Gold VS Dollar ดอลลลาร์สหรัฐฯ หนึ่งในปัจจัยกำหนดราคาทองคำ ขึ้น-ลง | ลงทุนในทองคำ - Gold Investment


Gold VS Dollar
ดอลลลาร์สหรัฐฯ หนึ่งในปัจจัยกำหนดราคาทองคำ ขึ้น-ลง

เมื่อกล่าวถึงค่าเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ คงไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่รู้จักสกุลเงินที่ยิ่งใหญ่ที่ใช้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนเงินตรากันทั่วโลก และที่สำคัญ ค่าเงินดอลลาร์เปรียบเสมือนค่าเงินกลางในการแลกเปลี่ยนเงินตราที่หลายๆ ประเทศต่างให้การยอมรับมากที่สุด เพราะสิ่งนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีผลต่อราคาทองคำเพราะทองคำ เป็นตัวการันตี ค่าเงินและเงินทุนสำรองในแต่ละประเทศ

ถึงแม้ว่าในบางประเทศจะเลิกใช้ทองคำเป็นทุนสำรองและหันมาถือค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐแทน เนื่องจาก การถือค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจะไดรับดอกเบี้ย และการถือทองคำไม่มีดอกเบี้ยนั้นเอง แต่ถึงอย่างไรราคาทองคำก็ยังอิงกับราคาค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเหมือนเดิมเพราะค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินที่ใหญ่และใช้กันทั้วโลก จึงเป็นสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยทั่วไปราคาทองคำจะเพิ่มขึ้น เมื่อค่าเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง เนื่องจากทั้งเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และทองคำต่างก็เป็นเงินตราที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเหมือนกัน (Currency) ด้วยความที่ค่าเงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักที่มีความน่าเชื่อถือส่งผลให้ราคาทองคำกับค่าเงินดอลลาร์วิ่งสวนทางกันเสมอเปรียบเสมือนเสือสองตัวอยู่ในถ่ำเดียวกันไม่ได้ เมื่อค่าเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ มีสัญญาณอ่อนค่าลง ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ที่ถือครองค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจะกระจายความเสี่ยง โดยแบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น เช่น เงินสกุลอื่นๆ อาทิ ยูโร, เยนญี่ปุ่น สินทรัพย์อื่นๆ เช่น หุ้น  ตราสาร เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้แต่ละประเทศจะหันไปถือครองทองคำเป็นส่วนใหญ่จึงส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นด้วย การที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ย่อมส่งผลดีต่อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สามารถเก็บมูลค่าและพยุงราคาตัวมันเองได้ ไม่เหมือนราคาน้ำมันและสินทรัพย์อื่นๆ ขึ้นแล้วลง เพราะน้ำมันไม่สามารถพยุงตัวมันเองได้ กล่าวง่ายๆคือคุณค่าในตัวมันเองที่ต่างกัน ทองคำมีคุณค่าในตัวมันเองมากกว่าน้ำมัน ทำให้กระแสเงินของแต่ละประเทศต่างไหลเข้าสู่ทองคำส่งผลให้ทองคำมีราคาเพิ่มสูงขึ้น เห็นได้จากการประกาศใช้มาตรการ QE (Quantitative Easing) ที่ผ่านๆมา ส่งผลให้ปริมาณเงินดอลลาร์ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าและลดลงอย่างรวดเร็วในทางกลับกันก็ผลักดันให้ผู้คนหันไปซื้อทองคำมากขึ้น  เพราะการซื้อทองคำเป็นการป้องกันความเสี่ยงในมูลค่าของเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่าลงและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงทั้งนี้นักลงทุนทองคำ ควรติดตามข่าวและประกาศต่างๆ ของ FED ธนาคารกลางสหรัฐ เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุนที่แม่นยำมากขึ้น

ดูเหมือนว่าทองคำคือสิ่งการันตีความมั่นคงทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดี และป้องกันการผันผวนของค่าเงิน ปัจจุบันประเทศต่างๆจึงเร่งระดมสะสมทองคำกันมากขึ้นเพื่อเป็นทุนสำรองของประเทศ เพราะเมื่อ มูลค่าของเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯด้อยค่า อ่อนค่า ไร้ค่า และผันผวน ขึ้นเมื่อใด ทองคำจะเป็นตัวการันตีความมั่งคั่งของประเทศได้เป็นอย่างดี โดยพิจารณาจาก US Dollar Index ก็ได้ เมื่อเกิดวิกฤต ราคาทองคำโลกจะสูงขึ้นเพราะนักลงทุนจะโยกเงินจากดอลลาร์สหรัฐ เข้ามาซื้อทองคำเพราะเป็นที่พักเงินที่ปลอดภัย ทั้งนี้ด้วยเหตุและผลทั้งปวงทองคำจึงเป็นสิ่งที่เราควรลงทุนจริงไหม๊ครับ ..... ^_^

6 ข้อดี ของการลงทุนในทองคำ | ลงทุนในทองคำ - Gold Investment

6 ข้อดี ของการลงทุนในทองคำ

ทองคำ (อังกฤษ: gold) คือธาตุเคมีชนิดหนึ่งที่มีหมายเลขอะตอม 79 และแทนสัญญาลักษณ์ด้วย AU ที่ได้มาจากภาษาละตินว่า aurum ทองคำยังเป็นธาตุโลหะทรานซิซันสีเหลืองทองมันวาว เนื้ออ่อนนุ่ม อีกทั้งทองคำยังนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านทุนสำรองระหว่างประเทศ ใช้เป็นหลักประกันทางการคงคลังของประเทศ ใช้ค้ำประกันในการผลิตเงินตรา ใช้ทำเครื่องประดับ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ อิเล็กทรอนิกส์ ทันตกรรม และอื่นๆ ทองคำจึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก และยังเป็นที่นิยมนำมาลงทุนเพื่อเสริมความมั่งคั้งทางด้านเพิ่มพูนสินทรัพย์ความมั่งคงกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งผมจะสรุปให้ไว้ 6 ข้อดังนี้นะครับ ^_^

 1 -    ทองคำมีความคงทนอันทรงคุณค่า และมีความเป็นอมตะ ทองคำคือแร่ธาตุที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมีความมันวาว สวยงาม ไม่เป็นสนิม ตีเป็นแผ่นได้ ทองคำบริสุทธิ์ 1 ทรอยออนซ์ สามารถดึงเป็นเส้นลวดยาวได้ถึง 8 กิโลเมตร ไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมี แต่ทำปฏิกิริยากับน้ำประสานทอง มีความเป็นอมตะอันทรงคุณค่า คงทนอยู่ได้ในทุกยุค ทุกสมัย มานับพันๆปี มนุษย์จึงใช้ทองคำเพื่อนำมาแลกเปลี่ยน ลงทุน และรับประกันเงินตราในแต่ละประเทศ

 2 -    ทองคำให้ผลตอบแทนในการลงทุนที่ดีและคุ้มค่าในทุกยุคทุกสมัยจากอดีตที่ผ่านมาเป็นข้อยืนยันได้อย่างหนึ่งว่าทองคำนับวันจะมีราคาแพงสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้นทุนในการผลิตที่เพิ่มขึ้น ความนิยมและนำเข้าทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะ ประเทศอินเดีย ประเทศจีน และ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความต้องการทองคำถึง 40 เปอร์เซ็นของทองคำที่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงทำให้ทองคำมีต้นทุนที่สูงขึ้น ความนิยมที่สูงขึ้น และยังระดมเก็บไว้ใช้ในการรับประกันค่าเงินในแต่ละประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อสร้างเสถีรภาพของประเทศตนเอง มีความผันผวนทางราคาน้อย ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ราคาทองคำวิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ

3 -    ลดความเสี่ยงทางด้านการลงทุน เพราะทองคำมีความมั่นคงสูง ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนที่น้อยกว่า หุ้น การแลกเปลี่ยนอัตราค่าเงิน และการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ แต่กลับให้ค่ากำไรค่าความตอบแทนที่ดี และยังมีคุณสมบัติโดดเด่น อาทิ มีความมันวาวสีสันสวยงามตามธรรมชาติ มีความคงทนสูง ไม่เป็นสนิม ไม่หมอง ไม่ผุกร่อน ถึงแม้กาลเวลาจะผ่านไปเป็นพันๆปีก็ตาม และไม่มีต้นทุนในการบำรุงรักษา อีกทั้ง ทองคำยังเป็นสิ่งที่หายาก กว่าจะได้ทองคำ 1 ทรอยออนซ์ ต้องถลุงก่อนแร่เป็นหลายๆตันและยังต้องขุดลงไปเป็นหลายๆสิบเมตร เอกลักษณ์ของทองคำอีกอย่างคือ สามารถนำมาหลอมกลับมาใช้ใหม่ได้ ตามความต้องการ ปัจจัยเหล่านี้เป็นข้อชี้วัดอย่างหนึ่งของทองคำที่มีความมั่นคงสูง ปัจจุบันจึงมีผู้นิยมลงทุนในทองคำกันมากขึ้นเรื่อยๆ

 4 -    ทองคำเป็นสินทรัพย์ลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงของพอร์ตการลงทุน ปัจจุบันนักลงทุนส่วนใหญ่หันมาเพิ่มทองคำในพอร์ตการลงทุนเพื่องป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจาก วิกฤตกาลและความผันผวน เพราะในทุกๆครั้งที่โลกเกิดวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ก่อการร้าย วิกฤตราคาน้ำมัน วิกฤตอาหาร และอื่นๆ ทองคำจะมีอัตราราคาที่พุ่งขึ้นโดยทันที นักลงทุนจะหันไปลงทุนในทองคำโดยทันที เพราะทองคำคือสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุดที่ค้ำประกันความมั้งคั้ง ในสถานะการนั้นๆได้

5 -    ทองคำมีความหลากหลายช่องทางในการลงทุน ปัจุบันทองคำมีช่องทางการลงทุนหลายรูปแบบ และยังมีการอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนทั้งในแบบ ออฟไลน์ และ ออนไลน์ ช่องทางการลงทุนที่นิยมของนักลงทุนทองคำส่วนใหญ่ แบ่งออกเป็น 6 ประเภทดังนี้นะครับ อาทิ
1 -    การลงทุนทองคำ ซื้อขายทองคำผ่านร้านทอง   
2 -    การลงทุนทองคำ ผ่านโทรศัพท์ และระบบออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต
3 -    การลงทุนทองคำ ผ่านกองทุนรวม
4 -    การลงทุนทองคำ ผ่านตลาด Gold Future
5 -    การลงทุนทองคำ ผ่านตลาด CFD (การซื้อขายส่วนต่าง Contract For Difference)
6 -    การลงทุนทองคำ แบบการออมทองคำ DCA  (การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน dollar-cost averaging)
(ส่วนรายละเอียดในการลงทุนทองคำในแต่ละประเภทและ ข้อดี ข้อเสีย ผมจะมาอธิบายในบทความต่อๆไปนะครับ)

6 -    ลงทุนทองคำป้องกันทรัพย์สินของคุณจากสถานการณ์ภาวะอัตราเงินเฟ้อ ภาวะเงินเฟ้อ คือตัวแปรสำคัญที่สะท้อนปัญหาทางด้านเศรฐกิจ เมื่อราคาอุปโภค บริโภคสูงขึ้น เงินเฟ้อก็จะสูงขึ้น และจะผลักดันราคาทองคำให้สูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ดูเหมือนว่ามันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันของราคาทองคำกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น แต่ความเป็นจริงในอดีตที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเมื่ออัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 1 เปอร์เซ็น ราคาทองคำก็จะวิ่งขึ้น 1 เปอร์เซ็น ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาถึงแม้ จะมีการคลาดเคลื่อนบ้างแต่ถึงอย่างไร อัตราเงินเฟ้อกับราคาทองคำต้องวิ่งตามกันมาโดยตลอด และนี่ละครับที่นักลงทุนหันมาลงทุนในทองคำกันมากขึ้นเพราะทองคำคือสินทรัพย์ที่สร้างผลกำไรและเป็นที่พักเงินจากการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดในการลงทุน

เมื่อนับว่าดีทั้ง 6 ข้อดีของการลงทุนในทองคำแล้ว ก็อย่าลืม หันมาสนใจลงทุนในทองคำกันบ้างนะครับ เพราะทองคำคือที่พักเงินของคุณที่ปลอดภัยที่สุด เพราะถ้าวันหนึ่งเงินที่ท่านถืออยู่ในมือมันไร้ค่ากลายเป็นเพียงเศษกระดาษแผ่นหนึ่ง ถึงตอนนั้นทองคำก็ยังมีราคาคงคุณค่าตลอดไป เพราะทองคำคือ สินทรัพย์ค้ำประกันความมั่งคั้งของคุณ นั้นเอง..... ^_^ 


Article by : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger : http://www.dolravee.com/
Facebook : https://goo.gl/qNF1ak
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4
Twitter : https://goo.gl/4cFV6T
Google+ :  https://goo.gl/UNkNBr
==========================

7 เคล็ดลับ วิธีกำจัดพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่ง อย่างยั่งยืน




7 เคล็ดลับ วิธีกำจัดพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่ง อย่างยั่งยืน


 การผัดวันประกันพรุ่ง ในทางจิตวิทยาก็คือพฤติกรรมที่ทำให้คุณเป็นเสมือนคนที่พ่ายแพ้ และไร้ซึ่งความรักแม้กระทั้งตัวคุณเอง บางคนถึงขั้นมีพฤติกรรมลงโทษตนเอง ในบางครั้งก็ไม่ยากทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำถึงแม้ถ้าทำแล้วมันคือประโยชน์สุงสุดในชีวิตก็ตาม

พฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่ง แท้จริงแล้วมันก้คือนิสัยที่เราสร้างให้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เรามีชีวิตในวัยเด็ก และพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งมักจะทำให้เราเข้าใจว่าการผัดวันประกันพรุ่งคือการป้องกันตัวซึ่งมันอาจเกิดขึ้นแบบอัตโนมัตโดยที่เราไม่รู้ตัว เสมือนกับมันทำให้เรามีอำนาจในขณะนั้นๆ จากสถาณการที่ไร้ซึ่งอำนาจในระยะเวลานั้น
 
สมมุตว่าช่วงชีวิตที่ตอนเป็นเด็ก หรือสังเกตพฤติกรรมเด็กๆ เมื่อถูกพ่อแม่ดุ หรือตะคอก ให้ทำอะไรที่เด็กไม่ยากจะทำสักอย่าง อาทิ หยุดเดี๋ยวนี่นะ หรือ มานี่เดี๋ยวนี้นะ ไปล้างจานเดี๋ยวนี้นะ  ซึ่งเด็กไม่สามารถปฎิเสธได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็กคนนั้นก็จะอู๋ หรือจะพยายามหาข้ออ้างต่างๆเพื่อใม่ให้อยากทำในสิ่งที่ตนไม่อยากทำทั้งๆที่ไม่สามารถปฎิเสธที่จะไม่ทำตามที่พ่อหรือแม่สั่งได้ อาทิ ดุหนังให้จบก่อน ดูกาตูนให้จบก่อนเป็นต้น…

เมื่อเด็กคนนั้นเติบโตขึ้น จะติดนิสัยผัดวันกระกันพรุ่งมาจนโต อาจมีพฤติกรรม อาทิเช่น เลื่อนการจ่ายค่าบัตรเครดิต เลื่อนจ่ายค่าน้ำค่าไฟ จนอาจถูกตัดเป็นต้น และอาจรวมถึงการเลื่อนผัดผ่อนงานที่เป็นประโยขน์กับตนเองจนกระทั่งทำให้พลาดโอกาศดีๆในชีวิตไป

เรามาดูกันว่าหนทางทีเราจะหลุดพ้นนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ก็คือการสร้างนิสัยใหม่ขึ้นมาแทนที่นิสัยเดิมๆของเรานั้นเอง

 เทคนิคการสร้างนิสัยใหม่เพื่อขจัดพฤติกรรมอาการผัดกันประกันพรุ่ง
  

1- การตัดสินใจ เราจะต้องตัดสินใจไปเลยว่าชิวิตนี้ที่จริงแล้วเราต้องการอะไร เช่น หากเราตั้งเป้าหมายว่าเราจะต้องตื่น หกโมงเช้าของทุกๆวัน คุณต้องทำเลยเริ่มตั้งแต่เช้าวันรุ่งขึ้น และลงมือทำอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ 

2- ห้ามมีข้อแม้ใดๆเลยเด็ดขาด อย่ายอมให้ตนเองมีข้อแม้ใดๆเกิดขึ้น โดยเด็ดขาด ย้ำนะครับห้ามมีข้อแม้โดยเด้ดขาด โดยเฉพาะช่วงเวลาทีเรานั้นกำลังสร้างนิสัยใหม่นี้ สมมุติว่าคุณตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องตื่นหกโมงเช้าทุกวัน แล้วออกวิ่งเพื่อออกกำลังกาย คุณเพียงตื่นขึ้นมาแล้วสวมชุดออไปวิ่งโดยไม่ต้องสนใจใครและไม่ต้องฟังใครทั้งสิ้น

3- ห้ามบอกคนอื่นๆว่าคุณกำลังสร้างนิสัยใหม่ๆเพื่อเอาชนะนิสัยผัดวันประกันพรุ่งอยุ่  ข้อนี้หลายๆท่านอาจจะมีข้อโต้แย้ง เพราะถ้าใครเคยอ่านหนังสือแปลต่างประเทศ หรือเคยเข้าฟังสัมมนาต่างๆ ก้ได้รับรู้ว่าเราควรบอกคนอื่นๆเพื่อให้เป็นการเพิ่มพลังให้กับตนเอง แต่วิธีบอกคนอื่นนั้น ใช้กับสังคมบ้านเราไม่ได้ผล เราต้องอยู่ในโลกแห่งความจริงและยอมรับความเป็นจริง เพราะถ้าเราบอกคนอื่นๆในสิ่งที่เราทำ โดยเฉพาะคนทีเคยเห็นว่าเราเป็นอย่างไรแล้ว ผู้คนเหล่านั้น ก้จะบอกคุณกลับทางด้านลบ อาทิ คุณไม่มีวันทำได้หรอก และฯลฯ ที่จะสะท้อนมาในด้านลบ สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้คุณท้อแท้สิ้นหวังที่จะลงมือทำในที่สุด เชื่อผมเถอะอย่าบอกใครๆจนกว่าคุณจะทำมันสำเร็จ

4- สร้างภาพในใจตนเอง คุณจะต้องเห็นภาพจิตนาการในสิ่งที่คุณต้องการจะเป็น เสมือนกับว่าคุณได้ทำมันสำเร็จแล้ว สำหรับข้อนี้ผมอยากให้คุณตั้งเป้าให้สูงๆเข้าไว้เพราะการตั้งเป้าหมายสูงแล้วสร้างภาพให้เห้นเสมือนว่าคุณได้มันมาแล้วมันจะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นด้วยพลังจิตใต้สำนึก และพยายามไปให้ถึงเป้าหมายนั้นๆให้ได้ ถึ้งแม้คุณจะยังไม่ได้ถึงเป้าหมายที่วางไว้แต่มันก้ทำให้คุณพัฒนาตนเองไปเยอะที่เดียว เหมือคำพูดที่ว่า ตีลูกให้ถึงดวงจันทร์ ถึงจะพลาดมันก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว ที่สำคัญ การตั้งเป้าหมายสูงๆมันไม่ได้ทำให้คุณเสียตังสักหน่อย...

5- สร้างข้อความเพื่อตอกย้ำจิตใต้สำนึกของตนเอง การที่คุณสร้างข้อความเพื่อตอกย้ำตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะทำให้สิ่งเหล่านี้มันฝังลงในจิตใต้สำนึกของคุณเอง และให้คุณนั้นสร้างข้อความเป็นประโยคบอกเล่า และพูดกับตนเองซ้ำๆทุกครั้งที่มีเวลา หรือเวลาก่อนที่คุณจะนอน เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งคุณจะเห็นควมมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น

6- ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ที่ทำอย่างไม่ลดละ  คุณต้องดำรงไว้ซึ่งวินัยจนกว่าเป้าหมายคุณจะสำเร็จ ทำจนทุกอย่างกลายเป็นนิสัย และเมื่อกลายเป็นนิสัยทุกอย่างจะกลายเป็นอัตโนมัติดโดยที่คุณไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย

7- ให้รางวัลกับตนเองเมื่อคุณทำสำเร็จ การให้รางวัลกับตนเองคือวิธีการเสริมแรงทางจิตวิทยา ที่จะเชื่อมโยงรางวัลที่ได้เข้ากับระบบจิตใจต้สำนึก และคุณจะได้รับพฤติกรรมแห่งความสุขนี้แบบอัตโนมัติแบบที่คุณไม่รู้ตัวและสิ่งที่ดีงามจะเข้ามาหาคุณอย่างที่คุณไม่คาดฝัน จักวาลจะมองสิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริงให้กับคนที่คู่ควรเสมอ…

จงสร้างนิสัย และฝึกใช้กระบวนการที่กล่าวมาทั้ง 7 ข้อ เพื่อให้คุณหลุดพ้นจากนิสัยผัดวันประกันพรุ่งอย่างถาวร และสร้างนิสัยใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต เพียงคุณ สร้างนิสัยใหม่ๆเดือนละ 1 นิสัย ก็เท่ากับว่าคุณมีนิสัยใหม่ 12 นิสัยต่อปี และเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี นั้นเท่ากับว่าคุณมีนิสัยใหม่ 60 นิสัยเลยที่เดียวนั้นก็หมายความว่า คุณจะเป็นคนใหม่อย่างสมบูรณ์แบบอย่างที่คุณไฝฝันไว้ เพราะถ้าคุณไม่ทำเวลามันก็ผ่านไปอยู่ดี เห็นไหมครับการเปลี่ยนนิสัยผัดวันประกันพรุ่งไม่อยากอย่างที่คิดเลย.... ^_^


เงินเฟ้อ Inflation คืออะไร? และเงินเฟ้อมันเกี่ยวอะไรกับเรา


หลายคนเมื่อได้ยินคำว่าเงินเฟ้อคงเกิดอาการงงๆ ว่าที่จริงแล้ว เงินเฟ้อมันคืออะไรกันแน่นะทำไมเราถึงได้ยินบ่อยจัง แล้วมันมีผลกระทบต่อประเทศและตัวเราอย่างไรละ แต่ในความเป็นจริงแล้วเงินเฟ้อเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับเราทุกๆคนซึ่งจะส่งผลถึงการใช้จ่ายและการดำเนินชีวิตประจำวันของเราๆนี่ละ งั้นเรามาลองทำความรู้จักกับภาวะเงินเฟ้อกันดีกว่าครับ



เงินเฟ้อ  มีศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “Inflation” เป็นภาวะทางเศรษฐกิจที่ระดับราคาและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ หรือเป็นภาวะที่ค่าเงินลดลงไปเรื่อยๆหรือภาวะที่ระดับราคาสินค้าสูงขึ้นเรื่อยๆ (Rising Prices) พุดง่ายๆก็คือเงินที่เรามีมันด่อยค่าลงไปเรื่อยๆ ค่าของเงินลดลง ปริมาณเงินอยู่ในมือประชาชนมากเกินไป   เป็นเหตุให้เงินจำนวนเดียวกันนี้ ไม่สามารถจะซื้อสินค้าและบริการจำนวนเดียวกันได้ เมื่อเวลาล่วงเลยไป ยกตัวอย่างกันง่ายๆกันเลยดีกว่า เช่น ราคาน้ำมันในอดีตเคยอยู่ที่ 20 บาทต่อลิตร แล้วเราเคยเติมน้ำมัน 10 ลิตร จะใช้เงิน 200 บาท แต่ปัจจุบัน ราคาน้ำมันได้กลายเป็น 40 บาทต่อลิตร หากเราใช้เงินเท่าเดิมคือ 200 บาท เราจะเติมน้ำมันได้เพียง 5 ลิตร ไม่ใช่ 10 ลิตรแบบที่เคยเติมได้ นั้นก็หมายความว่า การเกิดภาวะเงินเฟ้อ จะทำให้เงินจำนวนเงินเท่าเดิมที่เราถืออยู่มีค่าลดลง หรือด่อยค่าลงนั้นเอง ทั้งนี้การที่สินค้ามีระดับราคาสูง (High Prices) จะยังไม่ถือว่าเป็นเงินเฟ้อ ซึ่งราคาสินค้าและบริการจำเป็นต้องสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงจะเป็นเงินเฟ้อได้ 

เงินเฟ้อเกิดเมื่อราคาของสินค้าต่าง ๆ มีการปรับตัวสูงขึ้น แต่จริง ๆ แล้วการเกิดภาวะเงินเฟ้อนี้ไม่จำเป็นที่ว่า สินค้าทุกตัวต้องมีราคาสูงขึ้นเหมือนกันหมด อาจเป็นได้ที่สินค้าบางชนิดมีราคาสูงขึ้น แต่อีกบางชนิดมีราคาลดลง แต่สิ่งที่สำคัญ นั่นคือ ราคามวลรวมทั้งหมดโดยค่าเฉลี่ยแล้วสูงขึ้น และสิ่งที่เรานำมาวัดความเปลี่ยนแปลงของระดับราคา คือ ดัชนีราคา (Price Index) ซึ่งเป็นดัชนีนี้จัดทำโดย กระทรวงพาณิชย์ โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคาสินค้าและบริการต่างๆ ที่ผู้บริโภคซื้อหาได้ รวมถึงดัชนีราคาผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งนำเอาราคาสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตในประเทศมาคำนวณ ซึ่งในประเทศไทยสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่รับผิดชอบในการคำนวณและประกาศตัวเลขเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการ

ผลดีของอัตราเงินเฟ้อ โดยหลักการภาวะเงินเฟ้อช่วยสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนใช้จ่ายและลงทุนเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อทำให้เงินที่เก็บไว้มีมูลค่าน้อยลงเรื่อยๆ การเพิ่มการใช้จ่ายและลงทุน เช่น หุ้น ทองคำ และฯลฯ ถือเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและเกิดการหมุนเวียนของเงินได้มากขึ้น

เงินเฟ้ออาจเกิดได้จากอุปสงค์มวลรวมเพิ่มขึ้น แรงดึงทางด้านอุปสงค์ เกิดขึ้นจากระบบเศรษฐกิจมีความต้องการปริมาณสินค้าและบริการมากกว่าที่มีอยู่ในขณะนั้นๆจึงดึงให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าและบริการอาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงิน การดำเนินนโยบายการคลังของภาครัฐบาล การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน และอีกสาเหตุคือ เกิดจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น   เนื่องจากระดับราคาวัตถุดิบที่นำมาใช้เป็นปัจจัยการผลิตมีราคาสูงขึ้น หรืออัตราค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เป็นเหตุให้ราคาสินค้าสูงตามไปด้วย อาทิ การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน การเกิดวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ การเพิ่มกำไรของผู้ประกอบการ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้านำเข้า ซึ่งอาจเพิ่มไปตามภาวะ ตลาดโลก หรือผลของอัตราแลกเปลี่ยน

ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ ต้องเป็นนโยบายการเงิน เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจให้เหมาะสม  หน่วยงานสำคัญที่กำหนดนโยบายการเงิน คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย  นโยบายการเงินที่สำคัญ คือ  การกำหนดอัตราดอกเบี้ย การกำหนดเงินสดสำรองกฎหมายของธนาคารพาณิชย์  การกำหนดอัตราซื้อลดการซื้อขายพันธนบัตรรัฐบาล และการแก้ปัญหาต้องรวมถึง นโยบายการคลัง (fiscal policy) หมายถึงนโยบายเกี่ยวกับการใช้รายได้และรายจ่ายของรัฐเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดแนวทาง เป้าหมาย และการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับการดำเนินนโยบายการเงิน ถึงตอนนี้คงเข้าใจแล้วไช้ไหมครับว่าอัตตราเงินเฟ้อนั้นที่จริงมันอยู่เคียงข้างเรามาตั้งแต่เราเกิดกันเลยทีเดียวและเป็นสิ่งที่เราต้องรู้เพื่อที่จะรับมือกับเงินเฟ้อในอนาคตเพื่อการปรับตัวสู้โลกเศรษฐกิจที่ขยายตัวและเจริญก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดของประเทศที่พัฒนาแล้ว ..... ^_^ …..

บทความที่ได้รับความนิยม