตำบล วันนี้ท่าเสาโมเดลกำลังยกระดับสู่ "กาญจนบุรีโมเดล" ผ่านความร่วมมือเชิงสถาบัน (MOU) กับ 5 พันธมิตรหลัก ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี, พัฒนาชุมชนจังหวัด, พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)
เป้าหมายคือการนำ "นวัตกรรม" มาสร้างงานที่มั่นคงในถิ่นเกิด
ระบบบาร์โค้ดและแอปพลิเคชัน ยกระดับการบริหารจัดการให้เป็นมืออาชีพเทียบเท่าร้านสะดวกซื้อสากล
การผลิตแบบ OEM ผลิตสินค้าแบรนด์ชุมชนเอง (เช่น น้ำดื่ม, ปุ๋ย, พืชผักปลอดภัย) เพื่อลดต้นทุนโฆษณาและเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ
ศูนย์กระจายสินค้าระดับจังหวัด เชื่อมโยงเครือข่ายโลจิสติกส์เพื่อตัดวงจรพ่อค้าคนกลางอย่างสมบูรณ์
นี่คือวิสัยทัศน์ที่จะดึงลูกหลานที่จบการศึกษากลับมาเป็น "พนักงานและเจ้าของ" ในบ้านเกิด ไม่ต้องรอวันหยุดสงกรานต์ถึงจะได้กลับมาดูแลพ่อแม่ แต่สามารถสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจชุมชน
จาก "ท่าเสา" สู่ระดับประเทศ—เศรษฐกิจที่กำหนดได้ด้วยมือเราเอง
ความสำเร็จของท่าเสาโมเดล ซึ่งการันตีด้วย "รางวัลเลิศรัฐระดับดีเด่น" จาก กพร. พิสูจน์ให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดงบประมาณ แต่ขึ้นอยู่กับ "ความโปร่งใสและการวางระบบ" ที่คนในชุมชนร่วมใจกันสร้างขึ้น
เมื่อเราเลิกเป็นเพียง "ผู้บริโภค" ที่คอยวิ่งตามโลก แต่ลุกขึ้นมาเป็น "ผู้กำหนดเศรษฐกิจ" ด้วยมือของตัวเอง เราจะพบว่าเราไม่จำเป็นต้องยากจนตลอดไป หากเรากล้าที่จะเปลี่ยน "รายจ่าย" ให้กลายเป็น "สวัสดิการ" เพื่อพวกเราทุกคน
คำถามทิ้งท้ายที่น่าคิด
หากชุมชนของคุณเริ่มเก็บข้อมูลครัวเรือนในวันนี้ คุณคิดว่าจะเจอความลับอะไรที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของคนในหมู่บ้าน?
ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเลิกเป็นผู้บริโภคที่คอยตามโลก แต่ลุกขึ้นมาเป็นผู้กำหนดเศรษฐกิจด้วยมือของเราเอง?
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.
กาญจนบุรี “ท่าเสาโมเดล” พลังชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน | ตอนที่ 1
กาญจนบุรี “ท่าเสาโมเดล” พลังชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน | ตอนที่ 2
หมายเหตุ :
เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ อ.พิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง ประธานวิสาหกิจชุมชนท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ในหัวข้อเรื่อง กาญจนบุรี “ท่าเสาโมเดล” พลังชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.37
หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ อ.พิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง เป็นอย่างสูง
สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้...
เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล
- โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
- ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน
- Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change
คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน
รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย
เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน
เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน
- ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
- ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
- สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...
เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน
เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?




