DW คืออะไร - Derivatives Warrant? - ตราสารอนุพันธ์ | มือใหม่...ลงทุนในหุ้น - Stock Investment


Derivatives Warrant หรือที่เรามักเรียกกันแบบคุ้นหูกันนะครับมันก็คือ ตัว DW นั่นเอง - DW ก็คือตราสารอนุพันธ์ ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นตราสารที่จะต้องไปอ้างอิงหรือไปเปรียบเที่ยบกับสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ อาทิเช่น หุ้น เป็นต้น นั่นเองนะครับ- ทั้งนี้ DW อ้างอิงกับตราสารอะไร ราคาของ DW นั้นก็จะขึ้นนลงไปตามตราสารนั้นๆ เช่น อ้างอิงกับหุ้น PTT ราคา DW ก็จะขึ้นลงตามหุ้น PTT ที่ตัว DW ไปอ้งอิงอยู่นั้นเองนะครับ 


ทั้งนี้นะครับตัว DW  ก็คือตัว Options ซึ่งสามารถเทรดเหมือนหุ้นได้เลย ไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่ ปัจจุบันสามารถใช้บัญชีเทรดหุ้นเดิมที่คุณมีได้เลยนะครับ ซึ่งจะเทรดเหมือนหุ้นปกตินั้นเอง... สำหรับท่านใดนะครับที่ยังไม่ได้เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ ท่านสามารถติดต่อกับโบรกเกอร์ที่ท่านชื่นชอบเพื่อติดต่อสอบถามเปิดบัญชีได้เลยนะครับ ไม่ต้องกลัวนะครับโทรไปสอบได้เลย เพราะโบรกเกอร์ต้องการลูกค้าอย่างเราๆกันอยู่แล้วเขาพร้อมที่จะให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกทุกอย่างให้กับเราเองนะครับ 


ต่อมาเรามาดูกันเลยดีกว่านะครับว่าความแตกต่าง และจุดเด่น ของ Derivatives Warrant หรือ DW ตัวนี้เป็นอย่างไร และ Derivatives Warrant  มีความแตกต่างกับตัว  วอแรนท์ (Warrant) ปกติที่เรารู้จักกันมาแล้วในคลิปของผมก่อนหน้านี้กันมาแล้วนะครับ-เรามาดูกันครับว่า 2 ตัวนี้มีความแตกต่างกันอย่างไรนะครับ...



  

จุดเด่นของ DW (Derivatives Warrant) คือ


1- LEVERRAGE คือ ตัวเพิ่มโอกาสในการทำกำไร  การที่เราจะทำกำไรได้เพิ่มขึ้นก็เพราะเรามี LEVERRAGE เข้ามาช่วยนั้นเองทำให้เราสามารถใช้เงินทุนที่น้อยในการทำกำไรสูงๆได้-  แต่ตัว LEVERRAGE เราต้องระวังเป็นอย่างมากในการใช้นะครับมัน เป็นดาบสองคมทีเดียว เพราะมันจะทำกำไรได้มากก็จริงแต่เวลาเสียมันก็จะเสียมากเช่นกันนะครับ...

2- ราคาต่อหน่วยต่ำ ซึ่ง DW จะมีราคาต่อหน่วยที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับราคาสินทรัพย์ที่ DW ไปอ้างอิง ในกรณณีนี้นะครับ ถ้าเราดูหุ้นบางตัวนั้นในปัจจุบันมีราคาสูงมากอย่างกรณีหุ้นบางตัว มีราคาหุ้นละ 400 บาท เป็นต้นนะครับหากเราต้องการซื้อหุ้นตัวนี้ต้องซื้อถึง 100 หุ้นนั้น เพราะการซื้อขายหุ้น ซื้อขายเป็น board lot โดย 1 board lot = 100 หุ้น ถ้าอิงราคานี้ตามราคาเราต้องใช้เงิน ถึง 40,000 บาท ซึ่งนักลงทุนอาจจะมีไม่ถึง หรือ เงินอาจจะมากเกินไปในการลงทุนในแต่ละครั้งที่รับความเสี่ยงได้ แต่ในกรณีของ DW นั้นไม่จำเป็นต้องใช้ถึง 40,000 บาท เพราะ DW บางตัว ราคาเริ่มต้นเป็นเพียงเป็นเศษสตางค์ก็ยังมี

3- สามารถทำกำไรได้ทั้ง ชนิดทำกำไรในตลาดขาขึ้น และ ชนิดที่ทำกำไรในตลาดขาลง ซึ่งเป็นข้อดีของการลงทุนที่สามารถทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและตลาดขาลง



 DW มีกี่ประเภท อะไรบ้าง


DW แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ซึ่งต้องแยกจากกันชัดเจน
1- DW ทำกำไรขาขึ้น ซึ่งเรียกว่า CALL DW
2- DW ทำกำไรขาลง  ซึ่งเรียกว่า PUT DW
ซึ่งทั้งสองกรณีทั้ง ขาขึ้น และ ขาลง นี่คือการแยกกันอย่างชัดเจนในแต่ละครั้งที่เทรดนะครับ จะมารวมกันในการเทรดครั้งเดียวไม่ได้


การอ่านสัญญาลักษ์ของ DW


DW จะต้องมีสัญญาลักษ์ ความยาวไม่เกิน 12 ตัวอักษรนะครับ อาทิ DW ของ CPALL สัญญาลักษ์จะเป็น CPAL00C2012A  ซึ่ง 

 

* ตัวอักษร4ตัวแรก จะเป็นชื่อสินทรัพย์อ้่างอิง ในที่นี่คือ CPALL แต่ดูแล้วคงจะสงสัยกันนะครับว่า ชื่อ CPALL มี5 ตัวแต่ในสัญญาลักษ์ทำไมถึงมีเพียง 4 ตัว เพราะเนื่องจากมีการกำหนดไว่ว่าชื่อไม่ว่าจะยาวกี่ตัว เมื่อมาทำเป็นสัญญาลักษ์ของ DW จะตัดให้เหลือเพียง 4 ตัวเท่านั้น

* ต่อมาตัวเลข 00 สองตัว ตรงนี้หมายถึงหมายเลขบริษัทหลักทรัพย์ หรือหมายเลขค่ายผู้ออกตัว DW นั้นๆนั่นเองนะครับ อาจจะเป็น 01-21 -22 -28 แบบนี้เป็นต้นนะครับ

* ต่อมาคือตัว  C ตัว C ตัวนี้ จะหมายถึงการเล่นหรือการเทรด DW ในขาขึ้น หรือขาลง อาทิ ถ้าเราลงทุนในขาขึ้น ก็จะใช้สัญญาลักษ์ ตัว C  คือ CALL DW แต่ถ้า เราเล่นหรือการเทรด DW ในขาลง จะให้สัญญาลักตัว P  คือ PUT DW นั่นเองนะครับ

* ต่อมาหมายเลขอีก 4 ตัว คือหมายเลขวันหมดอายุของ DW ของตัวนั้นๆ ซึ่งในที่นี่สมมุตเป็น 2012 หมายถึง DW ตัวนี้จะหมดอายุใน เดือน 12 ปี 2020  นั่นเองนะครับ

* ตัวอักษรตัวสุดท้าย ก็คือ ซื้อรุ่นหรือซี่รี่ของ DW ในรุ่นนั้นๆ อาทิ รุ่นที่ 1 จะใช้ตัว A รุ่นที่2 จะใช้ตัว B เป็นต้นนั้นเองนะครับ ซึ่งเราจะได้ทราบว่า DW ที่เราสนใจอยุ่ในรุ่นที่เท่าไหร่ของตัว DW นั้นๆนะครับ


 สิ่งสำคัญในการเทรด DW


1- Effective Gearing คืออัตราทด ซึ่งเป็นจำนวนเท่านั้นเองนะครับจำนวนเท่าและผลตอบแทนเมื่อเราลงทุน DWที่อ้างอิงจากหุ้นแม่ สมมุตมีอัตราทด 3 เท่า อาทิ ถ้าหุ้นแม่เปลี่ยนแปลง 5 %  ตัว DW ก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็น 15 % นั้นเองนะครับ

2-Time Decay  ค่าความเสื่อมของมูลค่าเวลา มูลค่าจะเสื่อมระยะเวลานานขึ้น เป็นความเสี่ยงที่สำคัญมากนะครับสำหรับผู้ที่เทรด DW คือถ้านักลงทุนถือ DW ไปเรื่อยๆ ราคา Dw จะลดลงถึงแม้ว่าราคาหุ้นแม่จะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม ตัวนี้สำคัญมากนะครับ สำหรับมือใหม่มักจะไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องนี้ และเป็นเรื่องที่ควรระวังมากนะครับ ควรศึกษาเชิงลึกและสอบถามจากค่าย หรือโบรกเกอร์ผู้ออกตราสารให้เข้าใจก่อนการลงทุนนะครับสำหรับ Time Decay ตัวนี้

3- Sensitivity ค่าการแกว่งตัวของราคา DW ของหุ้นอ้างอิงหรือหุ้นแม่  ราคา DW ไม่จำเป็นจะต้องปรับราคาตามหุ้นแม่ทุกช่องนะครับ แต่จะปรับราคาตามค่าของ Sensitivity ที่เลือกไว้ Sensitivity ตัวนี้ หากนักลงทุนต้องการให้มีการปรับตารางราคาตามหุ้นแม่นักลงทุนควรเลือกค่า Sensitivity เป็นค่าการปรับราคาตามตาราง DW ควรเป็น 1:1  หรือ DW เท่ากับ 1 หรือไกล้เคียง 1 นั่นเองนะครับ ตัวนี้ก็สำคัญมากเช่นกันนะครับ มือใหม่มักจะไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องนี้บางคนถึงขั้นคิดว่าค่ายผู้ออกตราสารโกงก็มี ที่จริงแล้วค่ายผู้ออกตราสารไม่ได้โกงนะครับ เพียงแต่การปรับตรารางราคาจะปรับตามค่า Sensitivity ที่เราเลือกไว้นั้นเองนะครับ  ทั้งนี้ควรศึกษาเชิงลึกและสอบถามจากค่ายผู้ออกตราสารให้เข้าใจก่อนการลงทุนนะครับสำหรับ Sensitivity ตัวนี้

ข้อควรระวัง การที่เราเปิดบัญชีจากค่ายหรือโบรกเกอร์ผู้ออกตราสารไหน ให้เราอิงตารางราคากับค่ายนั้นเป็นหลักนะครับ เพราะถ้าดูตารางจากค่ายอื่นที่เราไม่ได้เทรดกับเขาจะทำให้ตารางราคาอาจคลาดเคลื่อนได้นะครับ เพื่อป้องกันความผิดพลาด เทรดค่ายไหนอ้างอิงข้อมูลตารางกับค่ายนั้นๆเป็นหลักนะครับ..

4- Last trading Date วันซื้อขายวันสุดท้าย ตรงนี้สำคัญมากเพราะเมื่อเราเลือกหุ้น เราควรดูระยะเวลาให้สอดคล้องกับการขึ้นลงของหุ้นอ้างอิงหรือหุ้นแม่ซึ่งจะต้องดูเทรนของหุ้นแม่ว่าอยู่ในช่วงเวลาขาขึ้นหรือขาลงในช่วงเวลานั้นๆ ทั้งนี้ต้องวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technicai Analysis) และ วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) ของหุ้นแม่ประกอบทุกครั้งที่ลงทุน เพราะมีผลอย่างมากสำหรับคาบช่วงเวลาที่เรา
เทรด
DW นั่นเองนะครับ



สรุปวิธีเลือก DW สินทรัพย์อ้างอิงสำหรับในการเทรด DW


1- เราต้องมีหุ้นหรือตราสารอ้างอิง
2- วิเคราะห์ทิศทางขาขึ้น หรือขาลง ของตราสารหรือหุ้นตัวนั้นๆ
3- ระยะเวลาต้องสัมพันธ์กันต้องสอดคล้องกับระยะแนวโน้วขึ้่นลงของหุ้นแม่ และต้องคำนึงหลักการเทรด 4 อย่างของ DW ข้างต้นเสมอ Effective Gearing - Time Decay - Sensitivity - Last trading Date ซึ่งสำคัญมากสำหรับผู้ที่ต้องการเทรดตัว DW นะครับ..



มาถึงตรงนี้คงจะเข้าใจในเรื่องของ DW - Derivatives Warrant เบื้อต้นกันแล้วนะครับ DW - Derivatives Warrant คืออะไร แล้วเราจะใช้ประโยชน์จาก DW - Derivatives Warrant  กันอย่างไรในสภาวะตลาดหุ้นในบ้านเราในปัจจุบัน แท้จริงแล้ว DW - Derivatives Warrant คือ ตัว ออฟชั่น อีกตัวหนึ่งที่เป็นเครื่องมือในการสร้างผลตอบแทนในการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งนะครับที่เราควรจะศึกษาไว้ เพราะหากตลาดหุ้นซบเซาหรืออยู่ในช่วงขาลง DW - Derivatives Warrant ก็ยังทำกำไรให้กับเราได้นะครับ เพราะ DW - Derivatives Warrant สารมารถทำกไรให้กับเราได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและในตลาดขาลงนั่นเองนะครับ 

อยากฝากไว้นะครับว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาให้มากๆ ย้ำนะครับ ศึกษาให้มากๆก่อนการลงทุนนะครับ และขอให้ทุกท่านประสบแต่ความสำเร็จในชีวิตทุกๆด้านของชีวิตนะครับ ขอให้ชีวิตมีแต่ความสุข เงินทองไหลมา เทมากันนะครับ  หากคลิปนี้มีประโยชน์ ฝากกดไล กดแช กดติดตาม กันด้วยนะครับ สำหรับวันนี้ผมขอตัวลาไปก่อนพบกันไหม่ในคลิปต่อๆนะครับ สวัสดีครับ...


  
บทความ : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4
FaceBook : https://www.facebook.com/CoachDolravee/
Blogger : https://www.Dolravee.com/
Blockdit : https://www.blockdit.com/coachdolravee/
Twitter : https://twitter.com/CoachDolravee
Instagram : https://www.instagram.com/CoachDolravee/


วอแรนท์ คืออะไร - Warrant? | มือใหม่...ลงทุนในหุ้น - Stock Investment


สวัสดีครับ พบกันอีกเช่นเคยนะครับกับผม ดลรวี ภัทรกุลพิมล สำหรับบทความนี้นะครับ เราก็จะมาพูดคุยในเรื่องสินค้าอีกตัวหนึ่งที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์นะครับและเป็นที่นิยมของนักลงทุนด้วย นั้นก็คือ ตัววอแรนท์ (Warrant) นั้นเองนะครับ ตัววอแรนท์ (Warrant) คืออะไรผมต้องขอท้าวความในช่วงอดีตที่ผมผ่านมานะครับ...


ในช่วงเวลาที่ผมอยู่ในช่วงมือใหม่มากกับการศึกษาเรื่องหุ้น ก็รู้สึกงงๆกับตัวย่อ และสัญญาลักษ์ต่างๆ รู้สึกมึนๆเหมือนกัน แต่ก็อดทนศึกษาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่อมายังมาเห็นหุ้นบนกระดานมีตัวอักษรแปลกๆ เช่น xxx-w6 บอกตรงๆเลยว่างงมากในช่วงนั้น ที่สำคัญ ได้มาแบบฟรีๆ ก็เลยโทรไปถามมาร์เก็ตติ้ง ว่ามันคืออะไร มาร์ก็น่ารักอธิบายให้ฟัง แถมแนะนำให้ขายอีกต่างหากเพราะว่าอยู่ในช่วงหุ้นสามัญตัวนั้่นอยู่ในช่วงขาขึ้นพอดี ที่นี่เรามาดูกันเลยนะครับว่า วอแรนท์ (Warrant) มันคืออะไรกันแน่ วอแรนท์  หรือ Warrant  นะครับก็คืออนุพันธ์ หรือที่เรียกกันว่า Derivative  ประเภทหนึ่งนั้นเอง หรือ มักจะเรียกกันว่าสิทธิในการซื้อหุ้นในอนาคตนะครับ วอแรนท์ (Warrant) เป็นใบสำคัญแสดงสิทธิเพื่อซื้อหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หรือ หน่วยลงทุน นะครับ ในตัววอแรนท์ (Warrant)  เอง ไม่ไช่หุ้นนะครับ แต่เป็นใบสำคัญแสดงสิทธิในการชื้อหุ้นหรือที่มักจะเรียกว่า สิทธิในการซื้อหุ้นสามัญ  คนในวงการมักเรียกว่าหุ้นลูก หรือที่เรามักคุ้นหูที่นักลงทุนมักพูดกันว่าหุ้นลูกนั้นเอง และจะมีสัญญาลักษ์ ยกตัวอย่่างอาทิ เช่น วอแรนท์ (Warrant) ของหุ้น BTS จะเป็น BTS - W4  ตัว W ก็คือตัวย่อสัญญาลักษ์ของวอแรนท์ (Warrant) ส่วนเลข 4 ก็คือจำนวนครั้งที่มีการออกตัว วอแรนท์ (Warrant) นั้นเอง ซึ่งบางครั้งบริษัทจะออก วอแรนท์ (Warrant) ในราคาตํ่า คือราคาไม่กี่บาท แล้วให้ไปซื้อหุ้นในอนาคตอีก1-10ปี ข้างหน้าในอีกราคาหนึ่ง ในบางครั้งบางบริษัทจะแจกวอแรนท์ (Warrant) ฟรีให้กับผู้บริหารหรือกับผู้ที่ซื้อหุ้นเพิ่มทุน รวมทั้งผู้ถือหุ้นเดิมในวันที่กำหนดคือวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XW นะครับ แล้วให้ผู้ใด้รับแจก วอแรนท์ (Warrant) ไปซื้อหุ้นในเวลาที่ครบกำหนดในการแปลงตัว วอแรนท์ (Warrant) ให้เป็นหุ้นนั้่นเอง เมื่อถึงเวลานั้นถ้าผู้ถือ วอแรนท์ (Warrant) แปลงวอแรนท์ (Warrant) เป็นหุ้น บริษัทก็จะได้เงินเพิ่มทุนโดยไม่ต้องออกขายหุ้นเป็นการทั่วไปอีก แต่ค่อยๆทยอยได้เงินเพิ่มทุนในเงื่อนไขเวลาที่ระบุไว้สําหรับการแปลงวอแรนท์ (Warrant) เป็นหุ้นนั่นเอง ปรกติวอแรนท์จะมีอายุ 1 - 10 ปี นะครับ ในเหตุผลส่วนใหญ่ที่บริษัทมหาชนออก วอแรนท์ (Warrant) เพราะบริษัทมาหาชนส่วนใหญ่ต้องการเงินทุน และจะแจกฟรีให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในวันที่กำหนด และจะมีการกำหนดราคาใช้สิทธิ และ วันที่ใช้สิทธิ เอาไว้แล้วนั่นเองนะครับ เมื่อถึงระยะวันใช้สิทธิ เราก็จะได้หุ้นสามัญมานั้นเอง  ในมุมมองของนักลงทุนระยะยาวเขาจะไม่ค่อยชอบหุ้น วอแรนท์ (Warrant) เพราะจะทำให้มูลค่าหุ้นลดลง เนื่องจากจำนวนหุน้ในอนาคตจะเพิ่มขึ้นนั้นเอง...

วอแรนท์ (Warrant) ที่ออกมาสมารถนําไปซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์เช่นเดียวกับการซื้อขายหุ้นทั่วไปได้นะครับ แต่ต้องระวังตรงที่ถ้าหลังจากหมดอายุที่กำหนดไว้ ถ้าไม่ใช้สิทธิก็จะกลายเป็นกระดาษไม่มีค่าอะไรเลยไปในที่สุดนั้นเองนะครับ... ต้องระวังให้มานะครับตรงนี้...

มาถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะสงสัยกันนะครับว่าทำไมละ บริษัทมหาชนถึงจะต้องมีการออกวอแรนท์ (Warrant) ที่เป็นเช่นนี้เพราะ บริษัทออกวอแรนท์เมื่อต้องการได้เงินทุนในอนาคต หรือเมื่อตลาดหุ้นในปัจจุบันยังไม่ดีนักไม่เอื้ออํานวยให้เพิ่มทุน เช่น ราคาหุ้นของบริษัทตํ่าเกินกว่าที่น่าจะเป็นนั้นเอง ถ้าจะเพิ่มทุนในวลานี้ก็จะทําให้ต้องลดราคาขายลงมา เป็นการกระทบต่อผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทซึ่งจะไม่ยุติธรรมกับผู้ถือหุ้นเดิมนั้นเองนะครับ ในบางครั้งบริษัทอาจจะตัดสินใจออกวอแรนท์เหมือนเป็นของแถมให้กับผู้ถือหุ้นปัจจุบันไปเลยเพราะยังไม่มีเงินจ่ายปันผลเนื่องจากกิจการอาจจะยังไม่ดี หรืออาจจะต้องนำเงินไปลงทุนเพิ่มในการขยายกิจการ แต่บริษัทมั่นใจและคาดว่าจะดีในอนาคตนั้่นเอง ซึ่งถ้ากิจการดีขึ้น ราคาหุ้นก็จะขึ้น ราคาวอแรนท์ (Warrant) ก็จะขึ้นด้วยนั้นเองครับ...

ลักษณะใบแสดงสำคัญแสดงสิทธิ วอแรนท์ (Warrant)

  1. เป็นตราสารที่ระบุว่าผู้ถือครองจะได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หรือ หน่วยลงทุน ในราคาที่กำหนด และ ระยะเวลาที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน รายละเอียดตรงนี้เราสามารถดูได้จากในเวบไชด์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนะครับ  www.set.or.th

  2. ผู้ออกตราสาร คือ บริษัท มหาชนจำกัด ที่เป็นเจ้าของ Underlying Assets

  3. ผลตอบแทน คือกำไร/ขาดทุน จากราคาหุ้น

ประเภทของใบสำคัญแสดงสิทธิ วอแรนท์ (Warrant) เช่น

1- ใบสำคัญแสดงสิทธิวอแรนปกติจะมีอายุ 1 ปี3 ปี 5 ปี 10 ปี แล้วแต่บริษัทที่เป็นผู้ออก วอแรนท์ (Warrant) เป็นผู้กำหนด

2- ใบสำคัญแสดงสิทธิวอแรนท์ (Warrant) ระยะสั้น (Short-term Warrant)  อายุจะไม่เกิน 2 เดือน

*** มีระยะเวลาน้อยกว่า วอแรนท์ปกติ เพราะวอแรนท์ปกติจะมีอายุ 1 - 10 ปี ***

3- ใบสำคัญแสดงสิทธิวอแรนท์ (Warrant) อนุพันธ์ (Derivatives Warrant) หรือที่เรียกกันว่า DW ผู้ออกตราสารจะไม่ไช่บริษัทมหาชนจำกัด ที่เป็นเจ้าของ Underlying Assets

*** Derivatives Warrant  (DW) ตัวนี้นะครับจะมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะผมจะมาอธิบายในบทความต่อไปนะครับ ใครอยากรู้เรื่อง Derivatives Warrant นี้ กดติตามกันไว้ได้เลยนะครับ ***

มาถึงตรงนี้สุดท้ายแล้วคงจะเข้าใจในเรื่องของ วอแรนท์ (Warrant) เบื้อต้นกันแล้วนะครับ ว่ามีลักษณะอย่างไร คุณสมบัติของตราสารวอแรนท์เป็๋นอย่างไร เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่อย่างเราๆหรือไม่ แท้ที่จริงแล้วในเรื่องของ วอแรนท์ (Warrant) ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะนะครับ แต่สำหรับบทความนี้ผมจะทำเพื่อให้เห็นภาพรวมสำหรับมือใหม่เพื่อให้เข้าใจกันก่อนนะครับ ส่วนในเรื่องปลีกย่อยของ วอแรนท์ (Warrant) ในส่วนยอื่นๆผมจะเขียนบทความมาให้ทุกท่านได้อ่านกันอีกเรื่อยๆนะครับ อย่างไรถ้าหากบทความนี้มีประโยชน์ก็ขอฝาก กดไล กดแลร์ และกดติดตามกันด้วยนะครับ สำหรับวันนี้ขอตัวลาไปก่อนแล้วพบกันใหม่ในบทควทต่อๆไปนะครับ...สวัสดีครับ...

ครูพี่ลี ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger   :
    http://www.dolravee.com/
Facebook :    https://goo.gl/qNF1ak
Youtube  :    https://goo.gl/F6d8A4

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพุธ เวลา 19.00 น. - 21.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" พวกเราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

ส่วนล้ำมูลค่าหุ้น และหุ้น IPO คืออะไร ราคาหุ้นวิ่งขึ้นได้อย่างไร | มือใหม่...ลงทุนในหุ้น EP.4


ส่วนล้ำมูลค่าหุ้น หรือที่เรามักจะคุ้นหูกันว่า ส่วนเกินมูลค่าหุ้น แท้จริงแล้วคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร เป็นสาเหตุทำให้หุ้นวิ่งขึ้นได้อย่างไร ... เรามาดูและ  ทำความรู้จักกับส่วนล้ำมุลค่าหุ้นนะครับ...

 
ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนนะครับว่าในส่วนในงบการเงินของบริษัททั่วไปนั้นในเรื่องของส่วนทุน จะมีอยู่ 2 รายการที่เรามักจะเห็นกันอยู่บ่อยๆ คือ ทุนจดทะเบียน บวกกับ กำไรหรือขาดทุนสะสม ซึ่งเราจะเห็นได้จากงบดุลของบริษัทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนกับตลาดหลัดทรัพย์ นั้นเอง... 


เมื่อเราเอาบริษัทของเราเข้าตลาดหุ้นในส่วนทุนจะเพิ่มขึ้นมาอีก 1 รายการ คือ ทุนจดทะเบียน บวกกับ ส่วนล้ำมูลค่าหุ้น บวกกับ กำไรหรือขาดทุนสะสม รวมเป็น 3 รายการที่เราจะพบในงบดุลของบริษัท... เรามาทำความเข้าใจแบบง่ายๆกันเลยดีกว่านะครับว่า สมมุตินะครับว่าเรามีบริษัทที่ประกอบธุรกิจมาแล้วในระยะหนึ่ง และมีความต้องการที่จะเอาบริษัทของเรานั้นเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลัดทรัพย์เพื่อระดมทุนมาขยายกิจการของเรา เราก็เพียงเอาบริษัทของเรานั้นไปประกาศตามสื่อ หรือ หนังสือพิมพ์  ว่าบริษัทของเรานั้นจะขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชน หรือเรามักจะคุ้นหูกันว่าหุ้น IPO นั้นเองนะครับ...

หุ้น IPO คืออะไร

หุ้น IPO ย่อมาจากคำว่า Initial Public Offering  คือหุ้นเพิ่มทุนก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าบริษัทของเรานั้นมีมูลค่าหุ่้น มูลค่าหุ้นละ 1 บาท ต่อหุ้นและบริษัทเราประกาศขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชน ที่ราคา 4 บาทต่อหุ้น หลังจากที่บริษัทของเราได้ขายหุ้นเพิ่มทุนจนหมดแล้ว  เมื่อเวลาเข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้น โดยวันแรกนั้นราคาอาจวิ่งขึ้นไปถึง 6 บาทต่อหุ้น จึงทำให้ผู้ที่ซื้อหุ้นในช่วงหุ้นเพิ่มทุนหรือ หุ้น IPO จะได้กำไรทันที 2 บาทต่อหุ้น ถ้านักลงทุนซื้อหุ้นในช่วง IPO ไว้ที่ 1 ล้านหุ้น ผู้ลงทุนที่ซื้อหุ้นไว้จะได้กำไรทันที 2 ล้านบาท นั้นเอง... พอเห็นภาพกันแล้วนะครับว่าหุ้น IPO นั้นทำไมจึงมีนักลงทุนถึงอยากเข้าไปจับจอง เพราะมันมีมูลค่ากำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกำไรที่มากขึ้นนั้นเอง...
คงจะพอเข้าใจในเรื่องของหุ้น  IPO กันแล้วนะครับ เรากลับมาในเรื่องของส่วนล้ำมูลค่าหุ้นกันต่อ  สมมุตินะครับว่า บริษัทของเรานั้นประกาศขายหุ้นเพิ่มทุนอยู่ที่ 100 ล้านหุ้น ซึ่งราคาหุ้นที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ อยู่ที่ราคาหุ้นละ 1 บาท และบริษัทของเรานั้นได้ขายหุ้นเพิ่มทุน IPO ในราคาหุ้นละ 4 บาท ต่อหุ้น นั้นก็หมายความว่าบริษัทของเรานั้นประกาศขายหุ้นเพิ่มทุนอยู่ที่ 100 ล้านบาท (100 ล้านหุ้น คูณด้วย หุ้นละ 1 บาท) แต่เมื่อประชาชนซื้อหุ้นทั้งหมดบริษัทจะได้เงินทั้งหมดอยู่ที่ 400 ล้านบาท (100 ล้านหุ้น คูณด้วย หุ้นละ 4 บาท) พอจะมองออกไหมครับว่าจะพบว่ามีส่วนต่างราคาอยู่ 300 ล้านบาท (400 ล้านบาท ลบ 100 ล้านบาท)  ตรง 300 ล้านบาทนี่ละครับที่เรียกว่า ส่วนล้ำมุลค่าหุ้น ซึ่งเป็นเงินที่เพิ่มมาจากหุ้น 100 ล้านบาท เป็น 400 ล้านบาท ในส่วนนี้เองจะบันทึก เป็น ส่วนล้ำมูลค่าหุ้นในส่วนทุน ที่แสดงอยู่ ในงบดุล จึงทำให้บริษัทของเรานั้นมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นอีก 300 ล้านบาทนั้นเองนอกจากบริษัทของเราจะได้เงินเพิ่มมาจากส่วนล้ำมูลค่าหุ้นแล้ว ถ้าในกรณีที่บริษัทของเรามีรายการขาดทุนสะสมอยู่ บริษัทของเราสามารถนำเงินส่วนล้ำมูลค่าหุ้นไปล้างรายการขาดทุนสะสมได้ ซึ่งงเป็นหลักการทางบัญชีที่อนุมัติให้บริษัทสามารถทำได้นั้นเอง

ถึงตรงนี้คงจะมองภาพออกแล้วนะครับว่าเหตุที่ทำไห้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น ราคาสูงขึ้นได้อย่างไร จะอธิบายดังนี้นะครับ...

ประการแรก  แน่นอนว่าบริษัทมีทรัพย์สินมากขึ้น จากส่วนล้ำมูลค่าหุ้น ซึ่งเงินจำนวนนี้บริษัทสามารถนำมาขยายกิจการ เสริมสภาพคล่องของธุรกิจ ดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัว และยังเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนโดยที่ไม่ต้องสร้างหนี้เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าเมื่อภาพรวมบริษัทดูดีและมีอนาคต มีกำไรและปันผลได้ ย่อมส่งผลดีต่อราคาหุ้นจึงทำให้นักลงทุนสนใจทำให้ราคาหุ้นวิ่งสูงขึ้นนั้นเอง…

ประการที่สอง ในกรณีที่บริษัทมีรายการขาดทุนสะสมมาก่อนหน้านี้นั้น บริษัทยังสามารถนำเอา เงิน ส่วนล้ำมูลค่าหุ้นนี้ นำมาล้างรายการขาดทุนสะสมได้ ซึ่งเท่ากับว่าบริษัทไม่มีหนี้สิน และที่สำคัญโดยหลักกฎหมายบ้านเมืองเรานั้นได้บอกไว้อย่างชัดเจนว่า บริษัทที่มีรายการขาดทุนสะสมอยู่นั้นไม่สามรถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ บริษัทจะต้องล้างรายการขาดทุนสะสมให้หมดเสียก่อนจึงจะทำการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้นั้นเอง...ในกรณีนี้เราสามารถนำเงินส่วนล้ำมุลค่าหุ้นมาล้างรายการขาดทุนสะสมนั้นเองจึงทำให้บริษัทไม่มีรายการขาดทุนสะสม เมื่อบริษัทไม่มีรายการขาดทุนสะสม นั้นหมายความว่าบริษัทอยุ่ในช่วงกำลังฟื้นตัวจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและมีกำไรเพื่อจ่ายปันผลได้ ทำให้นักลงทุนและผู้ถือหุ้นมีความชื่อมั่นอีกทั้งหุ้นในลัษณะนี้จะเป็นหุ้นราคาถูกเป็นส่วนใหญ่ หุ้นบางบริษัทราคาอาจจะต่ำกว่า BV เสียอีก จึงทำให้นักลงทุนสนใจและเข้ามาซื้อหุ้นจึงทำให้หุ้นลักษระนี้มีราสคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นเอง…

เห็นกันแล้วเข้าใจกันแล้วใช่ไหมครับว่า ส่วนล้ำมูลค่าหุ้น หุ้น IPO นั้นมีประโยชน์กับธุรกิจและนักลงทุน และมีประโยชน์กันอย่างไร แล้วกลับมาพบกับบทความดีๆกับผมใหม่นะครับ สวัสดีครับ ...^_^

บทความ : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4
FaceBook : https://www.facebook.com/CoachDolravee/
Blogger : https://www.Dolravee.com/
Twitter : https://twitter.com/CoachDolravee
Instagram : https://www.instagram.com/CoachDolravee/



BV หรือ Book Value มูลค่าหุ้นทางบัญชี คืออะไร | มือใหม่...ลงทุนในหุ้น - Stock Investment EP.3


สวัสดีครับ พบกันอีกเช่นเคยนะครับกับ Dolravee Slow Life Investor และผม ดลรวี ภัทรกุลพิมล นะครับ สำหรับในบทความนี้เรามาเรียนรู้กันนะครับว่า BV คืออะไรและมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์และลงทุนในหุ้นอย่างไร...

เรามักจะได้ยินผ่านหูผ่านตากันมาบ้างแล้วนะครับว่า การลงทุนในหุ้นนั้นเราจำเป็นที่จะต้อง รู้จักกับ BV แล้ว BV มันคืออะไร เรามาทำความรู้จักกับ BV แบบพื้นฐานที่มือใหม่อย่างเราๆเข้าใจง่ายๆ กันเลยดีกว่านะครับ ว่าแท้จริงแล้วคืออะไร และมีความสำคัญกับการนำไปใช้วิเคราะห์ในกาลงทุนในหุ้นของเราอย่างไร...


BV คือชื่อย่อของ Book Value แปลเป็นไทยๆก็คือ มูลค่าหุ้นทางบัญชี หมายถึง หน่วยมูลค่าทางบัญชีต่อ 1 หุ้น คือการเอาทุนของบริษัททั้งหมด เป็นตัวตั้งแล้วหาร ด้วยจำนวนหุ้นของบริษัททั้งหมด แล้วเราจะได้ผลลัพที่เป็น BV ออกมา...

สมมุติตัวอย่างแบบง่ายๆให้เข้าใจกันง่ายๆเลยนะครับว่า บริษัทของคุณเองเริ่มด้วยเงินทุนก่อตั้งธุรกิจ ที่เงินลงทุน 10 ล้านบาท และแบ่งเป็นหุ้นเป็นจำนวน 1 ล้านหุ้น หุ้นละ 10 บาท บริษัทของคุณได้ดำเนินงานมาได้ครบ 2 ปี  และในระยะ 2 ปีโดยสิ้นสุดปีที่ 2 บริษัคุณมีกำไรรวมอยู่ที่ 10 ล้านบาท



ถึงตอนนี้เราต้องการหาค่า BV เราก็เอาจำนวนเงินลงทุน ตอนก่อตั้งบริษัท 10 ล้านบาท บวกด้วยกำไรรวมสิ้นปีที่ 2 อีก 10 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 20 ล้านบาท หารด้วยจำนวน 1 ล้านหุ้น เราจะได้ค่า BV ออกมาตอนสิ้นปีที่ 2 คือ 20 บาท ต่อ หุ้นนั้นเองนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราต้องการจะขายหุ้น ณ สิ้นสุดปีที่ 2 นี้เราจะต้องขายที่ราคาแพงกว่า 20 บาทต่อหุ้น นั้นหมายถึงเราจะขายหุ้นเท่าราคา BV หรือขายแพงกว่าราคา BV ก้ได้ นั้นเอง แต่สมมุติถ้าเราต้องการขายหุ้นแบบด่วนๆเพื่อต้องการเงินโดยเร็วเราสามารถขายในราคา 15 บาทต่อหุ้นก็ทำได้ ซึ่งในลักษณะนี้คือการขายหุ้นที่ราคาต่ำกว่า BV นั้นเอง ซึ่งฝั่งผู้ซื้อหุ้นจะมองว่าราคานี้เป็นราคาที่ต่ำกว่าราคา BV นักลงทุนจะมองว่าเป็นหุ้นที่ถูกนั้นเอง... 



ถึงตอนนี้คงคิดกันไช่ไหมครับว่า ถ้าแบบนี้เราก็หาหุ้น ที่มีราคา หุ้นที่ต่ำกว่าราคา BV ก็ซื้อหุ้นเหล่านี้เก็บไว้ได้ แต่ที่จริแล้วอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะว่า หุ้นที่มี BV ต่ำๆนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหุ้นที่ขาดทุนสะสม จึงไม่มีใครสนใจ ที่จะซื้อ จึงทำให้ราคาไม่ไปไหน และยังทำให้ราคาต่ำลงเรื่อยๆ นั้นเอง...

การที่เราจะลงทุนในหุ้นที่มี BV ต่ำๆนั้นเพราะเราหวังว่าบริษัทจะเติบโตในอนาคตและมีมูลค่าที่สูงขึ้น นั้นหมายถึงก่อนการลงทุนเราจำเป็นจะต้องวิเคราะห์ ปัจจัยภายนอก และ ปัจจัยภายใน ประกอบด้วยอื่นๆ อาทิ เศรษฐกิจ วงจรของธุรกิจ วัฎจักร เกิด แก เจ็บ ตาย ของธุรกิจ การเมือง และปัจจัยด้านอื่น ฯลฯ ซึ่งหุ้นในลักษณะนี้หากฟื้นตัวและเติบโตขึ้นจนทำให้บริษัทไม่มีการขาดทุนสะสมและสามารถจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ ส่วนใหญ่แล้วหุ้นในลักษณะนี้จะเป็นหุ้นที่มีราคาวิ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว.. นั้นก็หมายความว่าเราจะได้ส่วนต่างราคาหุ้นที่สูงขึ้น และยังได้รับปันผลจากกำไรของกิจการอีก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การลงทุนมีความเสี่ยง เราต้องศึกษาจนมั่นใจก่อนนะครับว่าหุ้นตัวที่เราสนใจนั้นมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นในอนาคตจริงๆ..นะครับ... 

ถึงตรงนี้คงพอจะเข้าใจภาพรวมเบื้องต้นกันแล้วนะครับว่าเราควรจะเลือกซื้อหุ้นที่มี BV กันแบบไหน BV หรือ Book Value มูลค่าหุ้นทางบัญชี คืออะไร สำหรับวันนี้ผมขอจบเพียงเท่านี้ก่อน..

แล้วกลับมาพบกับผมใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับ สำหรับท่านใดที่มีข้อสงสัยอะไรเพิ่มเติมสามารถฝากข้อความไว้ข้างล่างบทความนี้ได้เลยนะครับ และผมจะไปค้นหาคำตอบมาให้นะครับ สำหรับวันนี้ขอตัวลาไปก่อน สวัสดีครับ…..

บทความ : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4
FaceBook : https://www.facebook.com/CoachDolravee/
Blogger : https://www.Dolravee.com/
Twitter : https://twitter.com/CoachDolravee
Instagram : https://www.instagram.com/CoachDolravee/
G+ : https://plus.google.com/+CoachDolravee


ราคาหุ้น ขึ้น - ลง ได้อย่างไร | มือใหม่...ลงทุนในหุ้น - Stock Investment EP.2


สวัสดีรับ พบกันอีกเช่นเคยนะครับกับ Dolravee Slow Life Investor และผม ดลรวี ภัทรกุลพิมล นะครับ สำหรับในบทความนี้เรามาเรียนรู้กันในเรื่องของราคาหุ้น ขึ้น และ ลง ได้อย่างไร นะครับ... เราอาจมีความสงสัยกันว่าในแต่ละวันที่มีการซื้อขายหุ้นทำไมราคาหุ้นถึงได้วิ่งขึ้นๆลงๆและในบางวันและบางช่วงเวลาหุ้น ขึ้น-ลง เร็วมากโดยเฉพาะช่วงที่มีความผันผวนของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แล้วมันขึ้นลงได้อย่างไร...



ในบทความนี้ผมจะมาพูดถึงปัจจัยเบื้องต้นสำหรับมือใหม่ที่ต้องการลงทุนในหุ้นกันก่อนนะครับ ในเรื่องของราคาหุ้น ขึ้น และ ลง ได้อย่างไรนั้น ส่วนใหญ่นักลงทุนจะมีวิธีวิเคราะห์กัน สองปัจจัยหลักใหญ่ๆ ก็คือ ปัจัยทางด้านเทคนิค และปัจจัยทางด้านพื้นฐาน เรามาดูกันเลยครับว่าทั้งสองปัจจัยนี้มันต่างกันอย่างไร...


ในด้วนปัจัยทางเทคนิคคือการวิเคราะห์กราฟของหุ้น และวิเคราะห์มุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์ อุปสงค์ อุปทาน ของหุ้น นั้นหมายความว่าถ้าในตัวบริษัท หรือหุ้นตัวนั้นๆ มีความต้องการของนักลงทุนสูงขึ้น นั้นหมายถึงมีอุปสงค์สูงขึ้น  จึงทำให้ราคาของหุ้นถูกไล่ต้อนให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่านักลงทุนจะรีบกันแห่ซื้อหุ้น เพราะกลัวว่าถ้าไม่รีบซื้อ หุ้นจะแพงขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องรีบซื้อเพื่อขายทำกำไรในตอนที่หุ้นวิ่งสูงขึ้น คือจะได้รับผลต่างราคา ซื้อถูกขายแพงนั้นเอง.... ทั้งนี้นักลงทุนจะต้องวิเคราะกราฟของหุ้นเป็นปัจจัยทางด้านเทคนิคในการตัดสินใจช่วงจังหวะเวลาเข้าซื้อและขายหุ้นในตัวนั้นๆด้วยนั้นเอง...


ในด้านปัจจัยพื้นฐานของหุ้น สาเหตุที่ทำให้หุ้นขึ้น เพราะในตัวบริษัทหรือหุ้นตัวนั้นๆ มีกำไรจากการดำเนินงานที่สูงขึ้น  จึงทำให้ผู้ถือหุ้น ได้เงินปันผลที่สูงกว่าอัตาดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ในกรณีนี้ถ้าเราเทียบเป็นเปอร์เซ็นของเงินลงทุน หากเราเอาเงินไปฝากธนาคาร กับการนำเงินมาลงทุนในหุ้น และผลตอบแทนของดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร สูงกว่าเงินปันผลจากการลงทุนจะทำให้นักลงทุนแห่นำเงินไปฝากธนาคารเพราะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าและมีความเสี่ยงที่น้อยกว่า แต่ถ้าเงินปันผลของกิจการมีอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร จะทำให้นักลงทุนนำเงินมาลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากธนาคาร ซึ่งในปัจจุบันอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่จะสูงกว่า อัตราดอกเบี้ยของเงินฝากธนาคารอยู่แล้ว นักลงทุนจึงนำเงินมาลงทุนในหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆนั้นเอง...


ในการลงทุนบางครั้งเราอาจจะเห็นว่าบริษัทที่ไม่มีกำไร แต่กลับราคาหุ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า ในการลงทุนในหุ้นนั้นมักจะมีเจ้ามือ เข้ามาคอยปั่นราคา จากหุ้นกิจจการที่เคยขาดทุน กลับมีราคาหุ้นที่สูงขึ้นไปจนเรารู้สึกว่าหุ้นตัวนี้ทำไมถึงแพงเพราะเจ้ามือจะปั่นราคาจากราคาถูกให้แพงขึ้นโดยอาศัยการปล่อยข่าวลือว่าหุ้นบริษัทนี้จะมีกำไรเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้น เมื่อราคาหุ้นสูงขึ้นเป็นที่น่าพอใจของเจ้ามือ...เจ้ามือจะขายหุ้นเพื่อทำกำไรทันที เพราะเจ้ามือใด้ซื้อหุ้นในราคาถูกไว้แล้วก่อนหน้านี้แล้ว... หลังจากนั้นหุ้นก็ตกลงเหล่าแมงเม่าก็จะติดดอยตามระเบียบ เพราะมันเป็นเกมของเจ้ามือทั้งหมด นั้นเอง…


เพราะฉะนั้นมือใหม่ที่คิดจะลงทุนในหุ้นจะต้องระมัดระวังในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่จะหลงไปกับข่าวลือและชอบลงทุนตามคนอื่นตามกระแสเสียส่วนใหญ่ หากเราจะซื้อหุ้นเราควรจะต้องดูที่งบการเงินว่าบริษัทนั้นๆว่ามีกำไรหรือไม่... ยิ่งถ้าบริษัทนั้นมีกำไรแบบสมเหตุสมผล และมีข่าวลือในด้านดี มีอุปสงค์ที่สูงขึ้น แบบนี้คือหุ้นที่ควรซื้อเก็บไว้ เพราะจะทำให้เราได้ทั้งส่วนต่างราคาหุ้นที่จะมีราคาสูงขึ้นในอนาคตและได้รับเงินปันผลในระยะยาวไม่ต้องไปเสี่ยงกับหุ้นปั่นราคาที่มาจากเจ้ามือ...

ถึงตรงนี้คงพอจะเข้าใจภาพรวมเบื้องต้นกันแล้วนะครับว่าเราควรจะเลือกซื้อหุ้นกับแบบไหน ราคาหุ้น ที่ขึ้น ลง มันขึ้นลงอย่างไรนะครับ... สำหรับวันนี้ผมขอจบเพียงเท่านี้ก่อน..แล้วกลับมาพบกับผมใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับ  ของให้ท่านมีความสุขกาย สบายใจ เงินทองไหลมาเทมากันนะครับ สวัสดีครับ…..


Article by : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4
FaceBook : https://www.facebook.com/CoachDolravee/   
Blogger : https://www.Dolravee.com/   
Twitter : https://twitter.com/CoachDolravee           
Instagram : https://www.instagram.com/CoachDolravee/       
G+  : https://plus.google.com/+CoachDolravee   

หุ้น...มาจากไหน... | มือใหม่...ลงทุนในหุ้น... EP.1


สวัสดีครับ พบกันอีกเช่นเคยนะครับ กับ  Dolravee Slow Life Investor  ในบทคามนี้นะครับเราจะมาพูดคุยกันในหัวข้อที่เป็นพื้นฐานสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ แต่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นจำเป็นต้องรู้เรื่องนี้นะครับ ว่า หุ้นนั้นมาจากไหน...


 แน่นอนนะครับว่าในหลักการการลงทุนในหุ้นนั้น มันจะต้องมีตัวสินค้า ที่เราจะมาซื้อขายกัน นั้นก็คือ หุ้น นั้นเอง... และหุ้นคือตราสารทุนชนิดหนึ่งนั้นเอง…แล้วหุ้นนั้นมาจากไหน ทำไมถึงเอามาซื้อขายกัน ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆนะครับว่า สมมุติว่าเรามีความคิดที่จะเปิดกิจการโดยเริ่มจากที่เราจะทำโครงการขึ้นมาสักหนึ่งโครงการ ซึ่งคุณมีความถนัด และมีความเชื่อมั่นว่าโครงการของบริษัทของคุณนี้จะสร้างผลกำไรให้กับคุณในอนาคต สมมุติเอาง่ายๆเลยนะครับว่า เป็นโครงการการผลิตไอศกรีมทอด ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุน 10 ล้าบาท และเงินจำนวนนี้จะไปเป็นเงินลงทุนในบริษัทของคุณเอง และเงินจำนวนนี้จะไปซื้อ เครื่องจักร ก่อสร้างโรงงาน ซื้อวัถุดิบ และอื่นๆ จิปาถะ...

ทั้งนี้การจ่ายเงินจำนวนนี้จะต้องถูกจ่ายออกไปจากบริษัทของคุณเองไม่ไช่การจ่ายจากตัวคุณเอง ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าคุณเอาเงินจำนวน 10 ล้านบาทที่คุณมี ไปซื้อหุ้นของบริษัทของคุณเองและคุณก็ได้หุ้นมาถือครอง...



เนื่องจากตามกฎหมาย บริษัท ก็คือ นิติบุคคล พูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือทำหน้าที่เป็นตัวแทน ของเรานั้นเองนะครับ เพราะว่า บริษัทจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการลงทุนโดยการนำเงินของเราเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัท ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ในที่นี้บริษัทของคุณได้จดทะเบียนไว้ที่ 10 ล้านบาท ที่ได้มาจากเงินที่คุณไปซื้อหุ้นของบริษัทนั้นเอง และเงิน 10 ล้านบาทนี้ละ ที่จะนำไปแบ่งออกเป็นหุ้น ในที่นี้ผมขอสมมุติว่าบริษัทของคุณขายหุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท ก็เท่ากับว่า ในเงินลงทุน 10 ล้านบาทของคุณจะซื้อหุ้นได้ในจำนวน 1 ล้านหุ้น นั้นเอง และในตอนนี้คุณก็เอาเงิน 10 ล้านบาทของคุณ ไปซื้อหุ้น จำนวน 1 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท เท่ากับว่าคุณได้จ่ายเงินซื้อหุ้นบริษัทของคุณเองเป็นเงิน 10 ล้านบาท และๆได้หุ้น 1 ล้านหุ้นของบริษัทของคุณมาถือครองนั้นเอง...

มาถึงตอนนี้  เราจะได้หุ้นมาแล้ว 1 ล้านหุ้น และจำนวน 1 ล้านหุ้นตรงนี้ละ ที่เราจะเอามาซื้อขายกันนั้นเอง...โดยที่บริษัทของคุณไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรอีกแล้วว่าหุ้นที่ขายออกไปจะไปอยู่กับใครบ้างบริษัทก็ดำเนินงานของบริษัทต่อไปตามวัตถุประสงค์ จากเงินลงทุน 10 ล้านบาทที่ได้จากการขายหุ้น 1 ล้านหุ้นมาแล้วนั้นเอง ถึงตรงนี่คงจะถึงบางอ่อกันแล้วนะครับว่าหุ้นที่เขาซื้อขายกันมันมาจากไหน เห็นไหมว่ามันเข้าใจไม่อยากเลย... 

และมาถึงตรงนี้เราจะมาดูว่าเขาซื้อขายกันอย่างไรในตอนนี้คุณได้มีหุ้นอยุ่ในมือแล้ว จำนวน 1 ล้านหุ้นนะครับ ซึ่งในหุ้นจำนวนนี้มันคือ ทรัพย์สินของคุณ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และยังเป็นเจ้าของบริษัทผลิตไอศกรีมทอดตามสัดส่วนหุ้นที่คุณถืออยู่ 100% ในที่นี้ คือ 1 ล้านหุ้น และบริษัทได้ดำเนินงานตอ่ไปเรื่อยๆ และมีผลกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ


และต่อมาวันหนึ่งได้มีนักลงทุนได้สนใจในบริษัทผลิตไอศกรีมทอดของคุณ และสนในอยากจะขอเข้าซื้อกิจการของคุณ เพราะนักลงทุนผู้นี้ได้เล็งเห็นว่าธุรกิจนี้น่าสนใจและจะสร้างผลกำไรให้กับเขาเองในอนาคตได้ ซึ่งตอนก่อตั้งบริษัทนั้น บริษัทได้กำหนดราคาหุ้นไว้ที่ 10 บาทต่อหุ้น และในตอนนี้ มูลค่าหุ้นได้เพิ่มขึ้นจากกิจการที่เติบโตขึ้นและมีผลกำไรมากขึ้น และสมมุตินักลงทุนได้เสนอซื้อหุ้นจากคุณในราคาหุ้นละ 20 บาท ถ้าหากคุณขายไปในราคาหุ้นละ 20 บาท 1 ล้านหุ้นที่คุณมี ก็เท่ากับว่า คุณจะได้เงินทั้งหมด 20 ล้านบาท นั้นหมายความว่าคุณ ได้กำไรจากการขายหุ้น 100 % คือ 10 ล้านบาท เพราหุ้นคือทรัพย์สินที่มีมูลค่าของคุณนั้นเอง แต่การซื้อขายหุ้นนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับความพึงพอใจทั้งสองฝ่ายตกลงกัน ขึ้นอยู่กับการเจรจาตกลงตามความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย  ซึ่งอาจจะมีราคามราคามากกว่าหรือถูกกว่าหุ้นละ 20 บาทก็ได้ ถึงตรงนี้คงเข้าใจเบื้องต้นกันแล้วนะครับว่า หุ้นมาจากไหนแล้วเขาทำกำไรและซื้อขายกันอย่างไร...



มาถึงตรงนี้คงจะมีความสงสัยกันไช่ไหมครับว่าแล้วหุ้นที่เขาซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ละ มันมาอย่างไร และทำไมซื้อขายกันได้ แล้วทำไมต้องซื้อผ่านโบรกเกอร์ ที่จริงแล้วหลักการของหุ้นเป็นไปตามที่ผมอธิบายมาข้างต้นนั้นละครับ เพียงแต่ว่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ มันมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นมาก็คือ ในการที่เจ้าของบริษัทจะเอาบริษัทของตนเองไปจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ และได้เสนอขายหุ้นให้กับบุคคลทั่วไป โดยที่เจ้าของกิจการ สามารถนำหุ้นที่ตนเองมีอยู่ ออกมาแบ่งขายให้กับประชาชนทั่วไป หรือใช้วิธีเพิ่มจำนวนหุ้นให้มากขึ้น แต่ในกรณีที่เพิ่มจำนวนหุ้นให้มากขึ้นจะทำไห้เจ้าของกิจการมีทรัพย์สินที่ลดลง เพราะแบ่งขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมากนั้นเอง ซึ่งเราจะเห็นชื่อบริษัทเหล่านี้ จะเป็น “บริษัทมหาชน” ที่เราคุ้นหูกัน และการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้นจำเป็นจะต้องซื้อขายผ่านโบรกเกอร์นั้นเอง...



ซึ่งประชาชนทั้วไปสามารถเข้าไปซื้อหุ้นเพื่อเป็นเจ้าของกิจการร่วมตามสัดส่วนหุ้นที่ตนถือครองอยู่และนี่ละที่เขาเรียกกันว่า การลงทุนในหุ้น หรือบางท่านเรียกว่าการเล่นหุ้น นั้นเอง ซึ่งผู้ที่เข้าไปถือครองหุ้นจะได้รับ ผลตอบแทน 2 ทาง คือ

1.   กำไรจากการดำเนินกิจการ คือจะได้รับเงินปันผลจากผลกำไรของกิจการ ในกรณีที่บริษัทมีผลกำไร
2.   จะได้ค่าส่วนต่างราคาหุ้น ในกรณีที่ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น และเราทำการขาย เพื่อรับกำไรส่วนต่างราคาหุ้นที่สูงขึ้น นั้นเอง ...

มาถึงตรงนี้คงเข้าใจกันแล้วนะครับว่า หุ้นมาจากไหน และสร้างผลตอบแทน กำไรกันอย่างไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลเบื้อต้นเพื่อให้มือใหม่เข้าใจที่มาของหุ้นกันมากขึ้นนะครับ...แท้จริงแล้วการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยงและมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย จึงจำเป็นต้องศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมกันตลอดเวลานะครับ เพื่อผลประโยชน์ของตัวท่านเอง...

สำหรับวันนี้ของตัวลาไปก่อนแล้วพบกับผมใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับ สำหรับท่านใดมีข้อสงสัยอะไรเพิ่มเติมสามารถฝากข้อความไว้ได้เลยนะครับ และผมจะไปค้นหาคำตอบมาให้ สำหรับวันนี้ขอตัวลาไปก่อน ของให้ท่านมีความสุขกาย สบายใจ เงินทองไหลมาเทมากันนะครับ สวัสดีครับ…..

Article by : ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Youtube : https://goo.gl/F6d8A4   
FaceBook : https://www.facebook.com/CoachDolravee/   
Blogger : https://www.Dolravee.com/   
Twitter : https://twitter.com/CoachDolravee           
Instagram : https://www.instagram.com/CoachDolravee/       
G+  : https://plus.google.com/+CoachDolravee    





บทความที่ได้รับความนิยม