วิศวกรสังคม เมื่อมหาวิทยาลัยคือ "ฟันเฟือง" ขับเคลื่อนชุมชนพลังบวกให้ยั่งยืน

วิศวกรสังคม เมื่อมหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่หอคอยงาช้าง
แต่คือ "ฟันเฟือง" ขับเคลื่อนชุมชนพลังบวกให้ยั่งยืน

ในประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศไทย ภาพจำที่แสนเจ็บปวดอย่างคำว่า "โง่ จน เจ็บ" คือโจทย์ใหญ่ที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2504 แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษจนถึงยุคแผนฉบับที่ 13 ในปัจจุบัน เรายังคงตั้งคำถามเดิมว่า "จะทำอย่างไรให้ชุมชนไทยเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน?"

ในยุคที่โลกหมุนเร็วและซับซ้อน มหาวิทยาลัยจะยังคงวางตัวเป็น "หอคอยงาช้าง" ที่ผลิตเพียงตำราและใบปริญญาต่อไป หรือจะยอม "โน้มตัว" ลงมาเป็นเพื่อนคู่คิดของชาวบ้าน? วันนี้คำตอบไม่ได้อยู่ที่การสร้างตึกใหม่ แต่คือการสร้างตัวตนใหม่ที่เรียกว่า วิศวกรสังคม (Social Engineer) กลไกสำคัญที่จะเปลี่ยน "ความหวัง" ให้กลายเป็น "พลังบวก" ที่จับต้องได้จริง

 

ทำความรู้จัก "วิศวกรสังคม" นวัตกรผู้รื้อกำแพงความคิด และสร้างระบบชีวิตใหม่

คำว่า วิศวกรสังคม หรือ Social Engineer ไม่ใช่ชื่อตำแหน่งในโรงงาน แต่เป็นนิยามนวัตกรรมบุคคลที่เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดยมี พลเอก ดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี เป็นผู้รับพระราชทานนโยบายมาขับเคลื่อนเพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยราชภัฏให้ตรงเป้าหมาย

วิศวกรสังคม แตกต่างจากวิศวกรทั่วไปตรงที่พวกเขาไม่ได้ออกแบบด้วยเหล็กหรือปูน แต่ใช้ "องค์ความรู้" ออกแบบโครงสร้างสังคม โดยเน้นการสร้าง New-skill ที่จำเป็นต่อศตวรรษที่ 21 ดังนี้

  • นักคิดและนักสังเกต (Systematic Thinking) มองเห็นปัญหาเป็นระบบ เห็นความเชื่อมโยงของเหตุและผล ไม่มองแค่ยอดน้ำแข็งที่ลอยพ้นน้ำ

  • การบริหารจัดการอารมณ์ (Emotion Management) ทักษะสำคัญในการทำงานภายใต้ความกดดัน และการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

  • การสื่อสารในสังคมพหุวัฒนธรรม ความสามารถในการเข้าถึงและยอมรับความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ศาสนา หรือวิถีชีวิต เพื่อสร้างความร่วมมือ

  • นวัตกรชุมชน การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาแก้ปัญหาพื้นฐาน (Self-management) เพื่อให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ก่อนจะรอความช่วยเหลือจากภายนอก

"วิศวกรสังคม คือการจุดระเบิดในตัวคนรุ่นใหม่ ให้เกิดความเป็น จิตอาสา หรือ จิตสาธารณะ (Public Mind) เพื่อให้เขาสามารถสื่อสารและอยู่ร่วมกับสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างสร้างสรรค์"

 

ราชภัฏ 38 แห่ง พลังเครือข่ายและ Big Data ของปวงชน 

มหาวิทยาลัยราชภัฏไม่ใช่เพียงสถาบันการศึกษาที่มีอายุยาวนานถึง 131 ปี แต่คือ "มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น" อย่างแท้จริง ท่ามกลาง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 ทั้งหมด 70 มาตรา มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ มาตรา 7 และ มาตรา 8 ที่ระบุภารกิจชัดเจนในการวิจัยและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

ความเจ๋งของราชภัฏในยุคใหม่คือการสร้าง Network Effect ผ่าน Big Data ทั่วประเทศ เมื่อชุมชนใดก็ตามจับมือทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง นั่นเท่ากับว่าชุมชนนั้นได้เข้าถึงฐานข้อมูลนวัตกรรมและคลังปัญญาของราชภัฏอีก 37 แห่งทั่วประเทศ นี่คือการเชื่อมโยงโครงข่ายการพัฒนาที่ทรงพลังที่สุดในประเทศไทย เพื่อบรรลุพระบรมราโชบาย 4 ด้าน

  1. มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง (มียุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน)

  2. มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงและมีคุณธรรม (มีธรรมาภิบาลในการพัฒนา)

  3. มีงานทำและมีอาชีพ (เน้นเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน)

  4. เป็นพลเมืองดี (มี จิตอาสา และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม) 


"ศาสตร์พระราชา" และ 3 พลังองค์ความรู้ แก้โจทย์ Materialism vs Spiritualism

โลกปัจจุบันประสบปัญหาความไม่สมดุล เมื่อวัตถุเจริญรุดหน้าแต่จิตใจกลับเปราะบาง การใช้ ศาสตร์พระราชา (King’s Philosophy) จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสมดุล โดยบูรณาการ 3 ศาสตร์หลักเข้าด้วยกัน

  1. ศาสตร์ชาวบ้าน (Local Wisdom) ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ฝังอยู่ในสายเลือดของคนในพื้นที่

  2. ศาสตร์สมัยใหม่ (Modern Science) เทคโนโลยี นวัตกรรม และแพลตฟอร์มดิจิทัลจากต่างประเทศ

  3. ศาสตร์พระราชา (King’s Philosophy) หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และบทเรียนจากการลงมือทำจริงในโครงการพระราชดำริกว่า 4,700 โครงการ

เมื่อทั้ง 3 ศาสตร์มาบรรจบกัน จะเกิดนวัตกรรมที่ "เข้าเป้า" เช่น การใช้แอปพลิเคชันปักหมุดข้อมูลชุมชน (แทนการเขียนแผนที่กระดาษแบบเดิม) หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นด้วยหลักวิศวกรรมที่ทันสมัย

 

ถอดรหัส ROYAL Model ยุทธศาสตร์ 5 ตัวอักษรเพื่อการจัดการตนเอง

เพื่อให้การเป็น วิศวกรสังคม มีทิศทางที่ชัดเจน การสังเคราะห์แนวคิดผ่าน ROYAL Model จึงช่วยให้เห็นภาพรวมของยุทธศาสตร์ดังนี้

 

กรณีศึกษา เมื่อ "เสน่ห์" ของชุมชน ถูกปลุกให้ตื่นด้วยงานวิจัย

นวัตกรรมสังคมไม่ใช่เรื่องของตัวเลขในรายงาน แต่มันคือเรื่องราวของ "ชีวิต" ที่เปลี่ยนไป

  • คืนชีวิตให้บ้าน "ครูไพบูลย์ บุตรขัน" จากบ้านที่เคยเงียบเหงาที่เชียงรากใหญ่ งานวิจัยเชิงพื้นที่ของราชภัฏได้ปลุกจิตวิญญาณเพลงลูกทุ่งขึ้นมาใหม่ จนถูกเสนอชื่อสู่ UNESCO ผลลัพธ์คือบ้านหลังเดิมกลับมาเปิดประตูต้อนรับนักปั่นจักรยานและคนรักดนตรี สร้างรายได้และรอยยิ้มให้ชาวมอญในพื้นที่อีกครั้ง

  • มหาวิทยาลัยผู้สูงอายุ (ลำลูกกา) โมเดลที่เปลี่ยนผู้สูงวัยจากกลุ่มที่สังคมเคยมองว่าเป็น "ภาระ" ให้กลายเป็น "พลัง" (Active Aging) ผ่านหลักสูตรที่ดึงศักยภาพคลังสมองของคนรุ่นใหญ่มาใช้ประโยชน์ สร้างความภูมิใจและสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

  • นวัตกรรมปิ้งย่างโซล่าเซลล์ การนำความรู้จากคณะวิศวกรรมศาสตร์มาช่วยกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ลดต้นทุนพลังงานด้วยเทคโนโลยีที่จับต้องได้จริง 


มหาวิทยาลัยคือ "พลังของแผ่นดิน"

การพัฒนาประเทศในยุคใหม่ไม่ใช่การสั่งการจากบนลงล่าง แต่คือการที่มหาวิทยาลัย "โน้มตัว" ลงไปหา และชุมชน "เปิดรับ" มหาวิทยาลัยให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เมื่อ วิศวกรสังคม ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง ศาสตร์พระราชา ภูมิปัญญา และเทคโนโลยี ปัญหาที่เคยดูเหมือนยากเกินแก้ ก็จะถูกจัดการได้ด้วยปัญญา

ในวันที่โลกเปลี่ยนไป ทักษะของ วิศวกรสังคม ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตัวนักศึกษา แต่คือทักษะที่พวกเราทุกคนต้องมี เพื่อสังเกตปัญหา รับมือกับอารมณ์ และลงมือสร้างนวัตกรรมเล็กๆ รอบตัว

"เพราะเมื่อพลังของแผ่นดินอย่างราชภัฏ ผสานกับพลังปัญญาของชุมชน ท้องถิ่นไทยจะไม่ได้แค่ 'อยู่รอด' แต่จะ 'อยู่อย่างทรงคุณค่า' และยั่งยืนตลอดไป"


ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

วิศวกรสังคม บทบาทมหาวิทยาลัยกับยุทธศาสตร์สร้างชุมชนพลังบวกที่ยั่งยืน ตอน 1
วิศวกรสังคม บทบาทมหาวิทยาลัยกับยุทธศาสตร์สร้างชุมชนพลังบวกที่ยั่งยืน ตอน 2

 

หมายเหตุ: เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล อาจารย์สาขาวิชาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ในหัวข้อเรื่อง วิศวกรสังคม บทบาทมหาวิทยาลัยกับยุทธศาสตร์สร้างชุมชนพลังบวกที่ยั่งยืน จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.47 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม