5 บทเรียน เปลี่ยนเรื่องท้องถิ่นให้เป็นอนาคตทางเศรษฐกิจ

 

บ่อยครั้งที่การท่องเที่ยวชุมชนในประเทศไทยมักจบลงด้วยภาพจำแบบ "ฉิ่งฉาบ" หรือการท่องเที่ยวเชิงปริมาณที่เน้นความครึกครื้นชั่วคราว นักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูปเช็คอินแล้วจากไป ทิ้งไว้เพียงขยะและความทรงจำที่ฉาบฉวย โดยที่เม็ดเงินแทบไม่ได้ตกถึงมือคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ท่ามกลางกระแสความฉาบฉวยนี้ อาจารย์สัญญา (คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่) นักวิชาการผู้คลุกคลีกับชุมชนกว่า 35 หมู่บ้านในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "หัวใจ" ของการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากการสร้างสิ่งแปลกใหม่ แต่มาจากการกลับไปขุดค้น "กำพืช" หรือรากเหง้าของตนเอง ผ่านปรัชญาการทำงานแบบ "จับมือทำ นำทางเดิน" ที่เปลี่ยนจาก "คุณค่า" ทางจิตวิญญาณให้กลายเป็น "มูลค่า" ทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง

ต่อไปนี้คือ 5 บทเรียนจากการถอดรหัสโมเดลการพัฒนาที่ทำให้ชุมชนบนยอดดอยอย่างบ้านแพมบก บ้านห้วยห้อม หรือบ้านละอูบ สามารถยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิ

 


บทเรียนที่ 1 อัตลักษณ์ไม่ใช่แค่ "เปลือก" แต่คือความโดดเด่นเชิงคุณภาพ

ในมุมมองของนักพัฒนาทั่วไป อัตลักษณ์อาจเป็นเพียงชุดแต่งกายหรือการแสดงโชว์ แต่อาจารย์สัญญานิยามอัตลักษณ์ใหม่ว่าคือ "ความโดดเด่นเชิงคุณภาพ" (Identity as Quality) ซึ่งต้องอาศัยการร้อยเรียงผ่าน FICES Model เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ดังนี้

Faith (ความเชื่อ) จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด หากชุมชนไม่มีความเชื่อร่วมกัน (เช่น ความเชื่อเรื่องพญานาค หรือความเชื่อเรื่องสะพานบุญ) การพัฒนาในขั้นตอนต่อไปจะไร้พลัง

Identity (อัตลักษณ์) เมื่อความเชื่อถูกปฏิบัติสืบต่อกันมาจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น

Community (ชุมชน) อัตลักษณ์ที่เข้มแข็งจะดึงดูดผู้คนให้มารวมกลุ่มกัน เกิดเป็นสังคมที่โอบกอดและช่วยเหลือกัน

Education (การศึกษา) การนำอัตลักษณ์เข้าสู่ระบบหลักสูตรท้องถิ่น เพื่อให้เยาวชนตระหนักในคุณค่าและสืบทอดต่อไปไม่ให้สูญหาย

Sustainability (ความยั่งยืน) ผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดจากรากฐานที่แข็งแกร่ง ทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้

"ลืมอะไรก็ได้ แต่อย่าลืม 'กำพืช' อย่าลืมว่าเราเป็นใคร สำคัญที่สุด... จงเดินตามรอยเท้าตัวเอง สร้างทางให้ตัวเองเดิน ดีกว่าไปเหยียบย่ำตามรอยเท้าคนอื่น" — อาจารย์สัญญา

 


สะพานโขคุโสะ (สะพานบุญ) บ้านแพมบก
 

บทเรียนที่ 2 เปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นสวัสดิการชุมชน (กรณีศึกษาบ้านแพมบก)

ที่บ้านแพมบก อำเภอปาย มีสินทรัพย์ระดับโลกอย่าง "สะพานโขคุโซ" สะพานไม้ไผ่ที่ทอดยาวกว่า 800-1,000 เมตรข้ามทุ่งนา แต่อดีตกลับเป็นเหมือน "รถหรูที่จอดทิ้งไว้บนดอย" เพราะชุมชนมีของดีราคาแพงแต่กลับปล่อยให้นักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะกลุ่มฝรั่งขี้นก) เข้ามาใช้สอยอย่างไม่เห็นคุณค่า แต่งตัวไม่เหมาะสม หรือมานอนพักผ่อนโดยไม่สร้างรายได้ให้พื้นที่

 สะพานโขคุโสะ (สะพานบุญ) บ้านแพมบก
 

อาจารย์สัญญาจึงเข้าไปช่วยวางระบบ "การจัดการประชาสังคม" โดยเน้นเรื่อง "ความรับผิดชอบ" มากกว่า "หน้าที่"

การคืนความศักดิ์สิทธิ์ให้สะพาน สื่อสารว่าสะพานนี้คือทางเดินสู่สวรรค์ตามความเชื่อชาวไต หากชาวต่างชาติจะเข้าชมต้องเสียค่าธรรมเนียม 30 บาท เพื่อนำเงินมาบำรุงรักษาไม้ไผ่ที่ต้องเปลี่ยนทุก 2 ปี เงินจำนวนนี้คือการ "คัดกรอง" คนที่เห็นคุณค่า

สร้างฟันเฟืองเศรษฐกิจ เงินที่ได้นำมาสร้างสวัสดิการ จ้างกลุ่มแม่บ้านวันละ 200 บาทให้มาทำอาหารรองรับนักท่องเที่ยว ทำให้คนที่ไม่ทำโฮมสเตย์ก็ยังมีส่วนร่วมและมีรายได้

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ จากเงินค่าผ่านทาง 30 บาท ชุมชนสามารถสะสมเงินจน ซื้อที่ดินได้ถึง 7 ไร่ เพื่อขุดบ่อบาดาลและสร้างอ่างเก็บน้ำ แก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำหลากให้หมู่บ้านได้อย่างยั่งยืน

 


บทเรียนที่ 3 นิเวศสัมพันธ์ระหว่าง "ป่า" และ "กาแฟ" (บทเรียนจากบ้านห้วยห้อม)

เรื่องราวของกาแฟอาราบิก้าที่บ้านห้วยห้อม คือตัวอย่างของการเปลี่ยนจาก "Value" เป็น "Volume" อย่างสมบูรณ์ ย้อนกลับไปปี พ.ศ. 2512-2513 มีการนำกล้ากาแฟ 10 ต้นแรกมาทดลองปลูกแต่เหลือรอดเพียงต้นเดียว จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2514 ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานกล้ากาแฟเพิ่มอีก 1,000 ต้น

"ถ้า 1 ต้นรอด ทำไมอีก 1,000 ต้นจะรอดไม่ได้?" — พระราชดำรัส รัชกาลที่ 9

 


ความยั่งยืนที่เกิดจากกาแฟห้วยห้อมมี 3 มิติสำคัญ

1. รักษาป่าเพื่อรักษารายได้ กาแฟอาราบิก้าต้องปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ชาวบ้านจึงกลายเป็นผู้รักษาป่าโดยอัตโนมัติ เพราะหากไม่มีป่าก็ไม่มีกาแฟ

2. มรดกชั่วลูกชั่วหลาน กาแฟ 1 ต้นมีอายุ 60-100 ปี สามารถเก็บขายเลี้ยงครอบครัวจนส่งลูกหลานเรียนจบปริญญาได้

3. อำนาจต่อรองในตลาดโลก ปัจจุบันกาแฟที่นี่มีคุณภาพสูงจนแบรนด์ระดับโลกแย่งกันประมูล จากราคาปกติตามท้องตลาด เพิ่มมูลค่าเป็น 125-130 บาทต่อกิโลกรัม (กาแฟกะลา) และล่าสุดพุ่งสูงถึง 180 บาทต่อกิโลกรัม จากการแข่งขันของยักษ์ใหญ่สองเจ้า

 


บทเรียนที่ 4 ปรัชญาการทำงานแบบ "ถ่อมตัว" และการกินข้าวพาเดียวกัน

ความสำเร็จในการพัฒนา 35 หมู่บ้าน รวมถึงการพลิกฟื้น บ้านละอูบ จากหมู่บ้านที่คนเคยมองว่าเป็น "สลัมบนยอดดอย" ให้กลายเป็น 1 ใน 10 หมู่บ้านท่องเที่ยวที่ดีที่สุดด้วยอัตลักษณ์ "เครื่องเงินละว้า" เกิดจากวิธีการเข้าหาชุมชนแบบ Humility (ความถ่อมตัว)

 


อย่าใช้ปริญญานำทาง อาจารย์สัญญาเน้นย้ำว่า แม้เราจะเป็นด็อกเตอร์หรือคณบดี แต่เมื่อเข้าชุมชนต้องไปในฐานะ "ผู้ขอความรู้" จากปราชญ์ชาวบ้าน

กินข้าวหม้อเดียวกัน การสร้างความเชื่อใจ (Trust) เริ่มจากการใช้ชีวิตแบบเดียวกับเขา กินอาหารแบบเดียวกัน นั่งล้อมวงคุยกันเหมือนครอบครัว

ผู้นำต้องเอาด้วย กลยุทธ์สำคัญคือการซื้อใจผู้นำชุมชน หากพ่อหลวงหรือแม่หลวงพร้อมลุย งานจะสำเร็จไปกว่าครึ่ง เพราะชุมชนจะเกิดพลังสามัคคีที่ไม่มีวันแตกแยก

 


บทเรียนที่ 5 การท่องเที่ยวคือ "อาหารสิ้นคิด" ที่ต้องไม่หยุดนวัตกรรม

อาจารย์สัญญาเปรียบเปรยการท่องเที่ยวที่น่าสนใจว่าเหมือน "ผัดกะเพรา" ซึ่งเป็นอาหารสิ้นคิด คือเมื่อคนคิดอะไรไม่ออกก็จะไปที่เดิมๆ เช่น ม่อนแจ่ม หรือแม่กำปอง ความยั่งยืนในการท่องเที่ยวจึงอาจไม่มีอยู่จริงในเชิงสถานที่ เพราะมนุษย์แสวงหาประสบการณ์ใหม่เสมอ

ชุมชนจึงต้องมีกลยุทธ์ "นวัตกรรมทางประสบการณ์"

สร้างจุดเช็คอินใหม่เสมอ เหมือนที่บ้านละอูบเนรมิตจุดชมทะเลหมอกบนดอยโมซำเบียง เพื่อให้มี "รสชาติใหม่" มาดึงดูดนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด

รักษา 'รอยยิ้มสยาม' ในยุคที่เทคโนโลยีไล่ล่าเรา อัตลักษณ์ด้านนิสัยใจคอและการต้อนรับที่จริงใจคือสิ่งที่เทคโนโลยีเลียนแบบไม่ได้ และเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีวันตาย

 


การเปลี่ยน "คุณค่า" ให้เป็น "มูลค่า" ไม่ใช่การขายวิญญาณของชุมชน แต่คือการสร้างระบบจัดการที่ทำให้คนในพื้นที่ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง เมื่อชุมชนเห็นค่าในสิ่งที่ตนมี พวกเขาจะกลายเป็นผู้รักษาวัฒนธรรมและระบบนิเวศที่แข็งแกร่งที่สุด โดยมีเศรษฐกิจเป็นเพียงผลพลอยได้ที่ตามมา

ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เราจะรักษา 'ทางเดินของตัวเอง' ให้มั่นคงและงดงามท่ามกลางรอยเท้าของคนอื่นได้อย่างไร? บางทีคำตอบอาจไม่ใช่การก้าวให้ไวตามโลก แต่เป็นการก้าวให้มั่นคงบนรากเหง้าที่เรียกว่า "กำพืช" ของเราเอง...

 

 

ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย AM 1467 KHz
วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 – 19.00 น.

การจัดการท่องเที่ยว อัตลักษณ์ วัฒนธรรม เชื่อมร้อยนิเวศชุมชน ตอน 1
การจัดการท่องเที่ยว อัตลักษณ์ วัฒนธรรม เชื่อมร้อยนิเวศชุมชน ตอน 2

 

หมายเหตุ: เนื้อหาหลักของบทความนี้เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์จากการพูดคุยของ รศ.ดร.สัญญา สะสอง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในหัวข้อเรื่อง การจัดการท่องเที่ยว อัตลักษณ์ วัฒนธรรม เชื่อมร้อยนิเวศชุมชน จากรายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน” EP.32 หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณ  รศ.ดร.สัญญา สะสอง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เป็นอย่างสูง สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจในครั้งนี้

เรียบเรียง/บทความโดย ดลรวี ภัทรกุลพิมล

  • โปรดิวเซอร์รายการ “คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน”
  • ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน 
  • Public Policy Advisor for Community-Driven Systemic Change 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม