ธรรมาภิบาลที่จับต้องได้ เมื่อความดีต้องมีเครื่องมือ

 

 


เมื่อความดีต้องมีเครื่องมือ จาก “คนดี” สู่ “ระบบที่ทำให้คนดีทำงานได้จริง” 

 

วันนี้ผมไปเจอบทความหนึ่งครับ... อ่านไป อ่านไป แล้วผมก็หยุดอยู่ตรงคำถามหนึ่ง ไม่ใช่คำถามว่า “ใครจะชนะการเลือกตั้ง?” แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นมากว่า...


“ถ้าเราอยากให้บ้านเมืองดีขึ้น เราจะสร้างเครื่องมืออะไรขึ้นมา เพื่อทำให้คนที่อยากทำความดี มีโอกาสเข้าไปทำงานให้บ้านเมืองได้จริง?” ผมคิดว่าคำถามนี้น่าสนใจมาก เพราะประเทศไทยพูดคำว่า “ธรรมาภิบาล” มานาน เราพูดถึงความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม การตรวจสอบ คนดี จริยธรรม คุณธรรม พูดกันเก่งมากครับ แต่คำถามสำคัญก็คือ... แล้วทั้งหมดนี้ เรามี “เครื่องมือ” รองรับหรือยัง? หรือเรายังฝากความหวังทั้งหมดไว้กับว่า “ขอแค่ได้คนดีสักคนหนึ่งเข้ามา... ทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้น”

ผมกลับมองว่า... ประเทศไม่ควรต้องฝากอนาคตไว้กับคนดีเพียงคนเดียว เพราะต่อให้คนหนึ่งคนดีมากแค่ไหน ถ้าระบบไม่ดี คนหนึ่งคนก็อาจทำอะไรได้ไม่มาก แต่ถ้าเราสามารถสร้างระบบที่ดีได้ คนธรรมดาหลายร้อยคน หลายพันคน หลายหมื่นคน ก็อาจกลายเป็นพลังร่วมของสังคมได้

บทความที่ผมไปเจอ เป็นบทความของท่าน พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เลขาธิการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ชื่อบทความน่าสนใจมากครับ...


“การเมือง 180 องศา และการจัดทัพคนดี 4 5 6 เพื่อบ้านเมือง”


ฟังดูเหมือนเรื่องการเมือง แต่ถ้าอ่านให้ลึกลงไป มันกำลังพูดถึงเรื่องที่ใหญ่กว่าการเลือกตั้ง มันกำลังพูดถึง “การสร้างคน” และที่สำคัญ... “การสร้างระบบ”

เราเบื่อการเมืองได้ไหม? เบื่อได้ครับ หลายคนเบื่อ บางคนบอกว่า “อย่าพูดเรื่องการเมืองเลย” บางคนบอกว่า “ฉันไม่ยุ่งการเมือง” บางคนบอกว่า “การเมืองเป็นเรื่องของนักการเมือง” แต่ลองคิดอีกทีครับ ถ้าเราขึ้นรถแล้วเจอรถติด นี่การเมืองไหม? ถ้าลูกเราเข้าโรงเรียนแล้วคุณภาพการศึกษาไม่เท่ากัน นี่การเมืองไหม? ถ้าพ่อแม่เราเจ็บป่วยและเข้าถึงบริการสาธารณะไม่สะดวก นี่การเมืองไหม? ถ้าคนทำมาหากินตัวเล็ก ๆ ต้องแบกต้นทุนเพิ่มขึ้นทุกปี นี่การเมืองไหม? จริง ๆ แล้ว...

การเมืองไม่ได้อยู่เฉพาะในรัฐสภา การเมืองอยู่ในชีวิตประจำวัน อยู่ในงบประมาณ อยู่ในกฎหมาย อยู่ในนโยบาย อยู่ในระบบราชการ อยู่ในโอกาสของคน และอยู่ในคุณภาพชีวิตของเรา เราอาจไม่สนใจการเมือง แต่...

การเมืองไม่เคยไม่สนใจเรา เพราะทุกครั้งที่รัฐตัดสินใจว่าจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ชีวิตของ ประชาชนก็ได้รับผลกระทบเสมอ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า โจทย์ของคนไทยอาจไม่ใช่ “เราจะหนีการเมืองอย่างไร?” แต่อาจเป็น “เราจะทำอย่างไรให้การเมืองเป็นเครื่องมือของประชาชนมากขึ้น?”


จาก “ใครจะเป็นผู้นำ?” สู่ “เราจะสร้างผู้นำอย่างไร?”


นี่คือจุดที่ผมรู้สึกว่าบทความนี้น่าสนใจ เพราะแทนที่จะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ใครจะลงสมัคร?” แนวคิดในบทความพยายามขยับไปสู่คำถามว่า “เราจะเตรียมคนอย่างไร?” และเกิดแนวคิด “ทัพคนดี 4 5 6” 

  • เลข 4 พูดถึงหลักธรรมที่ใช้ขับเคลื่อนชีวิตและการอยู่ร่วมกับสังคม
  • เลข 5 พูดถึงศีล
  • เลข 6 พูดถึงการรู้เท่าทันการแสดงออกผ่านกาย วาจา ใจ และสิ่งที่เข้ามากระทบเรา


พูดง่าย ๆ ก็คือ... ก่อนจะไปบริหารประเทศ ต้องเริ่มจากบริหารตัวเองให้ได้เสียก่อน ก่อนจะตรวจสอบคนอื่น ต้องตรวจสอบตัวเองได้ก่อน ก่อนจะพูดเรื่องธรรมาภิบาล ต้องถามตัวเองว่า เราใช้ชีวิตอย่างมีธรรมาภิบาลหรือยัง? นี่คือคำถามที่ผมคิดว่าสำคัญมาก เพราะปัญหาของสังคมจำนวนมาก ไม่ได้เริ่มต้นจากคนเลว บางครั้งมันเริ่มต้นจาก คนที่บอกว่า “นิดเดียวเอง” คนที่บอกว่า “ทุกคนก็ทำกัน” คนที่บอกว่า “ถ้าฉันไม่ทำ คนอื่นก็ทำ” แล้วจาก “นิดเดียว” กลายเป็นเรื่องใหญ่ จากการละเลยเล็ก ๆ กลายเป็นวัฒนธรรม จากวัฒนธรรม กลายเป็นระบบ และเมื่อระบบผิด คนดีที่อยู่ในระบบก็อาจเหนื่อย นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่า คำว่า “ธรรมาภิบาล” ไม่ควรหยุดอยู่ที่การอบรม มันควรลงไปถึงวิธีคิด วิธีคัดคน วิธีทำงาน วิธีตัดสินใจ และวิธีรับผิดชอบต่อผลลัพธ์


คนดีอย่างเดียวพอไหม?

ผมขอถามแรง ๆ สักคำถามครับ ถ้าคนดีคนหนึ่งบริหารงานไม่เป็น เขาจะช่วยประเทศได้มากแค่ไหน? นี่คือสิ่งที่เราอาจต้องคุยกันอย่างจริงจัง เพราะประเทศไม่ได้ต้องการแค่ “คนดี” ประเทศต้องการ คนดีที่ทำงานเป็น ต้องซื่อสัตย์ แต่ต้องคิดเป็นด้วย ต้องเสียสละ แต่ต้องบริหารทรัพยากรเป็นด้วย ต้องรักประชาชน แต่ต้องอ่านข้อมูลเป็นด้วย ต้องมีคุณธรรม แต่ต้องเข้าใจกฎหมาย ต้องมีจิตสาธารณะ แต่ต้องทำงานกับคนที่เห็นต่างได้ เพราะการบริหารประเทศ ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครพูดเพราะที่สุด แต่มันคือการตัดสินใจภายใต้ปัญหาที่ซับซ้อน ประชาชนมีความต้องการไม่เหมือนกัน งบประมาณมีจำกัด ทรัพยากรมีจำกัด และทุกนโยบายมีต้นทุน ดังนั้น... ความดีต้องเดินคู่กับความสามารถ คุณธรรมต้องเดินคู่กับความรู้ และอุดมการณ์ต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า เราควรเติมเข้าไปในคำว่า “คนดี”


“เดินสองขา” แล้วประเทศจะเดินอย่างไร?


อีกแนวคิดที่ผมสะดุดใจ คือแนวคิดเรื่อง “การเดิน 2 ขา” ขาหนึ่งคือภาคประชาสังคม อีกขาหนึ่งคือการเมืองในระบบ ผมว่าภาพนี้ชัดมากครับ ลองคิดดู ถ้าประเทศมีแต่การเมืองในระบบ แต่ไม่มีเสียงจากชุมชน ระบบก็อาจห่างจากชีวิตจริง แต่ถ้ามีแต่ภาคประชาชน ไม่มีช่องทางส่งต่อความคิดเข้าไปสู่กระบวนการตัดสินใจ ข้อเสนอจำนวนมากก็อาจหยุดอยู่แค่ในเวทีประชุม เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีทั้งสองด้าน ประชาชนต้องมีพลัง และ ระบบต้องมีช่องทางรับพลังนั้น ชุมชนต้องพูดได้ ระบบต้องฟังได้ ประชาชนต้องเสนอได้ รัฐต้องตอบได้ และเมื่อมีการตัดสินใจ ประชาชนต้องตรวจสอบได้ นี่แหละครับผมคิดว่าเป็นหัวใจหนึ่งของธรรมาภิบาล ไม่ใช่แค่ถามว่า “ใครดี?” แต่ต้องถามด้วยว่า “ระบบเปิดโอกาสให้คนดีมีส่วนร่วมแค่ไหน?”


จากการเมืองเรื่อง “ตัวบุคคล” ไปสู่การเมืองเรื่อง “ระบบ”


บทความนี้ใช้คำว่า “การเมือง 180 องศา” ผมชอบคำนี้ เพราะมันทำให้เราจินตนาการเห็นภาพ เหมือนเรายืนอยู่ที่เดิม แต่หันกลับอีกด้านหนึ่ง จากการถามว่า “ใครจะมาเป็นผู้นำ?” หันมาเป็น “เราจะสร้างกระบวนการคัดสรรผู้นำอย่างไร?” จาก “ใครเก่งที่สุด?” เป็น “ใครได้รับความไว้วางใจจากประชาชน และทำงานเพื่อส่วนรวมได้?” จาก “ใครเป็นเจ้าของ?” เป็น “ประชาชนมีสิทธิเป็นเจ้าของกระบวนการมากแค่ไหน?” นี่คือการเปลี่ยนมุมมอง และผมคิดว่ามันสำคัญมาก เพราะการเมืองที่ยึดติดกับคน อาจเปลี่ยนเมื่อคนเปลี่ยน แต่ถ้าเราออกแบบระบบที่ดี ระบบก็มีโอกาสเดินต่อได้ แม้คนในระบบจะเปลี่ยน

“ความถูกต้อง” กับ “ความถูกใจ”


อีกประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากจากแนวคิดในบทความคือ “ยึดความถูกต้อง ไม่ใช่ความถูกใจ” ลองนึกภาพตามนะครับ นักการเมืองคนหนึ่งพูดสิ่งที่คนอยากฟัง คนปรบมือ ยอดวิวพุ่ง คอมเมนต์ดี ทุกอย่างดูสวยงาม แต่ถามว่า... แก้ปัญหาได้จริงหรือยัง? นี่คือโจทย์ เพราะความถูกใจ อยู่กับเราได้ไม่นาน แต่ความถูกต้อง ต้องผ่านการพิสูจน์ด้วยเวลา บางนโยบายอาจไม่หวือหวา บางการตัดสินใจอาจไม่มีเสียงปรบมือ บางเรื่องอาจต้องพูดความจริงที่ไม่ถูกใจคน แต่ถ้านั่นคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ผมคิดว่าเราต้องกล้าพูด นี่คือเหตุผลว่า ประชาธิปไตยที่แข็งแรง ไม่ใช่สังคมที่ทุกคนคิดเหมือนกันแต่เป็นสังคมที่ คนเห็นต่างกันได้ แต่ยังอยู่ร่วมกันได้ และสามารถตรวจสอบกันด้วยเหตุผล ข้อมูล และกติกา

แล้ว “ทัพคนดี” จะมีความหมายจริงได้อย่างไร?


ผมคิดว่าคำว่า “ทัพคนดี” จะทรงพลังมากก็ต่อเมื่อเราไม่ตีความว่า “คนดี” คือคนที่เราชอบ เพราะทันทีที่คำว่า “คนดี” หมายถึง “คนที่คิดเหมือนเรา” เราจะกลับไปสู่ปัญหาเดิมทันที ดังนั้น คนดีในพื้นที่สาธารณะ ควรเป็นคนที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ มีประวัติการทำงาน มีความรับผิดชอบ มีความรู้ มีจริยธรรม รับฟังความเห็นต่าง และพร้อมให้สังคมตรวจสอบ เพราะการเมืองสมัยใหม่ ไม่ควรขอให้ประชาชน “เชื่อใจอย่างเดียว” แต่ควรสร้างระบบที่ทำให้ประชาชน “ตรวจสอบได้” นี่แหละครับคือการเปลี่ยนจาก “เชื่อคน” ไปสู่ “เชื่อระบบที่ตรวจสอบได้”


ผมจึงกลับมาที่คำถามเดิม


ประเทศไทยต้องการอะไร? ต้องการนักการเมืองเพิ่มขึ้น? หรือเราต้องการ “พลเมืองที่พร้อมเข้า มารับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มขึ้น?” ผมคิดว่าคำถามนี้น่าคิด เพราะประชาธิปไตยไม่ได้สร้างเสร็จในวันเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นเพียงจุดหนึ่ง แต่ประชาธิปไตยจริง ๆ ต้องมีทั้งก่อนเลือกตั้ง ระหว่างการทำงาน และหลังจากนั้น ประชาชนต้องติดตาม ตั้งคำถาม ตรวจสอบ เสนอทางเลือก และมีส่วนร่วม ขณะที่คนที่รับอำนาจจากประชาชน ก็ต้องยอมรับว่า อำนาจนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว มันคือความไว้วางใจชั่วคราวันหนึ่งรับมา วันหนึ่งก็ต้องส่งต่อ


 และบางที...


นี่อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “180 องศา” ไม่ใช่การหมุนจากนักการเมืองคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง แต่เป็นการหมุน จาก “ตัวบุคคล” ไปสู่ “ระบบ” จาก “ผู้มีอำนาจ” ไปสู่ “ประชาชน” จาก “ความนิยม” ไปสู่ “ความรับผิดชอบ” จาก “คนดีหนึ่งคน” ไปสู่ “วัฒนธรรมที่สร้างคนดีได้อย่างต่อเนื่อง” และจากการถามว่า “ใครจะมาช่วยบ้านเมือง?” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า... “เราจะสร้างระบบอะไร ที่ทำให้คนธรรมดาสามารถลุกขึ้นมาช่วยบ้านเมืองได้?” นี่ต่างหากครับ ที่ผมคิดว่าน่าติดตาม

เพราะสุดท้ายแล้ว... บ้านเมืองอาจไม่ได้เปลี่ยน เพราะเราพูดคำว่า “ธรรมาภิบาล” บ่อยขึ้น ไม่ได้เปลี่ยน เพราะเราประกาศว่าเรารักประเทศมากขึ้น และไม่ได้เปลี่ยน เพราะเรารอคนเก่งคนหนึ่งมาช่วยทั้งหมด ประเทศจะเปลี่ยน เมื่อเราสร้างคน สร้างระบบ สร้างพื้นที่ให้ประชาชน สร้างกลไกตรวจสอบ และสร้างวัฒนธรรมที่ยอมรับว่า อำนาจมีไว้เพื่อรับผิดชอบ ไม่ใช่เพื่อครอบครอง ผมจึงอยากทิ้งคำถามนี้ไว้กับทุกคนครับ ไม่ใช่ “ใครจะเป็นคนดีของประเทศ?”

แต่คือ... “เราจะช่วยกันสร้างระบบแบบไหน ที่ทำให้คนดีมีโอกาสทำงาน คนเก่งมีโอกาสรับใช้สังคม ประชาชนมีโอกาสเลือก และทุกคนที่ถืออำนาจ ต้องถูกตรวจสอบ?” เพราะถ้าวันหนึ่งเราทำสิ่งนี้ได้...

วันนั้น... ธรรมาภิบาลจะไม่ใช่แค่คำพูด แต่มันจะกลายเป็น เครื่องจักรของสังคม เครื่องจักรที่ทำให้ความดีเดินหน้า เครื่องจักรที่ทำให้คนธรรมดามีพลัง และเครื่องจักรที่ทำให้การเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องรอ “ฮีโร่” เพราะเราไม่ได้กำลังสร้าง “คนดีคนหนึ่งเพื่อประเทศ” แต่เรากำลังสร้าง “ระบบที่ทำให้คนดีจำนวนมาก มีโอกาสสร้างประเทศของตัวเอง”

และบางที... การเมือง 180 องศา อาจไม่ได้เริ่มต้นในสภา แต่มันอาจเริ่มต้นจาก คำถามเล็ก ๆ ของประชาชนคนหนึ่งว่า... “ถ้าเราอยากเห็นบ้านเมืองดีขึ้น วันนี้... เราจะช่วยออกแบบมันอย่างไ
ร?”

 



📘 แหล่งข้อมูล | คลิปวีดีโอต่อยอดสู่การเรียนรู้ “ธรรมาภิบาล”


📘 แหล่งข้อมูล | บทความต่อยอดสู่การเรียนรู้ “ธรรมาภิบาล” 

 

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

ขอขอบคุณ หนังสือพิมพ์มติชน ที่ให้เกียรตินำบทความลงตีพิมพ์

 

 

ขอขอบคุณ หนังสือพิมพ์มติชน ที่ให้เกียรตินำบทความของผมลงตีพิมพ์ เรื่อง สิงคโปร์ไม่ได้แค่จับคนโกง แต่เขาออกแบบประเทศอย่างไรให้โกงยาก? เพื่อร่วมเผยแพร่ความรู้ มุมมอง และข้อคิดที่เป็นประโยชน์ออกสู่สังคมในวงกว้าง...

ผมเชื่อเสมอว่า “ความรู้ที่ดี ไม่ควรหยุดอยู่กับคนคนหนึ่ง แต่ควรถูกส่งต่อ เพื่อสร้างการเรียนรู้ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคม” ขอบคุณ มติชน สำหรับพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความคิด และเปิดโอกาสให้เรื่องราวและมุมมองเล็ก ๆ ได้เดินทางไปพบกับผู้อ่านในวงกว้าง และขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม สนับสนุน และร่วมเรียนรู้ไปด้วยกันครับ

เพราะการเรียนรู้ที่มีความหมาย อาจไม่ได้จบลงเมื่อเราอ่านจบหนึ่งบทความ แต่อาจเริ่มต้นขึ้น…เมื่อเราได้กลับไปคิดต่อด้วยตัวเอง
 

อ่านบทความฉบับออนไลน์ได้ที่ Matichon Online
บทความฉบับเต็ม  : https://www.matichon.co.th/article/news_5885209

 


 หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569

 


 หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569


ดลรวี ภัทรกุลพิมล


คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

เด็กไม่ควรรออนาคต…เพื่อเริ่มสร้างอนาคต DuMonZ - Education Money Gen Z

 

 

จะเกิดอะไรขึ้น… ถ้าเด็กทุกคนสามารถสร้างรายได้
จากความสามารถของตัวเอง โดยไม่ต้องรอเรียนจบ?


คำถามนี้อาจฟังดูเหมือนเรื่องของธุรกิจ แต่สำหรับ กลุ่มอเมทิสต์ (Amethyst) นักสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม
ผู้สร้างโอกาส และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม คำถามนี้กลับใหญ่กว่านั้นมาก เพราะเบื้องหลังคำว่า รายได้ คือคำถามเรื่อง โอกาส โอกาสที่เด็กคนหนึ่งจะค้นพบว่า ฉันก็ทำได้

โอกาสที่เด็กอีกคนจะค้นพบว่า ความสามารถของฉันมีคุณค่า และโอกาสที่เด็กซึ่งไม่ได้เกิดมาพร้อมต้นทุนทางเศรษฐกิจ จะสามารถสร้างต้นทุนชีวิตของตัวเองขึ้นมาได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของ ห้องเรียนทำเงิน ไม่ใช่ห้องเรียนที่สอนให้เด็กหาเงินอย่างเดียว แต่คือห้องเรียนที่กำลังทดลองเปลี่ยนคำว่า การศึกษา ให้เชื่อมต่อกับคำว่า ชีวิตจริง

เพราะเด็กไม่ได้ขาดความสามารถ…แต่เด็กขาด สนามให้ลอง ลองนึกภาพเด็กมัธยมคนหนึ่ง เขาอาจตัดต่อวิดีโอเก่ง พูดหน้ากล้องได้ ถ่ายภาพเป็น ออกแบบกราฟิกได้ สอนเพื่อนได้ ขายของออนไลน์เป็น แต่เมื่อถามว่า แล้วความสามารถของหนูเอาไปทำอะไรได้? หลายครั้งระบบการศึกษากลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจน...

โรงเรียนมีห้องเรียน มีหลักสูตร มีข้อสอบ มีคะแนน แต่โลกของการทำงานจริงต้องการมากกว่านั้น โลกต้องการคนที่ ทำเป็น และนี่คือช่องว่างที่กลุ่มอเมทิสต์กำลังพยายามเข้าไปทดลอง พวกเราไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า เราจะช่วยเด็กอย่างไร? แต่เริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่า เราจะสร้างระบบที่ทำให้เด็กช่วยตัวเองได้อย่างไร? นี่คือความแตกต่างระหว่าง การสงเคราะห์ กับ การสร้างศักยภาพ เพราะการให้เงินอาจช่วยเด็กได้หนึ่งครั้ง แต่การสร้างทักษะ สร้างประสบการณ์ สร้างเครือข่าย และสร้างพื้นที่ให้เด็กได้พิสูจน์ตัวเอง อาจเปลี่ยนชีวิตเขาไปทั้งชีวิต...


 วันที่ “ห้องเรียนทำเงิน” เข้าพูดคุยและขอคำปรึกษากับ ดร.วิริยะ


เมื่อแนวคิดของกลุ่มอเมทิสต์เดินทางมาถึงบทสนทนากับ ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์แนะแนวการศึกษาต่อชื่อดัง บทสนทนาจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามว่า เด็กจะทำเงินได้อย่างไร? แต่ขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า เราจะออกแบบระบบการศึกษาอย่างไร ให้ความสามารถของเด็กกลายเป็นทุนชีวิต? ดร.วิริยะไม่ได้มองเด็กในฐานะ ผู้ขาดโอกาส เพียงอย่างเดียว แต่มองว่าเด็กแต่ละคนมี ศักยภาพเฉพาะตัว ที่รอการค้นพบ และสิ่งที่เด็กต้องการอาจไม่ใช่การถูกบอกว่า สงสารหนูนะ เดี๋ยวผู้ใหญ่จะช่วย แต่คือการได้ยินคำว่า ลองดูสิ…เราจะช่วยให้หนูเก่งขึ้น นี่คือการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งสำคัญ จาก ช่วยเหลือ ไปสู่ เสริมเขี้ยวเล็บ เพราะวัยรุ่นไม่ได้อยากถูกมองว่าเป็นคนที่ต้องได้รับความช่วยเหลือตลอดเวลา พวกเขาอยากรู้สึกว่า ฉันมีความสามารถ และฉันมีที่ยืนในโลกใบนี้ หรือพูดง่าย ๆ คือ พวกเขาอยากรู้สึกว่า ฉันเป็น Somebody



 ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์
นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์แนะแนวการศึกษาต่อชื่อดัง
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านผู้ด้อยโอกาส ผู้มีความสามารถพิเศษ และ เอกชน 
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ

 

 

แล้วถ้าเราเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เหมือนเกมล่ะ?


ลองจินตนาการว่าเด็กคนหนึ่งเริ่มต้นจาก Level 1 ยังไม่มีประสบการณ์ ยังไม่มีผลงาน ยังไม่รู้ว่าจะขายทักษะตัวเองอย่างไร แต่แทนที่จะบอกว่า หนูยังไม่เก่ง ระบบกลับบอกว่า เริ่มจากตรงนี้ แล้ว Level Up ไปด้วยกัน เด็กเริ่มเรียนรู้ ฝึกทำงาน สร้างผลงาน รับคำแนะนำจากเมนเทอร์ ทำภารกิจจริง สะสมแต้ม สะสมประสบการณ์

จากระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่ง จากสีเขียว สู่สีน้ำเงิน และวันหนึ่งอาจไปถึงสีทอง แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่สี ไม่ใช่แต้ม และไม่ใช่แม้แต่เงิน สิ่งสำคัญคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเด็กว่า เมื่อวานฉันทำไม่ได้…แต่วันนี้ฉันทำได้แล้ว นี่คือพลังของ Gamification เกมที่ดีไม่ได้ทำให้คนอยากเล่นเพราะรางวัลอย่างเดียว แต่มันทำให้คนอยากเล่นต่อ เพราะเขาเห็นว่า ตัวเองกำลังเติบโต และถ้าวันหนึ่งเด็ก Level สูงพอ เขาอาจไม่ได้เป็นเพียง ผู้รับงาน แต่กลับกลายเป็น ผู้สอน จากเด็กที่เคยได้รับโอกาส กลายเป็นคนที่ส่งต่อโอกาสให้คนอื่น นี่ต่างหากคือวงจรของการเปลี่ยนแปลง...

 


 

จาก “ห้องเรียนทำเงิน” สู่ DuMonZ


จากแนวคิดนี้ กลุ่มอเมทิสต์จึงเริ่มมองไกลกว่าโครงการหนึ่งโครงการ เกิดแนวคิดของแพลตฟอร์ม DuMonZ
ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า ถ้าโลกของผู้ใหญ่มีแพลตฟอร์มสำหรับหางาน แล้วทำไมเด็กที่มีทักษะ แต่ยังไม่มีโอกาส จึงไม่มีพื้นที่ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับวัยของเขา? DuMonZ จึงถูกวางแนวคิดให้เป็นพื้นที่เชื่อมต่อ เด็ก  เมนเทอร์  ผู้ประกอบการ เด็กมีทักษะ ผู้ประกอบการมีโจทย์ เมนเทอร์มีประสบการณ์ แล้วระบบทำหน้าที่เชื่อมทั้งสามฝ่ายเข้าด้วยกัน เด็กอาจรับงานด้านคอนเทนต์ งานออกแบบ งานสื่อสาร งานสอน หรืองานสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่เหมาะสมกับวัย แต่หัวใจสำคัญคือ งานต้องปลอดภัย เหมาะสม และถูกต้อง เพราะเราไม่ได้ต้องการสร้างเด็กที่ “หาเงินเก่ง” เราอยากสร้างเด็กที่ “หาโอกาสเป็น”

Green Career งานที่ไม่ต้องแลกอนาคตกับรายได้วันนี้


นี่คืออีกประเด็นที่สำคัญมาก เมื่อเด็กต้องการรายได้ แต่ไม่มีพื้นที่ที่ปลอดภัย โลกออนไลน์อาจมีทางเลือกมากมาย แต่ไม่ใช่ทุกทางเลือกจะปลอดภัย เด็กบางคนอาจถูกหลอก ถูกเอาเปรียบ ถูกใช้แรงงานไม่เหมาะสม หรือถูกดึงเข้าสู่งานสีเทาที่เริ่มต้นจากคำง่าย ๆ ว่า ได้เงินเร็ว ดังนั้น ห้องเรียนทำเงิน จึงไม่ได้ต้องการแค่สร้างรายได้ แต่ต้องการสร้าง Green Career อาชีพและงานที่ปลอดภัย สร้างทักษะ สร้างประสบการณ์ และไม่ทำลายอนาคตของเด็ก นี่คือเหตุผลที่เมนเทอร์จิตอาสามืออาชีพมีความสำคัญ เด็กไม่ควรถูกโยนลงไปในตลาดแรงงานเพียงลำพัง แต่ควรมีใครสักคนคอยบอกว่า ตรงนี้ทำอย่างไร ตรงนี้ต้องระวังอะไร งานนี้เหมาะกับเราหรือไม่ ถ้าจะเก่งขึ้น ต้องฝึกอะไรต่อ เพราะบางครั้งสิ่งที่เด็กต้องการไม่ใช่คนทำแทน แต่คือ คนที่เดินข้าง ๆ...

และคำถามที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องเงิน


ถ้าเด็กทำงานจริง เรียนรู้จริง สร้างผลงานจริง แล้วทำไมประสบการณ์เหล่านั้นจึงไม่ควรถูกนับเป็น การเรียนรู้? นี่คือจุดที่แนวคิดเรื่อง Credit Bank หรือธนาคารหน่วยกิต เข้ามา ลองจินตนาการว่า เด็กคนหนึ่งเรียนรู้การทำคอนเทนต์ ผ่านการอบรม ฝึกปฏิบัติ ทำงานจริง ได้รับการประเมิน มีผลงานเป็นหลักฐาน สิ่งเหล่านี้ไม่ควรหายไปพร้อมกับโปรเจกต์ แต่มันควรถูกบันทึกเป็น ทุนการเรียนรู้ของเด็ก วันหนึ่งเมื่อเด็กต้องการเรียนต่อ ประสบการณ์เหล่านี้อาจเชื่อมโยงกับระบบการศึกษาและการรับรองทักษะได้ นี่คือการเปลี่ยนคำว่า ประสบการณ์นอกห้องเรียน ให้กลายเป็น ทุนทางการศึกษา และนี่คือจุดที่นวัตกรรมสังคมเริ่มเชื่อมต่อกับการเปลี่ยนระบบ...

เพราะปัญหาของนวัตกรรมไม่ใช่ “คิดไม่ได้”


แต่คือ คิดแล้ว…ใครจะทำต่อ? ประเทศไทยมีโครงการดี ๆ จำนวนมาก เกิดขึ้น เปิดตัว มีภาพถ่าย มีรายงาน แล้วก็จบลง ไม่ใช่เพราะคนทำไม่เก่ง แต่เพราะเมื่อโครงการสิ้นสุด ไม่มีระบบรองรับ โรงเรียนไม่มีเวลา ครูมีภาระมาก งบประมาณหมด ทีมอาสาสมัครแยกย้าย นวัตกรรมจึงกลายเป็นของดีที่ถูกวางไว้บนหิ้ง นี่คือสิ่งที่กลุ่มอเมทิสต์ต้องคิดให้ไกลกว่าเดิม ห้องเรียนทำเงินจะไม่จบลงที่การทำกิจกรรม แต่ต้องค่อย ๆ สร้างระบบ สร้างเครือข่าย สร้างพันธมิตร เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคประชาสังคม จนวันหนึ่งมันสามารถเติบโตไปสู่รูปแบบของ วิสาหกิจเพื่อสังคม ที่ไม่ได้ถามเพียงว่า โครงการได้เงินเท่าไร? แต่ถามว่า สังคมได้อะไรกลับไป?
 

จากเด็ก 100 คน…สู่คำถามระดับประเทศ


บางทีการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศไม่ได้เริ่มจากนโยบายใหญ่ มันอาจเริ่มจากเด็ก 1 คน เด็กที่เคยคิดว่า ฉันไม่มีความสามารถ แล้ววันหนึ่งได้ทำงานชิ้นแรก ได้เงินจากความสามารถของตัวเอง ได้รับคำชมจากลูกค้า มีเมนเทอร์บอกว่า ทำต่อไปนะ หนูไปได้ไกลกว่านี้ จากนั้นเด็กคนนั้นอาจกลับไปบอกเพื่อนว่า ลองดูสิ เราทำได้จริง เด็กหนึ่งคนจึงกลายเป็นสองคน สองคนกลายเป็นสิบ สิบกลายเป็นร้อย และวันหนึ่งอาจกลายเป็นระบบ นี่คือเหตุผลที่ กลุ่มอเมทิสต์ ไม่ได้กำลังทำเพียง โครงการเด็ก พวกเรากำลังทดลองคำถามว่า ประเทศไทยจะออกแบบระบบการศึกษาใหม่ได้หรือไม่? ระบบที่ไม่ได้วัดเด็กจากคะแนนเพียงอย่างเดียว แต่เห็นคุณค่าของ ทักษะ ความสามารถ ประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานจริง และการเติบโตของแต่ละคน

แล้วบทบาทของพวกเราคืออะไร?


บางคนอาจถามว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนหรือ? บางคนบอกว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาล บางคนบอกว่า เป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง แต่คำตอบอาจเป็นว่า มันเป็นหน้าที่ของทุกคน ครูมีหน้าที่เปิดประตู ผู้ประกอบการเปิดพื้นที่ทำงาน เมนเทอร์เปิดโลกประสบการณ์ ภาครัฐเปิดระบบ มหาวิทยาลัยเปิดโอกาส และเด็ก… ต้องเป็นคนเปิดศักยภาพของตัวเอง ส่วนกลุ่มอเมทิสต์กำลังทำหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เชื่อมคนเหล่านี้เข้าหากัน เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจาก ฮีโร่คนเดียว แต่มาจาก ระบบนิเวศของคนที่เชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพ

สุดท้าย…เราอยากให้เด็กจำอะไร?


ไม่ใช่แค่ ฉันเคยได้เงินจากการทำงาน แต่คือ ฉันค้นพบว่าตัวเองมีคุณค่า ไม่ใช่แค่ ฉันเคยทำคอนเทนต์ แต่คือ ฉันมีทักษะที่โลกต้องการ ไม่ใช่แค่ ฉันผ่าน Level หนึ่ง แต่คือ ฉันสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกระดับได้ และไม่ใช่แค่ มีคนเคยช่วยฉัน แต่คือ วันนี้ฉันสามารถช่วยคนอื่นได้แล้ว นี่คือภาพที่ใหญ่กว่าห้องเรียน ใหญ่กว่ารายได้ และใหญ่กว่าโครงการหนึ่งโครงการ มันคือการเปลี่ยนวิธีคิดจาก เด็กต้องเรียนให้จบก่อน จึงจะมีคุณค่า ไปสู่ เด็กมีคุณค่าตั้งแต่วันนี้ และการศึกษาต้องช่วยให้คุณค่านั้นเติบโต...

เพราะบางที…ห้องเรียนที่ดีที่สุด


อาจไม่ใช่ห้องที่มีโต๊ะครบทุกตัว ไม่ใช่ห้องที่มีจอขนาดใหญ่ที่สุด และไม่ใช่ห้องที่มีข้อสอบยากที่สุด แต่อาจเป็นห้องเรียนที่ทำให้เด็กคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมาแล้วพูดว่า ฉันทำได้ และมีใครบางคนตอบกลับไปว่า ใช่…และเราจะพาหนูไปให้ไกลกว่านั้น นี่คือสิ่งที่ ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ กำลังชวนให้เรามองการศึกษาในมุมใหม่ และนี่คือสิ่งที่ กลุ่มอเมทิสต์ (Amethyst) กำลังทดลองทำให้เกิดขึ้นจริงผ่าน ห้องเรียนทำเงิน จากเด็กที่กำลังหางาน สู่เด็กที่ค้นพบคุณค่าของตัวเอง จากทักษะเล็ก ๆ สู่โอกาสใหญ่ จากห้องเรียนหนึ่งห้อง สู่ระบบนิเวศใหม่ของการเรียนรู้ และจากโครงการหนึ่งโครงการ สู่คำถามสำคัญของประเทศไทยว่า 

เราจะสร้างระบบการศึกษาที่ไม่เพียงเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับอนาคต หรือเราจะกล้าที่จะสร้างระบบที่ เปิดโอกาสให้เด็กเริ่มสร้างอนาคตของตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้? เพราะอนาคตของเด็ก… ไม่ควรเริ่มต้นในวันที่เขาเรียนจบ อนาคตควรเริ่มต้นตั้งแต่วันที่เขาค้นพบว่า ฉันมีคุณค่า และฉันสร้างอะไรบางอย่างให้โลกใบนี้ได้ และบางที… ห้องเรียนทำเงินอาจไม่ได้กำลังสอนเด็กให้หาเงิน แต่มันกำลังสอนเด็กให้ค้นพบว่า ตัวเองมีอนาคต นั่นเองครับ...




 

สมาชิกกลุ่ม อเมทิสต์ นักสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม ผู้ขับเคลื่อนการแปลี่ยนแปลง
และผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมโครงการ ห้องเรียนทำเงิน (พระโขนง Sandbox)

 


ภายใต้โครงงานนวัตกรรมเพื่อสังคมของนักศึกษา
หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 (A-LIST) สถาบันพระปกเกล้า

28 ปี สถาบันพระปกเกล้า เมื่อภารกิจสร้าง “พลเมือง” ต้องเดินออกจากห้องเรียน

 


28 ปี สถาบันพระปกเกล้า เมื่อภารกิจสร้าง “พลเมือง” ต้องเดินออกจากห้องเรียน

A-List รุ่นที่ 1 กับคำถามสำคัญของประเทศไทย สถาบันจะสร้างคนแบบไหน เพื่อรับมือโลกที่กำลังเปลี่ยน? 5 กันยายน 2569 ในวันที่สถาบันพระปกเกล้าเดินทางมาถึงวาระครบรอบ 28 ปีแห่งการสถาปนา สิ่งที่น่าคิดอาจไม่ใช่เพียงว่า สถาบันแห่งนี้เดินทางมาไกลแค่ไหน

แต่คือ… ตลอด 28 ปีที่ผ่านมา สถาบันสร้าง “พลเมือง” แบบไหนให้กับประเทศไทย เพราะโลกวันนี้ไม่ได้กำลังเผชิญเพียงวิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง หรือเทคโนโลยี แต่กำลังเผชิญวิกฤตที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ วิกฤตของความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสังคม


เรามีข้อมูลมากขึ้น แต่กลับเข้าใจกันน้อยลง เราสื่อสารกันได้เร็วขึ้น แต่การรับฟังกันกลับลดลง เรามีเทคโนโลยีที่ทรงพลังขึ้น แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ ในโลกที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม การสร้างประเทศจึงไม่อาจฝากความหวังไว้กับ “ผู้มีอำนาจ” เพียงไม่กี่คน โจทย์ใหญ่กว่านั้นคือจะทำอย่างไรให้ประชาชนธรรมดา กลายเป็นพลังที่สามารถร่วมออกแบบอนาคตของประเทศได้ และนี่เอง คือจุดที่คำว่า “ผู้นำพลเมืองยุคใหม่” เริ่มมีความหมายมากกว่าคำสวยหรูในหลักสูตร


28 ปีของสถาบันพระปกเกล้า จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นตัวเลข

วันที่ 5 กันยายนของทุกปี จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นโอกาสให้สังคมย้อนกลับมาถามว่า การเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยและพลเมือง ได้เดินทางออกจากห้องเรียนไปถึงชีวิตจริงของประชาชนแล้วหรือยัง เพราะคำว่า “พลเมือง” ไม่ได้หมายถึงเพียงคนที่มีบัตรประชาชน แต่มันหมายถึงคนที่ตระหนักว่า ตนเองมีส่วนได้ส่วนเสียกับสังคม เห็นปัญหาและไม่เดินผ่าน เห็นความไม่เป็นธรรมและไม่คิดว่าไม่ใช่เรื่องของตน เห็นความแตกต่างและเลือกที่จะพูดคุยมากกว่าผลักคนออกไป

พลเมืองในความหมายนี้จึงไม่ใช่ “ผู้รับบริการ” ของประเทศ แต่คือ “ผู้ร่วมสร้างประเทศ” และนี่คือภารกิจที่ท้าทายขึ้นทุกวัน เพราะประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่คำถามคือ… เรามีคนที่พร้อมใช้ความเก่งเพื่อส่วนรวมมากพอหรือยัง

 


A-List รุ่นที่ 1 ห้องเรียนที่กำลังทดลองตอบโจทย์ “ผู้นำพลเมืองยุคใหม่”

ท่ามกลางคำถามเหล่านี้ การเกิดขึ้นของหลักสูตร ประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 หรือ A-Lis จึงน่าสนใจ ไม่ใช่เพราะคำว่า “A-List” ฟังดูพิเศษ แต่เพราะโจทย์ของหลักสูตรพยายามพาคนออกจากกรอบเดิมของคำว่า “ผู้นำ”

ผู้นำในโลกเก่าอาจหมายถึงคนที่อยู่บนสุดขององค์กร แต่ผู้นำในโลกใหม่อาจเป็นคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างปัญหา ผู้คน และโอกาส อาจเป็นคนตัวเล็ก ๆ ในชุมชน อาจเป็นคนทำงานธรรมดา อาจเป็นคนรุ่นใหม่ อาจเป็นคนที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองเลยด้วยซ้ำ แต่มีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือความเชื่อว่า “ฉันสามารถทำอะไรบางอย่างให้สังคมดีขึ้นได้” นั่นต่างหาก คือจุดเริ่มต้นของความเป็นพลเมือง


 

A-List - Anyone can be on the list.

ประโยคสั้น ๆ ที่กำลังท้าทายวิธีคิดเรื่องผู้นำหากตีความคำว่า A-List ในแบบเดิม มันอาจหมายถึงรายชื่อของคนกลุ่มพิเศษ แต่แนวคิดของ A-List กลับวางโจทย์ไว้ต่างออกไป Anyone can be on the list.

ทุกคนสามารถอยู่ในรายชื่อได้ ประโยคนี้สำคัญ เพราะมันกำลังรื้อกำแพงระหว่างคำว่า “ผู้นำ” กับ “ประชาชน” มันกำลังบอกว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครแต่งตั้งคุณเป็นผู้นำ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีตำแหน่ง ไม่จำเป็นต้องรอให้มีอำนาจ และไม่จำเป็นต้องรอให้ใครอนุญาต เพราะการเป็นผู้นำพลเมืองเริ่มต้นจากการลงมือทำ คนหนึ่งคนอาจเริ่มจากปัญหาเล็ก ๆ ในชุมชน อีกคนอาจเริ่มจากการสร้างธุรกิจที่เปิดโอกาสให้คนอื่น อีกคนอาจเริ่มจากการสร้างพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้ อีกคนอาจเริ่มจากการตั้งคำถามต่อนโยบายสาธารณะ สิ่งเหล่านี้อาจดูต่างกัน แต่มีแก่นเดียวกัน คือ การเปลี่ยนสถานะจาก “คนที่มองเห็นปัญหา” ไปเป็น “คนที่ลงมือจัดการกับปัญหา”


เพราะการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด อาจไม่ได้เกิดขึ้นตอนนั่งฟัง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรามักเข้าใจคำว่า “การศึกษา” ผ่านภาพของห้องเรียน หนังสือ คะแนนสอบ และใบประกาศ แต่การศึกษาพลเมืองอาจไม่ใช่แบบนั้น เพราะหากเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย แต่ไม่กล้าฟังคนเห็นต่าง เรียนรู้เรื่องสังคม แต่ไม่เคยลงไปสัมผัสชีวิตของคนตัวเล็ก เรียนรู้เรื่องนโยบาย แต่ไม่เคยถามว่ากระทบชีวิตประชาชนอย่างไร

ความรู้ก็อาจยังคงเป็นเพียง “ความรู้” สิ่งที่ A-List น่าสนใจจึงอยู่ที่แนวคิด เรียนรู้ • ร่วมสร้าง • เปลี่ยนแปลง สามคำนี้ไม่ได้เรียงกันโดยบังเอิญ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน มักเริ่มจากการยอมรับว่า “ฉันยังไม่รู้ทุกอย่าง” จากนั้นจึงเปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้ เมื่อเรียนรู้มากขึ้น ก็เห็นว่าปัญหาหนึ่งเรื่องมีหลายมิติ เมื่อเห็นหลายมิติ ก็รู้ว่าคนคนเดียวแก้ไม่ได้ จึงต้อง “ร่วมสร้าง” และเมื่อความรู้ถูกนำมาผนวกกับความร่วมมือ จึงเกิดสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “การเปลี่ยนแปลง”


ประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียง “คนเก่ง”

แต่ต้องการคนที่เชื่อม “ความเก่ง” เข้ากับ “ประโยชน์สาธารณะ” โจทย์นี้อาจเป็นหนึ่งในโจทย์ที่หนักที่สุดของประเทศไทยในเวลานี้ เพราะโลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ความซับซ้อนเพิ่มขึ้นทุกวัน ปัญหาหนึ่งเรื่องไม่สามารถแยกออกจากอีกเรื่องหนึ่งได้ ความเหลื่อมล้ำเชื่อมโยงกับการศึกษา การศึกษาเชื่อมโยงกับโอกาส โอกาสเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเชื่อมโยงกับแรงงาน แรงงานเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต และทั้งหมดเชื่อมโยงกลับมาที่นโยบายสาธารณะ 

ดังนั้น ผู้นำยุคใหม่จึงไม่สามารถคิดแบบ “แยกส่วน” ได้อีกต่อไป ต้องเห็นทั้งระบบ ต้องเข้าใจคน ต้องอ่านบริบท ต้องฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และต้องทำงานกับคนที่คิดไม่เหมือนตัวเองให้ได้ นี่คือเหตุผลว่า ทำไมผู้นำพลเมืองยุคใหม่จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่พูดเสียงดังที่สุดในห้อง แต่อาจเป็นคนที่ ทำให้คนหลายฝ่ายกลับมานั่งโต๊ะเดียวกันได้นั่นเองครับ...

 


จาก A-List รุ่นที่ 1 สู่คำถามใหญ่กว่าเดิม

เมื่อเรียนรู้แล้ว จะเปลี่ยนอะไร? ในวาระ “28 ปี สถาบันพระปกเกล้า” นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 ร่วมแสดงความยินดี พร้อมถ่ายทอดความเคารพ ความผูกพัน และความภาคภูมิใจในฐานะนักศึกษาของสถาบัน ภาพนี้อาจดูเป็นเพียงกิจกรรมแสดงความยินดี แต่หากมองให้ลึกลงไป มันสะท้อนบางสิ่งที่มากกว่านั้น นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่าง “สถาบัน” กับ “ผู้เรียน”

สถาบันอาจมอบความรู้ให้กับผู้เรียน แต่เมื่อผู้เรียนเดินออกจากห้องเรียนไปแล้ว คำถามคือ… เขาจะนำความรู้นั้นกลับคืนสู่สังคมอย่างไร นี่คือบททดสอบที่แท้จริงของการเรียนรู้ ไม่ใช่การจำได้มากแค่ไหน  แต่คือ สร้างอะไรได้บ้าง ไม่ใช่พูดเรื่องสังคมได้ดีเพียงใด แต่คือ ลงมือทำอะไรให้สังคม และไม่ใช่แค่รู้ว่าประเทศมีปัญหาอะไร แต่คือ เราเลือกจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หรือส่วนหนึ่งของคำตอบ

 

 

28 ปีข้างหน้า อาจไม่ได้วัดกันที่ “สิ่งที่สร้าง” แต่ที่ “คนที่สร้าง”

ถ้ามองย้อนกลับไป 28 ปี สถาบันพระปกเกล้าคือเรื่องราวของการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แต่ถ้ามองไปข้างหน้า โจทย์อาจยากกว่าเดิมหลายเท่า เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่โลกที่ความเปลี่ยนแปลงจะไม่ได้เกิดเป็นครั้ง ๆ แต่มันจะเกิดขึ้นตลอดเวลา เทคโนโลยีใหม่เข้ามา อาชีพใหม่เกิดขึ้น โครงสร้างประชากรเปลี่ยน รูปแบบเศรษฐกิจเปลี่ยน ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเปลี่ยน และความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ก็เปลี่ยน คำถามจึงไม่ใช่แค่ “เราจะปรับตัวอย่างไร?” 

แต่คือ “เราจะสร้างคนแบบไหนให้สามารถนำการเปลี่ยนแปลงได้?” นี่คือความท้าทายของการสร้างผู้นำพลเมืองในยุคใหม่ และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ A-List รุ่นที่ 1 ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะ “นักศึกษารุ่นแรก” แต่ควรถูกมองว่าเป็น หนึ่งในกลุ่มคนที่กำลังทดลองสร้างนิยามใหม่ของคำว่า “ผู้นำ”


 

เพราะอนาคตของประเทศ ไม่ได้อยู่ในมือของ “คนเก่งที่สุด” เพียงไม่กี่คน

ท้ายที่สุดแล้ว 28 ปีของสถาบันพระปกเกล้า อาจไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะประวัติศาสตร์ของสถาบันแห่งหนึ่ง แต่มันคือคำถามว่า สังคมไทยต้องการ “พลเมือง” แบบไหนในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ และคำตอบอาจไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่าง แต่อาจเป็นคนที่ พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่ใช่คนที่คิดเหมือนทุกคน แต่เป็นคนที่ ทำงานกับความแตกต่างได้ ไม่ใช่คนที่รอให้ระบบเปลี่ยน 

แต่เป็นคนที่ กล้าลงมือเปลี่ยนระบบ และไม่ใช่คนที่ถามเพียงว่า “ประเทศให้อะไรกับฉัน?” แต่กล้าถามกลับว่า “ฉันจะให้อะไรกับประเทศนี้ได้บ้าง?” นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ จาก “ผู้เรียน” สู่ “ผู้ลงมือทำ” จาก  “ประชาชน” สู่ “พลเมือง” จาก “คนคนหนึ่ง” สู่ “พลังของการเปลี่ยนแปลง” และจากห้องเรียน… สู่สังคมจริง


28 ปี สถาบันพระปกเกล้า

จากรากฐานแห่งการเรียนรู้ สู่พลังของพลเมือง วันที่ 5 กันยายน 2569 จึงอาจไม่ใช่เพียงวันแห่งการย้อนมองอดีต แต่คือวันที่สถาบันต้องถามตัวเองอีกครั้งว่า 28 ปีที่ผ่านมา เราสร้างคนได้มากแค่ไหน และที่สำคัญกว่านั้น 28 ปีจากนี้ สถาบันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากแค่ไหน A-List รุ่นที่ 1 อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวบทหนึ่ง แต่เรื่องราวของผู้นำพลเมืองจะไม่มีวันจบลงในห้องเรียน เพราะเมื่อบทเรียนจบลง การลงมือทำเพิ่งเริ่มต้น และเมื่อคนหนึ่งคนลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อส่วนรวม คนอีกคนอาจเห็น แล้วลุกขึ้นมาทำตาม จากหนึ่งคนเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน 

และวันหนึ่ง… สิ่งที่เริ่มต้นจาก “ห้องเรียน” อาจกลายเป็น “พลังของสังคม” A-List จึงไม่ใช่เพียงชื่อของนักศึกษารุ่นหนึ่ง แต่คือคำถามท้าทายว่า เราจะยอมเป็นเพียงผู้ชมของความเปลี่ยนแปลง หรือจะลุกขึ้นมาเป็นผู้สร้างมัน และในท้ายที่สุด รายชื่อที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่รายชื่อของคนที่ถูกเลือก แต่อาจเป็นรายชื่อของคนที่เลือกแล้วว่า… จะไม่ยืนดูประเทศไทยเปลี่ยนไปเพียงลำพัง เรามาร่วม เรียนรู้ • ร่วมสร้าง • เปลี่ยนแปลง ไปด้วยกันนะครับ...


เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล


คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม