เจาะลึกเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน

 

เกษตรกรรมไม่เพียงแต่เป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ แต่ยังเป็นวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงผู้คนกับธรรมชาติ สำหรับในประเทศไทยซึ่งเศรษฐกิจพึ่งพาเกษตรกรรมเป็นหลัก การเปลี่ยนแปลงวิธีการทำเกษตรที่เน้นการใช้สารเคมี ได้สร้างความท้าทายทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของผู้บริโภค และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ท่ามกลางปัญหาเหล่านี้ "เกษตรอินทรีย์" และ "เกษตรปลอดภัย" ได้กลายเป็นคำตอบสำคัญที่ดึงดูดความสนใจของคนรุ่นใหม่...ในบทความนี้ผมจะพามาสำรวจโลกของสองแนวทางนี้ ทั้งในแง่ข้อดี ข้อจำกัด และผลกระทบต่อสังคมไทยกันนะครับ...

 

เกษตรอินทรีย์ Organic Farming

ความหมายและหลักการ

ประโยชน์ของเกษตรอินทรีย์ Benefits of organic agriculture

ข้อจำกัดของเกษตรอินทรีย์ Limitations of organic agriculture

เกษตรปลอดภัย Safe Agriculture

ความหมายและหลักการ

ประโยชน์ของเกษตรปลอดภัย Benefits of safe agriculture

ข้อจำกัดของเกษตรปลอดภัย Limitations of safe agriculture

กล่าวโดยสรุป

ครูพี่ลี ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger   :
    http://www.dolravee.com/
Facebook :    https://goo.gl/qNF1ak
Youtube  :    https://goo.gl/F6d8A4

 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพุธ เวลา 19.00 น. - 21.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" เราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

ประยุกต์ 4 ระดับสุขภาพพืช ตามแนวทาง จอห์น เคมป์ฟ (John Kempf)

 

สุขภาพพืชตามแนวคิดของจอห์น เคมป์ฟ (John Kempf) เป็นระบบที่สะท้อนความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างพืช ดิน และระบบนิเวศ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างสมดุลของพืชและชีวิตเกษตรกร ผ่าน 4 ระดับของการพัฒนาสุขภาพพืช แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มผลผลิต แต่ยังวางรากฐานให้กับการเกษตรที่ยั่งยืนและสมบูรณ์แบบในทุกมิติ

ระดับที่ 1 : สุขภาพพื้นฐาน – โภชนาการคือจุดเริ่มต้น

กลยุทธ์สำคัญ

ระดับที่ 2 : การป้องกันโรคเบื้องต้น – พลังงานพืชที่สมดุล

กลยุทธ์สำคัญ

ระดับที่ 3 : การป้องกันเชิงรุก – เสริมสร้างภูมิต้านทานพืช

กลยุทธ์สำคัญ

ระดับที่ 4 : ภูมิคุ้มกันระบบ – สมดุลพืชและระบบนิเวศ

กลยุทธ์สำคัญ

สมดุลพืช สมดุลชีวิต ด้วยศาสตร์ PRM

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ PRM

การประยุกต์พัฒนาสุขภาพพืชทั้ง 4 ระดับ ไม่ได้เพียงแต่เพิ่มผลผลิตและคุณภาพ แต่ยังสร้างสมดุลที่ยั่งยืนทั้งในระบบนิเวศและชีวิตเกษตรกร ด้วยแนวทางของจอห์น เคมป์ฟ์ และนวัตกรรม PRM เกษตรกรสามารถก้าวสู่การเกษตรที่ตอบโจทย์อนาคต ทั้งในด้านความยั่งยืนและความมั่นคงทางอาหารนั่นเองนะครับผม...

ครูพี่ลี ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger   :
    http://www.dolravee.com/
Facebook :    https://goo.gl/qNF1ak
Youtube  :    https://goo.gl/F6d8A4

 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพุธ เวลา 19.00 น. - 21.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" พวกเราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

ห่มดิน บ่มดิน ศาสตร์ฟื้นฟูดิน เคล็ดลับคืนชีวิตให้ธรรมชาติ

 

การประยุกต์ใช้หลักการฟื้นฟูดินโดยการคลุมดินหรือ "ห่มดิน" ซึ่งเป็นแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงคิดค้นขึ้น เพื่อช่วยฟื้นฟูดินที่เสื่อมสภาพจากการเกษตรและการใช้ดินที่ไม่เหมาะสม สู่การกลับมามีความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืน การห่มดินไม่ใช่แค่เพียงการคลุมดิน แต่เป็นศิลปะในการฟื้นฟูสุขภาพของดินด้วยวัสดุธรรมชาติที่ช่วยให้การเจริญเติบโตของพืชมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการปกป้องจากความแห้งแล้งและอุณหภูมิที่แปรปรวน การห่มดินจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการดูแลธรรมชาติและการเกษตรที่ยั่งยืนนะครับ...

 

ศาสตร์ PRM จัดการดินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่ออนาคตการเกษตรที่ยั่งยืน
รายการ คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน EP.93


แล้วทำไมเราต้องห่มดิน?

การห่มดินคือกระบวนการคลุมพื้นดินด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น ฟางข้าว ใบไม้แห้ง หรือเศษพืชจากการเกษตรเพื่อรักษาความชุ่มชื้น เพิ่มธาตุอาหาร และควบคุมอุณหภูมิของดิน ซึ่งช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างแข็งแรง และป้องกันปัญหาที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำหรือการกัดเซาะของดิน

ข้อดีของการห่มดินที่เราต้องรู้

1. เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน
วัสดุห่มดินจะย่อยสลายกลายเป็นอินทรียวัตถุที่ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ทำให้พืชได้รับธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่

2. รักษาความชุ่มชื้นในดิน
ช่วยเก็บรักษาความชื้นในดิน แม้ในช่วงฤดูแล้ง ลดการสูญเสียน้ำและทำให้พืชสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

3. ควบคุมอุณหภูมิของดิน
ลดความร้อนในช่วงกลางวันและรักษาความอบอุ่นในช่วงกลางคืน ช่วยให้พืชไม่เจอกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่รุนแรง

4. ป้องกันการชะล้างดิน
วัสดุห่มดินช่วยป้องกันการกัดเซาะจากฝนหนักหรือพายุ ลดการสูญเสียหน้าดินและธาตุอาหาร

5. ยับยั้งการเจริญเติบโตของวัชพืช  
ช่วยบล็อกแสงแดดจากการงอกของเมล็ดวัชพืช ลดการใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช

วัสดุที่ใช้ในการห่มดิน

วัสดุธรรมชาติที่สามารถใช้ในการห่มดินได้แก่ ฟางข้าว ใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง เศษพืชจากการเกษตร รวมถึงปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่ช่วยเติมธาตุอาหารให้ดิน

เทคนิคการห่มดิน

1. เตรียมพื้นดินให้พร้อม  
เริ่มด้วยการกำจัดวัชพืชและปรับหน้าดินให้เรียบ เพื่อให้วัสดุห่มดินกระจายได้อย่างทั่วถึง

2. กระจายวัสดุคลุมดินอย่างทั่วถึง  
ใช้วัสดุคลุมดินให้ทั่วแปลงปลูก โดยมีความหนาประมาณ 5-10 เซนติเมตร

3. เติมปุ๋ยธรรมชาติ
การใช้ฟางข้าวหรือใบไม้สามารถเสริมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยในการย่อยสลายวัสดุ


เปลี่ยนชีวิตด้วยการปรุงหมักห่มบ่มดินแบบไร้ขีดจำกัด! | ท่านรอง อนุวัชร โพธินาม


การห่มดินเป็นการใช้ธรรมชาติช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างสมดุลให้กับดิน และเป็นแนวทางที่สำคัญในเกษตรกรรมแบบยั่งยืนที่มีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรต่อไปนี้เรามาเรียนรู้กันนะครับว่า 
วัตถุประสงค์ของ "ห่มดิน" และ "บ่มดิน คืออะไร

การ "ห่มดิน" คือการคลุมผิวหน้าดินด้วยวัสดุธรรมชาติ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ

  • ป้องกันการระเหยของน้ำในดิน  
  • ลดการชะล้างหน้าดินจากฝนหรือลม  
  • ควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืช  
  • เพิ่มอินทรียวัตถุในดินเมื่อวัสดุสลายตัว  


การ "บ่มดิน" คือกระบวนการเตรียมดินให้พร้อมสำหรับการเพาะปลูก โดยการใช้วัสดุอินทรีย์หรือสารปรับปรุงดิน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในดินที่เอื้อต่อการเติบโตของพืช  โดยมี วัตถุประสงค์คือ

  • กระตุ้นการเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน  
  • ปลดปล่อยธาตุอาหารให้พร้อมสำหรับพืช  
  • เพิ่มความร่วนซุยและโครงสร้างดินที่ดี  
  • ฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมและปรับสมดุลค่า pH  


ขั้นตอนและเทคนิคการห่มดิน และ การบ่มดิน

เทคนิคการห่มดิน

1. เตรียมวัสดุคลุมดิน เลือกวัสดุอินทรีย์ในพื้นที่ เช่น ฟางข้าว ใบไม้แห้ง หรือหญ้าแห้ง  
2. คลุมดินให้ทั่ว วางวัสดุคลุมดินหนาประมาณ 5-10 ซม. เพื่อปกป้องหน้าดิน  
3. ปรับปรุงดิน หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ อาจโรยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกก่อนคลุมดิน  
4. รดน้ำ เพื่อช่วยให้วัสดุคลุมดินคงตัวและเริ่มกระบวนการย่อยสลาย  

เทคนิคการบ่มดิน

1. เตรียมดิน ขุดหรือพรวนดินให้ลึกประมาณ 20-30 ซม. เพื่อให้อากาศถ่ายเท  
2. ใส่วัสดุอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือเศษซากพืช  
3. เพิ่มจุลินทรีย์ ใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ (เช่น ไตรโคเดอร์มา หรือ EM) เพื่อช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุ
4. คลุมดิน หลังใส่วัสดุอินทรีย์ ควรคลุมดินด้วยฟางหรือใบไม้เพื่อรักษาความชื้น  
5. บ่มดิน ปล่อยดินพักไว้ประมาณ 2-4 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับชนิดของดินและวัสดุที่ใช้)  

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • เลือกวัสดุที่สามารถหาได้ในพื้นที่เพื่อประหยัดต้นทุน
  • หลีกเลี่ยงวัสดุที่มีสารเคมีหรือเชื้อโรคปนเปื้อน
  • ควรห่มดิน บ่มดิน ในช่วงต้นฤดูปลูกเพื่อให้พืชได้รับประโยชน์สูงสุดจากวัสดุที่ใช้คลุม

ปรุง ห่ม บ่ม พื้นดิน ทำอย่างไรให้ดินสมบูรณ์ ตอน 1 | อาจารย์ ตรี รัชยุทธ วรรณศิริบุญ

ปรุง ห่ม บ่ม พื้นดิน ทำอย่างไรให้ดินสมบูรณ์ ตอน 2 | อาจารย์ ตรี รัชยุทธ วรรณศิริบุญ

ประโยชน์ของ "ห่มดิน" และ "บ่มดิน"

ประโยชน์ของห่มดิน

  • รักษาความชื้นในดิน ลดการใช้น้ำในการเกษตร  
  • ลดอุณหภูมิหน้าดิน ทำให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช  
  • ลดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช  
  • เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน  

ประโยชน์ของบ่มดิน

  • เพิ่มธาตุอาหารในดินอย่างสมดุล  
  • ปรับปรุงโครงสร้างดินให้ร่วนซุย  
  • ลดความเป็นกรด-ด่างในดิน  
  • เพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน  

 

ตัวอย่างการนำไปใช้


ตัวอย่างห่มดิน

  • ในสวนผลไม้ ใช้ฟางข้าวคลุมโคนต้นไม้เพื่อรักษาความชื้นในดินและป้องกันวัชพืช  
  • ในไร่นา ใช้ปุ๋ยพืชสด เช่น ถั่วพร้า ปลูกแล้วไถกลบเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ  

ตัวอย่างบ่มดิน

  • ในแปลงผัก ใส่ปุ๋ยหมักและบ่มดินไว้ก่อนปลูก 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้ธาตุอาหารในดินพร้อม  
  • ในสวนยางพารา ใส่ปุ๋ยคอกพร้อมจุลินทรีย์ชีวภาพ แล้วพักดินก่อนปลูกต้นยางใหม่  


ศาสตร์ PRM จัดการดินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่ออนาคตการเกษตรที่ยั่งยืน ตอน 1 | สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz

ศาสตร์ PRM จัดการดินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่ออนาคตการเกษตรที่ยั่งยืน ตอน 2 | สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz

โดยสรุปแนวคิดคือ

ห่มดิน" และ "บ่มดิน" เป็นกระบวนการฟื้นฟูและปรับปรุงคุณภาพดินที่ง่ายและยั่งยืน ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร หากนำแนวทางเหล่านี้ไปปรับใช้ จะช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศที่ดี และฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง! แน่นอนว่าการห่มดินตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแนวทางที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรม ด้วยการใช้วัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาช่วยฟื้นฟูคุณภาพดิน การใช้วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยปรับปรุงดินให้มีคุณภาพดีขึ้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนในการเกษตรและส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนอีกด้วยนะครับผม... ^_^

ครูพี่ลี ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger   :
    http://www.dolravee.com/
Facebook :    https://goo.gl/qNF1ak
Youtube  :    https://goo.gl/F6d8A4

 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพุธ เวลา 19.00 น. - 21.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" พวกเราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

การอนุโลมใช้สารเคมีในระบบเกษตรอินทรีย์ จุดเปลี่ยนสู่อนาคตที่ยั่งยืน

 

การเปลี่ยนผ่านจากระบบเกษตรเคมีแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนวิธีปลูกพืช แต่เป็นการฟื้นฟูชีวิตของดิน พืช และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ในช่วงเวลาสำคัญที่เรียกว่า “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” (Transition Period) บางครั้ง การอนุโลมให้ใช้สารเคมีบางชนิดจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรก้าวผ่านช่วงเวลานี้ได้อย่างมั่นใจ  

หลักการสำคัญของการอนุโลม ความสมดุลที่ยั่งยืน

 

1. ความจำเป็นในการปรับตัว 

  • ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โครงสร้างดินอาจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ พืชยังอ่อนแอต่อโรคและแมลง หรือวัตถุดิบอินทรีย์ยังไม่เพียงพอ  
  • การใช้สารเคมีในปริมาณจำกัดและเหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิต ช่วยให้ฟาร์มเดินหน้าสู่ความสมบูรณ์ได้อย่างราบรื่น  


2. สารเคมีที่อนุญาต 

  • เฉพาะสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายง่าย และไม่ส่งผลเสียต่อจุลินทรีย์ในดินหรือความหลากหลายทางชีวภาพ  

ตัวอย่าง เช่น  

  • กำมะถัน หรือ ทองแดงซัลเฟต สำหรับควบคุมโรคราน้ำค้าง  
  • ปูนขาว เพื่อปรับสภาพดินกรดจัด  
  • น้ำมันพืชสกัด หรือ สารชีวภาพธรรมชาติ สำหรับจัดการศัตรูพืช  


3. การควบคุมปริมาณและระยะเวลา

  • ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด
  • ต้องหยุดใช้สารเคมีก่อนเข้าสู่ระบบอินทรีย์อย่างน้อย 1-3 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าผลผลิตได้รับการรับรองว่าเป็นอินทรีย์เต็มรูปแบบ  


ข้อจำกัดและการตรวจสอบ ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญ 

การกำกับดูแล

  • มีองค์กรรับรองมาตรฐาน เช่น IFOAM, USDA Organic, Organic Thailand หรือมาตรฐานต่างๆในประเทศไทย คอยตรวจสอบอย่างเคร่งครัด
  • การบันทึกข้อมูล เกษตรกรต้องจดบันทึกการใช้สารเคมีอย่างละเอียด เพื่อแสดงความโปร่งใสและปฏิบัติตามข้อกำหนด  


ผลลัพธ์ในระยะยาว สู่ความยั่งยืน

เมื่อระบบนิเวศของฟาร์มฟื้นตัวเต็มที่ เกษตรกรจะสามารถลดการพึ่งพาสารเคมีจนหมดสิ้น ฟาร์มจะเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเขียวที่สมบูรณ์แบบ ผลผลิตที่ได้จะมีคุณภาพสูง ได้รับการรับรองมาตรฐาน และสามารถเพิ่มมูลค่าในตลาดได้อย่างมั่นคง  

ประโยชน์ของการอนุโลมในช่วงเปลี่ยนผ่าน

1. ลดความสูญเสียผลผลิต 

  • ช่วยให้เกษตรกรยังคงผลิตผลได้ แม้ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ท้าทาย  

2. ฟื้นฟูสมดุลในระยะยาว 

  • สนับสนุนการฟื้นตัวของดินและระบบนิเวศในฟาร์ม  

3. เตรียมดินสำหรับอนาคต 

  • สร้างสภาพดินที่พร้อมรองรับการเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง  

บทสรุป ก้าวผ่านอย่างมั่นคง สู่อินทรีย์ที่ยั่งยืนการอนุโลมให้ใช้สารเคมีในช่วงเปลี่ยนผ่านไม่ใช่การย้อนกลับ แต่เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคต เมื่อระบบฟาร์มฟื้นตัวเต็มที่ การพึ่งพาสารเคมีจะหมดไป และฟาร์มจะเข้าสู่การเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริงนะครับผม ^_^ ...

 

ครูพี่ลี ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger   :
    http://www.dolravee.com/
Facebook :    https://goo.gl/qNF1ak
Youtube  :    https://goo.gl/F6d8A4

 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพุธ เวลา 19.00 น. - 21.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" พวกเราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

ปลดล็อกอนาคตเกษตรกรไทย พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ - Unveiling the Future of Thai Farmers: Driving the Nation's Economy

 

อนาคตของเศรษฐกิจของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับตึกระฟ้าหรือเขตอุตสาหกรรม แต่ขึ้นอยู่กับดินอันอุดมสมบูรณ์ที่เกษตรกรไทยดูแล วีรบุรุษที่ไม่มีใครรู้จักเหล่านี้ถือเป็นกระดูกสันหลังของประเทศมาช้านาน โดยเป็นผู้ให้กำเนิดสิ่งดำรงชีพ มรดกทางวัฒนธรรม และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ถึงเวลาแล้วที่ต้องยกระดับบทบาทของเกษตรกรไทย ปลดล็อกศักยภาพของเกษตรกรไทยเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคใหม่แห่งความเจริญรุ่งเรือง...

ศักยภาพที่ยังไม่ได้ใช้ของเกษตรกรรมไทย

เกษตรกรไทยมีความหวังมหาศาลในการเติบโตและก้าวหน้า แม้ไทยเราจะเป็นผู้ส่งออกข้าว ยางพารา และผลไม้เมืองร้อนชั้นนำ แต่ภาคเกษตรกรรมส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการพัฒนาเนื่องจากแนวทางปฏิบัติที่ล้าสมัย การเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำกัด และระบบสนับสนุนที่ไม่เพียงพอ โดยการปรับปรุงวิธีการเกษตรให้ทันสมัยและเสริมพลังให้เกษตรกรด้วยความรู้และเครื่องมือ ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนภาคการเกษตรให้กลายเป็นแหล่งพลังแห่งนวัตกรรมและความยั่งยืนได้ผมเชื่อแบบนั้น...

ความท้าทายสำคัญที่เกษตรกรต้องเผชิญ


1. การเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำกัด เกษตรกรจำนวนมากยังคงพึ่งพาเทคนิคแบบดั้งเดิมซึ่งใช้แรงงานจำนวนมากและให้ผลผลิตที่น้อยกว่า เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เช่น การทำฟาร์มแม่นยำ โดรน และระบบชลประทานอัตโนมัติ ยังคงไม่สามารถเข้าถึงได้สำหรับ
เกษตรกรไทยส่วนใหญ่

2. ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รูปแบบสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้และสภาวะที่รุนแรงได้รบกวนวงจรการปลูกและการเก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตลดลงและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

3. ความไม่มั่นคงของตลาด ราคาตลาดที่ผันผวนและพ่อค้าคนกลางมักทำให้เกษตรกรไม่ได้รับค่าตอบแทนที่ยุติธรรมสำหรับผลผลิตของตน

4. ช่องว่างของความรู้ การขาดการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการทำฟาร์มที่ยั่งยืนและแนวโน้มของตลาดทำให้เกษตรกรไม่สามารถใช้ศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่

วิสัยทัศน์สำหรับการเปลี่ยนแปลง

อนาคตอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านจากการทำฟาร์มเพื่อยังชีพไปสู่รูปแบบที่โอบรับความยั่งยืน เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผมคนหนึ่งที่มีมุมมองว่านี่คือกลยุทธ์สำคัญในการบรรลุการเปลี่ยนแปลงนี้ครับ...

 

1. การผสานเทคโนโลยีเข้ากับเกษตรกรรม


การทำฟาร์มแม่นยำ การใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและ IoT หรือ Internet of Thing เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตพืชผลและการใช้ทรัพยากร

แพลตฟอร์มดิจิทัลเกษตร เชื่อมต่อเกษตรกรโดยตรงกับผู้ซื้อ ลดการพึ่งพาคนกลาง


ระบบชลประทานอัจฉริยะ อนุรักษ์น้ำในขณะที่มั่นใจว่าพืชผลได้รับน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ



2. การสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


การกระจายพันธุ์พืช การสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชผลหลากหลายชนิดที่สามารถทนต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้


การทำฟาร์มอินทรีย์ ส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ช่วยปรับปรุงสุขภาพของดินและลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี


การเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ มอบเครื่องมือและความรู้แก่เกษตรกรเพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วม ภัยแล้ง และแมลงศัตรูพืช



3. ส่งเสริมให้เกษตรกรมีอำนาจผ่านการศึกษา


ศูนย์ความรู้ การจัดตั้งศูนย์การศึกษาและการฝึกอบรมด้านการเกษตรในท้องถิ่น


การเรียนรู้ร่วมกัน การสนับสนุนให้เกษตรกรแบ่งปันประสบการณ์และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด


ความรู้ทางการเงิน การสอนให้เกษตรกรบริหารจัดการรายได้ การลงทุน และการออมอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประเด็นนี้ผมมองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก



4. การเสริมสร้างการเข้าถึงตลาด


โครงการการค้าที่เป็นธรรม การรับรองว่าเกษตรกรจะได้รับค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกันสำหรับผลผลิตของตน


โอกาสในการส่งออก การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของไทยในตลาดโลก


ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม การสนับสนุนให้เกษตรกรแปรรูปวัตถุดิบเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น การเปลี่ยนมันสำปะหลังเป็นแป้ง หรือผลไม้เป็นขนมขบเคี้ยวแห้ง เป้นต้น

บทบาทของภาครัฐและภาคเอกชน


เพื่อให้วิสัยทัศน์นี้เกิดขึ้นจริง ความร่วมมือเป็นสิ่งจำเป็น รัฐบาลต้องมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดนโยบาย การอุดหนุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกันนี้ ภาคเอกชนยังสามารถลงทุนในนวัตกรรมเทคโนโลยี สร้างโอกาสทางการตลาด และจัดทำโครงการให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรได้

กรณีศึกษาความสำเร็จ


โครงการเกษตรกรอัจฉริยะ ในภาคเหนือของประเทศไทย เกษตรกรที่ใช้เทคนิคการเกษตรแม่นยำพบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้น 40% ในขณะที่ลดการใช้น้ำลง 30%


การปลูกข้าวอินทรีย์ ชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เปลี่ยนมาใช้การเกษตรอินทรีย์ ทำให้มีราคาสูงขึ้นทั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศ (ซึ่งทางรายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน ได้นำเกษตรกรมาออกอากาศอยู่หลายครั้ง)


การท่องเที่ยวเชิงเกษตร การผสมผสานการเกษตรกับการท่องเที่ยวทำให้เกิดช่องทางรายได้ใหม่ ๆ แก่เกษตรกรในภาคใต้ และทั่วประเทศ ของประเทศไทย
(ทางรายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน ได้นำมาออกอากาศอยู่หลาย EP.)

เส้นทางข้างหน้า


การปลดล็อกอนาคตของเกษตรกรไทยไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากประเทศไทยปรารถนาที่จะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ภาคการเกษตรจึงต้องพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการเสริมพลังให้เกษตรกร ยอมรับเทคโนโลยี และส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน ประเทศไทยสามารถสร้างยุคฟื้นฟูการเกษตรที่ยกระดับผู้คนนับล้านและขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้นะครับผมเชื่อมั่นแบบนั้น...

ไร่ สวน และ ทุ่งนาของประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้ ด้วยการสนับสนุนที่ถูกต้อง อนาคตของเกษตรกรไทยจะสดใส เป็นประภาคารแห่งความหวังและความมั่งคั่งให้กับทั้งประเทศได้ในที่สุดท่านว่าจริงไหมครับ....

ครูพี่ลี ดลรวี ภัทรกุลพิมล
Bloger   :
    http://www.dolravee.com/
Facebook :    https://goo.gl/qNF1ak
Youtube  :    https://goo.gl/F6d8A4

 

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ
  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพุธ เวลา 19.00 น. - 21.00 น. และ
  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" พวกเราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

ใส่ปุ๋ยต้องรดน้ำตามไหม? | คุยกับ อ.ตรี ตอน 6

  

วันนี้จะทั้งตอบฅำถามและเขียนเป็นบทความให้ อาจารย์อาคมที่ขอมา

เริ่มที่ "ปุ๋ยไม่มีขา รากไม่มีมือ" หลายรายอ่านแล้วก็งงๆ ความหมายก็คือ เวลาเราใส่ปุ๋ย หลายคนมักจะไม่ค่อยสนใจเรื่ององค์ประกอบว่าใส่แล้วปุ๋ยแล้ว จะเข้าไปในพืชได้อย่างไร? หรือ พืชเอาไปใช้ได้อย่างไร? เนื่องจากทุกอย่างที่ใส่ลงไปในดินก่อนที่พืชจะนำไปใช้ต้องละลายเป็นสารละลาย หรือ แตกตัวเป็นอิออนก่อนถึงจะถูกดูดเข้าสู่ต้นไม้ ดังนั้นหลายคนมักจะถามว่าหว่านปุ๋ยเสร็จแล้วต้องรดน้ำมั้ย ก็ให้สังเกตุว่าใส่ปุ๋ยเสร็จ ปุ๋ยตกลงไปก็อยู่ตรงนั้น และขณะเดียวกันเมื่อมันตากแดดตากลมมากๆ

ธาตุบางตัวก็จะสูญเสียในอากาศโดยเฉพาะไนโตรเจน ดังนั้น จะสังเกตุว่าการออกแบบการใส่ปุ๋ย ผมจะออกแบบให้พืชสามารถนำไปใช้ได้เลย หรือ ฝากไว้กับวัสดุที่ใส่เสริมลงไปในดินในรูปของวัสดุฟื้นฟูดินสูตรต่างๆ หรือ แบบที่ย่อยแล้ว (สูตร 2) หรือ ใส่เสริมลงไปโดยเป็นสารละลาย หรือ ให้อยู่ในรูปอินทรีย์ คีเลต (Chelate)

(ปุ๋ยคีเลต (Chelate) เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในบริบทของปุ๋ยและการให้ธาตุอาหารในการเกษตร ปุ๋ยคีเลต หมายถึงปุ๋ยที่ประกอบไปด้วยธาตุอาหารที่ถูกผูกเข้ากับสารอื่นที่เรียกว่า chelating agent (สารเชลเลต) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำธาตุอาหารเข้าสู่พืช)

ดังนั้น สรุปเวลาจะใส่ปุ๋ย ต้องไม่ถามว่าใส่ปุ๋ยแล้วต้องรดน้ำมั้ย สองปัจจัยที่จะใส่เท่าไหร่ เมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของต้น คุณภาพของดิน และ ฝนฟ้า อากาศ ข้อนี้คงจะไม่เป็นปัญหาอีกเรื่องที่จะต้องถามว่าจะสังเกตุอย่างไร? ก็ให้สังเกตุส่วนของพืชที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ ฟื้นตัวไหม หรือถ้าเป็นยางก็ให้สังเกตุผลผลิตที่ค่อยๆฟื้นตัวนะครับ 

บทความ : อาจารย์ ตรี รัชยุทธ วรรณศิริบุญ
นักวิชาการอิสระ และ ผู้ก่อตั้งเครือข่ายเกษตรรุ่นใหม่พัฒนา PRM

ชุดความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมศาสตร์ฟื้นฟูดิน PRM เจาะลึก สุดถึงแก่น สู่ความยั่งยืน

คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน รายการที่จะนำคุณไปสัมผัสกับ อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดดีๆ จากบุคคลต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นพลังสรรค์สร้าง คุณภาพชีวิตทีดี อย่างยั่งยืน

  • ออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุเพื่อการเรียนรู้และเตือนภัย ภาคกลาง AM 1467 KHz ทุก วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. - 19.00 น. และ

  • ออกอากาศทางช่องทาง Live Streaming ผ่าน Facebook Live "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ทุก วันพุธ เวลา 19.00 น. - 21.00 น. และ

  • สามารถมารับชมย้อนหลังผ่านทาง Youtube ช่อง "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" ได้อีกช่องทางหนึ่ง...

เพจ & Youtube : รายการคุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน

เกี่ยวกับเรา : รายการ "คุณภาพชีวิตดีที่บ้านฉัน" พวกเราคือใคร?

ป.ล. หากบทความนี้มีประโยชน์ ฝากช่วยกันแชร์ บทความนี้ส่งต่อๆ ออกไปสู่กลุ่มผู้คนวงกว้างให้ได้รับคุณประโยชน์... แบ่งปันความรู้ดีๆ กันนะครับ หนึ่งความรู้ หนึ่งความคิดดีๆ อาจจะเปลี่ยน ช่วยเหลือ ผู้คน และสังคมได้นะครับ และที่สำคัญสิ่งเล็กๆ ที่ท่านทำในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้ ขอขอบคุณทุกท่านจากหัวใจ ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ... แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับผม ^_^

บทความที่ได้รับความนิยม