ความลับของ “ธรรมาภิบาล” ที่ตำราไม่เคยบอกคุณ

 


บทความนี้ผมได้สังเคราะห์ประเด็นสำคัญจากการเสวนาในหัวข้อ "พลังธรรมาภิบาล จากชุมชนสู่อนาคตชาติ" รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน ช่วงเสวนาแลกเปลี่ยน โดยมี พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เลขาธิการเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ เป็นวิทยากรหลัก ประเด็นสำคัญชี้ให้เห็นว่า
"ธรรมาภิบาล" ซึ่งมีรากฐานมาจาก "คุณธรรม" ส่วนบุคคล

คือหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาระดับชาติ โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชันที่เปรียบเสมือน "มะเร็งร้าย" ของสังคมไทย การขับเคลื่อนต้องเริ่มต้นจากระดับบุคคล ชุมชน และขยายผลสู่ระดับชาติ โดยยึดหลักธรรมาภิบาล 6 ประการ ได้แก่ คุณธรรม, นิติธรรม, ความโปร่งใส, การมีส่วนร่วม, ความรับผิดชอบ และความคุ้มค่า ซึ่งสอดคล้องกับหลัก "คุณธรรม 4 ประการ" ของในหลวงรัชกาลที่ 9

การเสวนาได้วิเคราะห์ถึงวิกฤตการณ์คอร์รัปชันเชิงโครงสร้างของไทย ซึ่งรวมถึงคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ที่อยู่ในระดับต่ำ, ปัญหาความซ้ำซ้อนและขาดการบูรณาการของหน่วยงานปราบปรามทุจริต, และความล้มเหลวในการผลักดัน "พระราชบัญญัติสภาธรรมาภิบาลแห่งชาติ" ให้เป็นกฎหมาย อย่างไรก็ตาม

เครือข่ายภาคประชาสังคมยังคงเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายฉบับใหม่และริเริ่มโครงการ "จังหวัดธรรมาภิบาล" โดยมีจังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดนำร่อง เพื่อสร้างต้นแบบการเปลี่ยนแปลงจากฐานราก ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติเน้นย้ำถึงการปลูกฝังคุณธรรมให้แก่เยาวชน และการกลับไปสู่รากฐานทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยที่มีคุณค่าด้านประชาธิปไตยและระเบียบวินัยอยู่แล้ว แทนที่จะยึดติดกับแนวคิดตะวันตกเพียงอย่างเดียว

1. แนวคิดหลักและรากฐานของธรรมาภิบาล

ธรรมาภิบาลถูกนำเสนอในฐานะหัวใจของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเป็นแนวคิดที่ใกล้ตัวและต้องเริ่มต้นจากระดับบุคคลก่อนขยายไปสู่สังคม พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ ได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญ 2 ส่วนที่เชื่อมโยงกัน

1.1 หลักธรรมาภิบาล 6 ประการ

นี่คือกรอบการดำเนินงานที่ถูกนำมาปรับใช้ในองค์กรต่างๆ ซึ่งเป็นหลักการสากลที่เครือข่ายฯ ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ

1.2 คุณธรรม 4 ประการ รากฐานของธรรมาภิบาล

พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ ชี้ว่าแก่นแท้ของธรรมาภิบาลเริ่มต้นจาก "คุณธรรม" ของแต่ละบุคคล โดยอ้างอิงถึงพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้เมื่อครั้งสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่เข้าใจง่ายและเป็นรูปธรรม

• สัจจะ : การยึดมั่นในความจริงและความถูกต้อง เริ่มต้นจากการบริหารตนเอง

• ทมะ : การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกฝนตนเองในการบริหารคน

• ขันติ : ความอดทน อดกลั้น เพื่อให้การบริหารงานประสบความสำเร็จ

• จาคะ : การเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ท่านเน้นย้ำว่า "ต้องเริ่มจากตัวเราเอง" การปลูกฝังคุณธรรมเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการสร้างสังคมธรรมาภิบาล

2. วิกฤตการณ์ทุจริตคอร์รัปชันและปัญหาเชิงโครงสร้าง

การเสวนาได้สะท้อนภาพปัญหาการทุจริตในประเทศไทยอย่างเข้มข้น โดยมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ

• สถานการณ์คอร์รัปชัน : การทุจริตถูกเปรียบเทียบว่าเป็น "มะเร็งร้าย" ของสังคม มีการกล่าวถึงตัวเลขความเสียหายจากการคอร์รัปชันที่สูงถึง 5 แสนล้านบาทต่อปี

• ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) : คุณหมอ สมส่วน บูรณพงษ์ ได้กล่าวถึงคะแนน CPI ของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ (34 คะแนน) และเพิ่งทราบจาก พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ ว่าเคยมีช่วงที่คะแนนสูงขึ้นถึง 3.8 (จาก 10) หรือ 38% ในปี 2548, 2557 และ 2558 เพียง 3 ครั้งเท่านั้น

• ความซ้ำซ้อนของหน่วยงานปราบปราม : มีการตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยมีหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมากเกินไป แต่ขาดการบูรณาการ ทำให้การทำงานสับสนและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

• แรงจูงใจที่น่ากังขาขององค์กรภาคประชาสังคมบางแห่ง: พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตว่าองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันบางแห่ง ถูกจัดตั้งขึ้นโดยภาคธุรกิจ ไม่ใช่เพื่อต่อต้านการทุจริตอย่างแท้จริง แต่เพื่อเป็น "เครื่องมือต่อรอง" กับภาครัฐที่เรียกรับผลประโยชน์สูงเกินกว่าที่เคยจ่าย (จาก 10-20% เป็น 50-70%)

3. ความพยายามในการจัดตั้งสภาธรรมาภิบาลแห่งชาติ

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความพยายามในการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบและประเมินธรรมาภิบาลของหน่วยงานต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม

• ความล้มเหลวครั้งแรก : มีความพยายามผลักดันร่าง "พระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาลแห่งชาติ" ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญคือการจัดตั้ง "สภาธรรมาภิบาลแห่งชาติ"

    ◦ ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

    ◦ อย่างไรก็ตาม เมื่อส่งให้นายกรัฐมนตรี พิจารณา กลับถูกปฏิเสธไม่รับหลักการ

• ความพยายามครั้งใหม่ : หลังจากการผลักดันครั้งแรกไม่สำเร็จ เครือข่ายฯ ได้ดำเนินการยื่นร่างกฎหมายฉบับใหม่เข้าไปยังสภาฯอีกครั้ง โดยเปลี่ยนชื่อเป็น "พ.ร.บ. ว่าด้วยสภาธรรมาภิบาลแห่งชาติ" เพื่อให้มีความชัดเจนในเจตนารมณ์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภาฯ

4. การขับเคลื่อนธรรมาภิบาลภาคปฏิบัติและการศึกษา

นอกจากการผลักดันเชิงนโยบายแล้ว การเสวนายังได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่และการปลูกฝังแนวคิดสู่คนรุ่นใหม่

4.1 โครงการ "จังหวัดธรรมาภิบาล"

เป็นยุทธศาสตร์การสร้างต้นแบบจากระดับพื้นที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมีแผนการดำเนินงานดังนี้

• จังหวัดนำร่อง : จังหวัดสงขลา ถูกกำหนดให้เป็นจังหวัดแรกของประเทศไทยที่จะประกาศเป็น "จังหวัดธรรมาภิบาล" โดยสามารถรวบรวมตัวแทนได้ครบทั้ง 16 อำเภอแล้ว

• จังหวัดเป้าหมายถัดไป : จังหวัดนครสวรรค์ และ จังหวัดลพบุรี ถูกวางตัวให้เป็นจังหวัดลำดับต่อไปในการขับเคลื่อน

4.2 การปลูกฝังในระดับเยาวชนและสังคม

คุณชิดพล ปิ่นศิริ อาจารย์มหาวิทยาลัย ได้ขอคำแนะนำในการนำหลักธรรมาภิบาลไปปรับใช้สอนนิสิตนักศึกษา ซึ่ง พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ ได้ให้แนวทางไว้ดังนี้

• เริ่มต้นด้วยคุณธรรม : ต้องเริ่มสอนจาก คุณธรรม 4 ประการ ซึ่งเป็นรากฐานที่เข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัติได้จริง

• ใช้สื่อสร้างการรับรู้ : นำเพลง "คุณธรรม 4 ประการ" มาเผยแพร่ในสถานศึกษาและชุมชนเพื่อสร้างการจดจำและซึมซับ

• เน้นการปฏิบัติ : ชี้ให้เห็นว่าการยึดมั่นในคุณธรรมนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้จริง โดยยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของตนเองที่รับราชการจนได้เป็นพลเอกและประสบความสำเร็จในโครงการต่างๆ เพราะยึดหลักการเหล่านี้

4.3 การกลับสู่รากฐานวัฒนธรรมไทย

พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ ได้วิจารณ์แนวคิด "บ้าฝรั่ง" ที่มองว่าหลักการดีๆ ต้องมาจากตะวันตกเท่านั้น โดยชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยมีรากฐานของประชาธิปไตยและระเบียบวินัยที่ดีงามอยู่แล้ว แต่กลับถูกมองข้าม

• ตัวอย่างระเบียบวินัย : การเข้าคิวบิณฑบาตของพระสงฆ์ หรือการนั่งตามลำดับพรรษา ถือเป็นต้นแบบของระเบียบวินัยที่ลึกซึ้ง

• ตัวอย่างประชาธิปไตย : พิธีทอดกฐิน ที่มีการเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมจะได้รับผ้ากฐิน และให้สงฆ์ทั้งปวงแสดงความเห็นชอบร่วมกัน ถือเป็นกระบวนการประชาธิปไตยแบบไทยที่มีมาแต่โบราณ

5. มุมมองจากภาคประชาสังคมและผู้ร่วมเสวนา

• คุณหมอ สมส่วน บูรณพงษ์ (นายกสมาคมจิตอาสาองค์กรภาคประชาสังคมลพบุรี): เน้นย้ำว่าแนวคิดของภาคประชาสังคมมักจะคล้ายคลึงกัน คือ "เริ่มต้นที่ตัวเราเอง" และเห็นด้วยกับการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลจากฐานราก ท่านยังได้แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลจังหวัดลพบุรี

• คุณสิริน ชีพชัยอิสสระ (อดีตกรรมการหอการค้า จ.สงขลา): ชี้ว่าภาคเอกชนมีการใช้หลัก ESG (Environment, Social, Governance) ซึ่งสอดคล้องกับธรรมาภิบาลอยู่แล้ว ท่านเน้นย้ำถึงความสำคัญของ "ความคุ้มค่า" ในการใช้งบประมาณภาครัฐ และมองว่าการใช้จ่ายอย่างไม่คุ้มค่าคือสาเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่สิ้นหวัง ท่านเสนอให้ใช้ Soft Power และการลงทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Up-skill, Re-skill) เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงประเทศ

• คุณทรงวุฒิ (รองเลขาธิการเครือข่ายฯ): เป็นบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการทำงานภาคปฏิบัติของเครือข่ายฯ มาเกือบ 10 ปี โดยดูแลด้านเอกสาร เว็บไซต์ และการจัดกิจกรรมต่างๆ และเป็นผู้ที่ทำให้การขับเคลื่อนธรรมาภิบาลดำเนินต่อไปได้หลังจากที่หลายคนถอดใจ

• รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" : ถูกกล่าวถึงในฐานะสื่อกลางของภาคประชาสังคมที่สร้างสรรค์และมีคุณค่า แต่กำลังเผชิญกับปัญหาด้านงบประมาณ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของการทำงานภาคประชาสังคมในภาพรวม

พลังธรรมาภิบาล จากชุมชนสู่อนาคตชาติ | คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน EP.108

 

จากสมรภูมิสู่สังคม ถอดรหัสเส้นทางชีวิตและการขับเคลื่อน
“ธรรมาภิบาล” ของ พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ

 

จุดเริ่มต้นของภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า

เรื่องราวของนายทหารผู้หนึ่งที่อุทิศชีวิตกว่า 30 ปีในสนามรบ รับใช้ชาติในสมรภูมิที่ร้อนระอุที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ตั้งแต่การต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ไปจนถึงภารกิจในต่างแดน ชีวิตของท่านคือบทพิสูจน์ของความมุ่งมั่นและความเสียสละ แต่แล้วบนเส้นทางที่ดูเหมือนจะมุ่งสู่จุดสูงสุดในสายอาชีพทหาร ท่านกลับได้พบกับภารกิจที่สำคัญยิ่งกว่าในสนามรบของภาคประชาสังคม นั่นคือการต่อสู้กับ "การทุจริต" และอุทิศตนเพื่อสร้างหลัก "ธรรมาภิบาล" ให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย

บทความนี้ผมจะพาท่านไปสำรวจเส้นทางชีวิต ประสบการณ์ และบทเรียนที่หล่อหลอม ท่าน พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ จากนายทหารช่างผู้กรำศึก สู่การเป็นเลขาธิการเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ผู้ขับเคลื่อนหลักการที่เชื่อว่าเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ

 

1. เบ้าหลอมแห่งสมรภูมิ 30 ปีในชีวิตราชการทหาร

พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ เริ่มต้นชีวิตราชการจากการสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) รุ่นที่ 18 ซึ่งเป็นรุ่นที่ต้องสำเร็จการศึกษาก่อนกำหนดในปี พ.ศ. 2512 เนื่องจากสถานการณ์สงครามในประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต ท่านถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่สู้รบที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความรุนแรงแทบจะในทันที

สมรภูมิต่างๆ ในช่วงต้นของชีวิตราชการได้กลายเป็นเบ้าหลอมสำคัญที่หล่อหลอมความทรหดอดทนและสภาวะผู้นำเชิงปฏิบัติของท่านให้แข็งแกร่งขึ้น

• เชียงราย : เข้าต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ในพื้นที่ ดอยยาว ดอยผาหม่น

• เวียดนาม : ปฏิบัติภารกิจในนามกองกำลังทหารไทยในสงครามเวียดนาม

• นครศรีธรรมราช : เป็นผู้รับผิดชอบโครงการสร้าง "หมู่บ้านสวนเรา" ซึ่งเป็นหมู่บ้านสำหรับชาวบ้านกลุ่มแรกของไทยที่ลุกขึ้นจับปืนต่อสู้กับ ผกค.

• ปัตตานี และ เบตง : ในฐานะทหารช่าง ท่านได้นำหน่วยเข้าสร้างถนนในพื้นที่อันตราย และเผชิญหน้ากับขบวนการโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.)

ตลอดช่วงเวลานี้ ท่านยึดมั่นในหลักการทำงานที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือ ความขยันหมั่นเพียรและความตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เส้นสายหรือการวิ่งเต้นใดๆ ผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ทำให้ท่านเติบโตในหน้าที่การงานได้อย่างต่อเนื่อง หลักการทำงานของท่านสะท้อนถึงแก่นแท้ของ "หลักคุณธรรม" และ "หลักความคุ้มค่า" อย่างเป็นธรรมชาติ แม้ในเวลานั้นท่านจะยังไม่รู้จักคำว่า "ธรรมาภิบาล" ก็ตาม แต่เส้นทางแห่งเกียรติยศที่สร้างขึ้นจากผลงาน กำลังจะนำท่านไปสู่ทางแพร่งที่สั่นสะเทือนความเชื่อมั่น และบังคับให้ท่านต้องตั้งคำถามกับจิตวิญญาณของระบบที่ท่านได้อุทิศทั้งชีวิตเพื่อรับใช้

 

2. ณ ทางแพร่ง เมื่อความอยุติธรรมนำไปสู่เส้นทางใหม่

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อท่านรู้สึกว่าการเติบโตในสายอาชีพเริ่มหยุดชะงัก ไม่เป็นไปตามผลงานและความสามารถที่ควรจะเป็น ประกอบกับสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในช่วง "พฤษภาทมิฬ" ทำให้ท่านตัดสินใจลาออกจากราชการเป็นครั้งแรก แม้ต่อมาจะกลับเข้ารับราชการอีกครั้งในตำแหน่งพลตรี และได้ริเริ่มโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากมาย เช่น โครงการที่เปิดโอกาสให้ทหารเกณฑ์ได้เรียนหนังสือจนจบชั้น ม.6 พร้อมกับการฝึกอาชีพ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของท่าน

เหตุการณ์สำคัญที่ผลักดันให้ท่านเข้าสู่เส้นทางการเมืองคือการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2538 แต่โชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อท่านประสบอุบัติเหตุ "ตกหลังคา" ขณะเข้าไปช่วยดับเพลิงก่อนวันเลือกตั้งเพียง 3 วัน แม้จะไม่สามารถหาเสียงได้ แต่ท่านยังคงได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนกว่า 20,000 คะแนนโดยไม่ต้องซื้อเสียงแม้แต่บาทเดียว เหตุการณ์นี้สร้างความรู้สึก "เป็นหนี้บุญคุณประชาชน" ที่ฝังลึกในใจท่านมาจนถึงทุกวันนี้

ทว่า การตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับผู้มีอำนาจในขณะนั้น ได้นำมาซึ่งความรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองอย่างเป็นระบบ ซึ่งท่านต้องเผชิญกับความอยุติธรรมที่มาจากระบบที่ท่านเคยรับใช้มาทั้งชีวิต

• ถูกระงับการเลื่อนยศเป็นพลโทอย่างไม่เป็นธรรม และถูกย้ายไปประจำการโดยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบที่ชัดเจน

• ถูกตัดสิทธิ์การศึกษา โดยชื่อของท่านถูกถอดออกจากการเข้าศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ในนาทีสุดท้าย และมีคนอื่นเข้ามาแทนที่

พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ สรุปประสบการณ์อันขมขื่นนี้ด้วยคำสั้นๆ ว่า นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการ "ไม่มีธรรมาภิบาล" ที่ท่านประสบมาด้วยตนเอง และประสบการณ์ความอยุติธรรมส่วนตัวนี้เองที่ได้กลายเป็นแรงผลักดันมหาศาลให้ท่านเริ่มต้นแสวงหาคำตอบและเครื่องมือที่จะมาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ

 

3. การค้นพบ "ธรรมาภิบาล" จากงานวิจัยสู่ภารกิจตลอดชีวิต

หลังจากลาออกจากราชการก่อนเกษียณ 7 ปี ท่านได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก และได้ทำวิจัยในหัวข้อ "การทุจริตในวงราชการ" ผลการวิจัยที่ได้จากการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญของประเทศได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า ทางออกของปัญหานี้คือ "จะต้องมีองค์กรธรรมาภิบาล"

ท่านยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในตอนแรกนั้น ท่านเองก็ไม่เคยรู้จักความหมายของคำว่า "ธรรมาภิบาล" มาก่อนเลย จึงต้องเริ่มต้นศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง จนได้พบที่มาของคำศัพท์ที่ทรงพลังนี้ในบริบทของประเทศไทย

1. มีรากศัพท์มาจากคำว่า "Good Governance" ของธนาคารโลก (World Bank)

2. ประเทศไทยเริ่มนำแนวคิดนี้มาปรับใช้อย่างจริงจังหลังเกิด วิกฤตเศรษฐกิจ "ต้มยำกุ้ง" ในปี 2540

3. มีการบัญญัติศัพท์คำว่า "ธรรมาภิบาล" อย่างเป็นทางการโดยคณะสัมมนาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในปี 2541 โดยเป็นการรวมคำว่า "ธรรมะ + อภิ + บาล" ซึ่งหมายถึง การดูแลรักษาไว้ซึ่งคุณความดีอันยิ่งใหญ่

การค้นพบครั้งนี้ได้เปิดประตูให้ท่านเข้าสู่โลกของ "ธรรมาภิบาล" และนำไปสู่การตีความเพื่อทำความเข้าใจในแก่นแท้ของหลักการดังกล่าว อันเป็นภารกิจสำคัญตลอดชีวิตของท่านในเวลาต่อมา

 

4. ถอดรหัสหลัก 6 ประการ ธรรมาภิบาลในภาคปฏิบัติ

พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ และภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ได้นำหลักธรรมาภิบาล 6 ประการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2542 มาปรับปรุงลำดับความสำคัญใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยที่ท่านมองว่ามีปัญหาในกระบวนการยุติธรรม


นอกจากนี้ ท่านยังได้สังเคราะห์แนวคิด "ธรรมาภิบาล" ให้เชื่อมโยงกับหลักปรัชญาและคำสอนที่คนไทยคุ้นเคย เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติจริง

• สูตรสำเร็จ 2-3-4 (หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง): เน้นย้ำแนวคิด "คุณธรรมนำความรู้" (2 เงื่อนไข) และการประยุกต์ใช้ 3 ห่วง (พอประมาณ, มีเหตุผล, มีภูมิคุ้มกัน) ในการแก้ปัญหาทุกมิติของชีวิต

• สูตรสำเร็จ 4-5-6 (หลักธรรมาภิบาล): คือการนำ คุณธรรม 4 ประการ ของในหลวงรัชกาลที่ 9, ศีล 5 และ หลักธรรมาภิบาล 6 ประการ มาเป็นกรอบในการดำเนินชีวิตและการทำงาน

หลักการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงทฤษฎีบนหน้ากระดาษ แต่คือสิ่งที่ท่านได้ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอดชีวิตราชการ ดังที่จะได้เห็นจากตัวอย่างรูปธรรมต่อไปนี้

 

5. บทพิสูจน์เชิงประจักษ์ เมื่อ "ธรรมาภิบาล" อยู่ในสายเลือด

พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าท่านได้ใช้หลักธรรมาภิบาลในการทำงานมาโดยตลอด แม้ในขณะนั้นจะยังไม่รู้จักคำศัพท์นี้อย่างเป็นทางการก็ตาม ผ่านเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของท่าน

กรณีที่ 1 : การปฏิเสธผลประโยชน์ส่วนตน

ในสมัยที่ท่านเป็นผู้บังคับหน่วยทหารช่าง มีบริษัทเหมืองแร่มาติดต่อขอเช่าเครื่องจักรกลหนักของหน่วย โดยเสนอผลประโยชน์ตอบแทนให้ท่านเป็นเงินส่วนตัว แต่ท่านปฏิเสธอย่างหนักแน่น และได้ชี้แจงกับผู้ใต้บังคับบัญชาว่า "เครื่องมือเครื่องจักรเหล่านี้เป็นของราชการ ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน เรามีหน้าที่ต้องรักษาไว้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน"

กรณีที่ 2 : ความโปร่งใสในการบริหารจัดการ

ในการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นธรรมเนียมที่นักธุรกิจจะมอบเงิน "ค่าคอมมิชชั่น" ให้กับหน่วยงาน ท่านไม่ได้เก็บไว้เอง แต่นำเงินทั้งหมดเข้าเป็น "กองกลาง" ของหน่วย และจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารจัดการอย่างโปร่งใส เพื่อใช้ดูแลสวัสดิการของผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนอย่างทั่วถึงและสามารถตรวจสอบได้

เรื่องเล่าทั้งสองกรณีคือบทพิสูจน์เชิงประจักษ์ของการยึดมั่นใน หลักคุณธรรม และ หลักความรับผิดชอบ ต่อทรัพย์สินของส่วนรวม ควบคู่ไปกับการใช้ หลักความโปร่งใส และ หลักการมีส่วนร่วม ในการบริหารจัดการ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้หล่อหลอมวิสัยทัศน์ที่ท่านมีต่ออนาคตของประเทศไทย

 


อนาคตประเทศไทยที่สร้างได้ด้วยธรรมาภิบาล

พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า การจะเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นได้นั้น ต้องเริ่มต้นจาก "ตัวเราเอง" และขยายผลไปสู่ "ชุมชน" ซึ่งก็คือหลักการ "ระเบิดจากข้างใน" ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้นั่นเอง

ท่านมองเห็นภาพอนาคตของประเทศไทยที่สดใส หากคนไทยและสังคมไทยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง ซึ่งจะนำไปสู่:

• สังคมที่น่าอยู่และไว้วางใจกัน

• การเมืองที่โปร่งใสและเป็นธรรม

• เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

• การศึกษาที่สร้างคนดีและคนเก่งควบคู่กัน

เรื่องราวทั้งหมดนี้ตอกย้ำคำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า "ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ" และ พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ เชื่อมั่นว่า "ธรรมาภิบาล" คือพิมพ์เขียวเชิงปฏิบัติ ที่จะแปรเปลี่ยนศีลธรรมจากนามธรรมให้กลายเป็นรากฐานที่มั่นคงของชาติอีกครั้ง เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศชาติต่อไป

ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.


📘 แหล่งข้อมูล | บทความต่อยอดสู่การเรียนรู้ “ธรรมาภิบาล” 

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

ธรรมาภิบาลไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่นี่คือ 6 เรื่องจริงที่พิสูจน์ได้

 


แก่นแท้ธรรมาภิบาล เข้าใจ 6 หลักการสำคัญผ่านประสบการณ์จริง

ธรรมาภิบาล เรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด

คำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า "ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ" ยังคงก้องกังวานและสะท้อนความจริงของสังคมเสมอมา เพราะเมื่อใดที่ศีลธรรมเสื่อมถอย สังคมก็ย่อมไร้ซึ่งความสงบสุข ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนี้ มีคำหนึ่งที่เราได้ยินบ่อยครั้ง นั่นคือ "ธรรมาภิบาล" ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว นี่คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับชาติ

บทความนี้จะถอดบทเรียนและประสบการณ์อันยาวนานกว่า 50 ปี ทั้งในราชการทหารและภาคประชาสังคมของ พลเอก ดร. กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เลขาธิการเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ และนายกสมาคมภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาล เพื่อทำให้หลักการที่ดูเป็นนามธรรมนี้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและจับต้องได้ผ่านเรื่องราวจากภาคสนาม มากกว่าภาพรวมทางทฤษฎี บทความนี้คือบทเรียนที่หลอมรวมจากประสบการณ์ตรงของชายผู้เลือกเดินออกจากเส้นทางราชการทหารอันรุ่งโรจน์ หลังจากได้เผชิญหน้ากับผลลัพธ์ของระบบที่หลักนิติธรรมสั่นคลอนด้วยตนเอง

ก่อนจะไปสำรวจหลักการทั้ง 6 ประการ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า 'ธรรมาภิบาล' ที่เราได้ยินกันบ่อยครั้งนั้น แท้จริงแล้วคืออะไรและมีที่มาอย่างไร

1. ธรรมาภิบาลคืออะไร? ถอดรหัสความหมายและที่มา

คำว่า "ธรรมาภิบาล" มีที่มาจากคำภาษาอังกฤษว่า "Good Governance" ซึ่งเป็นแนวคิดที่ธนาคารโลก (World Bank) นำมาใช้เพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ ที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทย แนวคิดนี้เริ่มถูกนำมาใช้อย่างจริงจังหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ "ต้มยำกุ้ง" ในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สังคมต้องหันกลับมาทบทวนเรื่องการบริหารจัดการบ้านเมืองอย่างจริงจัง ในการสัมมนาวิชาการประจำปี 2541 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กลุ่มที่ 4 คือ 'ธรรมาภิบาลกับการพัฒนาที่ยั่งยืน' ซึ่งมี ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล เป็นประธานกลุ่ม เป็นผู้เคาะเลือกใช้คำว่า 'ธรรมาภิบาล' เป็นคำแปลของ 'Good Governance' อย่างเป็นทางการ

"ธรรมะ + อภิ + บาล"

เพื่อให้เข้าใจความหมายเชิงลึก พล.อ. ดร. กิตติศักดิ์ ได้ถอดความหมายของคำว่า "ธรรมาภิบาล" ออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

• ธรรมะ หมายถึง ความดี คุณงามความดี

• อภิ หมายถึง ยิ่งใหญ่

• บาล หมายถึง ทะนุบำรุงรักษา

เมื่อรวมกันแล้ว "ธรรมาภิบาล" จึงมีความหมายถึง การทะนุบำรุงรักษาคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่ไว้ ซึ่งสรุปเป็นความหมายในภาพรวมได้ว่าคือ "หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี" นั่นเอง

เมื่อเข้าใจที่มาและความหมายแล้ว หัวใจสำคัญของธรรมาภิบาลก็คือหลักการ 6 ประการที่เป็นเหมือนเสาหลักค้ำจุนสังคมที่ดีงาม

2. 6 เสาหลักแห่งธรรมาภิบาล : บทเรียนจากภาคสนาม

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2542 ได้กำหนดหลักธรรมาภิบาลไว้ 6 ประการ แต่ในทางปฏิบัติ เครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติได้เสนอให้นำ "หลักคุณธรรม" ขึ้นมาเป็นอันดับแรกสุด ด้วยเหตุผลที่ว่า ระบบนิติธรรมของประเทศล้มเหลว คนรวยและผู้มีอำนาจมักไม่ติดคุก ดังนั้น หากผู้ปฏิบัติงานขาดคุณธรรมเป็นที่ตั้ง หลักนิติธรรมเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจสร้างความเป็นธรรมที่แท้จริงได้ ประสบการณ์ของ พล.อ. ดร. กิตติศักดิ์ สะท้อนให้เห็นภาพของแต่ละหลักการได้อย่างชัดเจน

1. หลักคุณธรรม (Morality)

• คำจำกัดความ : การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความเสียสละ

• ตัวอย่างจากประสบการณ์จริง : สมัยที่ท่านเป็นผู้บังคับหน่วยทหารช่าง มีบริษัทเหมืองแร่มาติดต่อขอเช่าเครื่องจักรกลของหน่วยงาน เช่น รถตัก รถดั๊มพ์ โดยเสนอค่าเช่าให้เดือนละหลายแสนบาท แต่ท่านได้ปฏิเสธไป พร้อมให้เหตุผลกับลูกน้องว่า "เครื่องมือเครื่องจักรเหล่านี้เป็นของราชการ ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน เรามีหน้าที่รักษาประโยชน์ของแผ่นดิน" การตัดสินใจครั้งนั้นคือภาพสะท้อนของการยึดมั่นในคุณธรรมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน

2. หลักนิติธรรม (Rule of Law)

• คำจำกัดความ : การปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ อย่างเป็นธรรมและเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ

• ตัวอย่างจากประสบการณ์จริง : พล.อ. ดร. กิตติศักดิ์ เล่าถึงช่วงหนึ่งของชีวิตราชการที่ท่านควรจะได้รับการเลื่อนยศเป็นนายพล แต่กลับไม่ได้รับ และยังถูกย้ายไปประจำโดยไม่มีเหตุผลอันควร อีกทั้งยังถูกถอดชื่อออกจากการเข้าศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) อย่างไม่เป็นธรรม เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเมื่อ หลักนิติธรรมอ่อนแอ และการใช้อำนาจไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นที่มาของการตัดสินใจลาออกจากราชการในเวลาต่อมา ประสบการณ์อันขมขื่นนี้เองที่กลายเป็นแรงผลักดันให้ท่านอุทิศตนในเวลาต่อมา เพื่อสร้างระบบธรรมาภิบาลที่ท่านรู้สึกว่าได้ล้มเหลวต่อตัวท่าน

3. หลักความโปร่งใส (Transparency)

• คำจำกัดความ : การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา สามารถตรวจสอบได้ และทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้

• ตัวอย่างจากประสบการณ์จริง : ในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เป็นธรรมเนียมที่บริษัทเอกชนจะมอบเงินค่าคอมมิชชั่น (Commission) ให้กับหน่วยงาน แทนที่ท่านจะเก็บเงินส่วนนี้ไว้เอง ท่านได้นำเงินทั้งหมดเข้าเป็น "กองกลางของหน่วยงาน" โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล และนำเงินไปใช้เพื่อเป็นสวัสดิการ ปรุงอาหาร และดูแลกำลังพลทุกคนอย่างทั่วถึง การกระทำเช่นนี้สร้างความไว้วางใจและแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการอย่างแท้จริง

4. หลักการมีส่วนร่วม (Participation)

• คำจำกัดความ : การเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ แสดงความคิดเห็น และร่วมตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญ

• ตัวอย่างจากประสบการณ์จริง : แนวทางการทำงานของท่านคือการให้ลูกน้อง "ร่วมคิดร่วมทำด้วยกัน" เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนสร้างถนนหรือการบริหารจัดการหน่วย ท่านเชื่อว่าการให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม จะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้งานสำเร็จลุล่วงได้อย่างรวดเร็ว

5. หลักความรับผิดชอบ (Accountability)

• คำจำกัดความ : ความตระหนักในหน้าที่และความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกเป็น 'หนี้บุญคุณประชาชน' ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ต้องทำงานรับใช้ส่วนรวมอย่างเต็มกำลัง

• ตัวอย่างจากประสบการณ์จริง : ท่านมีความรู้สึกเป็น "หนี้บุญคุณประชาชน" ถึงสองครั้งใหญ่ในชีวิต ครั้งแรกคือการที่ประชาชนเสียภาษีส่งเสียให้ท่านได้เรียนโรงเรียนนายร้อย จปร. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ และครั้งที่สองคือเมื่อท่านลงสมัครรับเลือกตั้งและได้รับคะแนนเสียงกว่า 20,000 คะแนนโดยไม่ได้ซื้อเสียงแม้แต่บาทเดียว ความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณนี้เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ท่านตั้งใจทำงานรับใช้ชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพราะตระหนักดีว่าต้องรับผิดชอบต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้

6. หลักความคุ้มค่า (Value for Money)

• คำจำกัดความ : การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม

• ตัวอย่างจากประสบการณ์จริง : ผลลัพธ์จากการยึดมั่นในหลักการ 5 ข้อข้างต้น คือประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การสร้างถนนในพื้นที่ทุรกันดารระยะทาง 10 กิโลเมตร สำเร็จภายในเวลาเพียง 3 เดือน ขณะที่หน่วยงานอื่นอาจใช้เวลาเป็นปี นี่คือบทพิสูจน์ว่าเมื่อมีคุณธรรม โปร่งใส และทุกคนมีส่วนร่วม ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

จะเห็นได้ว่าหลักการทั้ง 6 ข้อนี้มีความแตกต่างจากการบริหารจัดการทั่วไปที่มุ่งเน้นเพียงผลกำไรหรือประสิทธิภาพสูงสุดเพียงอย่างเดียว

3. ธรรมาภิบาล แตกต่างจากการบริหารทั่วไปอย่างไร?

พล.อ. ดร. กิตติศักดิ์ เน้นย้ำว่า การบริหารทั่วไปมักมุ่งเน้นที่เป้าหมายขององค์กรเป็นหลัก เช่น การเพิ่มยอดขาย การลดต้นทุน หรือการทำโครงการให้เสร็จตามแผน แต่ธรรมาภิบาลจะครอบคลุมมิติที่กว้างและลึกซึ้งกว่านั้น โดยให้ความสำคัญกับ "ความชอบธรรม" และ "ความน่าเชื่อถือ" ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพ

เราสามารถเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนได้ดังตารางต่อไปนี้



เมื่อเห็นความแตกต่างแล้ว คำถามสำคัญต่อมาคือ เราในฐานะคนธรรมดาจะเริ่มต้นสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

4. เริ่มต้นที่ตัวเรา : สูตรสำเร็จสู่การปฏิบัติจริง

หัวใจสำคัญที่ พล.อ. ดร. กิตติศักดิ์ ย้ำอยู่เสมอคือ ธรรมาภิบาลต้อง "เริ่มจากตัวเราเอง" และ "ระเบิดจากข้างใน" โดยเริ่มต้นจากหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมคือครอบครัวและชุมชน ไม่ใช่การรอคอยคำสั่งจากเบื้องบน

วัคซีนป้องกันการทุจริต : คุณธรรม 4 ประการ

ท่านได้น้อมนำพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่อง "คุณธรรม 4 ประการ" มาเป็นเหมือนวัคซีนป้องกันการทุจริต ซึ่งทุกคนสามารถสร้างขึ้นได้ในใจตนเอง

1. การรักษาความสัตย์ : มีความจริงใจต่อตนเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม (สัจจะ)

2. การรู้จักข่มใจตนเอง : ฝึกฝนใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความสัตย์และความดีงามนั้น (ทมะ)

3. การอดทน อดกลั้น และอดออม : ไม่ประพฤติล่วงความสุจริต ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม (ขันติ)

4. การรู้จักละวางความชั่ว : รู้จักเสียสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง (จาคะ)

สูตรสำเร็จที่นำไปใช้ได้จริง

เพื่อให้หลักการที่ดูซับซ้อนเหล่านี้ง่ายต่อการจดจำและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ท่านได้สรุปเป็น 'สูตรสำเร็จ' ที่เชื่อมโยงศาสตร์พระราชากับหลักธรรมาภิบาลเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

• สูตร 2-3-4 (ศาสตร์พระราชา)

    ◦ 2 เงื่อนไข: ความรู้คู่คุณธรรม

    ◦ 3 ห่วง: พอประมาณ, มีเหตุผล, มีภูมิคุ้มกัน (โดยท่านเน้นว่าในการปฏิบัติจริง ควรเริ่มจากการสร้าง 'ภูมิคุ้มกัน' ให้ตนเองก่อน แล้วจึงพิจารณาด้วย 'เหตุผล' เพื่อเลือกทางสายกลางที่ 'พอประมาณ')

    ◦ 4 มิติ: การพัฒนาที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม

• สูตร 4-5-6 (หลักธรรมาภิบาล)

    ◦ คุณธรรม 4 ประการ (ดังที่กล่าวไปข้างต้น)

    ◦ ศีล 5 (เป็นพื้นฐานการดำเนินชีวิต)

    ◦ หลักธรรมาภิบาล 6 ประการ

การเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่ตัวเราและชุมชนนี่เอง คือรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ภาพอนาคตของประเทศที่ทุกคนใฝ่ฝัน

บทสรุป : อนาคตประเทศไทย เมื่อธรรมาภิบาลเบ่งบาน

หากประเทศไทยสามารถปลูกฝังธรรมาภิบาลให้หยั่งรากลึกในทุกระดับของสังคมได้อย่างแท้จริง ภาพอนาคตของประเทศจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน สังคมจะน่าอยู่และเต็มไปด้วยความไว้วางใจ การเมืองจะโปร่งใสเป็นธรรม และเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

พล.อ. ดร. กิตติศักดิ์ ได้เปรียบเทียบหลักธรรมาภิบาลว่าเปรียบเสมือน "เพชรแห่งสยาม" ที่ต้องเจียระไนให้ครบทั้ง 6 เหลี่ยม (6 หลักการ) จึงจะส่องประกายงดงามและมีคุณค่าสูงสุด หากขาดเหลี่ยมใดเหลี่ยมหนึ่งไป ความสมบูรณ์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้น

ธรรมาภิบาลไม่ใช่ภารกิจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือหน้าที่ของพวกเราทุกคน ทุกการกระทำที่ยึดมั่นในความดี ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใด คือการร่วมกันเจียระไน 'เพชรแห่งสยาม' ให้ส่องประกายเจิดจรัส พลังในการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับสังคมไทยเริ่มต้นที่ตัวเรา, และต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้นะครับผม... 

ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.


📘 แหล่งข้อมูล | บทความต่อยอดสู่การเรียนรู้ “ธรรมาภิบาล” 

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม